X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยอดหญิงเทพสมุนไพร

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเทพสมุนไพร เล่ม 3 ตอนที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 2

เซียวจวิ้นเห็นหลี่เมิ่งซีลุกขึ้นแล้วจึงหมุนตัวเดินออกไปข้างนอก จือชิวเห็นเช่นนั้นก็รีบกระตุกแขนเสื้อหลี่เมิ่งซีและส่งสายตาให้นาง หลี่เมิ่งซีถึงนึกขึ้นได้ว่าจือชิว จือชุนอยากเสี่ยงเซียมซี เห็นเซียวจวิ้นใกล้จะเดินออกไปแล้วนางจึงรีบร้องเรียก “คุณชายรอง!”

เซียวจวิ้นชะงักเท้า หันกลับมามองนาง

เห็นเซียวจวิ้นหันกลับมา หลี่เมิ่งซีจึงเกิดความลังเล ทั้งสองมาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยกัน คุณชายรองผู้นี้กลับมีท่าทีอึดอัดขัดแย้งอย่างมาก ตลอดทางทำตัวเหมือนคนใบ้ นางไม่อยากสนใจเขาเลยจริงๆ แต่เห็นสีหน้าคาดหวังของจือชิวแล้วจึงกระแอมเสียงค่อยก่อนพูด “คุณชายรอง คือว่า…มาถึงที่นี่แล้ว ภรรยาผู้น้อยอยากเสี่ยงเซียมซีดูสักหน่อยเจ้าค่ะ”

สองสาวใช้มองเซียวจวิ้นอย่างประหม่า กลัวว่าภูเขาน้ำแข็งลูกนี้จะปฏิเสธ แต่เห็นเขาเงียบไปเพียงครู่เดียวก็หมุนตัวเดินกลับมา แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่เข้าใจได้ว่าเขาตกลงแล้ว สีหน้าของทั้งสองฉายความยินดีทันที หากมิได้อยู่ในพระอุโบสถที่บรรยากาศเคร่งขรึม พวกนางจะต้องกระโดดตัวลอยแน่

ประคองหลี่เมิ่งซีไปตรงบริเวณเสี่ยงเซียมซีแล้ว ทว่าเห็นหลี่เมิ่งซีไม่ยอมเสี่ยงเซียมซีเสียที บ่ายเบี่ยงอยู่นาน จือชิวจึงก้าวออกไปรับกระบอกเซียมซีจากสามเณรน้อย ใช้สองมือประคองไว้อย่างศรัทธา อธิษฐานในใจหลายคำและเขย่าเบาๆ ไม่นานไม้เซียมซีก็ร่วงลงมาอันหนึ่ง สามเณรน้อยหยิบขึ้นมาแล้วยื่นให้ด้วยสองมือ หลี่เมิ่งซียื่นมือไปรับ จือชิวชะโงกหน้าเข้ามาอย่างตื่นเต้น บนเซียมซีเขียนว่าอะไรบ้างนะ

“มีเรื่องดีมาเยือนถึงหน้าบ้าน สั่งสมกุศลย่อมพบเจอเรื่องมงคล การแต่งงานและเรื่องอื่นล้วนราบรื่น ป่วยไข้ได้ยาดีกลับแข็งแรง” หลี่เมิ่งซีถือเซียมซีและอ่านเบาๆ

“เซียมซีนี้ตีความอย่างไรหรือเจ้าคะ” จือชิวมองหลี่เมิ่งซี ก่อนจะถามอย่างไม่เข้าใจ

“ยังต้องตีความอีกหรือ ดูจากตัวหนังสือก็รู้แล้ว ความหมายคือราบรื่นทุกสิ่ง” เห็นจือชิวมีสีหน้าร้อนใจ หลี่เมิ่งซีจึงพูดส่งเดช

“แต่บ่าวไม่ได้ป่วยนี่เจ้าคะ ไฉนเซียมซีจึงบอกว่าป่วยไข้ได้ยาดีกลับแข็งแรง เซียมซีนี้เหมาะกับสะใภ้รองมากกว่า”

จะบ้าตาย เซียมซีมีเหมาะกับใครด้วยหรือ เจ้าคิดว่านี่เป็นการเลือกคู่หรือไร! หลี่เมิ่งซีค้อนจือชิวทีหนึ่ง จือชิวปิดปากอย่างรู้กาลเทศะ

“อมิตาภพุทธ สีกา หากอยากตีความเซียมซีสามารถออกจากประตูนี้ ในวิหารข้างจะมีคนตีความเซียมซีให้” สามเณรน้อยชี้ประตูที่เชื่อมไปยังวิหารข้างพลางพูด

“สะใภ้รองกับจือชุนรออยู่ตรงนี้ก่อน บ่าวไปครู่เดียวก็มาเจ้าค่ะ” จือชิวฟังแล้วก้าวเท้าเดินออกไป แต่ถูกจือชุนคว้าตัวไว้ “เดี๋ยวก่อน เสี่ยงเซียมซีเสร็จพวกเราค่อยไปด้วยกัน”

จือชิวเหลือบมองหลี่เมิ่งซี รู้สึกว่าตนเองร้อนใจไปสักหน่อย นางชะงักทันทีแล้วเดินกลับมา

จือชุนรับกระบอกเซียมซีมาและเขย่าอยู่นาน ไม้เซียมซีหล่นลงมาอันหนึ่ง ไม่รอให้สามเณรน้อยก้าวเข้ามา จือชิวก็แย่งไปก่อนแล้วอ่านออกมา “ยามว่างไร้กังวลนั่งอยู่เฉย กินอิ่มดื่มชาเอนกายพัก มิต้องเหน็ดเหนื่อยกายหรือใจ ไร้ทุกข์ภัยไร้หายนะแน่นอน”

“น่าจะหมายถึงชีวิตราบรื่นเช่นกัน เห็นทีพวกเจ้าสองคนคงจะโชคดีมาก ไปเถอะ ไปฟังว่าต้าซือว่าอย่างไรบ้าง” หลี่เมิ่งซีฟังจือชิวอ่านจบก็ตีความหมายตามตัวหนังสือทันที

สองสาวใช้ฟังแล้วหน้าแดงเรื่อ ดีอกดีใจยิ่งนัก ประคองหลี่เมิ่งซีจะเดินออกไป จือชิวพลันชะงักเท้า ก่อนจะเอ่ยปากโน้มน้าว “สะใภ้รองเสี่ยงเซียมซีสักอันเถอะเจ้าค่ะ ไหนๆ ก็อุตส่าห์มาแล้ว ถือเสียว่าเสี่ยงทายเล่นๆ” จือชิวพูดพลางรับกระบอกเซียมซีมาจากสามเณรน้อย ยื่นให้หลี่เมิ่งซีด้วยสองมือ

ให้ตายหลี่เมิ่งซีก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ นางกำลังจะปฏิเสธ หางตาก็เหลือบไปเห็นเซียวจวิ้นยืนอยู่ข้างๆ เขากำลังมองนางอย่างครุ่นคิด คิดถึงคำพูดของตนเองเมื่อครู่นี้ที่บอกว่าจะเสี่ยงเซียมซี หากยามนี้จากไปโดยไม่เสี่ยงเซียมซีคงดูไม่ดีนัก นางจึงยื่นมือไปรับกระบอกเซียมซี เขย่าจนไม้เซียมซีร่วงลงมาอันหนึ่ง ถูกจือชิวเก็บขึ้นมาแล้วอ่าน “หยกมุกล้ำค่านั้นอยู่กับตัว มัวไปแสวงหาจากที่อื่น เหมือนคนถือไฟตามหาไฟ มิสู้หยุดไว้ไม่เหนื่อยเปล่า”

หลี่เมิ่งซีฟังแล้วขมวดคิ้วมุ่น นี่คืออะไรกับอะไรกันแน่ แล้วอะไรคือมิสู้หยุดไว้ไม่เหนื่อยเปล่า!

เซียมซีก็เป็นเช่นนี้แหละ หากเจ้าไม่เชื่อ ไม่เสี่ยงเลยจะดีกว่า แต่หากเสี่ยงเซียมซีแล้วไม่นำไปตีความให้ชัดเจนย่อมติดค้างอยู่ในใจ

จือชิวกับจือชุนต่างส่ายหน้า ไม่เข้าใจว่าตกลงเซียมซีนี้ดีหรือไม่ดีกันแน่ หมายถึงสะใภ้รองเหนื่อยเปล่าไปเอง หรือว่าสิ่งที่สะใภ้รองวางแผนมาทั้งหมดล้วนเป็นจันทราในน้ำ บุปผาในคันฉ่อง จือชิวลอบเสียใจภายหลัง นางไม่น่ายุสะใภ้รองเลย หากรู้แต่แรกว่าเป็นเช่นนี้ ไม่เสี่ยงเซียมซีตั้งแต่แรกยังดีเสียกว่า

“เซียมซีพวกนี้หากเชื่อก็แปลว่ามีจริง ไม่เชื่อก็แปลว่าไม่มี สะใภ้รองอย่าเชื่อถือเลย พวกเรากลับกันเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคุณชายรองจะรำคาญเอาได้”

หลายวันนี้สะใภ้รองท้อใจไปเสียทุกเรื่อง หากนี่เป็นเซียมซีที่แย่มาก จะมิใช่เป็นการซ้ำเติมชีวิตสะใภ้รองหรือ จือชิวคิดเช่นนี้แล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่กล้าไปตีความเซียมซีอีก นางรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

จือชุนกำลังจะอ้าปาก แต่กลับถูกจือชิวถลึงตาใส่

หลี่เมิ่งซีเห็นเมื่อครู่จือชิวยังร้อนใจอยากไปตีความเซียมซี ยามนี้กลับพูดว่าจะกลับ จึงเข้าใจความหวังดีของอีกฝ่าย ในใจนางพลันรู้สึกประทับใจ ต่อให้ชีวิตนี้ไม่เป็นไปตามที่หวังเพียงใด หากได้มีคนที่จงรักภักดีเช่นนี้คอยติดตามนางก็พอแล้ว

คิดเช่นนี้จึงหันไปพูดกับเซียวจวิ้น “คุณชายรองโปรดรอสักครู่ ภรรยาผู้น้อยตีความเซียมซีเสร็จแล้วจะกลับมา” พูดจบเห็นเซียวจวิ้นไม่เอ่ยอะไร จึงถือว่าเขายอมรับแล้ว หลี่เมิ่งซีให้จือชิวประคองเดินไปที่ประตู

ทั้งสามเดินออกจากประตูโดยมีสามเณรน้อยนำทาง มุ่งหน้าไปยังวิหารข้าง มีสามเณรน้อยรูปหนึ่งเดินออกมาจากวิหารเจริญธรรมพอดี เห็นทั้งสามเดินมาก็เข้าไปประนมมือเอ่ยว่า “อมิตาภพุทธ สีกาจะตีความเซียมซีหรือ จิ้งอวิ๋นต้าซือเจ้าอาวาสวัดนี้รออยู่ในวิหารเจริญธรรมแล้ว”

หลี่เมิ่งซีเหลือบมองจือชิวแวบหนึ่ง จิ้งอวิ๋นต้าซือผู้นี้ไม่พบคนง่ายๆ มิใช่หรือ ไฉนจึงมาตีความเซียมซีให้ผู้อื่นได้เล่า

“เห็นทีสะใภ้รองจะนับเป็นคนที่มีวาสนา พวกเราเข้าไปกันเถอะเจ้าค่ะ” จือชิวฟังแล้วความกลัดกลุ้มบนใบหน้าก็หายเป็นปลิดทิ้ง นางร่าเริงขึ้นมาอีกครั้ง ต้าซือที่ถูกเล่าขานจนกลายเป็นบุคคลมหัศจรรย์เป็นฝ่ายอยากพบสะใภ้รองเอง เห็นทีสะใภ้รองของนางจะมิใช่คนธรรมดาเลย

“ได้ รบกวนซือฟู่ น้อยท่านนี้นำทางด้วย”

หลี่เมิ่งซีให้จือชิวประคอง นางทำท่าจะเดินไปข้างหน้า กลับเห็นสามเณรน้อยประนมมือทั้งสองข้าง พูดกับจือชิวและจือชุน “อมิตาภพุทธ สีกาทั้งสองท่าน หากจะตีความเซียมซีเชิญทางนั้น”

หืม ลึกลับถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่ให้เข้าไปด้วยกัน? หลี่เมิ่งซีเกิดความลังเล ในใจนางไม่นับถือภิกษุชั้นสูงอะไรทั้งนั้น สำหรับคนยุคปัจจุบันเช่นนางแล้ว จือชิวกับจือชุนที่เอาใจใส่มีความสำคัญกว่าภิกษุชั้นสูงผู้นั้นมาก

“จิ้งอวิ๋นต้าซือจะพบท่านถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากนัก สะใภ้รองรีบไปเถอะเจ้าค่ะ บ่าวตีความเซียมซีเสร็จแล้วจะรอท่านอยู่ที่หน้าวิหารเจริญธรรม”

ฟังคำพูดจือชิวแล้ว หลี่เมิ่งซีขบคิดดูแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย นางเดินตามสามเณรน้อยไปยังวิหารเจริญธรรม พอถึงหน้าบันได หลี่เมิ่งซีก็ชะงักเท้า นางมองขั้นบันไดสูงแล้วสูดหายใจลึก ขณะกำลังจะก้าวขึ้นไป มือข้างหนึ่งพลันยื่นมาประคองนางจากทางด้านหลัง

หลี่เมิ่งซีร่างกายแข็งทื่อ หันไปมองก็พบว่าเซียวจวิ้นเดินตามอยู่ข้างหลังตลอด แม้จะไม่ชินที่เขาประคองนางเช่นนี้ แต่ถึงอย่างไรก็เคยกราบไหว้ฟ้าดินด้วยกัน ผลักเขาออกไปคงไม่ค่อยดีนัก อีกอย่างตอนนี้ร่างกายนางก็อ่อนแอมาก มองขั้นบันไดที่ค่อนข้างสูงนั่นแล้ว ท่าทางจะลำบากจริงๆ นางจึงยื่นมือให้เขาประคองแล้วก้าวขึ้นไป ดวงตามองตรงไปข้างหน้าตลอดเวลา จึงไม่ทันสังเกตว่าเซียวจวิ้นที่ประคองนางอยู่นั้นมีสีหน้าอ่อนโยนอย่างยิ่ง มุมปากก็ยกขึ้นนิดๆ

พอขึ้นบันไดและเข้าไปในวิหารเจริญธรรมแล้ว หลี่เมิ่งซีจึงปล่อยมือของเซียวจวิ้น สามเณรน้อยรูปหนึ่งพานางไปที่หน้าประตูข้าง หลี่เมิ่งซีก้าวเท้าเข้าไป เซียวจวิ้นกำลังจะตามไปด้วย แต่สามเณรน้อยกลับประนมมือเอ่ยว่า “อมิตาภพุทธ ประสกโปรดรออยู่ที่นี่”

หลี่เมิ่งซีหันมามองเขาแวบหนึ่ง เห็นเขาพยักหน้าให้นางและยืนอยู่ข้างประตู หลี่เมิ่งซีจึงพยักหน้าให้เขาเช่นกันก่อนจะเดินเข้าไป

เข้าไปด้านในแล้ว เงยหน้าก็เห็นภิกษุชราคิ้วขาวเคราขาวรูปหนึ่ง ห่มจีวรสีแดงนั่งอยู่บนเบาะรอง สองมือวางบนหัวเข่า คิดว่าน่าจะเป็นจิ้งอวิ๋นต้าซือ

เห็นหลี่เมิ่งซีเข้ามา เขาจึงประนมสองมือเอ่ยว่า “อมิตาภพุทธ”

หลี่เมิ่งซีก้าวไปข้างหน้า ประนมมือทั้งสองข้างแล้วไหว้ “ข้าน้อยคารวะจิ้งอวิ๋นต้าซือ ได้ยินชื่อเสียงของต้าซือมานาน วันนี้ได้พบ นับเป็นบุญวาสนาที่สั่งสมมาสามชาติจริงๆ”

“อมิตาภพุทธ สีกาไม่ต้องมากพิธี เจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน เชิญนั่งลงเถอะ”

ยามนี้สามเณรน้อยที่พาหลี่เมิ่งซีเข้ามาหยิบเบาะรองมาอีกอัน แล้ววางลงที่แทบเท้าหลี่เมิ่งซี นางคารวะจิ้งอวิ๋นต้าซืออีกสองครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นไปคุกเข่าและนั่งลงบนเบาะรอง

จิ้งอวิ๋นต้าซือมองบุคคลตรงหน้าพลันลอบตระหนกในใจ เขาที่บำเพ็ญตบะมาร้อยปี คิดว่าสามารถมองทะลุห้าร้อยปีก่อนและห้าร้อยปีหลังจากนี้ได้ กลับมองบุคคลตรงหน้าไม่ออกแม้แต่น้อย เนื่องจากคำนวณได้ว่าเยียนอ๋องมีอุบายในใจหมายจะชิงตำแหน่งรัชทายาท ทำให้ราษฎรต้าฉีเดือดร้อน ชีวิตลำบากยากแค้น และสตรีตรงหน้าจะเป็นบุคคลสำคัญที่สามารถขจัดเคราะห์ภัยครั้งนี้ได้ การประสบเคราะห์ภัยครั้งนี้ของนางจำต้องได้รับการชี้แนะจากเขา เขาจึงมาพบนางที่วิหารเจริญธรรมด้วยตนเอง

ยามประจันหน้ากับสตรีที่ดวงชะตาผูกอยู่กับต้าฉีทั้งหมด เขากลับมองอนาคตของนางไม่ออกโดยสิ้นเชิง รู้สึกเพียงว่าอนาคตของนางเลือนรางไปหมด ยิ่งมองไม่เห็นถึงที่มาของนาง ราวกับนางมิใช่คนของต้าฉี หลี่เมิ่งซีนั่งอยู่ตรงหน้านี่เอง ทว่ากลับทำให้จิ้งอวิ๋นต้าซือรู้สึกว่างเปล่าล่องลอย ในใจพลันตระหนก เขาลอบท่องอมิตาภพุทธในใจติดๆ กัน

จะบ้าตาย! ให้ท่านมาตีความเซียมซี มิได้มาฟังท่านสวดมนต์

หลี่เมิ่งซีเห็นจิ้งอวิ๋นต้าซือที่อยู่ตรงหน้าไม่เอ่ยถึงการตีความเซียมซี เอาแต่เบิกตาที่เป็นประกายเจิดจ้าราวคบเพลิงมองประเมินนางขึ้นๆ ลงๆ ไม่หยุด ปากยังคงสวดมนต์อย่างต่อเนื่อง นางก็รู้สึกไม่พอใจ แต่อย่างไรต้าซือก็เป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องนับถือ นางไม่กล้าล่วงเกินจริงๆ

กระแอมเสียงค่อยแล้วจึงเอ่ยว่า “ข้าน้อยเพิ่งเสี่ยงเซียมซีได้อันหนึ่ง ในใจสงสัยจึงอยากขอให้ต้าซือช่วยชี้แนะ” พูดจบก็ยื่นเซียมซีในมือออกไปอย่างนอบน้อม

“หยกมุกล้ำค่านั้นอยู่กับตัว มัวไปแสวงหาจากที่อื่น เหมือนคนถือไฟตามหาไฟ มิสู้หยุดไว้ไม่เหนื่อยเปล่า อมิตาภพุทธ สีกา นี่เป็นเซียมซีกลางค่อนไปทางดี หยกล้ำค่าซ่อนอยู่ที่หินข้างกาย สีกากลับดั้นด้นไปแสวงหาที่อื่น เซียมซีอันนี้หมายถึงคนถือไฟตามหาไฟ ทุกเรื่องรอให้ถึงเวลาย่อมประสบความสำเร็จเอง สีกาอย่าได้กังวลใจไปเลย รอให้ถึงเวลาแล้ว เรื่องราวย่อมสำเร็จสมดังใจหมาย”

สรุปคำพูดของภิกษุชรานี้ได้เพียงคำเดียวว่า ตอนนี้เจ้ากำลังถือโคมไฟตามหาไฟ อย่าเหนื่อยเปล่าอีกเลย ไฟก็อยู่ในมือเจ้านั่นแหละ แค่รอคอยอย่างอดทนก็พอ

หลี่เมิ่งซีฟังแล้วโมโหเหลือเกิน เหลวไหลทั้งเพ เซียมซีไม่ดีเจ้าก็พูดมาตามตรงเถอะ ประเดี๋ยวไฟประเดี๋ยวเหนื่อยเปล่าอยู่นั่น ข้างกายข้านอกจากภูเขาน้ำแข็งแล้วยังจะมีหยกงามกับก้อนหินเสียที่ไหนเล่า ผีเท่านั้นแหละที่จะเชื่อคำพูดบ้าบอของเจ้า ข้าเป็นปัญญาชนที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด หากเชื่อเจ้าก็แปลกแล้ว

ดังนั้นหลี่เมิ่งซีจึงพูดอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “ข้าน้อยรู้สึกเพียงตรงหน้ามืดสนิท มีหนทางให้เดินเสียที่ไหน ยิ่งไม่เห็นไฟเหมือนที่ต้าซือว่ามาด้วย เหตุใดต้าซือจึงกล่าวเช่นนี้”

มองหญิงสาวตรงหน้าที่โอหังอย่างยิ่งแล้ว จิ้งอวิ๋นต้าซือจึงเงียบไปครู่หนึ่ง มือลูบเคราแล้วตอบว่า “อมิตาภพุทธ เซียมซีนี้ของสีกาตีความเช่นนี้จริงๆ เพียงแต่อาตมาบำเพ็ญตบะมาน้อย คำนวณไม่ได้จริงๆ ว่าสีกามาจากที่ใด รู้เพียงว่าสีกาเป็นบุคคลสูงศักดิ์ คิดว่าสีกาคงมิใช่คนของโลกนี้ สีกาสามารถบอกอาตมาได้หรือไม่ว่าสีกามาจากแห่งหนใด บางทีอาตมาอาจพอชี้แนะได้บ้าง”

คำพูดนี้ของจิ้งอวิ๋นต้าซือทำเอาหลี่เมิ่งซีตกใจจนเหงื่อเย็นไหลท่วมตัว

ให้ตาย คงมิใช่คำนวณได้จริงๆ ว่านางมาจากอนาคตกระมัง นางเก็บความรู้สึกดูแคลนในใจพลางตั้งสติมองสบสายตาเจิดจ้าดุจคบเพลิงของจิ้งอวิ๋นต้าซือ ก่อนจะตอบเสียงเรียบ “ต้าซือ เดิมทีข้าน้อยเป็นบุตรสาวของนายท่านหลี่ หลี่ชิงคหบดีในเมืองผิงหยาง เนื่องจากเมื่อหลายเดือนก่อนคุณชายรองสกุลเซียวว่าที่ประมุขสกุลสูงศักดิ์ในเมืองผิงหยางป่วยหนัก ข้าน้อยจึงได้แต่งเข้าสกุลเซียวเพื่อเสริมมงคล วันนี้เดินทางมาจุดธูปขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับคุณชายรองที่นี่ แน่นอนว่าข้าน้อยย่อมมาจากคฤหาสน์สกุลเซียว”

จิ้งอวิ๋นต้าซือจับจ้องสตรีตรงหน้าเนิ่นนาน ทว่ากลับไม่เห็นเบาะแสใดๆ แม้แต่น้อย เขาลอบคิดในใจ นางช่างเก่งกาจยิ่งนัก คนทั่วไปหากถูกเขากดดันด้วยบารมีแห่งธรรมที่มองไม่เห็น เกรงว่าป่านนี้คงควบคุมตนเองไม่ได้นานแล้ว ทว่านางกลับสุขุมเยือกเย็นได้เช่นนี้ ดวงตากระจ่างใสดุจสายน้ำไม่ปรากฏแววหวาดกลัวแม้แต่น้อย สะอาดบริสุทธิ์เหมือนเด็กที่ปราศจากความชั่วร้าย ไม่แปดเปื้อนมลทินเลยแม้แต่น้อย ปากเขาท่องคำว่าอมิตาภพุทธ ในใจเลื่อมใสสตรีตรงหน้ามากยิ่งขึ้น

หลี่เมิ่งซีเห็นภิกษุชราผู้นี้เอาแต่สวดมนต์แล้วก็นึกกลัว นางรู้สึกว่าภิกษุตรงหน้าลึกล้ำยากจะคาดเดา ขืนปล่อยให้เขาสวดมนต์ต่อไป ดีไม่ดีเขาอาจรู้ว่านางทะลุมิติมา เห็นจิ้งอวิ๋นต้าซือมือลูบเครา เงียบงันไม่พูดจา ด้วยรู้ว่าเขาไม่เชื่อวาจาของนางเมื่อครู่นี้ จึงกระแอมเสียงค่อยแล้วพูดต่อ “ต้าซือ โลกนี้มีเรื่องของโชคชะตาและการเวียนว่ายตายเกิดจริงๆ หรือ โชคชะตาที่สวรรค์กำหนดไว้แล้วจะไม่เปลี่ยนแปลงแน่หรือ ในเมื่อมิอาจเปลี่ยนแปลง แล้วไยต้องมาเกิดในโลกนี้ด้วยเล่า ข้าน้อยงุนงงไม่เข้าใจเลย หวังว่าต้าซือจะช่วยชี้แนะได้”

“อมิตาภพุทธ สีกา ความหมกมุ่นมีอยู่แค่ในใจเท่านั้น ขอถามหน่อยว่าผีเสื้อในปีหน้าจะพบดอกไม้ในปีนี้ได้อย่างไร อมิตาภพุทธ วาสนาและการพบพานจะทำให้ทุกสิ่งสำเร็จผลได้ สีกามิต้องเหน็ดเหนื่อยไป สิ่งที่อยู่ตรงหน้าจึงจะเป็นของจริง”

คำพูดนี้ของจิ้งอวิ๋นต้าซือทำให้หลี่เมิ่งซีบรรลุแจ้ง ตรงหน้ากระจ่างปลอดโปร่งทันใด นางปล่อยวางอดีตนานแล้ว และใช้ชีวิตอยู่ในยุคโบราณที่แสนจะย่ำแย่นี้อย่างสงบเสงี่ยมมาโดยตลอด ยิ้มมองดอกไม้หน้าเรือนผลิบานและร่วงโรย แต่หลายวันนี้นางกลับหมกมุ่นกับเรื่องราวในอนาคตที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ ปักใจเชื่อว่าในเมื่อต้านทานไม่ได้แล้วไยต้องต้านทานด้วย ดังนั้นจึงหดหู่ใจมาตลอด ใช้ชีวิตไม่ต่างจากศพเดินได้

ย้อนพิจารณาดูให้ดี อนาคตยังไม่เริ่มต้นขึ้นเสียด้วยซ้ำ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าโชคชะตาจะเป็นจริงหรือไม่ เหตุใดวันนี้จึงต้องใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุขเช่นนี้ด้วยเล่า อนาคตจะเป็นอย่างไรนั้นก็ช่างมันเถอะ ข้าจะไขว่คว้าเพียงสิ่งที่ข้าต้องการ จมลอยไปตามคลื่นก็ช่าง เพราะข้าจะจดจำเพียงวันนี้เท่านั้น คิดแล้วหลี่เมิ่งซีจึงลุกขึ้นคารวะ “ใคร่ครวญให้ดีแล้ว เป็นข้าน้อยเองที่ยึดติดเกินไป มีทิฐิมากถึงเพียงนี้ แล้วจะหลุดพ้นได้อย่างไร ขอบคุณต้าซือที่ชี้แนะหนทาง”

“อมิตาภพุทธ สีกา อาตมาขอตัวก่อน”

มองเงาร่างของจิ้งอวิ๋นต้าซือที่จากไป หลี่เมิ่งซีก็ซับเหงื่อเม็ดเล็กที่ซึมออกมาบนหน้าผาก นางลอบตัดสินใจว่าวันหน้าอย่ามาที่วัดหรืออารามพวกนี้บ่อยนักเลยจะดีกว่า ไม่แน่ในนี้อาจมีบุคคลลึกลับที่มีวิชาอาคมซ่อนอยู่จริงๆ แล้วมีการเปิดเผยเรื่องที่นางทะลุมิติมา กระทั่งทุกคนเห็นนางเป็นตัวประหลาด นางอาจจะถูกจับไปเผาทั้งเป็นก็ได้

เดินช้าๆ ออกจากวิหาร ด้วยไม่เห็นเงาร่างของเซียวจวิ้น นางจึงคิดจะรออยู่นอกวิหาร กวาดตามองรอบวิหารเจริญธรรมที่เต็มไปด้วยพระพุทธรูปสูงต่ำอ้วนผอมแตกต่างกันไป องค์นี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิน องค์นี้แน่นอนว่าย่อมเป็นเหวินซูผูซ่า แล้วองค์นี้เป็นใครเล่า

มองพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่มีสีหน้าและอากัปกิริยาที่หลากหลาย เห็นพวกเขาบ้างก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน บ้างก็ถลึงตาดุดัน บ้างก็เผยอริมฝีปากนิดๆ ใบหน้าระบายยิ้มน้อยๆ บ้างก็นั่งขัดสมาธิ ประนมนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน บ้างก็หลับตาลงครึ่งหนึ่ง ในมือถือพระคัมภีร์ มองดูรอบหนึ่งแล้วนางก็แยกแยะได้เพียงแค่สององค์เท่านั้น

อดคิดถึงชาติก่อนตอนไปเที่ยววัดเซ่าหลินไม่ได้ นางก็เคยเข้าไปเยือนวิหารแบบนี้เช่นกัน ข้างในมีพระโพธิสัตว์ในอิริยาบถต่างๆ มัคคุเทศก์คอยแนะนำพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ ชั่วขณะหนึ่งหลี่เมิ่งซีเหมือนได้ย้อนกลับไปในชาติก่อน ภาพในชาติก่อนซ้อนทับกับภาพในชาตินี้ วิหารเหมือนกัน พระโพธิสัตว์เหมือนกัน นางเหมือนกัน ทำให้นางแยกไม่ได้ว่าตรงหน้านี้เป็นความจริงหรือความฝัน ราวกับยามนี้นางอยู่ในชาติก่อนและแค่ฝันไป พอตื่นจากฝัน ทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม คิดแล้วจึงเปล่งเสียงเบาๆ “บุปผามิใช่บุปผา สายหมอกมิใช่สายหมอก มาเยือนกลางดึก ฟ้าสางจากลา ยามมาประหนึ่งฝันคงอยู่มินาน ยามจากไปดุจเมฆสลายสูญ”

หมุนตัวกลับมาก็เห็นเซียวจวิ้นยืนอยู่หน้าประตูวิหาร ขมวดคิ้วแน่น

ครั้นเห็นเซียวจวิ้นตัวเป็นๆ ยืนอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ หลี่เมิ่งซีจึงกลับสู่ความเป็นจริงในที่สุด ความทรงจำในชาติก่อนพวกนั้นเป็นเพียงความฝันไปแล้วจริงๆ

“คุณชายรอง”

“กลอนของซีเอ๋อร์ฟังแล้วดีก็ดีอยู่หรอก แต่กลับชวนให้รู้สึกเหมือนหลุดพ้นจากโลกนี้ไป กลอนเช่นนี้วันหน้าแต่งให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า” เมื่อครู่เซียวจวิ้นรู้สึกเหมือนหลี่เมิ่งซีว่างเปล่าและล่องลอย ฟังบทกลอนนี้แล้ว เขารู้สึกว่านางสามารถจากไปราวความฝันได้ ทั้งไม่รู้ว่าจะไปตามหานางได้ที่ใดด้วย ดังนั้นจึงนึกเกลียดชังกลอนบทนี้ของหลี่เมิ่งซีและวิจารณ์ส่งเดช

ถึงอย่างไรก็มิใช่กลอนที่นางแต่งเองอยู่แล้ว เขาจะมีความเห็นอย่างไรก็ช่าง หลังจากฟังคำชี้แนะของจิ้งอวิ๋นต้าซือ หลี่เมิ่งซีจึงคลี่คลายปมในใจได้ ยามนี้อารมณ์นางดียิ่ง จึงไม่อยากถือสาเซียวจวิ้นที่ชอบจับผิดผู้อื่น

“ภรรยาผู้น้อยมักได้ยินมาว่าพระโพธิสัตว์กวนอินช่วยบรรเทาทุกข์ภัยได้ทุกอย่าง มีคำขอนับพันก็ตอบรับคำขอนับพันนั้น ทำตัวเป็นเรือให้มนุษย์ข้ามทะเลแห่งความทุกข์ เป็นความจริงหรือไม่” หลี่เมิ่งซีอภัยให้เซียวจวิ้นอย่าง ‘ใจกว้าง’ ทั้งยังชวนคุยอย่างอารมณ์ดี

“ย่อมเป็นความจริงแน่นอน พระพุทธองค์สามารถบรรเทาความทุกข์ที่เกิดจากการเกิดแก่เจ็บตายของมนุษย์ได้ หากมนุษย์ประสบความยากลำบาก แล้วไปขอให้พระพุทธองค์คุ้มครอง ย่อมสามารถหลุดพ้นจากทะเลแห่งทุกข์ได้ ครั้งนี้ข้าป่วยหนัก ท่านย่าก็มาขอร้องพระพุทธองค์ด้วยตนเอง ข้าถึงได้หายดี ดังนั้นวันนี้ท่านย่าจึงให้พวกเรามาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยกัน”

ฟังเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าต่างหากที่เป็นพระโพธิสัตว์ หากไม่มีข้า เกรงว่ายามนี้เจ้าคงเหลือแต่ซากไปแล้ว ไม่เชื่อหรอกว่าพระโพธิสัตว์กวนอินจะช่วยเจ้าได้จริงๆ! หลี่เมิ่งซีเหลือบมองเซียวจวิ้นอย่างไม่พอใจ อยากสั่งสอนเขาเสียเหลือเกิน ให้เขาคารวะนางสักสามที แต่ความจริงมักโหดร้ายเสมอ ความคิดเช่นนี้จึงได้แต่คิดอยู่ในใจเท่านั้น

“ในเมื่อศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้ พวกเรามาแล้วก็กราบไหว้สักหน่อยเถอะ เพียงแต่พระโพธิสัตว์มีมากมายเช่นนี้ ภรรยาผู้น้อยไม่รู้จะกราบไหว้องค์ไหนดี หรือว่าต้องกราบไหว้ทั้งหมด”

คิดถึงความศรัทธาของคนโบราณแล้ว หลี่เมิ่งซีคิดว่าในเมื่อเข้ามาในวิหารเจริญธรรมนี้แล้ว ย่อมสมควรกราบไหว้สักหน่อย นับดูแล้วที่นี่ก็มีพระโพธิสัตว์ทั้งหมดสิบเอ็ดองค์ คิดว่าหากต้องกราบไหว้ทั้งหมดจริง นางคงต้องเหนื่อยตายก่อนแน่ จึงถามออกมาอย่างกลัดกลุ้ม

เซียวจวิ้นมองนางแวบหนึ่งอย่างสงสัย เรื่องทั่วไปเช่นนี้นางไม่รู้ได้อย่างไร

“ซีเอ๋อร์ไม่รู้หรือว่าเข้ามาในวิหารแล้ว ไม่ว่าในวิหารจะมีพระโพธิสัตว์กี่องค์ ปกติแล้วให้กราบไหว้สามครั้งเป็นอันใช้ได้”

หลี่เมิ่งซีฟังแล้วใบหน้าพลันขึ้นสีแดงเรื่อ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าช้าๆ คุกเข่าลงบนเบาะรองและกราบไหว้อย่างจริงจังสามครั้ง พอลุกขึ้น เซียวจวิ้นก็ตามเข้ามากราบไหว้สามครั้ง

เซียวจวิ้นกับหลี่เมิ่งซีกราบไหว้พระโพธิสัตว์ในวิหารเจริญธรรมเสร็จก็เดินออกมาด้วยกัน คิดถึงท่าทีเลื่อมใสจริงใจของเขาตอนไหว้พระ หลี่เมิ่งซีจึงเอ่ยถามเรื่อยเปื่อย “ตอนไหว้พระคุณชายรองท่องอะไรหรือ”

“นโม อมิตาภพุทธ เมื่อครู่ซีเอ๋อร์ก็ท่องเช่นนี้มิใช่หรือ”

หลี่เมิ่งซีฟังแล้ว พอคิดถึงบทสวดบูชาเจ้าแม่กวนอินที่ตนท่องแล้วก็อดหน้าแดงไม่ได้ นางจึงเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

เห็นหลี่เมิ่งซีไม่พูดอะไร เซียวจวิ้นก็มองนางอย่างเคลือบแคลง เขาพบว่าหลี่เมิ่งซีเป็นคนเฉลียวฉลาด เรื่องอะไรขอเพียงชี้แนะสักเล็กน้อยนางก็เข้าใจแล้ว ทว่าความรู้ทั่วไปเช่นนี้นางกลับสู้เด็กคนหนึ่งไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ต้าฉีนับถือศาสนาพุทธ เรื่องพวกนี้อาจารย์ในสำนักศึกษาสอนสั่งมาตั้งแต่เล็ก ต่อให้ไม่เคยไปสำนักศึกษาก็น่าจะเคยเห็นและเคยได้ยินจากบิดามารดามาบ้างสิ

กล่าวได้ว่าสิ่งที่คนต้าฉีต่างรู้กันทั่วนั้นนางกลับไม่รู้เลยแม้แต่น้อย

แต่ไม่ว่าอย่างไร เห็นหลี่เมิ่งซีสามารถสนทนากับเขาอย่างผ่อนคลายเช่นนี้ได้ก็ดีใจมากจริงๆ เซียวจวิ้นลอบยินดีในใจ ไม่เสียแรงที่เขาทุ่มเทความคิดไปมาก สุดท้ายก็ใช้อุบายพานางมาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้นางออกมาเที่ยวเล่นผ่อนคลายได้อย่างเปิดเผย วิธีนี้นับว่าได้ผลจริงๆ ด้วย

มองดูหลี่เมิ่งซียามนี้ ไหนเลยจะมีท่าทีหดหู่เฉกเช่นหลายวันก่อนอีก หลี่เมิ่งซีที่สุขุมเยือกเย็นคนเดิมกลับมาแล้ว เขาแปลกใจจริงๆ ว่าจิ้งอวิ๋นต้าซือพูดอะไรกับนาง พอนางออกมาจากวิหารก็ราวกับมีชีวิตใหม่อย่างไรอย่างนั้น กับเขาก็ไม่ห่างเหินเหมือนก่อนหน้านี้อีก ทว่ายามนี้เขามิอาจเอ่ยถามสิ่งใดออกไปได้ ขอเพียงเห็นนางไม่เป็นไรก็ดีมากแล้ว

ออกจากวิหาร เซียวจวิ้นประคองหลี่เมิ่งซีก้าวลงบันไดทีละก้าวอย่างเป็นธรรมชาติ

จือชิวกับจือชุนที่รออยู่ข้างล่างเห็นคุณชายรองเดินออกจากวิหารมาพร้อมกับสะใภ้รอง ทั้งคุณชายรองยังประคองสะใภ้รองด้วยท่าทางที่สนิทสนม ทั้งสองต่างก็เบิกตาโต ดวงตาแทบจะถลนออกมา

จือชิวตั้งสติได้ก่อนจือชุน ไม่ได้! ข้าจะปล่อยให้คุณชายรองเข้าใกล้สะใภ้รองในรัศมีสามเชียะไม่ได้ หาไม่แล้วสะใภ้รองจะถูกคุณชายรองทำร้ายเอาได้

คิดถึงตรงนี้จือชิวก็ก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า ทว่าถูกจือชุนคว้าตัวไว้เสียก่อน

จือชุนรู้สึกว่ายามนี้คุณชายรองกับสะใภ้รองดูปรองดองกันอย่างมาก พวกนางที่เป็นเพียงบ่าวทางที่ดีควรจะหลบไปให้ไกลสักหน่อย เห็นจือชิวไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้จึงรีบคว้าตัวอีกฝ่ายไว้แล้วส่ายหน้ากับนาง

จือชิวไม่สนใจแม้แต่น้อย นางปัดมือจือชุนออกพลางก้าวฉับๆ เข้าไปหาหลี่เมิ่งซี เหลือบมองเซียวจวิ้นแวบหนึ่งแล้วพูดเสียงค่อย “คารวะคุณชายรอง สะใภ้รอง”

หลี่เมิ่งซีเห็นจือชิวเดินเข้ามาจึงหดมือกลับมาแล้วให้จือชิวเป็นคนประคอง ก่อนจะก้าวลงบันไดต่อ

จู่ๆ นิ้วเนียนนุ่มที่กุมไว้ในมือถูกชักออกไป ทำให้เซียวจวิ้นที่ในอกเต็มไปด้วยความอ่อนโยนพลันรู้สึกว่างโหวง เมื่อฝ่ามือของตนเองว่างเปล่าแล้ว เขาก็รู้สึกเศร้าใจราวกับบางสิ่งได้ขาดหายไป

เขาเหลือบมองจือชิวด้วยสายตาเย็นชาพลางเดินตามหลังทั้งสองด้วยสีหน้าบึ้งตึง เห็นสีหน้าเย็นชาแบบนี้จนชินแล้ว หลี่เมิ่งซีกับจือชิวต่างก็ทำเป็นมองไม่เห็น

มองจือชิวข้างหน้าที่ทำตัวเป็นแม่ไก่หวงไข่แล้ว เซียวจวิ้นก็ขมวดคิ้วมุ่น ตั้งแต่เมื่อไรกันที่สาวใช้ผู้นี้แสดงออกถึงความเป็นอริกับเขา

เดินไปตามทางจนออกจากซุ้มประตู เซียวซย่ากับคนอื่นๆ รออยู่นอกประตูแล้ว เห็นพวกเขาออกมา ต่างก็เข้ามาคำนับ สั่งให้คนจูงม้ามาและเตรียมรถม้า

จือชิวกับจือชุนมองร้านรวงสองข้างทาง ก่อนจะสะกิดแขนเสื้อหลี่เมิ่งซีเบาๆ พลางส่งสายตากับนาง เดิมทีการเดินดูของก็เป็นสัญชาตญาณของสตรีอยู่แล้ว หายากที่สาวใช้สองคนจะได้ออกมา ขามาเห็นสองข้างทางเต็มไปด้วยสินค้ากระจุกกระจิกละลานตา ในใจก็แทบจะอดทนไม่ไหวอยู่แล้ว ด้วยรู้ว่ามาไหว้พระจึงไม่กล้าทำตัวเสียมารยาท

ตอนนี้ไหว้พระเสร็จแล้ว ดูเหมือนเซียวจวิ้นเองก็อารมณ์ดีทีเดียว ทั้งเห็นว่าอีกนานกว่าจะเที่ยงวัน ทั้งสองจึงเกิดความคิดอยากเดินดูของ

หลี่เมิ่งซีเห็นสองสาวใช้ย่นคิ้วขยิบตาอย่างร้อนใจก็รู้ความในใจของพวกนาง นางตามใจสองคนนี้มากจริงๆ อีกอย่างนางเองก็อารมณ์ดีมาก นึกอยากเดินเที่ยวเล่นเช่นกัน มองเซียวจวิ้นที่กำลังจะพลิกตัวขึ้นม้า ลังเลครู่หนึ่ง หลี่เมิ่งซีจึงก้าวออกไปพูด “คุณชายรอง คือว่าภรรยาผู้น้อยมาที่นี่เป็นครั้งแรก จึงอยากเดินชมร้านรวงสองข้างทางสักหน่อย”

ฟังคำของหลี่เมิ่งซีแล้ว เซียวจวิ้นก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ยังคงมีสีหน้าเย็นชา ทว่าก็ส่งเชือกบังเหียนให้เซียวซย่าด้านข้าง จากนั้นเดินตามพวกนางไปที่ร้านค้า ทำตัวมิต่างจากองครักษ์ผู้พิทักษ์ดอกไม้

เห็นคุณชายรองเดินตามสะใภ้รองไปแล้ว เซียวซย่าก็ทำหน้าตะลึงงัน คุณชายรองเจรจาง่ายดายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด เขาเกลียดการเดินดูของเป็นที่สุดมิใช่หรือ!

เซียวซย่ายืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น กว่าจะได้สติเซียวจวิ้นก็จากไปไกลแล้ว เขารีบส่งเชือกบังเหียนให้บ่าวชายที่อยู่ด้านข้าง ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามไป

 

( ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 เม. 62 )

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

Jamsai Editor: