X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยอดหญิงเทพสมุนไพร

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเทพสมุนไพร เล่ม 4 บทที่ 9

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 9

นายท่านใหญ่กับเหล่าไท่จวินนั่งอยู่ในห้องของเซียวจวิ้น มองเขาอาเจียนครั้งแล้วครั้งเล่าจนหน้ามืดตาลายด้วยความปวดใจ อาเจียนจนน้ำดีออกมาแล้ว นี่เป็นครั้งที่สี่แล้ว แม้จะทำตามคำแนะนำของหมอหลวงหลี่ ป้อนน้ำให้เขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เซียวจวิ้นก็ยังอาเจียนออกมาอยู่ดี

หมอหลวงหลี่ที่อยู่ด้านข้างเห็นแล้วส่ายหน้า เห็นหมอหลวงหลี่ส่ายหน้า นายท่านใหญ่ถึงกับหัวใจจมดิ่ง มองเหล่าไท่จวิน เห็นนางขมวดคิ้วมุ่นเช่นกัน เขาจึงรีบสั่งให้สาวใช้เข้ามาเก็บกวาด ทำไม้ทำมือกับหมอหลวงหลี่แล้วเอ่ยว่า “ท่านหมอหลวง เชิญออกมาคุยกันหน่อยเถอะ”

หมอหลวงหลี่เห็นแล้วรีบผงกศีรษะ เห็นนายท่านใหญ่ลุกขึ้นก็รีบเดินตามออกไป ซื่อฮว่าประคองเหล่าไท่จวินเดินตามมา

ทุกคนเข้าไปในห้องโถง นั่งลงเรียบร้อย ยกน้ำชาเข้ามาใหม่ ไล่ข้ารับใช้ออกไปแล้ว นายท่านใหญ่จึงเอ่ยปากถาม “ท่านหมอหลวง ตามความเห็นของท่าน อาการของจวิ้นเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง”

“นายท่านสกุลเซียว อาการของคุณชายรองไม่ดีนัก ข้าเป็นหมอมาหลายปียังไม่เคยเห็นอาการเช่นนี้มาก่อน เดิมทีคุณชายรองแค่บาดแผลภายนอกอักเสบ ทำให้เป็นไข้ ดูแผลที่มือของคุณชายรองแล้ว พบว่ามีร่องรอยของการสมานตัวอยู่ คิดว่าก่อนหน้านี้คงรักษาได้ทันท่วงที ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ไม่รู้เหตุใดอาการจึงแย่ลง น่าจะเกี่ยวกับการกินอาหารไม่ลงกระมัง”

ฟังคำหมอหลวงแล้วเหล่าไท่จวินก็เศร้าใจ ตอนนี้นางรู้สึกเสียใจภายหลังยิ่งนัก ต่อให้โมโหเพียงใดก็ควรรอให้ร่างกายจวิ้นเอ๋อร์ฟื้นฟูขึ้นก่อนแล้วค่อยจัดการกับหลี่เมิ่งซี น่าเสียดายที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปได้ ครุ่นคิดเนิ่นนาน สุดท้ายก็ตัดสินใจเล่าเรื่องของเซียวจวิ้นให้หมอหลวงฟังง่ายๆ และถามว่า “ท่านหมอหลวงคิดว่ายังมีหนทางอื่นใดอีกหรือไม่”

หมอหลวงหลี่ฟังที่เหล่าไท่จวินเล่าแล้ว ส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า “ตามความเห็นของข้า อาการของคุณชายรองเกิดจากปมปัญหาในใจ เลือดลมหมุนเวียนไม่สะดวก ที่สำคัญกว่านั้นคือตัวเขาเองไม่มีความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ต่อให้มียารักษาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ภาษิตว่าโรคทางใจต้องรักษาด้วยยาทางใจ โรคของคุณชายรองน่าจะต้องแก้ที่ปมปัญหาในใจเขาก่อน”

เหล่าไท่จวินฟังแล้วตาเป็นประกาย นางถามว่า “ตามความเห็นของท่านหมอหลวง หากปมในใจของจวิ้นเอ๋อร์คลี่คลายก็จะช่วยเขาได้หรือ”

“คลี่คลายปมในใจแล้ว คงทำให้คนป่วยมีความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป บางทีสถานการณ์อาจพลิกผัน เหล่าไท่จวินสามารถลองดูได้ แต่ก็พูดยากเหมือนกัน อาการของคุณชายรองแปลกประหลาดเกินไป หากยังกินอะไรไม่ลงต่อไปเช่นนี้ เกรงว่าอยากหายดีคงเป็นเรื่องยาก”

“มียาอะไรทำให้จวิ้นเอ๋อร์หยุดอาเจียนได้บ้างหรือไม่” นายท่านใหญ่ถามขึ้นอย่างไม่ยอมหมดหวัง

“ยาดีเพียงใดก็ต้องกินให้ลงเสียก่อน คุณชายรองไม่ได้ป่วยหนัก แต่ประเด็นสำคัญคือกินอะไรไม่ลง เป็นเรื่องที่น่าลำบากใจโดยแท้”

“มีหนทางใดสามารถทำให้คุณชายรองกินอาหารได้บ้าง ถ้ากินอาหารลงก็จะดีขึ้นเอง”

“นายท่านสกุลเซียวพูดถูกอย่างยิ่ง โรคของคุณชายรองยากตรงนี้แหละ หากหมอหลวงหูยังมีชีวิตอยู่ก็คงดี”

“หมอหลวงหู?”

“สมัยมีชีวิตอยู่หมอหลวงหูศึกษาค้นคว้าวิชาแพทย์กับข้าบ่อยๆ วิชาฝังเข็มของเขาอาจเป็นประโยชน์ต่อคุณชายรอง น่าเสียดาย เนื่องจากตอนอดีตฮ่องเต้ประชวรและสวรรคตเป็นเขาที่อยู่เวรพอดี จึงถูกใส่ร้ายว่าวินิจฉัยผิดพลาดและถูกประหารชีวิตทั้งสกุล วิชาแพทย์อันล้ำเลิศจึงไม่ถูกสืบทอดต่อมา ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวลือว่าบุตรชายคนเล็กของหมอหลวงหูยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์จากบิดา เพียงแต่หนึ่งไม่รู้ว่าข่าวลือเป็นจริงหรือเท็จ สองต่อให้ข่าวลือเป็นจริง เขายังมีชีวิตอยู่ก็คงปกปิดชื่อแซ่เอาไว้ ในเวลาสั้นๆ จะไปตามหาตัวได้จากที่ใด”

“ไม่มีหนทางอื่นแล้วหรือ”

“ใช่แล้ว นายท่านใหญ่ลองไปขอร้องร้านยาอี๋ชุนดูสิ ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตอนที่รัชทายาทป่วย เซียนปรุงยาผู้นั้นรักษาโรคให้รัชทายาท เคยใช้ทักษะการฝังเข็มปกป้องเส้นลมปราณหัวใจของรัชทายาทมาแล้ว เซียนปรุงยามีวิชาแพทย์อันน่าอัศจรรย์ ไม่แน่อาจช่วยชีวิตคุณชายรองได้”

“ร้านยาอี๋ชุน?!” นายท่านใหญ่ฟังคำหมอหลวงหลี่แล้วทวนคำพูดรอบหนึ่ง เขาอดส่ายหน้ายิ้มขื่นไม่ได้ “ไม่ปิดบังท่านหมอ ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดร้านยาอี๋ชุนถึงได้เป็นศัตรูกับพวกเราเป็นพิเศษ ได้ยินว่าหลงจู๊ร้านยาอี๋ชุนออกตรวจโรคบ่อยๆ ก่อนที่หมอหลวงจะมา มารดาได้ส่งพ่อบ้านไปเชิญหลงจู๊ที่ร้านยาอี๋ชุนแล้ว คิดไม่ถึงว่าพอร้านยาอี๋ชุนได้ยินว่าเป็นคนสกุลเซียว ยังไม่ทันพูดอะไรก็ไล่เขาออกมาทันที”

หมอหลวงหลี่ฟังแล้วอึ้งไปเช่นกัน เขาหรือจะรู้ว่าหลี่ตู้พ่อลูกอคติกับเซียวจวิ้นอยู่แล้ว เพราะคำพูดไกล่เกลี่ยของรัชทายาทเมื่อหลายวันก่อน สองฝ่ายจึงดูใกล้ชิดกันมากขึ้น ทว่าวันก่อนจือซย่าส่งข่าวมาบอกว่าสะใภ้รองถูกกักตัวอยู่ในอารามชิงซิน นายหญิงใหญ่จะปองร้ายสะใภ้รอง บอกว่าสะใภ้รองให้พวกเขาเตรียมพร้อมให้ดี หากจำเป็นจริงๆ จะให้พวกเขาไปเปิดเผยฐานะที่คฤหาสน์สกุลเซียวและรับตัวคนออกมา

จือชิวรู้สถานการณ์ของสะใภ้รองแล้วก็เดือดดาลทันที โวยวายจะพาคนไปถล่มอารามชิงซินให้ราบเป็นหน้ากลอง และจะไปอาละวาดที่คฤหาสน์สกุลเซียว รับตัวสะใภ้รองออกมา สุดท้ายกลับถูกโอวหยางตี๋กับหลี่ตู้ใช้กำลังห้ามเอาไว้ บอกว่าหากสามารถเปิดเผยความจริงกับสกุลเซียวได้ พวกเขาคงทำไปนานแล้ว ไยต้องรอจนถึงตอนนี้ เหตุใดจึงปล่อยให้สะใภ้รองลำบากถึงเพียงนั้นด้วย หลี่จั้นที่ปรึกษาของรัชทายาทตั้งใจมาแจกแจงสถานการณ์ตอนนี้ให้พวกเขาฟังว่าหมู่นี้วังหลวงมีข่าวไทเฮาทรงพระประชวรแพร่ออกมา เยียนอ๋องเกรงว่าไทเฮาจะอยู่ได้อีกไม่นาน กำลังเร่งเตรียมการจะลงมือก่อนเวลา ตอนนี้การชิงตำแหน่งรัชทายาทกำลังดุเดือด สถานการณ์ตึงเครียดพร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ ด้วยเหตุนี้หลี่จั้นจึงพยายามพูดไกล่เกลี่ยให้พวกเขาปรองดองกับสกุลเซียวเอาไว้

ปรองดองกับสกุลเซียวเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่เวลานี้การที่ร้านยาอี๋ชุนกับสกุลเซียวซึ่งเป็นฝ่ายรัชทายาทเหมือนกันเกิดความขัดแย้งกันขึ้น ย่อมเป็นการทำให้ตนเองเจ็บตัวและทำให้ศัตรูได้ใจ ไม่แน่ถึงตอนสุดท้าย ทั้งสองฝ่ายอาจพ่ายแพ้และถูกเยียนอ๋องกำจัดจนสิ้นซากก็เป็นได้

ฟังคำพูดโน้มน้าวของพี่ชายกับโอวหยางตี๋แล้ว ในที่สุดจือชิวก็สงบลง ทว่าในใจกลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่อสกุลเซียว พอเห็นคนสกุลเซียวมาขอร้องพวกนาง ไหนเลยจะปล่อยให้พวกเขาได้สมใจ สกุลเซียวตัดสินใจหย่าสะใภ้รองแล้ว คุณชายรองจะเป็นหรือตายไม่เกี่ยวอะไรกับพวกนางอีก นางแทบจะตีหัวพวกเขาแล้วโยนออกจากร้านเสียด้วยซ้ำ

กล่าวด้วยคำพูดของจือชิว ที่ไม่ได้ตีหัวพวกเขาเพราะเห็นแก่หน้ารัชทายาท

หมอหลวงหลี่ไม่รู้ว่าร้านยาอี๋ชุนกับสกุลเซียวมีความแค้นใหญ่หลวงต่อกันเช่นนี้ ฟังคำของนายท่านใหญ่แล้วจึงส่ายหน้าอย่างเหลือเชื่อ คิดถึงสถานการณ์ของรัชทายาทแล้ว เวลานี้ร้านยาอี๋ชุนกับสกุลเซียวอย่าได้เกิดความขัดแย้งขึ้นเป็นอันขาด ดังนั้นจึงเอ่ยว่า “สองปีมานี้ข้าติดตามข้างกายรัชทายาท เคยพบเซียนปรุงยาอยู่หลายหน เซียนปรุงยาผู้นี้เป็นบุคคลสูงส่งมีคุณธรรม จะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร จะต้องเป็นพวกข้ารับใช้เกิดความเข้าใจผิดเป็นแน่ เซียนปรุงยาเป็นน้องชายบุญธรรมของรัชทายาท คุณชายรองก็เป็นพระสหายของรัชทายาท เรื่องนี้นายท่านใหญ่ควรคลี่คลายดีกว่าผูกใจเจ็บ ไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้พวกเรามีเรื่องจะขอร้องผู้อื่น”

“ท่านหมอหลวงกล่าวถูกต้องยิ่งนัก เพียงแต่ร้านยาอี๋ชุนไม่ยอมพบคนสกุลเซียวของข้า จะมีหนทางใดเล่า”

หมอหลวงหลี่ขบคิดแล้วเอ่ยว่า “นายท่านใหญ่คงไม่รู้ว่าร้านยาอี๋ชุนไม่เคยคบหาผู้สูงศักดิ์ แต่ไรมาขายแต่ยาเท่านั้น ไม่ช่วยชีวิตคน ก่อนหน้านี้หัวหน้าพรรคเฉิงของพรรคไผ่เขียวเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ เฉิงย่วนบุตรสาวของเขาหาหมอมากมายมารักษาแต่ไม่เห็นผล จึงพาบิดามาที่ร้านยาอี๋ชุนสาขาใหญ่ คุกเข่าอยู่หน้าประตูห้าวัน ทำให้เซียนปรุงยาซาบซึ้งใจ จนยื่นมือช่วยเหลือ”

“หรือว่าเพื่อชีวิตของจวิ้นเอ๋อร์ ข้าต้องไปคุกเข่าด้วยตนเอง” นายท่านใหญ่ฟังแล้วพึมพำ

หมอหลวงหลี่ฟังแล้วไม่ออกความเห็นใดๆ เขาเงียบไปนานก่อนจะพูดว่า “เซียนปรุงยาผู้นี้นิสัยรักอิสรเสรี หลักแหล่งไม่แน่นอน รัชทายาทเป็นถึงเชื้อพระวงศ์สูงศักดิ์ ทั้งยังเป็นพี่ชายบุญธรรมของเซียนปรุงยา คิดจะพบหน้าเซียนปรุงยาสักหนยังต้องใช้เวลา หากนายท่านใหญ่ลำบากใจจริงๆ สามารถไปขอให้รัชทายาทเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยให้ได้ เพียงแต่ตามความเห็นของข้ายังมิสู้ไปขอร้องร้านยาอี๋ชุนโดยตรง หากให้รัชทายาทเป็นคนกลางติดต่อ ไม่พูดถึงว่าจะสำเร็จหรือไม่ เอาแค่ว่าคุณชายรองไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาห้าวันแล้ว เกรงว่าจะรอต่อไปไม่ไหว”

“ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือ”

หมอหลวงหลี่ส่ายหน้า “คุณชายรองกินอะไรไม่ลง ต่อให้มียาวิเศษก็ไร้ประโยชน์ เหล่าไท่จวินลองแก้ปมในใจของคุณชายรองดูก่อนดีกว่า ทำให้เขามีความปรารถนาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่แน่อาจได้ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง”

หมอหลวงหลี่จากไปแล้ว นายหญิงใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านข้างตลอดเวลาจึงเอ่ยว่า “ร้านยาอี๋ชุนแห่งนี้เพิ่งจะโด่งดังขึ้นมาไม่ถึงสองปี แค่ปรุงยาแปลกๆ ออกมาเท่านั้น ไฉนจึงได้กำแหงเช่นนี้ แม้แต่สกุลเซียวยังไม่อยู่ในสายตาของพวกเขา ดูก็รู้ว่าเป็นพวกไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไม่รู้ธรรมเนียมมารยาท ข้าไม่เชื่อหรอกว่าพวกเขาจะเก่งกาจสามารถถึงเพียงนั้นจริง ก็แค่อาศัยอำนาจของรัชทายาทวางโตเท่านั้นแหละ!”

ฟังคำพูดของนายหญิงใหญ่แล้ว เหล่าไท่จวินกับนายท่านใหญ่ก็ขมวดคิ้วมุ่น เหลือบมองนายหญิงใหญ่แวบหนึ่ง เหล่าไท่จวินก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา ที่หลานชายมีสภาพเช่นในวันนี้ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะลูกสะใภ้คนนี้มิใช่หรือ ยังจะพูดจาไม่รู้หนักเบาอีก อ้าปากอยากตำหนินายหญิงใหญ่สักสองคำ แต่พอเห็นท่าทางอ่อนแอเหมือนลมพัดมาก็ล้มลงได้ของอีกฝ่ายแล้ว นางจึงอดกลั้นไว้อีกครั้ง เวลานี้สกุลเซียวทนรับความวุ่นวายไม่ไหวอีกแล้ว

เห็นเหล่าไท่จวินกับนายท่านใหญ่ต่างไม่ตอบ นายหญิงใหญ่จึงไม่พูดอะไรอีก ภายในห้องโถงเงียบงัน

นานครู่ใหญ่ เหล่าไท่จวินก็ถอนหายใจ “วันนี้ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ข้าหารือกับพวกเจ้าสองคนก็แล้วกัน แม้ซีเอ๋อร์จะเป็นลูกอนุ ขัดต่อคำสอนของบรรพบุรุษ แต่จวิ้นเอ๋อร์เป็นเช่นนี้ เห็นทีคงหย่าซีเอ๋อร์ไม่ได้แล้ว ถึงอย่างไรจวิ้นเอ๋อร์ก็ยังอ่อนเยาว์นัก ไม่ต้องรีบร้อนเรื่องรับตำแหน่งประมุขสกุลหรอก มิสู้รับตัวซีเอ๋อร์ออกมาจากอารามชิงซินก่อนแล้วให้นางปรนนิบัติจวิ้นเอ๋อร์ พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร”

“ไม่ได้เด็ดขาดเจ้าค่ะเหล่าไท่จวิน สะใภ้รองเป็นลูกอนุ ชาติกำเนิดขัดต่อคำสอนของบรรพบุรุษ แม้จะเก็บนางไว้ตอนนี้ ช้าเร็วก็จะเป็นหายนะอยู่ดี ภาษิตว่าเจ็บยาวมิสู้เจ็บสั้น ครั้งนี้หากจวิ้นเอ๋อร์อดทนจนผ่านพ้นไปได้ก็จะดีเอง เหล่าไท่จวินจะใจอ่อนไม่ได้เด็ดขาด!”

นายหญิงใหญ่ได้ยินว่าเหล่าไท่จวินจะเก็บหลี่เมิ่งซีไว้ก็ร้อนใจขึ้นมาจริงๆ ไม่ง่ายเลยกว่าจวิ้นเอ๋อร์จะยอมรับปากหย่าภรรยา หากปล่อยโอกาสนี้ไป ด้วยนิสัยของจวิ้นเอ๋อร์แล้ว วันหน้าจะหย่าหลี่เมิ่งซีหาใช่เรื่องง่ายเช่นวันนี้ นางจึงไม่สนใจอะไรอีกรีบออกปากคัดค้าน

เหล่าไท่จวินถอนหายใจ “เหตุผลของลูกสะใภ้ข้าเข้าใจ กลัวก็แต่จวิ้นเอ๋อร์จะผ่านด่านนี้ไปไม่ได้ ลูกสะใภ้มีวิธีดีๆ หรือไม่เล่า”

“เมื่อครู่นี้หมอหลวงหลี่บอกว่าเซียนปรุงยารักษาจวิ้นเอ๋อร์ได้มิใช่หรือ พวกเราลองทุ่มเงินและไปขอร้องดูอีกครั้งสิเจ้าคะ ไม่เชื่อหรอกว่าร้านยาอี๋ชุนจะไม่สนใจอำนาจของสกุลเซียวจนถึงขนาดตั้งตัวเป็นอริกับพวกเราให้ได้!”

“พูดถึงกำลังทรัพย์และรากฐาน แม้ร้านยาอี๋ชุนจะเทียบสกุลเซียวของเราไม่ได้ แต่สองปีมานี้เซียนปรุงยาช่วยเหลือชาวยุทธ์ไว้ส่วนหนึ่ง อีกทั้งเขายังเป็นน้องชายบุญธรรมของรัชทายาท มีทั้งคนดีและนักเลงคอยให้การสนับสนุน อำนาจยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม หากตั้งตัวเป็นศัตรูกับสกุลเซียวของเราจริง สกุลเซียวของเราก็ใช่ว่าจะได้เปรียบ เกรงว่าถึงสุดท้ายแล้ว สองฝ่ายต่างเสียหายบอบช้ำเสียมากกว่า อีกอย่างร้านยาอี๋ชุนไม่ขาดแคลนเงินทอง เซียนปรุงยาหาใช่คนที่ใช้เงินแล้วจะเชิญมาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาอยู่ในผิงหยางหรือไม่ยังพูดยาก ลูกสะใภ้อยากให้นายท่านใหญ่ผู้เป็นประมุขสกุลสูงศักดิ์ไปคุกเข่าอ้อนวอนที่หน้าร้านยาอี๋ชุนท่ามกลางสายตาของทุกคนจริงๆ หรือ” เหล่าไท่จวินเหลือบมองลูกสะใภ้ที่ทิฐิไร้เหตุผลตรงหน้าผู้นี้แล้ว น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ

เห็นมารดาเริ่มโมโห นายท่านใหญ่เหลือบมองนายหญิงใหญ่ด้วยสายตาตำหนิ ก่อนจะเอ่ยว่า “เรื่องมาถึงขั้นนี้ ทุกอย่างล้วนให้มารดาเป็นผู้ตัดสินใจ หากจวิ้นเอ๋อร์ยืนกรานไม่เป็นประมุขสกุลจริงๆ ก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรย่อมดีกว่าตาย”

“นายท่าน…”

“เจ้าอย่าพูดอีกเลย เรื่องนี้ทำตามความประสงค์ของมารดา ส่งนายหญิงใหญ่กลับไปพักผ่อนที่เรือนหยั่งซิน”

นายท่านใหญ่ตัดสินใจโดยไม่สนใจความไม่พอใจของนายหญิงใหญ่

 

หงจูคุกเข่าอยู่ในห้องพักฝั่งตะวันออกของอารามชิงซิน นางโขกศีรษะพลางพูด “บ่าวขอร้องสะใภ้รอง ท่านกลับไปเถอะเจ้าค่ะ นายท่านใหญ่กับเหล่าไท่จวินบอกแล้ว หากคุณชายรองยืนกรานจริงๆ จะไม่เป็นประมุขสกุลก็ได้”

“หงจู เจ้าลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่ใช่สะใภ้รองแล้ว กลับไปปรนนิบัติคุณชายรองอีกย่อมไม่เหมาะสม หงจูเรียนเหล่าไท่จวินแทนข้าทีว่าขอบคุณที่เหล่าไท่จวินเมตตาข้า ข้ารู้ดีว่าฐานะลูกอนุของตนเองขัดต่อคำสอนของบรรพบุรุษ มิกล้าให้คุณชายรองต้องถูกตราหน้าว่าอกตัญญูหรอก ขอเหล่าไท่จวินโปรดเก็บคำสั่งกลับคืนไปด้วย”

หงจูฟังแล้วก็โขกศีรษะพูดโดยไม่ละความพยายาม “บ่าวขอร้องสะใภ้รองเถอะเจ้าค่ะ ท่านไม่ต้องเห็นแก่อะไรทั้งนั้น เห็นแก่ความจริงใจที่คุณชายรองมีต่อท่านก็พอ โปรดช่วยคุณชายรองด้วยเถอะเจ้าค่ะ ตั้งแต่คุณชายรองฟื้นขึ้นมาก็ไม่ยอมกินไม่ยอมดื่มเลย ตอนนี้ชีวิตจะหายไปครึ่งหนึ่งอยู่แล้ว เหล่าไท่จวินบังคับป้อนข้าวให้คุณชายรอง แต่คุณชายรองกินอะไรก็อาเจียนออกมาหมด แม้แต่ดื่มน้ำยังอาเจียน หมอหลวงหลี่บอกว่าคุณชายรองไม่มีความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปถึงได้เป็นเช่นนี้ มีเพียงคลี่คลายปมในใจถึงจะหายดีได้ เหล่าไท่จวินจึงให้บ่าวมาขอร้องท่าน ให้ท่านกลับไปโน้มน้าวคุณชายรอง ขอเพียงท่านไป คุณชายรองจะต้องหายดีแน่เจ้าค่ะ”

พอได้ยินหงจูบอกว่าเซียวจวิ้นกินอะไรก็อาเจียนออกมาหมด หลี่เมิ่งซีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางฟังหวังอี๋เหนียงเล่าอาการของเซียวจวิ้นแล้ว เดิมทีคิดว่าเซียวจวิ้นแค่อดอาหารประท้วงยังลอบหัวเราะเยาะว่าเขาทำตัวเป็นเด็กๆ นี่ใช่สิ่งที่ประมุขสกุลคนหนึ่งพึงทำหรือ เหมือนเด็กที่ไม่ได้กินขนมแล้วงอแง นางลอบถอนใจ เงื่อนไขทางการแพทย์ในยุคโบราณแย่เกินไป หากอยู่ในยุคปัจจุบันและให้น้ำเกลือแก่เจ้า แม้แต่มนุษย์ผักยังมีชีวิตอยู่ได้นานถึงสิบยี่สิบปี ยังต้องกลัวเจ้าจะอดอาหารไม่กี่วันอีกหรือ

ฟังหงจูพูดเช่นนี้ นางรู้สึกว่าปัญหานี้ร้ายแรงเช่นกัน ดูเหมือนเซียวจวิ้นจะเป็นโรคเบื่ออาหารจากสภาพจิตใจ หลี่เมิ่งซีฝืนข่มความไม่สบายใจที่ผุดขึ้นในใจ ใคร่ครวญครู่หนึ่งแล้วพูดอย่างสุขุม “หงจูเจ้ากลับไปเถอะ บอกคุณชายรองว่าข้ากับเขาตัดขาดกันแล้ว เขาจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าได้ยินว่ายาลูกกลอนของร้านยาอี๋ชุนมีสรรพคุณพิเศษ เจ้ากลับไปโน้มน้าวเหล่าไท่จวินให้ไปขอยาจากร้านยาอี๋ชุนเถอะ บางทีอาจมีประโยชน์”

“เหล่าไท่จวินส่งพ่อบ้านไปด้วยตนเองแล้วเจ้าค่ะ พอร้านยาอี๋ชุนเห็นว่าเป็นคนสกุลเซียวก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงไล่ออกมาทันที”

“จะเป็นไปได้อย่างไร!” หลี่เมิ่งซีฟังแล้วตกใจ หันไปมองจือซย่ากับจือตง เห็นดวงตาพวกนางเต็มไปด้วยแววตื่นเต้นก็ตระหนักทันที ต้องเป็นเพราะจือชิวโมโหการกระทำของนายหญิงใหญ่แน่ จึงระบายโทสะกับพ่อบ้านเต๋อ ลอบถอนใจว่าจือชิวผู้นี้ดีทุกอย่าง แต่พอเป็นเรื่องของนางกลับขาดสติเสมอ

หลี่เมิ่งซีเหลือบมองหงจูแล้วพูด “หงจู เจ้าก็รู้ว่าข้าให้พวกจือชิวไปเอายาที่ร้านยาอี๋ชุนอยู่บ่อยๆ ร้านยาอี๋ชุนต้อนรับอย่างดีมาตลอด ไม่เคยเกิดเหตุการณ์อย่างที่เจ้าว่าเลย คิดว่าตอนพ่อบ้านเต๋อไปคงเป็นช่วงที่ลูกจ้างอารมณ์ไม่ดีอยู่กระมัง เจ้าไปเรียนเหล่าไท่จวินว่าจือซย่าสนิทกับลูกจ้างคนหนึ่งในร้านยาอี๋ชุนมาก ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ให้จือซย่าไปขอยาให้คุณชายรองแล้วกัน”

“สะใภ้รอง บ่าว…”

“เจ้ากลับไปเถอะ จือซย่า ไปส่งหงจู”

ไม่รอให้หงจูพูดอะไรอีก หลี่เมิ่งซีก็ออกปากไล่นาง จือซย่ารีบรับคำก้าวขึ้นไปประคองหงจูที่ยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นโดยไม่ยอมลุกขึ้นมา

เห็นสะใภ้รองตัดสินใจแน่วแน่ หงจูจึงโขกศีรษะให้นางอย่างจนใจ ก่อนจะเดินตามจือซย่าออกไป

หงจูไปแล้ว หลี่เมิ่งซีก็สั่งจือซย่าที่เพิ่งกลับเข้ามาในห้อง “บอกหลี่ตู้ว่าถ้าคนสกุลเซียวไปขอยาอีก ให้หลี่ตู้มอบลูกกลอนระงับอาเจียนสองเม็ดและลูกกลอนบำรุงใจหนึ่งเม็ดให้พวกเขา บอกคนสกุลเซียวว่าให้คุณชายรองกินลูกกลอนระงับอาเจียนก่อน พอคุณชายรองไม่อาเจียนแล้วค่อยกินลูกกลอนบำรุงใจ สามารถกินข้าวได้เมื่อไร ค่อยบำรุงรักษาตามตำรับยาของหมอหลวง ใช่แล้ว บอกหลี่ตู้ด้วยว่ายาพวกนี้ไม่ต้องคิดเงิน ข้ามอบให้”

จือซย่ารับคำ มองสะใภ้รองแล้วอดพูดไม่ได้ “สะใภ้รอง คุณชายรองมีใจต่อท่าน เพียงเพราะฐานะลูกอนุของท่านจึงจำต้องหย่าท่าน บัดนี้นายท่านใหญ่กับเหล่าไท่จวินให้สัญญาแล้ว คุณชายรองไม่เป็นประมุขสกุลก็ได้ เหตุใดสะใภ้รองต้องยืนกรานถึงเพียงนี้ด้วยเจ้าคะ แม้ว่าร้านยาอี๋ชุนจะคุ้มครองท่านให้ออกจากคฤหาสน์สกุลเซียวและใช้ชีวิตอย่างอิสระได้ แต่อย่างไรท่านก็… ตามความเห็นบ่าว พวกเราหยุดแค่นี้เถอะเจ้าค่ะ ทำตามที่เหล่าไท่จวินบอกเถอะ!”

ฟังจือซย่าพูดแล้ว หลี่เมิ่งซีก็เข้าใจความหมายของนาง ยุคโบราณไม่เหมือนกับยุคปัจจุบันที่สตรีหย่าแล้วสามารถอาศัยอยู่ตามลำพังได้โดยไม่ถูกคนดูถูก ในยุคสมัยนี้ที่สังคมสนับสนุนให้สตรียึดหลักสามเชื่อฟังสี่คุณธรรม มีสามีเดียวไปชั่วชีวิต สตรีที่ถูกบ้านสามีหย่าย่อมมิอาจสู้หน้าใครในสังคมได้ แค่น้ำลายของผู้อื่นก็ทำให้เจ้าจมน้ำตายได้แล้ว ดังนั้นสาวใช้ที่ถูกนางล้างสมองมาสองปีเต็มพวกนี้ รวมถึงจือชิวด้วยล้วนไม่อยากให้นางถูกหย่าจริงๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจือซย่า

เหลือบมองจือซย่าแวบหนึ่ง หลี่เมิ่งซีถอนหายใจเอ่ยว่า “เจ้าคิดง่ายเกินไป คุณชายรองไม่เป็นประมุขสกุล เหล่าไท่จวินกับนายท่านใหญ่ไม่รับปากยังดี บัดนี้พวกเขารับปากแล้ว ข้าอยู่ในสกุลเซียวต่อไป เกรงว่าคงมีแต่ตายเท่านั้น”

“ทำไมล่ะเจ้าคะ” จือซย่ากับจือตงถามพร้อมกันด้วยความตกใจ

“พวกเจ้าลองคิดดู คุณชายรองยินยอมหย่าข้าแล้ว เหตุใดนายหญิงใหญ่ยังไม่ยอมเลิกราจะกำจัดข้าให้ได้อีก”

จือซย่ากับจือตงฟังแล้วต่างส่ายหน้า ก่อนได้ยินหลี่เมิ่งซีพูดต่อว่า “นั่นเป็นเพราะคุณชายรองพูดว่าเพื่อข้าแล้วยอมไม่เป็นประมุขสกุล ดังนั้นข้าจึงต้องตาย นายหญิงใหญ่ไม่ยอมให้มีอุปสรรคใดๆ มาขัดขวางไม่ให้คุณชายรองขึ้นเป็นประมุขสกุลโดยเด็ดขาด หากคุณชายรองไม่เป็นประมุขสกุลจริงๆ นายหญิงใหญ่ยังจะเหลืออะไรอีก ตอนนี้เหล่าไท่จวินกับนายท่านใหญ่รับปากแล้ว เพราะคำสัญญานี้ทำให้สถานการณ์ระหว่างข้ากับนายหญิงใหญ่กลายเป็นไม่ตายไม่เลิกรา

ยังไม่ต้องพูดถึงนายหญิงใหญ่ ย้อนกลับมาที่เหล่าไท่จวินกับนายท่านใหญ่ พวกเขายินยอมจริงๆ หรือถ้าคุณชายรองจะไม่เป็นประมุขสกุล นายท่านใหญ่ไม่มีทางยกตำแหน่งประมุขสกุลให้บุตรชายของนายท่านรองแน่ ในบรรดาบุตรชายทั้งสามของนายท่านใหญ่ คุณชายใหญ่รับราชการเป็นขุนนางแล้ว ไม่มีวาสนากับตำแหน่งประมุขสกุลอีก คุณชายสามแม้จะเปิดเผยสง่างามก็จริง แต่นิสัยอิสรเสรีไม่ชอบการผูกมัด ในด้านการค้าก็ไม่มีพรสวรรค์เท่าคุณชายรอง ไม่เหมาะจะเป็นประมุขสกุลจริงๆ แม้แต่ข้ายังมองเรื่องพวกนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง แล้วเหล่าไท่จวินกับนายท่านใหญ่จะวางใจมอบตำแหน่งประมุขสกุลให้คุณชายสามอย่างนั้นหรือ”

“คุณชายรองบอกว่าเขาสามารถช่วยเหลือคุณชายสามได้มิใช่หรือเจ้าคะ! อีกอย่างเหล่าไท่จวินเป็นคนรับปากเอง นางจะกลับคำได้อย่างไร!”

“คงเพราะคุณชายรองป่วยหนัก เพื่อปลอบโยนคุณชายรองแล้ว เหล่าไท่จวินจึงไม่มีทางเลือก ไม่พูดถึงเรื่องที่ข้ายินดีอยู่ในคฤหาสน์สกุลเซียวต่อไปหรือไม่ เอาแค่วันนี้หากข้ารับปากจริงๆ เกรงว่าวันหน้าคุณชายรองหายดี แม้แต่โอกาสของข้าที่จะหย่าก็คงไม่มีอีกแล้ว อยู่ในคฤหาสน์สกุลเซียวมีแต่ตายทางเดียวเท่านั้น!”

จือตงฟังแล้วหนาวสะท้าน พึมพำว่า “พวกเขาจะโหดร้ายถึงเพียงนั้นจริงๆ หรือ ท่านมีบุญคุณต่อสกุลเซียวนะเจ้าคะ!”

“เจ้าคาดหวังว่าพวกเขาจะฝ่าฝืนคำสอนของบรรพบุรุษเพื่อข้าอย่างนั้นหรือ ในสายตาของพวกเขา ข้าเป็นเพียงลูกอนุที่ต่ำต้อยด้อยค่าคนหนึ่งเท่านั้นแหละ!”

จือซย่าฟังแล้วพูดอย่างโมโห “สะใภ้รองพูดถูกเจ้าค่ะ พวกเราจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เพราะไมตรีของคุณชายรองไม่ได้ พวกเรารีบไปจากที่นี่ดีกว่า”

จือซย่าพูดถึงตรงนี้พลันนึกขึ้นได้ว่าสะใภ้รองสั่งให้หลี่ตู้มอบยาให้คนสกุลเซียว นางจึงพูดอย่างไม่พอใจ “สะใภ้รอง คนสกุลเซียวไร้ความปรานีไม่มีคุณธรรม ขังท่านไว้ในอารามชิงซินไม่พอ เพื่อตำแหน่งประมุขสกุลของคุณชายรองแล้วยังจะฆ่าท่านให้ตายอีก เมื่อครู่ไยท่านต้องช่วยเหลือพวกเขาด้วยเล่า คุณชายรองตายไปก็ยิ่งดี เช่นนี้เรื่องทุกอย่างจะได้ยุติ นายหญิงใหญ่จะได้ไม่ต้องพยายามอีก หาไม่แล้วนางจะคิดว่าบุตรชายของตนเองดีเลิศสักเพียงใด ทำราวกับว่าท่านแต่งงานกับบุตรชายนางแล้วทำให้สกุลของนางเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างไรอย่างนั้น!”

“คนที่อยากฆ่าข้าให้ตายคือนายหญิงใหญ่ ไม่เกี่ยวกับคุณชายรอง ความผิดของนายหญิงใหญ่ไม่อาจให้คุณชายรองเป็นคนแบกรับได้ อีกอย่างหากคุณชายรองตายไปจริง ข้าคงได้แต่แบกสถานะแม่ม่ายและถูกขังอยู่ในคฤหาสน์สกุลเซียวต่อไป ไม่แน่วันหน้าอาจต้องอยู่ในอารามชิงซินไปตลอดก็ได้ เพื่ออนาคต ตอนนี้ได้แต่ช่วยชีวิตคุณชายรองก่อน รักษาโรคของเขาให้หายดี แล้วให้เขาส่งข้าออกจากคฤหาสน์สกุลเซียวอย่างปลอดภัย”

ฟังคำจือซย่าแล้ว หลี่เมิ่งซีก็อธิบายช้าๆ นางไม่รู้ว่านี่เป็นการตอบจือซย่า หรือเป็นข้ออ้างในการยื่นมือเข้าช่วยเซียวจวิ้นโดยไม่ลังเลของตนเองกันแน่ นางรู้สึกเพียงว่าเมื่อครู่พอคิดว่าเซียวจวิ้นจะตาย หัวใจก็บีบรัดจนเจ็บปวด ทำให้นางหายใจไม่ออก

วันนี้เซียวจวิ้นอาเจียนไปหลายหน ยามนี้ไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่น้อย นอนอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าซีดเผือด หากมิใช่เพราะหน้าอกยกขึ้นลง ทำให้คนรู้สึกว่าเขายังมีลมหายใจอยู่ ดูแล้วเขาก็ไม่ต่างจากคนตายคนหนึ่ง

ยามนี้เห็นเซียวจวิ้นได้สติอย่างหาได้ยากยิ่ง เหล่าไท่จวินที่นั่งอยู่ข้างเตียงกุมมือเขา พูดโน้มน้าวอย่างไม่ละความพยายาม “จวิ้นเอ๋อร์เป็นบุรุษ เรื่องทุกอย่างต้องมีความรับผิดชอบ ความคิดจิตใจจะคับแคบเช่นนี้ได้อย่างไร เช่นนี้เหมือนบุรุษเสียที่ไหน!”

“ท่านย่า…”

“เดิมทีย่ากับมารดาเจ้าหวังดี แม้จะรู้ว่าเจ้าชอบซีเอ๋อร์ แต่ฐานะลูกอนุของซีเอ๋อร์ขัดต่อคำสอนของบรรพบุรุษ ไม่อาจอยู่กับเจ้าได้ ด้วยคิดว่าเจ็บยาวมิสู้เจ็บสั้น ที่แยกพวกเจ้าออกจากกันโดยเร็วก็เพราะหวังดีต่อพวกเจ้าหรอกนะ ส่วนซีเอ๋อร์ สกุลเซียวเราไม่เอาเปรียบนางอยู่แล้ว คิดไม่ถึงว่าจวิ้นเอ๋อร์จะคิดไม่ตกเช่นนี้ ใจดำถึงขั้นจะให้คนผมขาวอย่างย่าส่งคนผมดำ”

“ท่านย่า หลานอกตัญญู หลานไม่อยากเป็นเช่นนี้เลย หลานเองก็อยากรีบหายดีเช่นกัน ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องทำ แต่หลานกินอะไรไม่ลงจริงๆ…”

ฟังน้ำเสียงอ่อนแรงของหลานชายแล้ว เหล่าไท่จวินก็น้ำตาไหลดุจสายฝนอย่างห้ามไม่อยู่ แม้แต่นายท่านใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านข้างยังต้องปาดน้ำตา

“จวิ้นเอ๋อร์อย่าพูดอีกเลย ย่ารู้ปมในใจของเจ้าดี เมื่อครู่หารือกับบิดามารดาของเจ้าแล้ว ถ้าเจ้าชอบซีเอ๋อร์ก็ให้นางอยู่ปรนนิบัติเจ้าในคฤหาสน์ต่อไป ย่าไม่บังคับเจ้าให้หย่านางแล้ว ถึงอย่างไรบิดาเจ้าก็ยังหนุ่ม ไม่รีบร้อนให้เจ้ารับตำแหน่งประมุขสกุลหรอก วันหน้าพวกเราจะต้องคิดหาหนทางได้แน่ บิดาเจ้าบอกแล้ว หากจวิ้นเอ๋อร์ยืนกรานจริงๆ จะไม่เป็นประมุขสกุลก็ได้ ขอเพียงจวิ้นเอ๋อร์ปลอดภัย ทุกอย่างล้วนตามใจเจ้าทั้งสิ้น”

เซียวจวิ้นฟังคำพูดของท่านย่าแล้ว ดวงตาพลันเปล่งประกายก่อนจะหม่นแสงลง เขาพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ท่านย่า ซีเอ๋อร์ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะไป พวกเราไม่อาจรั้งนางไว้ได้อีก หลานเองก็ไม่อยากฝืนใจรั้งนางเอาไว้ ขอเพียงท่านย่าอย่าเอาเรื่องนี้มาสร้างความลำบากใจให้นาง เห็นแก่ที่นางมีบุญคุณต่อสกุลเซียว ให้นางจากไปเถอะขอรับ!”

“จวิ้นเอ๋อร์อย่าพูดเหลวไหล เจ้ายังไม่ได้เขียนหนังสือหย่าให้นางเลย ถึงอย่างไรนางก็ยังเป็นคนสกุลเซียวของข้าอยู่ ข้าให้หงจูไปเชิญนางมาแล้ว ไปได้สักพักใหญ่ น่าจะใกล้กลับมาแล้วล่ะ”

ฟังคำพูดเซียวจวิ้นแล้ว เหล่าไท่จวินบังเกิดความไม่สบายใจอย่างรุนแรง นางรีบเอ่ยขัดคำพูดของเซียวจวิ้น ระหว่างพูดก็เห็นหงจูเดินเข้ามาด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก พอเห็นสีหน้าหงจู เหล่าไท่จวินกับนายท่านใหญ่พลันหัวใจสะดุด หมายส่งสายตาบอกให้นางออกไปแต่ไม่ทันการณ์แล้ว

เห็นหงจูเดินเข้ามาคนเดียว เซียวจวิ้นลอบถอนหายใจ ผลลัพธ์เช่นนี้เขาคาดเดาได้ตั้งแต่แรก ทว่าส่วนลึกในใจยังคงมีความหวังอยู่เสี้ยวหนึ่ง ยามนี้เห็นสีหน้าของหงจูแล้ว เขาหลับตาลงอย่างหมดแรง

หงจูเข้ามาคารวะเหล่าไท่จวินกับนายท่านใหญ่ เหลือบมองคุณชายรองแวบหนึ่ง ลังเลครู่หนึ่งก่อนพูดว่า “เรียนเหล่าไท่จวิน บ่าวนำคำพูดท่านไปบอกสะใภ้รองแล้ว สะใภ้รองฝากให้บ่าวบอกคุณชายรองว่านางกับคุณชายรองตัดขาดกันแล้ว คุณชายรองจะเป็นหรือตายไม่เกี่ยวกับนาง…”

“อะไรนะ! ซีเอ๋อร์ใจดำไร้ความปรานีถึงเพียงนี้เชียวรึ!” นายท่านใหญ่ได้ยินดังนั้นก็โมโหลุกพรวดขึ้นทันที เอ่ยขัดคำพูดของหงจู ให้อย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าซีเอ๋อร์ที่ปกติเป็นคนรู้หลักการรู้มารยาทจะเอ่ยวาจาไร้เยื่อใยเช่นนี้ออกมาได้

เห็นนายท่านใหญ่โมโห หงจูตกใจจนกลืนคำพูดที่เหลือกลับลงไป แล้วมองนายท่านใหญ่อย่างกล้าๆ กลัวๆ

ได้ยินน้ำเสียงที่ไม่ดีนักของบิดา เซียวจวิ้นจึงลืมตา สีหน้าสุขุมอย่างน่าแปลก ดิ้นรนหมายจะลุกขึ้น แต่น่าเสียดายที่ร่างกายไม่มีแรงแม้แต่น้อย สองมือยันเตียงอยู่นาน ทว่าทำอย่างไรก็ลุกไม่ขึ้น

หงซิ่งเห็นท่าทางของเซียวจวิ้นแล้วกำลังจะก้าวเข้าไป ได้ยินเหล่าไท่จวินพูดขึ้นมาก่อนว่า “จวิ้นเอ๋อร์ต้องการอะไรแค่พูดมาก็พอ เจ้าร่างกายอ่อนแอ อย่าวุ่นวายอีกเลย นอนลงเถอะ”

เซียวจวิ้นหลับตาลง เหมือนกำลังรวบรวมกำลัง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงลืมตา พรูลมหายใจยาวและพูดว่า “จวิ้นเอ๋อร์อกตัญญู ทำให้ท่านย่ากับบิดาเป็นกังวล จวิ้นเอ๋อร์ก็อยากหายดีเร็วๆ เพียงแต่จวิ้นเอ๋อร์…จวิ้นเอ๋อร์เกรงว่าครั้งนี้จะไม่ไหวแล้วจริงๆ ท่านย่ากับบิดาถือเสียว่าไม่เคยให้กำเนิดและเลี้ยงดูจวิ้นเอ๋อร์เถอะ! จวิ้นเอ๋อร์ควรจากไปตั้งแต่สองปีก่อนแล้ว ได้มีชีวิตอยู่มาอีกสองปี จวิ้นเอ๋อร์ก็พอใจแล้ว ความปรารถนาเดียวของจวิ้นเอ๋อร์คือขอท่านย่ากับบิดาโปรดเห็นแก่จวิ้นเอ๋อร์ อย่าสร้างความลำบากใจให้ซีเอ๋อร์ ปล่อยนางออกจากคฤหาสน์อย่างปลอดภัยเถอะขอรับ”

เซียวจวิ้นพูดถึงตรงนี้ก็หอบหายใจครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “จวิ้นเอ๋อร์กับซีเอ๋อร์ตัดขาดกันนานแล้ว เพียงแต่มือมีแผลอยู่จึงไม่อาจเขียนหนังสือหย่าได้ จวิ้นเอ๋อร์ไม่อยากรอให้แผลหายดีอีกแล้ว ขอท่านย่ากับบิดาเป็นพยาน จวิ้นเอ๋อร์พูดแล้วให้หงจูเขียนหนังสือหย่าแทน ปล่อยซีเอ๋อร์จากไปขอรับ หงจู…เตรียมหมึกพู่กัน”

เซียวจวิ้นต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีจึงเอ่ยคำพูดทั้งหมดออกมาได้อย่างกระท่อนกระแท่น จากนั้นก็นอนหอบหายใจอย่างหมดแรง

ทุกคนในห้องได้ยินแล้วต่างตกตะลึงยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ตรงนั้น หงจูมองเหล่าไท่จวินอย่างทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้จะทำตามคำสั่งของคุณชายรองไปเตรียมหมึกพู่กันดีหรือไม่

นานครู่ใหญ่ นายท่านใหญ่ที่ลุกขึ้นนานแล้วจึงดึงสติกลับมาได้ เขาเดินสองก้าวไปที่ข้างเตียง มองเซียวจวิ้นแล้วเอ่ยว่า “ข้าว่าจวิ้นเอ๋อร์ป่วยจนเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ ข้ากับท่านย่าเจ้ายังแข็งแรง เจ้าอายุยังน้อยไฉนจึงมาพูดเรื่องตายตอนนี้เล่า ใต้หล้านี้ไม่มีสะพานใดที่ข้ามไปไม่ได้* สองปีก่อนจวิ้นเอ๋อร์เจอเคราะห์หนักเช่นนั้นยังไม่ตาย ครั้งนี้ก็ต้องผ่านพ้นไปได้เช่นกัน!”

“บิดา…”

“จวิ้นเอ๋อร์ เจ้าฟังนะ จะเขียนหนังสือหย่าก็รอให้เจ้าหายดีและเขียนเองเถอะ หากเจ้ากล้าจากไปเช่นนี้ ซีเอ๋อร์ย่อมได้แต่แบกฐานะแม่ม่ายช่วยแสดงความกตัญญูแทนเจ้าอยู่ในสกุลเซียวไปชั่วชีวิตแน่ อย่าได้หวังจะออกจากคฤหาสน์สกุลเซียวแม้แต่ครึ่งก้าวเลย หากเจ้าหวังดีต่อซีเอ๋อร์ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี ส่งนางออกจากคฤหาสน์ด้วยตนเอง!”

“บิดา…” ฟังคำพูดของนายท่านใหญ่แล้วเซียวจวิ้นพลันร้อนใจ เขาร้องเรียกบิดาก่อนจะเป็นลมไป

“จวิ้นเอ๋อร์! จวิ้นเอ๋อร์!”

“คุณชายรอง! คุณชายรอง!”

ห้องของเซียวจวิ้นชุลมุนวุ่นวายอีกครั้ง

 

ติดตามต่อได้ในเล่ม…

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

Jamsai Editor: