X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน เบื่อนักโจ๊กล่าปา ข้าไม่ย้อนเวลาอีกได้ไหม บทที่ 1-บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 1

 ยามดึกสงัดในฤดูหนาว

หมู่ดาวพร่างพราวเต็มผืนฟ้ากว้างใหญ่ สาดส่องจากเหนือหมู่เมฆลงมายังคฤหาสน์สกุลอวิ๋น ลอดผ่านหน้าต่างไม้แกะสลักเข้าสู่ห้องนอนของคุณหนูอวิ๋น สะท้อนแสงสว่างไสวอยู่ตรงขอบหน้าต่าง

เด็กสาวอายุประมาณสิบสี่ปีคนหนึ่งยืนอยู่หน้าคันฉ่องที่สูงครึ่งผนังห้อง จ้องมองคนในคันฉ่องนั้นอย่างตะลึงงัน ประเดี๋ยวหยิกใบหน้า ประเดี๋ยวดึงหูตนเอง

เจ็บ

เจ็บมากเลย

ไม่ใช่ความฝัน?!

อวิ๋นจ้าวขยับถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะเอนร่างนอนบนเก้าอี้หวาย หลับตาลงแล้วพ่นลมหายใจพรืด สบถในใจออกมาประโยคหนึ่ง

นางย้อนกลับมาเป็นตัวเองในอดีตหรือนี่!

เรื่องการย้อนกลับมาอดีตนี้นางเคยเห็นจากในหนังสือมาก่อน หลังจากอยู่อย่างคับแค้นใจชาติหนึ่งก็จะได้โอกาสกลับมาแก้ไขอีกครั้ง

ที่ผ่านมานางไม่สนใจเรื่องพวกนี้ และไม่คิดว่าเรื่องที่นางไม่เคยสนใจนี้จะมาเกิดขึ้นกับตนเองได้

ทว่า…อวิ๋นจ้าวรู้สึกว่าจะต้องมีข้อผิดพลาดตรงที่ใดสักแห่งแน่ๆ

เพราะว่าชาติก่อน นางไม่เพียงไม่ได้อยู่อย่างคับแค้นใจ ทั้งยังใช้ชีวิตอย่างสง่างามยิ่ง!

นางเกิดในครอบครัวคหบดี ไม่เคยต้องกลัดกลุ้มเรื่องอาหารการกิน เด็กคนอื่นเล่นดีดก้อนหิน แต่นางดีดไข่มุกทองคำ เงินยาซุ่ย* ของเด็กคนอื่นเป็นเหรียญเงินแค่ไม่กี่เหรียญ ทว่าทุกปีเงินยาซุ่ยของนางจะเป็นร้านค้าทำเลดีเยี่ยมหนึ่งแห่ง หรือไม่ก็…

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเงินๆ ทองๆ เพียงพูดถึงคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ นางก็ดูสูงส่งอย่างที่สุดแล้ว

อย่างเช่นบิดาของนางก็มีแต่มารดา ไม่มีอนุภรรยาหรือว่าน้องชายน้องสาวมาก่อความวุ่นวาย นางเป็นบุตรสาวคนเดียวของครอบครัว ได้รับความรักใคร่เอ็นดูเต็มเปี่ยม ท่านปู่ท่านย่าไม่เคยรังเกียจ บิดามารดาไม่เคยละเลย นางได้เที่ยวเล่นและลิ้มรสอาหารชั้นเลิศอย่างสำราญใจเกินจะกล่าว

พอคิดเช่นนี้แล้ว อวิ๋นจ้าวพลันรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมา

เพราะเหตุใดสวรรค์ถึงได้ถูกใจนาง จนส่งนางย้อนกลับมาอดีตเช่นนี้?

นางคิดทบทวนอยู่หลายตลบ ในที่สุดก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาเจิดจ้าภายใต้แสงจันทร์ส่องประกายดั่งแสงจันทร์สุกสกาว นางคลายมือออกอย่างช้าๆ ไข่มุกราตรีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือเม็ดหนึ่งส่องสะท้อนกับแสงจันทร์

หรือว่าเป็นเพราะเรื่องของลู่อู๋เซิงยังค้างคา?

เมื่อคิดถึงชื่อที่ฟังดูแสนห่างไกลนี้ ก็พาลคิดถึงเรื่องในอดีตระหว่างตนกับเขา อวิ๋นจ้าวพลันรู้สึกว่ามีเพียงเรื่องนี้เท่านั้นที่เป็นไปได้

ลู่อู๋เซิงเป็นบุตรชายท่านแม่ทัพใหญ่ ซึ่งนางรู้จักและเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ผู้อาวุโสทั้งสองตระกูลต่างสนับสนุนให้พวกเขาครองคู่กัน สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ…นางชอบเขา

ลู่อู๋เซิงชอบนางมากแค่ไหนนั้น อวิ๋นจ้าวไม่รู้หรอก ทว่ายามนั้นพวกเขาสองคนต้องแยกจากกันไปเพราะความเข้าใจผิด สิบปีต่อมาเมื่อพบหน้ากันอีกครั้ง นางและเขาต่างก็ยังไม่ได้แต่งงานกันทั้งคู่

วันที่ได้พบหน้ากันนั้น นางกำลังลังเลใจว่าจะถามเขาเรื่องความเข้าใจผิดในอดีตดีหรือไม่ ว่าแท้จริงแล้วเป็นเช่นไรกันแน่ ทว่าเขากลับตายไปเสียก่อน และในคืนที่เขาตายไปนั้น นางก็ย้อนกลับมาตอนสิบปีก่อนหน้านี้เอง

อวิ๋นจ้าวคิดใคร่ครวญ พลิกตัวเอามือกุมไข่มุกราตรีเม็ดเล็กที่เขามอบให้เมื่อยังเด็ก หัวคิ้วขมวดเป็นปมแน่น ขณะที่คิดถึงบุรุษผู้นั้น นางก็เริ่มรู้สึกง่วงงุนมากขึ้นทุกที

เมฆหมอกบนท้องฟ้าสลายหายไป ดวงจันทร์เสี้ยวสีเงินที่เคยซ่อนตัวอยู่หลังก้อนเมฆเผยให้เห็นลอยเด่นอยู่กลางอากาศ สะท้อนแสงคู่กับดวงดาวอย่างเกียจคร้าน

อวิ๋นจ้าวที่รู้สึกตัวขึ้นมาในยามเช้าตรู่ไม่ได้ตื่นขึ้นมาเพราะถูกความเย็น เพราะในห้องของนางมีเตาผิงขนาดใหญ่ซึ่งเติมถ่านเอาไว้มากพอ ทำให้ไออุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิอบอวลไปทั่ว แม้นางจะนอนอยู่บนเก้าอี้หวายทั้งคืนก็ไม่รู้สึกหนาวแต่อย่างใด ทว่าพอลุกขึ้นมาแล้วช่วงเอวกับแผ่นหลังกลับปวดเมื่อยราวกับเมื่อคืนวานไปแบกก้อนหินหนักกว่าร้อยแปดสิบชั่ง* ก็ไม่ปาน

นางยืนอยู่หน้าคันฉ่อง มองดูพวกบ่าวรับใช้ช่วยแต่งตัวหวีผม ทุกสิ่งเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย นอกจากอายุที่ลดน้อยลงไปถึงสิบปีเต็ม

หลังจากนางบ้วนปากล้างหน้า แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ก็ไปคารวะท่านย่า บิดาและมารดา จากนั้นก็กินอาหารเช้าร่วมกับพวกท่าน

สกุลอวิ๋นเป็นครอบครัวคหบดี ทว่าการกินการอยู่กลับไม่หรูหราฟุ่มเฟือย ทว่าวันนี้ไม่เห็นสำรับอาหารเช้าตั้งโต๊ะ รออยู่สักครู่พวกบ่าวรับใช้จึงยกโจ๊กเข้ามาหลายชาม อวิ๋นจ้าวมองดูแวบหนึ่ง เห็นว่าในชามมีธัญญาหารจำพวกถั่วลิสง เมล็ดซิ่ง** ข้าว นางจึงขมวดคิ้วแล้วถามว่า “โจ๊กล่าปา*** หรือ เหตุใดถึงเป็นโจ๊กล่าปา”

ฮูหยินผู้เฒ่าตอบยิ้มๆ ว่า “เด็กโง่ วันนี้เป็นวันที่แปดเดือนสิบสองอย่างไรเล่า”

อวิ๋นจ้าวเข้าใจในทันที ส่วนอวิ๋นฮูหยินส่ายหน้าพลางยิ้มขบขัน “เจ้านี่นะ ขนาดวันคืนยังจำเลอะเลือนไปแล้ว เป็นเสียแบบนี้คุณชายลู่มีหรือจะกล้าแต่ง…”

“แค่ก!”

อวิ๋นฮูหยินยังกล่าวไม่ทันจบ นายท่านอวิ๋นก็ไอเสียงดังขัดจังหวะเสียก่อน ทันใดอวิ๋นฮูหยินก็นึกขึ้นได้จึงไม่กล่าวต่อไปอีก อวิ๋นจ้าวขมวดคิ้วเล็กน้อย ด้วยเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตอนอายุสิบสี่ ในวันที่หนึ่งเดือนสิบสอง นางทะเลาะตัดขาดกับลู่อู๋เซิง กลับมาถึงบ้านก็โยนข้าวของที่เขาเคยให้มาทิ้งไปทั้งหมด ยังบอกกับบิดามารดาว่าห้ามเอ่ยชื่อเขาอีก มิฉะนั้นนางจะหนีออกจากบ้าน

เมื่อก่อนนางเป็นเด็กเอาแต่ใจ ช่างไร้เดียงสาเสียจริง อวิ๋นจ้าวใบหน้าแดงเรื่อขึ้นมา แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของมารดา

เดิมทีทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้วว่ารอให้นางถึงวัยปักปิ่น* ในปีหน้า เขาก็จะมาสู่ขอ ทว่าสุดท้าย…

เรื่องราวบนโลกนี้ยากจะคาดเดา

ทว่าลู่อู๋เซิงจะใช่กุญแจที่ใช้ไขปริศนาการกลับมาอดีตของนางหรือไม่นะ ถ้าหากใช่ เช่นนั้นนางคงต้องกลับไปเผชิญหน้ากับเขาอีกครั้งแล้ว

“โอย…”

ฮูหยินผู้เฒ่าส่งเสียงร้องโอดครวญเบาๆ ยกมือกุมแก้มไว้ข้างหนึ่ง ความเจ็บปวดฉายชัดในดวงตา ทั้งสามคนรีบถามด้วยความร้อนใจว่านางเป็นอะไร ฮูหยินผู้เฒ่าโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็นไร เมล็ดซิ่งต้มไม่นิ่มพอก็เลยปวดฟันน่ะสิ”

อวิ๋นฮูหยินได้ยินเช่นนั้นจึงยกชามโจ๊กขึ้นดู พบว่าเมล็ดซิ่งแต่ละเมล็ดยังแข็งอยู่มาก นางยังไม่ทันว่าอะไร อวิ๋นจ้าวก็หงุดหงิดแทนนางก่อนแล้ว “พ่อครัวเล่า?”

พ่อบ้านรีบวิ่งไปลากตัวพ่อครัวมาสอบถาม พ่อครัวทราบเรื่องก็คุกเข่าลงกับพื้นก่อนอธิบายว่า “บ่าวผิดไปแล้ว ตอนเคี่ยวโจ๊กใกล้จะได้ที่ ถึงเพิ่งรู้ว่าลืมใส่เมล็ดซิ่งลงไป ด้วยกลัวว่าฮูหยินผู้เฒ่ากับนายท่านจะรอนาน บ่าวจึงเอาเมล็ดซิ่งลงหม้อเคี่ยวประเดี๋ยวเดียวก็ยกมาแล้ว บ่าวไม่คิดว่า…มันจะยังสุกไม่ทั่ว ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าต้องปวดฟันเช่นนี้ขอรับ”

ฮูหยินผู้เฒ่ามีจิตใจเมตตา นางย่อมไม่เอ่ยปากตำหนิ เพียงสั่งกำชับว่าคราวหน้าให้ระวัง ก่อนจะบอกให้เขากลับออกไปได้

อวิ๋นจ้าวกลับโกรธเคืองจนทนไม่ได้ “ท่านย่า บ่าวคนนั้นทำผิดก็สมควรลงโทษ ถ้าไม่ลงโทษ อีกไม่นานเขาก็คงจะสะเพร่าอีก”

นายท่านอวิ๋นกล่าวว่า “ท่านย่าเจ้าไม่เอาความแล้ว เจ้าจะก่อกวนอะไรอีก”

ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นเขาตำหนิหลานสาวก็ไม่พอใจ ต่อว่าด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เจ้าจะดุอวิ๋นเอ๋อร์ทำไมกัน”

นายท่านอวิ๋นไม่เอ่ยอะไรสักคำ เพียงเหลือบมองบุตรสาวแวบหนึ่ง สายตาที่ส่งไปนี้สามารถทำให้อวิ๋นจ้าวกินโจ๊กต่อไปอย่างสงบเสงี่ยม ทั้งที่ปกติแล้วนางน่าจะหันมาทำหน้าทะเล้นใส่ เขาจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาชั่วขณะ พอปัดความคิดนี้ทิ้งไปแล้วก็เอ่ยขึ้นว่า “เช่นนั้นก็ให้ท่านหมอในบ้านเรามาดูอาการหน่อยเถิด”

อวิ๋นฮูหยินกล่าวว่า “วันนี้ท่านหมอเฉิงขอลาพัก ไม่อยู่ในบ้านหรอกเจ้าค่ะ”

อวิ๋นจ้าวจึงรับอาสา “อีกประเดี๋ยวข้าจะออกไปข้างนอก จะถือโอกาสไปเชิญหมอหลวงซ่งที่ถนนเป่ยวั่งนะเจ้าคะ”

หมอหลวงในวังเมื่อเกษียณตัวยามชราแล้ว ส่วนมากก็จะกลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข ทว่าหมอหลวงซ่งกลับยังรั้งอยู่ในเมืองหลวง ปรารถนาจะใช้ความรู้วิชาแพทย์ของตนเองให้เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน เพื่อไม่ให้สิ่งที่ร่ำเรียนมาทั้งชีวิตต้องสูญเปล่า ฉะนั้นการจะเชิญเขามาที่บ้านก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

พอกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว อวิ๋นจ้าวก็ออกไปข้างนอก

เมื่อคืนนางยังไม่รู้สึกว่าตนเองเตี้ยลงกว่าเดิมสักเท่าไร วันนี้พอก้าวข้ามธรณีประตูสูงใหญ่แล้วถึงได้รู้ว่าเมื่อสิบปีก่อนนางเป็นคนรูปร่างทั้งเล็กและเตี้ยเสียจริง มิน่าเล่าลู่อู๋เซิงจึงเอาแต่เรียกนางว่า ‘ถั่วน้อย’ เรียกเช่นนี้มาตั้งแต่นางสามขวบจนอายุสิบสี่ปี นางยังคิดมาตลอดว่ารอให้สูงกว่านี้เมื่อไรจะหัวเราะเยาะกลับให้สาแก่ใจ

หลังเข้าสู่วัยปักปิ่นรูปร่างนางก็เหมือนหน่อไม้ที่แทงยอดขึ้นสูง ไม่ใช่เด็กน้อยตัวเล็กจ้อยอีกแล้ว ทว่าน่าเสียดาย พอนางอายุสิบสี่ปีก็ผิดใจกับเขาจนตัดขาดกัน ต่อให้นางจะสูงขึ้นเท่าใด แต่ก็ไม่รู้จะหันกลับไปหัวเราะเยาะใส่ใครแล้ว

ชีวิตชาตินี้ย้อนกลับมาอีกครั้ง อวิ๋นจ้าวก็พบว่านางเอาแต่คิดถึงลู่อู๋เซิง

คงเป็นเพราะว่าสิบปีต่อมา กว่าคนทั้งสองจะได้พบหน้ากันอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จู่ๆ เขากลับพลัดตกหน้าผาตายไป นางย่อมมีความสะเทือนใจอยู่หลายส่วน

อวิ๋นจ้าวสะบัดศีรษะไปมา ไม่อยากจะคิดให้มากอีก เพียงรีบเดินไปทางถนนเป่ยวั่งที่อยู่ห่างไปไม่ไกล เพื่อจะเชิญท่านหมอหลวงซ่ง

หลังส่งท่านหมอผู้ชราขึ้นรถม้าด้วยตนเองแล้ว อวิ๋นจ้าวถึงได้มุ่งหน้าไปยังจวนสกุลลู่

อวิ๋นจ้าวเพิ่งเดินพ้นบ้านหมอหลวงซ่งมาก็เห็นม้าเร็วตัวหนึ่งวิ่งห้อตะบึงพุ่งผ่านข้างกายนางไปอย่างรวดเร็ว ฝุ่นละอองลอยฟุ้งกระจายอยู่เต็มหน้า นางขมวดคิ้วมองตามไปทางนั้น คนบนหลังม้าสวมเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมเงาวาว ข้างเอวยังห้อยกระบี่เล่มหนึ่ง ดูท่าคงจะเป็นองครักษ์ของชนชั้นสูงสักคนกระมัง แต่ควบม้ารีบร้อนปานนี้ ไม่กลัวว่าจะชนผู้คนบ้างเลยหรือ

นางส่งเสียงฮึไม่พอใจคำหนึ่ง ตบแขนเสื้อที่เปื้อนฝุ่นแล้วเดินต่อไป

สกุลลู่และสกุลอวิ๋นสองครอบครัวอยู่ห่างกันเพียงสามช่วงถนน ในเมืองหลวงแห่งนี้ถนนแต่ละสายกว้างขวางยิ่ง บอกว่าห่างกันเพียงสามช่วงถนน แต่ความจริงคือไกลถึงสองลี้* ใช้เวลาเดินนานครึ่งเค่อ** อวิ๋นจ้าวจึงเดินมาถึงประตูใหญ่จวนสกุลลู่

ประตูจวนใหญ่โตโอ่อ่า สิงโตหินหน้าประตูลักษณะดุดันน่าเกรงขามราวกับเป็นเจ้าของจวน จวนที่ครอบครองพื้นที่ไปกว่าครึ่งค่อนถนนนี้ แท้จริงแล้วเป็นจวนที่ฝ่าบาทพระราชทานมา หากพวกเขาจะวางอำนาจบาตรใหญ่บ้างก็ไม่มีใครโต้แย้งอะไร ทว่าสกุลลู่กลับไม่เคยโอ้อวดเช่นนั้น จวนใหญ่โตแห่งนี้แตกต่างไปจากการวางตัวของพวกเขาโดยสิ้นเชิง

บิดาของลู่อู๋เซิงคือแม่ทัพใหญ่ในราชวงศ์ปัจจุบัน ความดีความชอบในการกรำศึกโดดเด่นอย่างยิ่ง เป็นคนที่ย่ำเท้าเบาๆ ก็สามารถสั่นคลอนรากฐานของราชสำนักได้

อวิ๋นจ้าวยืนอยู่ในตรอกเล็กที่อยู่ตรงข้ามจวนสกุลลู่ สังเกตอยู่นานสองนาน ลังเลว่าควรจะเคาะประตูบานนี้อย่างไรดี

นางยังไม่ลืมหรอก เมื่อต้นเดือนตนเองเพิ่งจะตะโกนใส่ลู่อู๋เซิงว่า ‘ข้าจะไม่แยแสเจ้าอีกแล้ว มีเจ้าต้องไม่มีข้า มีข้าต้องไม่มีเจ้า เจ้าเข้าใกล้ข้าแม้เพียงครึ่งก้าว ข้าจะฆ่าเจ้า…’

อวิ๋นจ้าวเอามือกุมหน้าผาก นางปัญญาอ่อนไปแล้วหรือไร แม่เด็กน้อยไร้เดียงสาเอ๊ย

กระนั้นเรื่องในอดีตที่ผ่านไปนานขนาดนั้นก็ยังจำได้เช่นนี้ นับว่าน่าประหลาดมากทีเดียว

นางสูดลมหายใจเข้าลึกยาวๆ และค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมา ทำให้จิตใจสงบเป็นปกติ สุดท้ายก็ย่างเท้าออกไปก้าวหนึ่ง ชั่วขณะที่ปลายเท้าของนางจวนจะแตะพื้นดิน ก็เห็นว่าประตูบานใหญ่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดก่อนจะแง้มเปิด ทันใดนั้นปลายเท้าราวสัมผัสกับน้ำร้อนจัด อวิ๋นจ้าวจึงชักเท้ากลับมาอย่างลนลาน รีบหลบเข้าตรอกไปอีกครั้ง

ประตูบานใหญ่ยาวประมาณหนึ่งจั้ง* ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ มีเด็กรับใช้คนหนึ่งวิ่งออกมาจากข้างใน เขาเหลียวซ้ายแลขวาก่อนจะหันกลับไปกล่าวว่า “คุณชาย รถม้ายังไม่มาเลยขอรับ ข้าจะไปเร่งที่คอกม้าให้เอง นับวันดูจะเหลวไหลขึ้นทุกทีแล้ว”

กล่าวจบเขาก็ผละจากไป หน้าประตูจวนที่เปิดกว้างบานนั้นมีชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดปียืนอยู่คนหนึ่ง

เขารูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย มองดูคล้ายคุณชายจากตระกูลบัณฑิตผู้ทรงภูมิมากกว่าทายาทตระกูลขุนนางบู๊ เขายืนนิ่งเอาสองมือไพล่หลัง ใบหน้าสะท้อนรับแสงสลัวจากดวงอาทิตย์ในฤดูหนาว มองจากที่ไกลๆ แล้วเห็นเค้าความอ่อนโยนอยู่หลายส่วน

อวิ๋นจ้าวยืนเกาะกำแพงแอบจ้องมองเขา เมื่อก่อนก็รู้สึกว่าเขาดูดีมากอยู่แล้ว ตอนนี้ได้เพ่งมองอย่างละเอียดก็ยิ่งรู้สึกว่ารูปโฉมของเขาหล่อเหลาเหนือธรรมดา มีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตาได้เลย

ดูเหมือนสายตาของอวิ๋นจ้าวจะร้อนแรงเกินไป จู่ๆ ลู่อู๋เซิงก็เงยหน้าขึ้นมองตรงไปที่ตรอกฝั่งตรงข้าม นางสะดุ้งตกใจรีบหดคอกลับ จนศีรษะพลาดไปกระแทกกับกำแพง วิงเวียนจนดวงตาสองข้างมีดาวทอประกายวิบวับ

เวลานี้เด็กรับใช้ก็เร่งตามรถม้ามาได้แล้ว เห็นคุณชายของตนยืนอยู่หน้าประตูไม่ขยับ เพ่งมองไปทางตรอกที่ว่างเปล่าไร้ผู้คน เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณชาย ท่านคงไม่คิดว่าคุณหนูอวิ๋นมาแอบมองอีกหรอกนะขอรับ”

ลู่อู๋เซิงชะงักไปเล็กน้อย เด็กรับใช้จึงเอ่ยเสริมว่า “คุณหนูอวิ๋นเป็นคนหยิ่งยโส ไม่มีทางปรากฏตัวที่นี่แน่ อีกอย่างนางพูดจารุนแรงเกินไปจริงๆ ทั้งยังทำเช่นนั้นกับท่านอีก นางนี่ช่าง…”

ลู่อู๋เซิงหันมองเขา “ปากมาก”

น้ำเสียงไม่เน้นหนัก แต่เด็กรับใช้รีบหุบปากโดยพลัน ไม่กล้าเอ่ยวาจามากความอีก

ขณะที่ลู่อู๋เซิงค้อมกายเข้าไปนั่งในรถม้า เขาก็ยังเหลียวมองที่ตรอกนั้นแวบหนึ่ง แม้สีหน้าเรียบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ ทว่าภายในใจกลับแปรปรวนดั่งคลื่นพลิกแม่น้ำคว่ำทะเล*

ที่ตรอกนั้นถึงจะมองไม่เห็นตัวคน ทว่ากลับมีเงาร่างสั่นไหวไปมาบนพื้นดิน เงาร่างอรชรแกว่งไกวไปตามสายลมพัดพาภาพนี้เข้าสู่ส่วนลึกในใจเขา

สาวน้อยใจร้ายปากแข็ง สุดท้ายก็มาเกาะกำแพงแอบมองอีกแล้ว

นอกจากอวิ๋นจ้าวจะไม่ได้เผชิญหน้ากับลู่อู๋เซิงแล้ว ศีรษะยังกระแทกกำแพงแข็งเข้าเต็มๆ จนนางต้องเดินนวดคลึงหน้าผากกลับไปด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดถึงขีดสุด

ระหว่างทางนางไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ความจริงจะมาหาเขาหรือไม่ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ตัดขาดกันไปสิบปีนางก็ยังมีชีวิตสุขสบายเหมือนเดิม ไม่มีอะไรต้องเสียใจเลยสักนิด ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไขปริศนาการกลับมาอดีตได้สำเร็จ นางก็ต้องกลับไปยังค่ำคืนนั้นในอีกสิบปีข้างหน้า ทว่าที่นั่นกลับเป็นค่ำคืนที่ไม่มีลู่อู๋เซิงแล้ว เพราะว่าเขาตายในช่วงกลางวันของวันนั้นเอง

พอคิดไปคิดมาฝีเท้าของนางก็ค่อยๆ เชื่องช้าลง จิตใจกระสับกระส่ายสงบลงไปได้ประเดี๋ยวเดียวก็มีเสียงติ๊งดังขึ้น ลอยวนเวียนอยู่ในสมอง ใช่แล้วถ้านางกลับไปได้ ลู่อู๋เซิงก็ต้องตายจริงๆ น่ะสิ!

ฝีเท้าของอวิ๋นจ้าวจึงหยุดชะงักลงทันที นางยืนตะลึงงันอยู่กลางถนนที่ฝูงชนเดินขวักไขว่ มีคนวิ่งแฉลบผ่านไปด้วยความรีบร้อนแล้วนางก็ยังไม่รู้สึกตัว หยาดเหงื่อเย็นเยียบบนแผ่นหลังไหลรวมกันเป็นเม็ด ก่อนจะหยดลงพื้นอย่างเงียบงัน ให้ความรู้สึกอันตรายยิ่งนัก…

อวิ๋นจ้าวนวดคลึงตรงกลางหว่างคิ้ว ช่างเถิด เห็นแก่ที่เขาเคยดีกับนางถึงเพียงนั้น นางจะช่วยชีวิตเขาสักครั้งก็แล้วกัน ยอมเดินไปบนเส้นทางที่เคยผ่านมาแล้วสิบปีอีกรอบหนึ่ง อย่างไรเสียก็ดีกว่าการกลับไปคืนนั้นแล้วต้องได้ยินข่าวร้ายของลู่อู๋เซิง

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จิตใจของนางก็ผ่อนคลายลง เช่นนั้นเรื่องไปพบหน้าเขาก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร

พอคิดได้แล้ว ในที่สุดก็เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเพื่อมุ่งหน้ากลับคฤหาสน์ แต่ก่อนจะย่างเท้าเข้าประตู นางก็ไม่ลืมที่จะลูบผมให้ลงมาปรกหน้าผากเพื่อบดบังรอยฟกช้ำ เลี่ยงไม่ให้ผู้ใหญ่ในบ้านต้องเป็นห่วง

ทว่าอวิ๋นจ้าวเพิ่งจะเดินเข้าประตูก็ได้ยินเสียงคนวิ่งมาจากด้านหลัง หันกลับไปมองจึงเห็นว่าเป็นบ่าวรับใช้ในเรือน นางจึงเอ่ยถามว่า “จะรีบร้อนขนาดนี้ทำไมกัน”

บ่าวผู้นี้หอบหายใจอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ฮูหยินของติ้งเป่ยโหว* เสียชีวิตแล้วขอรับ!”

พ่อค้าทั้งหลายที่คิดลงหลักปักฐานอยู่ในเมืองหลวง ตั้งใจจะขยายกิจการให้ใหญ่โตรุ่งเรือง ยามถึงโอกาสฉลองปีใหม่จำต้องมอบของขวัญให้บรรดาขุนนางและชนชั้นสูง และขอเพียงมีลมพัดต้นหญ้าไหว** ก็อาจกระทบถึงการค้าของสกุลอวิ๋นได้ ฉะนั้นนายท่านอวิ๋นจึงสั่งกำชับไว้ว่า ไม่ว่าในเมืองมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น พวกบ่าวไพร่ล้วนต้องมารายงานให้ทราบ

ผู้ใดสมควรมอบของขวัญก็นำไปมอบให้ ผู้ใดสมควรหลีกเลี่ยงก็จงเลี่ยงไปเสีย จะได้ไม่พลาดพลั้งล่วงเกินผู้มีอำนาจสูงส่งเข้า

ส่วนติ้งเป่ยโหวนั้น…อวิ๋นจ้าวจำได้ว่าเป็นคนอารมณ์ร้าย จิตใจคับแคบ แต่เขามักจะอยู่ข้างพระวรกายฝ่าบาท ถือเป็นผู้มากบารมีคนหนึ่งในเมืองหลวง ทว่านี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะ…ฮูหยินของติ้งเป่ยโหวในสิบปีข้างหน้านี้ นางยังมีชีวิตอยู่ดีชัดๆ แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงด่วนจากไปได้เล่า

เช่นนั้นฮูหยินท่านโหวในอนาคตจะเป็นผู้ใดกัน

อวิ๋นจ้าวยังไม่อาจขบคิดเรื่องนี้ให้กระจ่าง จึงซักถามเพิ่มเติมว่า “เสียชีวิตได้อย่างไร”

“ได้ยินว่าอาการป่วยกำเริบกะทันหัน ติ้งเป่ยโหวส่งองครักษ์ในจวนไปเชิญหมอที่ตรวจอาการให้ฮูหยินอยู่บ่อยๆ แต่ท่านหมออาวุโสกลับไม่อยู่บ้าน องครักษ์จึงไปเชิญหมอท่านอื่น ไหนเลยจะรู้ว่าช้าไปเพียงครึ่งเค่อ ฮูหยินท่านโหวก็สิ้นใจไปก่อน ท่านหมอบอกถ้าหากเร็วกว่านี้อีกสักนิดอาจช่วยฮูหยินได้ทัน ตอนนี้ติ้งเป่ยโหวกำลังโมโหจนแทบคลั่งเลยขอรับ”

อวิ๋นจ้าวพยักหน้ารับรู้ แล้วโบกมือไล่ให้เขาไปรายงานบิดา ส่วนนางเดินตามไปทีหลัง ระหว่างที่เดินไปสองเท้าพลันหยุดนิ่ง หัวใจเต้นตึกตัก

นางนึกถึงเมื่อครู่ที่ไปเชิญหมอหลวงอาวุโสมาดูอาการท่านย่า…

นางนึกถึงม้าเร็วที่จวนเจียนจะพุ่งชนเมื่อตอนเดินพ้นบ้านหมอหลวงซ่ง…

หรือว่าฮูหยินท่านโหวต้องเสียชีวิต เพราะมีสาเหตุทางอ้อมมาจากนาง?

จะเป็นไปได้อย่างไร

เดิมทีในช่วงสิบปีข้างหน้าฮูหยินท่านโหวจะยังแข็งแรงดี ตอนนี้กลับมาด่วนจากไปเพราะท่านหมอไม่อยู่บ้าน…อวิ๋นจ้าวพยายามปลอบใจตนเองว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้น แต่เมื่อรวมเบาะแสมากมายที่พบเข้าด้วยกัน ทุกอย่างกลับชี้มาที่นางทั้งสิ้น หรือการเสียชีวิตของฮูหยินท่านโหวจะเกี่ยวข้องกับนางจริงๆ?

ชั่วขณะหนึ่งความรู้สึกผิดผุดวาบในใจอวิ๋นจ้าว ทว่าก็ยังมีข้อสงสัยไม่คลาย หลังเดินเข้าห้องโถงใหญ่ก็พบว่าบ่าวรับใช้กำลังเล่ารายละเอียดให้บิดาฟัง นางนั่งฟังอยู่ด้านข้างด้วยกิริยาที่สงบนิ่งโดยไม่เอ่ยวาจาใด

เพราะไม่ได้พูดถึงว่าท่านหมอผู้นั้นเป็นใคร นายท่านอวิ๋นจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก ตอนนี้หมอหลวงซ่งที่มาตรวจฟันให้ฮูหยินผู้เฒ่าก็เดินออกมา สนทนากับนายท่านอวิ๋นหลายประโยคแล้วจึงเดินจากไป

“อวิ๋นเอ๋อร์ ไปส่งท่านหมอซ่งด้วย”

นายท่านอวิ๋นเห็นบุตรสาวนั่งนิ่งบนเก้าอี้โดยไม่ขยับเขยื้อน ก็ส่งเสียงเรียกนางคำหนึ่ง อวิ๋นจ้าวถึงได้สติกลับมา และลุกขึ้นเดินไปส่งหมอ

พอเดินพ้นประตูใหญ่ ขณะที่ท่านหมอซ่งกำลังจะก้าวขึ้นรถม้า นางก็ก้าวออกไปข้างหน้า ขอร้องเขาว่า “ท่านหมอ ถ้าหากมีคนถามท่านว่าวันนี้ไปตรวจโรคที่ใด ท่านบอกว่าออกไปเดินเล่นจะได้หรือไม่”

ท่านหมอซ่งถามด้วยความข้องใจ “เพราะเหตุใด”

อวิ๋นจ้าวก็ไม่รู้ว่าเหตุใดต้องวิตกกังวลถึงเพียงนี้ แต่กันไว้ย่อมดีกว่าแก้ อย่างไรก็ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน นางเอ่ยปากไหว้วานซ้ำสอง เขาถึงพยักหน้ารับปาก

บทที่ 2

ผ่านไปอีกสองวัน ดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้ามาหลายวันก็หายลับไปไม่เหลือร่องรอย เมฆสีดำตั้งเค้าเหนือศีรษะ คล้ายว่าฝนฤดูหนาวเตรียมเข้าจู่โจม ทว่าสุดท้ายกลับไม่เห็นน้ำฝนเลยสักหยด กลายเป็นมีหิมะโปรยปรายลงมาแทน

หิมะแรกของเดือนสิบสอง เพียงแค่ถึงกลางดึกก็ทำให้เมืองหลวงมีอาภรณ์สีเงินยวงปกคลุม หิมะตกตามฤดูพืชผลสมบูรณ์ เห็นทีปีหน้านี้การเก็บเกี่ยวจะต้องดีมากแน่

นายท่านอวิ๋นที่ดูแลไร่ชากว่าเจ็ดแห่งจึงวางใจลงได้ แม้แต่อารมณ์สุนทรีย์ในการนั่งชมหิมะก็เพิ่มขึ้นหลายส่วน

ในวันที่หิมะตกชงน้ำชาร้อนๆ กาหนึ่ง และนั่งชมทิวทัศน์กับบุตรสาวในศาลา ช่างเป็นเรื่องน่ารื่นรมย์โดยแท้ แต่เรื่องน่ารื่นรมย์คงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ข้างนอกก็มีเสียงเคาะประตูด้วยความร้อนใจดังสนั่นหวั่นไหว

อวิ๋นจ้าวนิสัยใจร้อนยิ่งกว่าบิดาของนาง ทันทีที่ได้ยินเสียงคนยกห่วงทองแดงเคาะประตูดังเอะอะก็ขมวดคิ้วรำคาญทันที “ผู้ใดกัน เอะอะโวยวายถึงเพียงนี้ พ่อบ้าน รีบไปดูเร็วเข้า”

พ่อบ้านรีบไปดู ไม่นานก็กลับมา โดยมีหลงจู๊เดินตามหลังเข้ามาเจ็ดแปดคน พอพวกเขาเข้ามาเห็นนายท่านก็คุกเข่าลงท่ามกลางหิมะ เสียงโอดครวญดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย

นายท่านอวิ๋นเห็นเช่นนี้ก็ลุกขึ้นถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“หอสุราฟู่กุ้ยโดนทางการตรวจสอบและสั่งปิด บอกว่าอาหารที่พวกเราทำมีคนกินแล้วล้มป่วยขอรับ”

“ร้านปาเป่าไจก็โดนสั่งปิดเหมือนกัน บอกว่าของสะสมโบราณของเราเป็นของปลอม”

“ร้านน้ำชาก็โดนสั่งปิดด้วย บอกว่าดื่มแล้วพบว่าในน้ำชามีนิ้วมือคนตาย* ปะปน!”

“…”

ฟังหลงจู๊พูดจนครบทุกคนแล้วอวิ๋นจ้าวก็ตกใจอย่างมาก “เป็นเรื่องที่เกิดวันนี้ทั้งหมดเลยหรือ ถูกทางการตรวจสอบและสั่งปิด?”

หลงจู๊ทั้งหมดพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง “ใช่ขอรับ!”

อวิ๋นจ้าวอดรู้สึกตกใจไม่ได้ เนื่องจากทุกปีพวกเขาก็มอบทรัพย์สินเงินทองเพื่อสานสัมพันธ์กับทางการในเมืองหลวงไปไม่น้อย ความสัมพันธ์นับว่าไม่เลวเลย แต่เหตุใดร้านค้าสกุลอวิ๋นถูกสั่งปิดติดๆ กันเช่นนี้ พวกเขากลับไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย

สกุลอวิ๋นเป็นเช่นไรนางรู้แก่ใจดี ปัญหาจำพวกอาหารไม่สะอาด ของเก่าปลอมแปลงนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เป็นอันขาด

นอกจากนี้ร้านค้าถูกสั่งปิดพร้อมกันในวันเดียวโดยไม่มีข่าวลือเล็ดลอดออกมา ย่อมมีคำอธิบายได้ชัดเจนประการหนึ่งว่า มีคนวางแผนจัดการสกุลอวิ๋นอย่างลับๆ และอำนาจของผู้บงการเบื้องหลังนี้ก็ยิ่งใหญ่กว่าพวกขุนนางของทางการ

อวิ๋นจ้าวหันหน้ามองบิดาด้วยความไม่สบายใจ แม้ว่านางจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่เมื่อมีบิดาอยู่ข้างกายก็มักจะหันไปมองท่านก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ

ในสายตาของนางบิดามั่นคงพึ่งพาได้ดั่งขุนเขาลูกหนึ่ง

แต่เวลานี้แววตาของนายท่านอวิ๋นกลับหม่นแสงลง เขายืนนิ่งสองมือไพล่หลัง ไม่ว่ากล่าวอะไร เพียงเอ่ยแค่ว่า “ข้าจะไปจวนว่าการเจ้าเมืองสักครั้ง ทำให้พวกเจ้าต้องตกใจเสียขวัญแล้ว ตอนนี้กลับไปก่อนเถิด”

“ท่านพ่อ ข้าจะไปด้วย”

นายท่านอวิ๋นมองสบตานาง ยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “เจ้าอยู่ที่บ้านนี่แหละ”

อวิ๋นจ้าวยังคิดจะตามไปให้ได้ แต่พอนายท่านอวิ๋นปรายตามองมาเล็กน้อย นางก็ไม่กล้าเอ่ยปากอีก ได้แต่ส่งเขาออกจากบ้านไปอย่างเงียบงัน

รถม้าที่นายท่านอวิ๋นนั่งวิ่งฝ่าหิมะโปรยปราย ปะทะกระแสลมหนาวพาให้กายสะท้าน พู่ระย้าประดับรถม้าปลิวว่อนตามแรงลม ลวงตาคนให้สับสนงงงวยยิ่งนัก

อวิ๋นจ้าวกอดเตาอุ่นใบเล็กไว้ในอ้อมแขน จนกระทั่งรถม้าเลี้ยวตรงหัวมุมถนนหายลับไปไม่เห็นเงาแล้ว นางถึงค่อยถอนสายตากลับมา และหันหลังเดินกลับเข้าบ้าน

“อวิ๋นอวิ๋น”

เสียงเรียกจากด้านหลังก้องกังวานและสุขุมเยือกเย็น ทั้งวิธีการเรียกขานยังเป็นแบบเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร บนโลกมีเพียงคนเดียวที่เรียกนางเช่นนี้

ร่างของอวิ๋นจ้าวสั่นไหวตามเสียงเรียก พอกลั้นใจหันกลับไปมอง นางก็เห็นว่าที่ปลายขั้นบันไดสีขาวมีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ ใบหน้าของเขาคมคายงามสง่า แสงอาทิตย์หม่นมัวส่องสะท้อนใบหน้า ทำให้มองเห็นความอ่อนโยนละมุนละไม นางเม้มริมฝีปากแน่น ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าจะเอ่ยปากเช่นไรดี

ลู่อู๋เซิงเห็นอวิ๋นจ้าวไม่ขว้างปาข้าวของและด่าทอตนเอง ในใจเขาพลันเกิดความสับสน ก่อนจะระลึกได้ว่าตนมาด้วยเรื่องสำคัญ เขาย่างเท้าก้าวเดียวข้ามไปสองขั้นบันได ยื่นมือคว้าข้อมือนางไว้แล้วดึงตัวลงมา

มือที่ยื่นมาเกาะกุมนั้นเย็นเฉียบ เย็นเสียจนทำให้อวิ๋นจ้าวขมวดคิ้ว นางยอมเดินตามเขาไปด้วยความไม่เต็มใจอยู่บ้าง กระนั้นนางก็มั่นใจว่าเขามีเรื่องจะบอกกล่าวจึงไม่แสดงท่าทีปฏิเสธหรือขัดขืน เพียงปล่อยให้เขาดึงตัวนางจากหน้าประตูคฤหาสน์สกุลอวิ๋นเดินเข้าไปที่ตรอกแห่งหนึ่ง

ลู่อู๋เซิงเตรียมใจไว้ก่อนแล้ว ว่าตนเองต้องโดนหมัดอันไร้เรี่ยวแรงของนางทุบตีเป็นพัลวันแน่ แต่ไม่คาดคิดว่านางจะยอมตามเขามาอย่างว่าง่ายโดยไม่แสดงความหงุดหงิดโกรธเคืองแต่อย่างใด ลู่อู๋เซิงรู้สึกสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ เขาหันไปเผชิญหน้ากับนาง เห็นว่ามีหิมะร่วงใส่ศีรษะนาง จึงยกมือช่วยปัดออกเบาๆ แล้วถามว่า “พวกเจ้าไปล่วงเกินติ้งเป่ยโหวตั้งแต่เมื่อใดกัน”

อวิ๋นจ้าวนิ่งงันชั่วครู่ ทันใดนั้นนางก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง “สุดท้ายเขาก็ตรวจสอบได้จริงๆ สินะ”

นางรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นอีกรอบหนึ่ง ลู่อู๋เซิงฟังแล้วก็ขมวดคิ้ว “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า เพียงแค่ประจวบเหมาะมากไปหน่อย แต่ว่า…”

“แต่ว่าติ้งเป่ยโหวไม่คิดเช่นนี้ เขาคิดว่าสกุลอวิ๋นเป็นสาเหตุให้ฮูหยินของเขาต้องตาย ก็เลยหาทางแก้แค้นพวกเรา ความจริง…” ความจริงก็เพราะนางเป็นต้นเหตุ ถึงทำให้เรื่องราวเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ ทำให้หมอไปรักษาฮูหยินของติ้งเป่ยโหวไม่ทัน อวิ๋นจ้าวเหลือบมองลู่อู๋เซิง แต่สุดท้ายนางก็ไม่เอ่ยอะไรออกมา

ลู่อู๋เซิงพยักหน้ารับรู้พลางกล่าวเสริมว่า “ติ้งเป่ยโหวท่าทีแข็งกร้าวดุดัน เกรงว่าคงไม่ปล่อยพวกเจ้าไปง่ายๆ ข้าให้คนส่งจดหมายถึงท่านพ่อแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะทันการณ์หรือไม่”

อวิ๋นจ้าวรู้ว่าเขาทำอะไรรอบคอบรัดกุมเสมอ แต่เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางขุนนาง ในราชสำนักวาจาของเขายังไม่มีน้ำหนักอะไร ยิ่งไปกว่านั้นฝ่ายตรงข้ามเป็นถึงติ้งเป่ยโหว แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนหยิ่งผยองและหุนหันพลันแล่นเพียงใด แต่คุณความดีที่เคยทำมาในอดีตก็เป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งยังมีคนในตระกูลเป็นสนมชายาอยู่ในวัง สามารถคอยกล่าววาจายุแยงข้างพระวรกายฮ่องเต้ได้ หากคิดอยากกำจัดพ่อค้าสักคนจะมีอะไรยากเย็นเล่า

ท่านแม่ทัพลู่ก็อยู่ไกลถึงนอกด่าน น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้* สุดท้ายก็ต้องช่วยเหลือตนเองเท่านั้น

อวิ๋นจ้าวไม่อยากรั้งอยู่ตรงนี้นานนัก นางอยากเสาะหาผู้มีอำนาจสักหลายๆ คนที่สามารถคุ้มครองสกุลอวิ๋นได้ แม้ว่าจะต้องทุ่มทรัพย์สมบัติไปทั้งหมด ก็ต้องอดทนให้ผ่านพ้นเคราะห์คราวนี้ให้ได้

นางเดินไปสองสามก้าว ถึงนึกขึ้นได้ว่าเรื่องที่เขาตั้งใจมาพบนางเช่นนี้ หากมีใครทราบเรื่องเข้าล่ะก็ เท่ากับล่วงเกินติ้งเป่ยโหวโดยอ้อมแน่ นางจึงหันกลับไปกล่าวว่า “ขอบคุณ”

คำนี้ฟังดูเหินห่างขัดหูเสียเหลือเกิน ลู่อู๋เซิงไม่ตอบรับอะไร นางยังไม่พอใจเขาอยู่จริงๆ มิฉะนั้นไม่มีทางกล่าววาจาเช่นนี้แน่ หลังเฝ้ามองนางก้าวเข้าประตูบ้าน เขาก็เดินออกจากตรอกนั้น ตั้งใจจะไปพบสหายสนิทในราชสำนักเพื่อหาทางยับยั้งติ้งเป่ยโหวเอาไว้ ถ้าหากติ้งเป่ยโหวยังบีบคั้นไม่เลิกรา เขาคงต้องไปคารวะเยี่ยมเยียนที่จวนโหวโดยตรง อาศัยชื่อของบิดาถ่วงเวลาเอาไว้ชั่วคราว แต่ทำเช่นนี้นับเป็นการสร้างศัตรูให้สกุลลู่แล้ว ยิ่งมองไกลไปถึงวันหน้า ก็ไม่เป็นประโยชน์กับสกุลลู่เลย

เขาเพิ่งสาวเท้าเดินจากไปก็มีข่าวส่งมาถึงสกุลอวิ๋น

ทางเดินในคฤหาสน์สกุลอวิ๋นทอดตัวยาว กระทั่งทางเดินส่วนหน้าอวิ๋นจ้าวยังเดินไม่ทันพ้น ก็มีคนเดินโซซัดโซเซเข้าประตูมา นางหันกลับไปมองก็เห็นว่าคนผู้นี้เป็นเด็กรับใช้ข้างกายบิดา นางรู้สึกเห็นท่าไม่ดีแล้ว รีบถามด้วยความร้อนใจว่า “ท่านพ่อข้าล่ะ?”

เด็กรับใช้ผู้นี้มีท่าทางตื่นตระหนกไม่น้อย น้ำเสียงยังคงสั่นไหว “นาย…นายท่านถูกคนของทางการจับตัวไว้แล้วขอรับ!”

อวิ๋นจ้าวตะลึงงัน “เหตุใดพวกเขาต้องจับพ่อข้าเอาไว้ด้วย”

เด็กรับใช้ใบหน้าซีดขาว ยังไม่ทันเรียกสติกลับมาได้ครบ “บ่าวก็ไม่ทราบแน่ชัด รู้แต่ว่านายท่านจะไปเจรจาด้วยเหตุผล ใครจะคิดว่าเพิ่งปรากฏตัว ใต้เท้าหลี่ผู้นั้นก็บอก ‘ใครใช้ให้เจ้ามีเรื่องกับคนที่ไม่ควรมีเรื่อง’ จากนั้นก็สั่งให้เจ้าหน้าที่ในจวนเข้าจับกุมนายท่านขอรับ”

อวิ๋นจ้าวขมวดคิ้วแน่นจนหน้าผากย่นเป็นปม ดูท่าติ้งเป่ยโหวไม่เพียงคิดลงมือกับกิจการของสกุลอวิ๋น แต่คิดจะลงมือกับคนในสกุลอวิ๋นด้วย

ตอนนี้นางกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก สอบถามบ่าวรับใช้ว่ามารดาอยู่ที่ใด ทราบว่าท่านออกไปเดินเล่นข้างนอกแล้ว นางก็เรียกพ่อบ้านมา สั่งให้นำเงินก้อนหนึ่งออกไปเสาะหาว่าจะเชิญใครมาช่วยเหลือได้บ้าง ทว่านางก็ยังเป็นห่วงว่าบิดาจะต้องถูกทรมานอยู่ในคุก จึงกลับห้องไปรวบรวมสมบัติส่วนตัวทั้งหมดที่มีมา

สี่เชวี่ยสาวใช้ประจำตัวของนางเห็นเข้าก็ถามขึ้นว่า “คุณหนู ท่านจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ”

“คุก”

สี่เชวี่ยหน้าเปลี่ยนสี “คุกเป็นสถานที่สกปรก คุณหนูเป็นสตรียังไม่ออกเรือนจะไปที่นั่นไม่ได้เด็ดขาด”

อวิ๋นจ้าวมีหรือจะคิดมากมายปานนั้น นางไม่สนใจคำทัดทาน พอหยิบเงินได้ก็วิ่งออกไป สี่เชวี่ยมองแล้วก็ย่ำเท้าอย่างขัดใจ จำต้องติดตามข้างกายผู้เป็นนายไปไม่ห่าง ทั้งที่ตนเองก็ตกใจและหวาดกลัวยิ่ง

เมื่อมาถึงคุกของจวนว่าการเจ้าเมือง แม้แต่ผู้คุมก็ไม่ทราบว่าเหตุใดต้องคุมขังนายท่านอวิ๋น เบื้องบนสั่งเพียงว่าให้เฝ้าเอาไว้ให้ดี โดยไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษอีก เขารับเงินมาจากอวิ๋นจ้าว จากนั้นก็ยอมหลับตาข้างหนึ่งปล่อยนางเข้าไปข้างใน

ภายในคุกมืดทึบและชื้นแฉะ ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็จะเห็นว่ามุมกำแพงสองข้างมีตะไคร่น้ำสีเขียวจับเต็มไปหมด ส่งกลิ่นเหม็นอับฟุ้งกระจายทั่วบริเวณ

อวิ๋นจ้าวรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดหลังนางย้อนกลับมาช่างสับสนวุ่นวายยิ่งนัก นางแค่ไปเรียกท่านหมอมาตรวจฟันให้ท่านย่า แต่เหตุการณ์กลับบานปลายจนน่ากลัว ที่สุดแล้วนางควรทำเช่นไรถึงจะพลิกสถานการณ์นี้ได้

หลังจากเดินอยู่นาน ในที่สุดผู้คุมก็หยุดตรงหน้าห้องขังห้องหนึ่ง และกล่าวว่า “เจ้าอยู่ได้แค่ครึ่งเค่อ แล้วข้าจะมารับ”

“รบกวนท่านแล้ว”

เสียงของอวิ๋นจ้าวเพิ่งจะดังขึ้น ในห้องขังก็มีคนถามอย่างประหลาดใจแกมร้อนรนว่า “อวิ๋นเอ๋อร์ เจ้าก็โดนจับมาด้วยหรือ”

อวิ๋นจ้าวใจเต้นตึกตัก พอหันไปมองก็พบว่าเป็นบิดาของนางจริงๆ ที่ผ่านมานางเคยเห็นแต่ท่าทางมั่นอกมั่นใจ เผชิญสิ่งใดล้วนไม่สะทกสะท้านของบิดาจนชินตา เพียบพริบตาที่บิดาโดนขังอยู่ในห้องนี้ หน้าตากลับหม่นหมองไร้ประกายเสียแล้ว หัวใจนางพลันปวดหนึบ “ท่านพ่อ”

นายท่านอวิ๋นเห็นบุตรสาวดูไม่เหมือนโดนคุมตัวมา น่าจะเข้ามาเยี่ยมตนเสียมากกว่าเขาถึงได้เบาใจ กดเสียงลงต่ำถามว่า “อวิ๋นเอ๋อร์เจ้ามาได้อย่างไร รีบกลับไปเสีย อีกไม่นานพ่อก็ออกไปแล้ว”

อวิ๋นจ้าวเห็นบิดามีกิริยาสงบเยือกเย็น เดิมทียังรู้สึกวางใจ แต่ประโยคที่บิดาเอ่ยว่าไม่นานเดี๋ยวก็ออกจากคุก ทำให้อวิ๋นจ้าวที่คาดเดาสาเหตุของการจับกุมได้นั้นสะดุ้งตกใจ “ท่านพ่อ ใต้เท้าหลี่บอกกับท่านด้วยตัวเองหรือ”

“ใช่แล้ว” นายท่านอวิ๋นกล่าวต่อ “อวิ๋นเอ๋อร์ เรื่องนี้อย่าให้ท่านย่ากับท่านแม่ของเจ้ารู้เป็นอันขาด คืนนี้หาข้ออ้างหลบหน้าไปอยู่ชนบทพร้อมกับพวกนางเสีย จำไว้ว่านำเงินติดตัวไปมากหน่อย รออีกสักหลายวันค่อยกลับมาเข้าใจหรือไม่”

อวิ๋นจ้าวเข้าใจความคิดของบิดา ดวงตาสองข้างเริ่มมีหยาดน้ำเอ่อคลอ “ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของติ้งเป่ยโหว ข้ายังรู้ด้วยว่าเขาไม่มีทางปล่อยพวกเราไปง่ายๆ”

นายท่านอวิ๋นไม่คิดว่าอวิ๋นจ้าวจะรู้ต้นสายปลายเหตุ เขาอดตกตะลึงขึ้นมาไม่ได้ เห็นนางกำลูกกรงเหล็กห้องขังไว้แน่น หลังฝ่ามือมีเส้นเอ็นปูดโปน จึงเข้าใจว่านางคาดเดาทุกอย่างได้แล้ว เขาถอนหายใจเฮือกหนึ่ง “อวิ๋นเอ๋อร์ พวกเราทำให้ฮูหยินท่านโหวต้องตาย เขาไม่มีทางยอมจบเรื่องง่ายๆ แน่”

“ท่านก็เลยให้พวกเราไปหลบภัย แล้วท่านจะอยู่ที่นี่แบกรับความผิดทั้งหมดคนเดียว ชดใช้ชีวิตเพื่อฮูหยินท่านโหวใช่หรือไม่”

นายท่านอวิ๋นไม่คิดว่าจู่ๆ บุตรสาวจะรู้ความเช่นนี้ เขาพยายามสงบสติอารมณ์ ยิ้มแย้มแล้วตอบว่า “พ่อไม่เป็นไรหรอก กลัวแต่ว่าจะทำให้ท่านย่ากับท่านแม่เจ้าตกใจ พวกนางเป็นคนขี้กลัว เอาไว้พ่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย จะไปรับพวกเจ้ากลับมา เชื่อฟังพ่อนะ อวิ๋นเอ๋อร์”

อวิ๋นจ้าวมองบิดาด้วยสายตาเลื่อนลอย มองจนนายท่านอวิ๋นตระหนักได้ว่าวาจาของตนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ ติ้งเป่ยโหวเปี่ยมด้วยอำนาจบารมี หากคิดจะจัดการเขาให้ถึงที่ตาย สกุลอวิ๋นย่อมไร้ผู้มีอำนาจคอยช่วยเหลือ มีแต่จะต้องตายตกไปตามๆ กัน เช่นนั้นก็ให้เขาตายคนเดียวเถอะ อย่างน้อยก็ปกป้องคนในครอบครัวให้อยู่รอดปลอดภัย

อวิ๋นจ้าวรู้แก่ใจดีว่ารั้งอยู่นานก็ไร้ประโยชน์ แม้ในเมืองหลวงติ้งเป่ยโหวใช่ว่าจะเป็นหนึ่งเหนือผู้ใด แต่อย่างไรเขาก็เป็นถึงท่านโหว จะเอาชีวิตพ่อค้าคนหนึ่งยากเย็นนักหรือ

นางเช็ดรอยน้ำตา เอ่ยอย่างหนักแน่นว่า “ท่านพ่อ อวิ๋นเอ๋อร์จะต้องช่วยท่านออกไปให้ได้”

พอนางกล่าวจบก็ไม่รอช้า รีบหันกายเดินจากไป นายท่านอวิ๋นเห็นแล้วร้อนใจยิ่งนัก ร้องเรียกชื่อบุตรสาวอยู่ตลอด ทว่านางไม่หันกลับมา เงาหลังเพียงสะท้อนความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว เขารู้สึกใจหายวาบ บุตรสาวเขามีนิสัยดื้อรั้นมาแต่ไหนแต่ไร นี่นางคิดจะสู้กับติ้งเป่ยโหวอย่างนั้นหรือ

ขณะที่อวิ๋นจ้าวจะก้าวออกจากคุก นางก็นำเงินทองที่ติดตัวมาให้ผู้คุมไปทั้งหมด ไหว้วานให้เขาดูแลบิดาของนางอย่างดี จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับบ้าน สี่เชวี่ยเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วงว่า “คุณหนู ท่านอย่าได้วู่วามนะเจ้าคะ”

วู่วามหรือ อวิ๋นจ้าวไม่มีสิทธิ์จะวู่วาม นางมีแต่ความเสียใจและแค้นเคือง ทั้งยังมีเรื่องราวอันยุ่งเหยิงหลังจากย้อนกลับมา ซึ่งทำให้นางปวดเศียรเวียนเกล้าเสียเหลือเกิน

พอกลับถึงบ้านยังไม่ทันเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ นางก็เห็นใครคนหนึ่งกำลังเดินไปเดินมาอยู่กลางห้อง ท่าทางแลดูกลัดกลุ้ม พ่อบ้านเห็นนางกลับมาแล้วจึงรีบเดินมาหาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีเท่าใดนัก “คุณหนู บ่าวทำตามคำสั่งของท่าน ไปขอพบใต้เท้าทั้งหลายที่ปกติไปมาหาสู่กับเรา ไม่คิดเลยว่าพวกเขากลับพากันปิดประตูไม่รับแขก”

ผลลัพธ์เป็นไปตามความคาดหมาย อวิ๋นจ้าวไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด

แต่หากให้บิดาอยู่ในคุกนานกว่านี้หนึ่งเค่อก็จะมีอันตรายมากขึ้นอีกหนึ่งส่วน นางพยายามทำใจให้สงบลง คิดใคร่ครวญชั่วครู่ก็หันหลังเดินออกจากบ้านไปอีกครั้ง พ่อบ้านเห็นเข้าก็ร้องถามว่า “คุณหนูจะไปที่ใดขอรับ”

“ไปช่วยพ่อข้า”

พ่อบ้านไม่รู้ว่านางจะมีหนทางใดมาช่วยคนได้ แต่พอได้ยินคำพูดนี้ของนางแล้ว ก็รู้สึกว่ามีกลิ่นอายของการจากลาแฝงอยู่

อวิ๋นจ้าวเข้าใจคำกล่าวที่ว่า ‘ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต’ ฉะนั้นนางอยากไปพบติ้งเป่ยโหว ใช้ชีวิตของตนเองแลกกับชีวิตบิดา ในเมื่อตัวนางได้ย้อนกลับมาในตอนอายุสิบสี่เช่นนี้ นั่นก็หมายความตัวนางในอีกสิบปีข้างหน้าอาจจะตายไปแล้ว ถึงการตายครั้งนี้จะดูเหมือนเป็นการตายล่วงหน้าถึงสิบปี แต่ความจริงแล้วก็ห่างกันแค่ไม่กี่วัน ไม่มีอะไรต้องเสียดายเลย

นางคิดอยู่แค่อย่างเดียว…อย่าตายอย่างเจ็บปวดเกินไปแล้วกัน

อวิ๋นจ้าวเพิ่งจะออกไป ฮูหยินผู้เฒ่าก็กลับมาจากข้างนอก เห็นรถม้าของหลานสาวห้อตะบึงพ้นตรอกไปก็ส่ายหน้า แอบคิดในใจว่า เอาไว้กลับมาเมื่อไรจะต้องตำหนิอย่างจริงจังสักรอบหนึ่ง ทว่ายังเดินไม่ถึงประตูคฤหาสน์ก็มองเห็นสาวใช้ประจำตัวของหลานสาวไม่ได้ติดตามไปด้วย นางพลันรู้สึกแปลกใจ ขณะจะเอ่ยปากถาม ไม่คาดคิดว่าพอสาวใช้สบตากับนางแวบหนึ่งแล้ว สีหน้าจะแปรเปลี่ยนในชั่วพริบตา ทั้งยังพยายามหลบเลี่ยงสายตาของนางด้วย

ฮูหยินผู้เฒ่าขมวดคิ้ว นิ้วมือยังคงคลึงลูกประคำ ถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

หน้าประตูจวนติ้งเป่ยโหวมีผ้าแพรสีขาวแขวนประดับเอาไว้ ส่วนโคมอักษรเตี้ยน* สีขาวสะท้อนแสงรับกับหิมะขาวบริเวณพื้นหน้าประตู สีขาวซีดจางของหิมะยิ่งทำให้โคมไฟดูโศกเศร้าวังเวงเป็นเท่าทวี อวิ๋นจ้าวเงยหน้ามองโคมไฟสีขาวนั้น ก่อนจะละสายตากลับมาอย่างช้าๆ มองไปที่ประตูบานใหญ่อันน่าเกรงขาม เงินกระดาษเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ราวกับปูเป็นทางเล็กๆ สายหนึ่งในยมโลก แผ่กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัว

นางก้าวไปข้างหน้าก่อนจะยกห่วงทองแดงเคาะประตู พอมีบ่าวรับใช้มาเปิดประตู อวิ๋นจ้าวก็เอ่ยว่า “ข้าอยากพบท่านโหวของพวกเจ้า รบกวนไปรายงานด้วย เจ้าบอกไปว่าข้าเป็นคนสกุลอวิ๋น”

บ่าวผู้นี้พยักหน้ารับ เขาปิดประตูแล้วกลับไปรายงาน ผละจากไปคราวนี้นานเกือบครึ่งชั่วยาม ไม่เห็นวี่แววว่าประตูจะเปิดออกอีก

พายุหิมะเบื้องหลังแผดเสียงหวีดหวิว อวิ๋นจ้าวที่ไม่ได้พกเตาอุ่นติดตัว อีกทั้งระหกระเหินอยู่ข้างนอกมาครึ่งค่อนวันพลันรู้สึกว่าความอบอุ่นในร่างถูกลมหนาวพัดหายไปอย่างช้าๆ อากาศเริ่มหนาวเหน็บมากขึ้นทุกที ยกมือลูบใบหน้าก็พบว่าพวงแก้มสองข้างเริ่มแข็งไปเล็กน้อย นางเป่าลมหายใจใส่ฝ่ามือ ถูมือไปมา แต่ประเดี๋ยวเดียวไออุ่นที่เกิดขึ้นก็โดนลมหนาวกลืนกิน

หลังจากรอต่อไปอีกครึ่งชั่วยาม ในที่สุดประตูบานใหญ่ก็เปิดออก บ่าวรับใช้จวนโหวเห็นว่านางยังอยู่ก็ประหลาดใจ และบอกให้นางเข้ามาข้างใน

ชั่วขณะที่เดินข้ามธรณีประตู อวิ๋นจ้าวถึงรู้ตัวว่าสองขาของตนด้านชาไปหมดแล้ว เดินอยู่หลายก้าวจึงค่อยมีอาการดีขึ้นหน่อย พอเดินมาถึงห้องโถงใหญ่ นางก็เห็นว่าตรงกลางห้องมีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่สวมเสื้อขนสัตว์นั่งอยู่

บุรุษผู้นั้นได้ยินเสียงพลันเงยหน้าขึ้น จ้องมองนางด้วยแววตาเย็นเยียบ “เจ้าคือคนของสกุลอวิ๋น?”

อวิ๋นจ้าวพยักหน้าตอบ เบื้องหน้ามีโลงศพตั้งวางอย่างเงียบสงบใบหนึ่ง เหนือโลงศพนั้นมีกระถางธูปและธูปปักไว้ กลิ่นควันธูปหอมกรุ่นอบอวลไปทั่วห้องโถงใหญ่ นางยิ่งรู้สึกว่าตนเองกำลังเหยียบย่างอยู่บนทางน้ำพุเหลือง**

“เจ้าอยากขอความเมตตาแทนพ่อเจ้าหรือ แต่ชีวิตแลกด้วยชีวิตถือเป็นหลักการฟ้าดิน”

“ฮูหยินของท่านตายก็เพราะข้า ไม่เกี่ยวกับท่านพ่อ” อวิ๋นจ้าวเงยหน้ามองเขา ดวงตาไร้ความหวาดกลัว “ข้าเป็นคนเสนอความคิดให้ไปเชิญหมอหลวงซ่งมาเอง ถ้าหากท่านไม่เชื่อ สามารถไปสอบถามเพื่อนบ้านสกุลซ่ง แม้แต่คนบังคับรถม้าที่คอยรับส่งหมอหลวงซ่งก็เป็นพยานให้ได้”

แววตาของติ้งเป่ยโหวยิ่งน่าขนลุก “เหตุใดเจ้าถึงพูดเรื่องนี้ออกมา”

“เพราะข้าทนดูท่านพ่อตายไปไม่ได้”

“แต่เจ้าพูดออกมา เจ้าก็ต้องตายแทนแล้ว”

“หากสามารถแลกกับชีวิตท่านพ่อ และทำให้ท่านโหวใจเย็นลงได้ นั่นก็ไม่นับว่าข้าตายเปล่าแล้ว”

ติ้งเป่ยโหวไม่คิดว่าเด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าจะมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้ จึงรู้สึกชื่นชมอยู่ไม่น้อย แต่พอนึกถึงภรรยาที่ต้องตายเพราะนาง ความเคียดแค้นก็ปะทุขึ้นในอกอีกครั้ง

“ข้ารับปากเจ้า ถ้าหากเจ้าตายไปก็จะไม่สืบสาวความผิดของเจ้าอีก ข้ายอมให้เจ้าตายอย่างมีเกียรติ ส่วนเรื่องวิธีการก็ให้เจ้าเป็นผู้เลือกเอง แต่วันพรุ่งนี้เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเจ้าจะต้องตาย ทันทีที่เจ้าตาย ข้าก็จะปล่อยพ่อเจ้าเอง”

อวิ๋นจ้าวรู้ว่านางไม่มีสิทธิ์ต่อรองเงื่อนไขกับเขา แม้นางจะร้องขอให้ปล่อยบิดาออกมาก่อน แต่หลังจากนางตายไปแล้ว หากเขาเกิดโมโหเดือดดาลจนยากระงับอีก ก็ยังจับบิดาของนางกลับเข้าคุกได้ง่ายดายอยู่ดี

“หวังว่าสัญญาของท่านโหวจะหนักแน่นน่าเชื่อถือ ไม่ผิดคำพูดที่ให้ไว้” อวิ๋นจ้าวรู้ว่าตนเองไม่อาจข่มขู่เขาได้ จึงเอ่ยเพียงว่า “มิเช่นนั้นต่อให้ข้าตายเป็นผี ก็ไม่ปล่อยท่านไปแน่”

ติ้งเป่ยโหวหัวเราะเบาๆ ทันใดนั้นท่ามกลางพายุหิมะข้างนอกก็มีเงาร่างวูบผ่าน คนผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เสื้อคลุมกันลมสีเทาเต็มไปด้วยละอองหิมะขาว พอร่างกายนั้นยืนนิ่งอย่างมั่นคง หิมะบนบ่าจึงร่วงหล่นลงพื้น เป็นคนหนุ่มที่มีรูปโฉมงามสง่าโดดเด่น

อวิ๋นจ้าวเห็นหน้าเขาก็ตกตะลึง เขามาได้อย่างไร

เขาต้องไม่มีทางรู้แน่ว่านางจะมา เช่นนั้นก็หมายความว่าเขาตั้งใจจะมาที่นี่อยู่แล้ว เพียงแต่เป็นการพบหน้าโดยบังเอิญ?

แววตาของอวิ๋นจ้าววูบไหว เฮ่อ ลู่อู๋เซิง

ลู่อู๋เซิงประสานมือคารวะโดยที่สายตาไม่เหลือบมองมาที่นาง กระนั้นร่างของเขาหันเอียงมาอยู่เบื้องหน้านาง บดบังแววตาเปี่ยมความเคียดแค้นของติ้งเป่ยโหวได้พอดิบพอดี “ผู้น้อยคารวะติ้งเป่ยโหว”

ติ้งเป่ยโหวประเมินกิริยาท่าทางเขาอยู่ครู่หนึ่ง “ที่แท้เป็นใต้เท้าลู่นี่เอง เจ้ามาที่นี่ทำไมกัน”

ลู่อู๋เซิงเอ่ยว่า “ข้าไปที่คุกจวนว่าการเจ้าเมืองมารอบหนึ่ง ได้ยินท่านลุงอวิ๋นบอกว่าอวิ๋นอวิ๋นมาที่นี่ ผู้น้อยก็เลยแวะมาดูสักหน่อย”

ติ้งเป่ยโหวชะงักไปเล็กน้อย “อวิ๋นอวิ๋น? เจ้ารู้จักนางด้วยหรือ”

ลู่อู๋เซิงพยักหน้ารับ “ไม่เพียงแค่รู้จัก แต่จะมีการเกี่ยวดองกันในปีหน้าด้วย จะว่าไปแล้วนางก็นับเป็นว่าที่ภรรยาของข้า”

อวิ๋นจ้าวเบิกตากว้าง พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเสี้ยวหน้าองอาจของเขามีความจริงจัง ลู่อู๋เซิงไม่หันมองมาที่นางเลย แต่ก็เข้าใจได้ว่าเขามาเพื่อช่วยนางและบิดาของนางด้วย

หากเขาช่วยเหลือสกุลอวิ๋นจริง ก็เท่ากับว่าสกุลลู่กับติ้งเป่ยโหวได้ผูกความแค้นต่อกันแน่นอนแล้ว เขาไม่มีทางไม่เข้าใจผลลัพธ์ของเรื่องนี้ ทว่าเขาก็ยังมาที่นี่

เมื่อครู่นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะยอมรับความตาย โดยไม่ได้คิดถึงลู่อู๋เซิงเสียด้วยซ้ำ สิบปีมานี้นางเคยชินเสียแล้วกับการไม่พึ่งพาเขา ยามนี้เมื่อเห็นเขามายืนอยู่ตรงหน้า สกัดกั้นภัยอันตรายที่พุ่งเข้ามาหานางเช่นนี้ ทำให้หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามขึ้นมาแล้วจริงๆ

หัวใจรักใคร่ชื่นชมที่จืดจางไปนาน ในตอนนี้จึงได้หวนกลับคืนมาอีกครั้งแล้ว

ติ้งเป่ยโหวสีหน้าแปรเปลี่ยนจนแทบจะกัดฟันกรอด “ใต้เท้าลู่ เจ้าจงคิดถึงผลที่จะตามมาให้ดี วันนี้เจ้ายอมรับการแต่งงานกับนาง ก็ถือว่าล่วงเกินข้า ติ้งเป่ยโหว! แม้ว่าอำนาจของข้าจะเทียบกับพ่อเจ้าไม่ได้ แต่ก็ยังเป็นหนามแหลมคม เจ้าแน่ใจหรือว่าจะยอมล่วงเกินโหวเช่นข้าเพียงเพื่อพ่อค้าต่ำต้อยคนหนึ่ง?”

เขาแทบจะกดข่มโทสะเกรี้ยวกราดในน้ำเสียงเอาไว้ไม่ได้ กระทั่งอวิ๋นจ้าวยังสัมผัสได้เลย นางก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รีรอ คว้าแขนเสื้อของลู่อู๋เซิงไว้แน่น ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา จ้องมองติ้งเป่ยโหวอย่างแน่วแน่

คนข้างกายเข้ามาประชิดตัว บางทีอาจเป็นเพราะนางยืนตากลมหนาวนานเกินไป ตอนนี้แม้จะยืนอยู่ใกล้กัน ลู่อู๋เซิงก็ยังไม่รู้สึกถึงไออุ่นจากร่างของนาง แต่กลับมีไอเย็นแผ่กระจายออกมา เขาเกือบจะทนไม่ไหวนึกอยากถอดเสื้อคลุมกันลมมาห่มร่างนางให้

“เรื่องการแต่งงานท่านพ่อของข้าเห็นชอบตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว เพียงแค่รอให้ปีหน้านางถึงวัยปักปิ่น เวลาจึงล่วงเลยมาจนป่านนี้” น้ำเสียงลู่อู๋เซิงเต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจ แตกต่างจากติ้งเป่ยโหวโดยสิ้นเชิง “หวังว่าติ้งเป่ยโหวจะไว้หน้าท่านพ่อข้าสักครั้ง ปล่อยครอบครัวว่าที่ภรรยาของข้า นางพลาดพลั้งไปโดยมิได้มีเจตนาทำผิด ขอให้ติ้งเป่ยโหวโปรดอภัยด้วย”

ติ้งเป่ยโหวหัวเราะอย่างเย็นชา “เจ้ากำลังบีบคั้นข้าอยู่ชัดๆ” แววตาของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า คิดทบทวนอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็ตอบอย่างไม่เต็มใจยิ่งว่า “ไสหัวไป!”

“ขอบคุณท่านมาก” ลู่อู๋เซิงกุมมืออวิ๋นจ้าว เร่งพานางจากไป

อวิ๋นจ้าวยังไม่อยากเชื่อว่าสกุลอวิ๋นจะพ้นเคราะห์กรรมคราวนี้มาได้ จนกระทั่งเดินออกจากจวนโหว ประตูบานใหญ่ปิดไล่หลังอย่างดุดัน เสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวแล้ว นางถึงค่อยดึงมือออกจากการเกาะกุมของเขา เอามือตบแก้มตนเองยืนยันว่านี่คือความจริง!

“เหตุใดเจ้าไม่มาหาข้า เจ้ายอมตายก็ไม่ยอมมาหาข้าหรือ”

เสียงของลู่อู๋เซิงไม่เรียบนิ่งเหมือนช่วงก่อนหน้านี้อีก อีกทั้งยามนี้ยังมีระลอกคลื่นสั่นไหว อวิ๋นจ้าวนิ่งอึ้ง ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ข้าลืมไปน่ะ”

คำตอบนี้ทำให้ลู่อู๋เซิงประหลาดใจ จากนั้นจิตใจจึงหดหู่ลง “ลืมไป?…เจ้ากับข้าแยกกันแค่สิบวัน เจ้าก็ลืมแล้ว รู้จักกันมานานเป็นสิบปี เจ้ากลับใช้เวลาอันน้อยนิดแค่สิบวันลืมข้าไปหมดแล้ว?”

อวิ๋นจ้าวไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้อย่างไรดี ลู่อู๋เซิงย่อมไม่เข้าใจ พวกเขาแยกจากกันนานถึงสิบปีเต็มต่างหาก

นางก้มหน้าไม่ยอมตอบ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ขอบคุณ”

“เจ้าไม่ต้องมาขอบคุณข้า” สีหน้าลู่อู๋เซิงไม่แสดงความรู้สึกใด เขาไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดนางถึงต้องเหินห่างกับเขาถึงเพียงนี้ “อวิ๋นอวิ๋น ข้าไม่เคยข้องเกี่ยวกับสตรีนางไหนทั้งนั้น เชื่อข้าสิ อย่าทำตัวเหินห่างกับข้าเช่นนี้อีก”

“อืม” อวิ๋นจ้าวมองหน้าเขา เรื่องนี้นางย่อมเชื่อใจเขาแน่ วันนั้นเป็นเพราะนางไม่ให้โอกาสเขาอธิบาย ทั้งยังใช้ความตายบังคับให้เขาต้องยอมกลับไปอีก วันนี้นางไม่อาจเอาแต่ใจอย่างเก่าแล้ว “ประเดี๋ยวข้าจะไปรับท่านพ่อข้าที่คุก ส่วนเรื่องนี้…ข้าจะไปถามท่านให้รู้เรื่องแน่ ข้ายินดีจะฟังคำอธิบาย”

ลู่อู๋เซิงต้องประหลาดใจอีกครั้ง นางเคยมีนิสัยดื้อรั้นเป็นที่สุด ทว่าครั้งนี้กลับเหมือนเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว เขาตอบว่า “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

อวิ๋นจ้าวไม่ปฏิเสธ มีเขาอยู่ข้างกาย ย่อมทำให้นางสบายใจอย่างแท้จริง

บันไดหินหน้าประตูจวนโหวทั้งกว้างและยาว พวกเขาสองคนจึงเดินเคียงข้างกันลงมา ต่างเงียบงันไร้วาจา ในโลกหล้ามีเพียงพายุหิมะส่งเสียงหวีดหวิวโหยหวน พัดพาจิตใจคนให้ปั่นป่วนยุ่งเหยิง

ท่ามกลางหิมะขาวพร่าเลือน มีเด็กสาวคนหนึ่งวิ่งกะโผลกกะเผลกมา วิ่งไม่กี่ก้าวก็ล้มลงไปครั้งหนึ่ง ดูเหมือนนางจะหาคนที่ต้องการพบแล้วจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกนิด เมื่อใกล้ถึงตัวอวิ๋นจ้าวก็ล้มลงอย่างแรงอีกครั้ง พร้อมกับร้องไห้โฮออกมา

อวิ๋นจ้าวมองนางอย่างตกตะลึง “สี่เชวี่ย!”

สี่เชวี่ยเนื้อตัวสั่นระริก ร้องไห้ไปพลางตอบว่า “คุณหนู ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรบอกเรื่องในคุกกับฮูหยินผู้เฒ่า ข้าผิดไปแล้ว…”

หัวใจของอวิ๋นจ้าวจมดิ่งในทันใด ได้ยินเพียงเสียงสี่เชวี่ยตะโกนบอกว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าจากไปแล้ว! ทั้งยังทิ้งจดหมายสั่งเสียเอาไว้ บอกว่าขอตายไปพร้อมกับฮูหยินติ้งเป่ยโหว และขอร้องให้ติ้งเป่ยโหวยอมปล่อยตัวนายท่านเจ้าค่ะ!”

ลู่อู๋เซิงตะลึงงัน พอหันมองคนข้างกายก็เห็นใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ร่างทรุดฮวบลงไปกับพื้น เขาก้มลงประคองนางเข้าสู่อ้อมอก มองเห็นอวิ๋นจ้าวน้ำตาไหลพรั่งพรูดุจสายฝน น้ำเสียงสั่นเครือเอ่ยว่า “ท่านย่า…”

 

(ติดตามตอนต่อไปวันที่ 3 ก.ย. 62)

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
sangdow Marcom: