X
    Categories: ทดลองอ่านบุพเพอลวนมากกว่ารัก

ทดลองอ่านนิยาย บุพเพอลวน เล่ม 1 บทที่ 7

หน้าที่แล้ว1 of 10

บทที่ 7 รอยยิ้มหญิงงามในห้องหอ

 

ลมกลางคืนรำเพยพัดเอากลิ่นกำยานมาเป็นระยะ เสียงหัวเราะครึกครื้นยังแว่วมาจากห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์สกุลจินไม่ขาดสาย

จินฮูหยินถือโคมไฟเดินกลับเรือนตัวเองช้าๆ เพียงลำพัง ไม่ได้ให้สาวใช้ติดตามมาด้วย

เพิ่งจะเดินเข้ามาในสวนเล็กของเรือนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นข้างหลัง เสียงฝีเท้านี้คุ้นหูเป็นอย่างดี นางจึงไม่ตื่นตระหนก และถามขึ้นโดยไม่หันไปมอง “เรียบร้อยแล้วหรือ”

“เจ้าค่ะ” ป้ากู้เดินเข้ามา “ฮูหยิน บ่าวเอายาให้คุณชายดื่มเรียบร้อยแล้ว” พูดจบก็รับโคมในมือผู้เป็นนายมาช่วยถือให้

“อืม” จินฮูหยินมีสีหน้าอ่อนล้า “เห็นหยวนเป่าดื่มกับตาแล้วใช่หรือไม่”

ป้ากู้พยักหน้า “บ่าวยืนดูคุณชายดื่มจนหมด บ่าวบอกไปว่าเป็นน้ำแกงสร่างเมา วันนี้คุณชายดื่มไปไม่น้อยเลยจริงๆ”

จินฮูหยินเดินเข้าไปในสวนแล้วทรุดตัวลงนั่งบนม้าหิน “หยวนเป่าถูกข้าบีบจนยอมแต่งงาน คงต้องรู้สึกฝืนใจมากแน่ แต่นี่เป็นสมรสพระราชทานจากไทเฮา จะให้มีอะไรผิดพลาดไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ข้าไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ถึงต้องใช้วิธีน่าละอายเช่นนี้มาทำให้หยวนเป่ายอมเปิดใจ”

“ตรงนี้ลมแรง ฮูหยินเข้าไปในเรือนดีกว่าเจ้าค่ะ” ป้ากู้แนะ

“ไม่เป็นไร” จินฮูหยินโบกมือวูบ “ในงานอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ข้าอยากนั่งรับลมตรงนี้สักหน่อย”

ป้ากู้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากยอมตามใจนายหญิง ทว่าความหม่นหมองบนใบหน้าอีกฝ่ายไม่ลดเลือนลงเลยสักนิด นางเห็นแล้วก็ทอดถอนใจปลอบโยนเบาๆ “ฮูหยินวางใจเถิดเจ้าค่ะ เดิมทีคนหนุ่มสาวเหมือนน้ำตาลใกล้มดอยู่แล้ว นี่ยังมียาปลุกกำหนัดเป็นตัวช่วย โบราณว่าไว้ เป็นสามีภรรยากันหนึ่งวัน ผูกพันกันร้อยวัน ขอเพียงการร่วมหอในคืนนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี ต่อไปทั้งสองคนมีแต่จะรักกันหวานชื่นล่ะไม่ว่า”

“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น” จินฮูหยินยิ้มบางๆ เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ “เสี่ยวชุ่ย คืนนี้ต้องลำบากเจ้าหน่อยนะ ช่วยไปดูสถานการณ์ที่เรือนหยวนเป่าให้ทีเถิด”

“เจ้าค่ะ” ป้ากู้ค้อมศีรษะรับแล้วถาม “เช่นนั้น…บ่าวไปดูตอนนี้เลยนะเจ้าคะ”

“อืม” ผู้เป็นนายพยักหน้า

หลังออกจากเรือนจินฮูหยิน ป้ากู้ก็ตรงไปยังห้องหอของจินหยวนเป่า

เมื่อถึงที่หมาย นางมองรอบตัวจนแน่ใจว่าปลอดคน จากนั้นก็ย่องเข้าไปเกาะบานหน้าต่างเอาหูแนบฟัง

อวี้ฉีหลินกำลังส่งเสียงร่ำร้องจะดื่มเหล้าคล้องแขนพอดี

 

ภายในเรือน อวี้ฉีหลินรินสุราเติมให้ตัวเอง แล้วยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดอีกสองจอก หมายใจจะใช้ฤทธิ์สุราเรียกความกล้า

จินหยวนเป่าสืบคดีมาจนเชี่ยวชาญ มีสายตาคมกริบที่สามารถอ่านคนได้ทะลุปรุโปร่ง พฤติกรรมของนางในเวลานี้ฟ้องความคิดในใจออกมาอย่างโจ่งแจ้ง

เขารินสุราใส่จอกตัวเองช้าๆ ใช้นิ้ววนไล้รอบจอกเล่นพลางถาม “รู้หรือไม่ว่าเหล้าคล้องแขนต้องดื่มอย่างไร”

หญิงสาวยกแขนทั้งสองข้างมาซ้อนไขว้กันตรงหน้า “ก็…แบบนี้” เฮอะ ถึงไม่เคยกินเนื้อหมูก็ต้องเคยเห็นหมูวิ่งบ้างล่ะ

ชายหนุ่มเลิกคิ้วพลางส่ายหน้า

“แล้วต้องดื่มอย่างไร” อวี้ฉีหลินถามด้วยความงุนงง

“ที่อื่นอาจจะดื่มกันแบบนั้น แต่สกุลจินไม่ใช่ ตามธรรมเนียมสกุลจิน เจ้าบ่าวจะต้องเป็นคนป้อนเหล้าคล้องแขนให้เจ้าสาว”

“ป้อน?” คนฟังทำหน้าฉงน “ป้อนอย่างไร”

จินหยวนเป่าคลี่ยิ้มชั่วร้าย ก่อนจะแหงนหน้าดื่มสุรารวดเดียวเหือดจอกแล้วอมไว้อย่างนั้นไม่กลืนลงคอ จากนั้นก็ห่อปากชะโงกหน้าเข้าไปหาอีกฝ่าย

“จะ…เจ้าจะทำอะไร!?” อวี้ฉีหลินมองใบหน้าหล่อเหลาที่ยื่นเข้ามาใกล้อย่างตกตื่น แล้วถอยกรูดไปด้านหลังติดๆ กันหลายก้าวด้วยความตระหนก

นางหนีเขาอีกครั้งแล้ว จินหยวนเป่าอมยิ้มพลางกลืนสุราลงคอแล้วกระเซ้า “อะไรกัน จะดื่มเหล้าคล้องแขนไม่ใช่หรือ ถ้าไม่ดื่มก็เข้าหอไม่ได้นะ”

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ “ไม่มีวิธีดื่มแบบอื่นแล้วหรือ”

“มี” รอยยิ้มบนใบหน้าคมสันระยิบระยับบาดตากว่าเก่า

“ก็รีบบอกมาสิ!”

“เจ้าเป็นฝ่ายป้อนข้า”

“อื๊อ!” อวี้ฉีหลินรีบยกมือขึ้นปิดปากทันควันด้วยความตกใจ

มือปราบหนุ่มไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่อมยิ้มมองนางอย่างท้าทาย

รอยยิ้มกวนโทโสนั่นทำให้หญิงสาวแทบหมดความอดทนแล้วกระโจนเข้าไปต่อยอีกฝ่าย ตะ…แต่หากไม่เข้าหอ ไม่ถอดเสื้อผ้า จะเห็นสิ่งนั้นได้อย่างไรเล่า…

เอาล่ะ! ช่างมัน! แค่จูบเดียวไม่ตายหรอกน่า!

อวี้ฉีหลินคิดเช่นนั้นพร้อมตัดสินใจเด็ดขาด นางกัดฟันแน่นแล้วว่า “ได้ ดื่มก็ดื่มสิ!”

พูดจบก็ยกจอกที่อีกฝ่ายรินสุราไว้จนเต็มมาดื่มอย่างใจเด็ด จากนั้นก็หมุนตัวไปหา ทว่าพอเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าหล่อเหลา ความกล้าที่สู้อุตส่าห์รวบรวมมาได้ก็ฝ่อไม่มีชิ้นดี

นางเม้มปากกลืนสุราลงคอดัง ‘กรึ๊บ’

“หึ…” จินหยวนเป่าหัวเราะเบาๆ

หญิงสาวเดือดจัด กระนั้นก็จำต้องกัดฟันพูด “เอามาอีกจอก!”

นางรวบรวมความกล้าอีกครั้งแล้วแหงนหน้าดื่มสุราจอกใหม่ ทว่าพอหันไปเห็นจินหยวนเป่าก็ยังต้องกลืนสุราลงคออย่างห้ามไม่อยู่เหมือนเดิม

หญิงสาวตรงหน้าปลุกใจตัวเองแล้วถอยครั้งแล้วครั้งเล่า จินหยวนเป่าเห็นแล้วต้องกลั้นหัวเราะเสียท้องขดท้องแข็งด้วยความทรมาน

ทุกครั้งที่นางหันไปรินสุรา เขาจะออกอาการสนุกสนาน แต่พอนางหันกลับมาก็รีบวางท่าเคร่งขรึมจริงจัง รอนางป้อนสุราให้ดื่ม

หลังจากที่สุราหมดไปไม่รู้กี่จอกต่อกี่จอก อวี้ฉีหลินก็เริ่มเมา! จินหยวนเป่ารีบยื่นมือออกไปช่วยพยุงร่างโอนเอนเอาไว้

“จะทำอะไร” นางหรี่ตามองเขาอย่างหวาดระแวง

“ทำอะไร?” เขามองอีกฝ่ายขันๆ “เจ้าสาวที่ไหนเขาเป็นอย่างเจ้าบ้าง เจ้ามาเข้าหอหรือมาดื่มเหล้ากันแน่”

“เฮอะ!” อวี้ฉีหลินปัดมือใหญ่ทิ้ง “มะ…ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง! ข้า…ข้ามาถอดเสื้อผ้า…เจ้า! รีบ…รีบถอดเสื้อผ้าออกเดี๋ยวนี้!”

นางคายความจริงออกมาด้วยฤทธิ์สุรา แต่จินหยวนเป่าคิดว่านางแกล้งทำปากเก่งเหมือนเคย พอนึกถึงตอนที่อีกฝ่ายพยายามหลบตนเมื่อครู่ ชายหนุ่มก็ให้ขบขันจนนิสัยเสียแผลงฤทธิ์ขึ้นมาอีกครั้ง เขาดึงนางเข้ามาใกล้แล้วกอดรวบเอาไว้กับอก

“อื๊อ…” อวี้ฉีหลินดิ้นอย่างไม่สบอารมณ์

มือใหญ่กดศีรษะฝ่ายตรงข้ามลงบนอกตัวเอง ก่อนจะยิ้มชั่วร้ายถามต่อ “เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากถอดเสื้อผ้าข้า”

“อือ…” อวี้ฉีหลินมองเขาพลางกะพริบตาปริบๆ อย่างมึนงง โดยไม่รู้ตัวเลยว่าหน้าตาตอนเมาของตนดูน่ารักน่าชังแค่ไหน

อ้อ จริงสิ ถอดเสื้อผ้า ดูรอยปาน! นางสลัดศีรษะ นึกถึงเป้าหมายของตนขึ้นมาได้แล้วออกแรงดิ้นจนหลุดจากวงแขนของจินหยวนเป่า จับเสื้อเขาเอาไว้ จากนั้นก็หมุนตัวผลักเขาให้ล้มลงไปบนโต๊ะกลม

จาน ชาม ป้านชาที่อยู่บนโต๊ะร่วงตกพื้นดังเพล้ง

เสียงนั้นทำให้ป้ากู้ที่แอบฟังอยู่นอกห้องยกมือปิดปากหัวเราะคิก สองหนุ่มสาวช่างร้อนแรงเหลือเกิน!

ภายในห้อง ตอนนี้อวี้ฉีหลินกำลังทึ้งผ้าคาดเอวจินหยวนเป่าอย่างไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใดๆ ทั้งสิ้น และไม่ทันสังเกตว่าในระหว่างช่วงชุลมุน ชุดเจ้าสาวสีแดงสดของตนค่อยๆ เผยอตามความเคลื่อนไหวกระชากกระชั้น กว้างขึ้นทุกทีๆ

ดวงตาคมของชายหนุ่มเหลือบมองมา แล้วบังเอิญไปหยุดอยู่ตรงสายเสื้อเผยอวอมแวมของนางเข้าพอดี

ลำคอขาวผ่องกลายเป็นสีชมพูระเรื่อด้วยฤทธิ์สุรา เมื่อมองต่ำลงไปจะเห็นกระดูกไหปลาร้าตรงสวย ได้รูปชัดเจน

นางกำลังง่วนอยู่กับการแกะผ้าคาดเอวของเขา เห็นแล้วชวนให้คิดลึกอย่างยิ่ง…

ความเคลื่อนไหวของมือทั้งสองข้างทำให้สาบเสื้อเผยอออกจนเห็นร่องอกรำไร…

ไอร้อนผ่าวที่ไม่อาจควบคุมได้แผ่ลามไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว

เขาพยายามระงับความรู้สึกแปลกๆ ที่เกิดกับตัวเอง ผลักอวี้ฉีหลินออกแล้วลุกขึ้นยืน เสกระแอมกลบเกลื่อนเบาๆ ทีหนึ่ง จากนั้นก็ยกมือขึ้นช่วยกระชับสาบเสื้อของนางเข้าหากัน

“เจ้าเมาแล้วนะ”

สวรรค์รู้ดีว่าเขาเค้นประโยคนั้นออกไปอย่างยากลำบากเพียงไร

“อย่าขยับสิ!” หญิงสาวปัดมือเขาออกอย่างมีโมโห “ห้ามขัดขวางการถอดเสื้อผ้าของข้า!” พูดจบก็ควานมือไปหาเสื้อเขาต่อ ทว่าชุดเจ้าบ่าวรูปแบบซับซ้อน ผูกปมแน่นหนา นางยิ่งแกะก็ยิ่งหงุดหงิด

อวี้ฉีหลินมิได้ล่วงรู้เลยว่าก่อนจะเข้าห้องหอ จินหยวนเป่าจอมร้ายกาจได้ผูกปมตามจุดต่างๆ ของเสื้อผ้าให้เป็นเงื่อนตาย ตั้งปณิธานมุ่งมั่นว่าถึงอย่างไรก็จะไม่ร่วมหอกับนางเป็นอันขาด!

ตอนนี้นางดื่มจนเมา ซ้ำยังไม่รู้วิธีถอดชุดบุรุษ ยิ่งมาเจอเงื่อนตายไม่รู้ต่อกี่เงื่อนแบบนี้ พยายามแกะจนเหงื่อแตกเต็มหน้าแล้วก็ยังไม่สำเร็จ

“เจ้า…” อีกครั้งที่จินหยวนเป่ารู้สึกแห้งผากในลำคอจนพูดไม่ออก

หญิงคนนี้รู้บ้างหรือไม่นะว่ากำลังทำอะไรอยู่ ทั้งที่ใสซื่อไม่ประสาเรื่องบนเตียง กลับแสร้งทำท่าเจนจัด น่าขันเป็นที่สุด!

เขากลอกตาหนึ่งตลบ อยากรู้นักว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่…

ทว่าหญิงคนนี้…

เรือนผมยุ่งเหยิงกับสาบเสื้อเผยออ้าของนางเย้ายวนให้ทำบาปอย่างร้ายกาจ! ทั้งใบหน้า ลำคอ และหน้าอก…กลายเป็นสีชมพูระเรื่อสะกดสายตา…

แต่เจ้าตัวกลับไม่ตระหนักเลยสักนิด มือเล็กที่แสนน่าโมโหคู่นั้นยังควานสะเปะสะปะไปทั่วร่างเขาเพื่อดึงเสื้อออก

จินหยวนเป่ารู้สึกร้อนรุ่มในกายขึ้นเป็นทวีคูณ จนเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นมาตามหน้าผาก เขาทนจนสุดทน แล้วคว้ามืออีกฝ่ายขึ้นมาข้างหนึ่ง “เจียงเสี่ยวเซวียน! เลิกเล่นได้แล้ว!”

อวี้ฉีหลินเงยหน้าขึ้นมาตามเสียงอย่างงุนงง คิ้วโก่งขมวดมุ่น “ใครว่าข้าเล่น ข้ากำลังจริงจังอยู่ต่างหาก! ปล่อยนะ!”

“เจียงเสี่ยวเซวียน!” เขาจับมือนางไว้ ฝ่ามือเล็กนุ่มนิ่มและเย็นสบายช่วยลดทอนความร้อนระอุในกายเขาได้พอดี

“ปล่อยสิ!” หญิงสาวพยายามสลัดมือออก

“ขอเตือนเอาไว้ หากเจ้ายังไม่ยอมเลิก ข้าจะไม่เกรงใจแล้วร่วมหอกับเจ้าจริงๆ แล้วนะ!”

“ใครสนว่าเจ้าเกรงใจหรือไม่ รอให้ข้าถอดเสื้อผ้าเจ้าได้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”

“เจ้า!” จินหยวนเป่าขมวดคิ้วมองนาง นึกไม่ถึงว่าจะได้สบประสานนัยน์ตากลมโตคล้ายมีมนตร์สะกด แพขนตางอนยาวกระพือไหว เห็นแล้วแทบใจละลาย

ทันใดนั้นคอเสื้อไม่รักดีที่เผยอออกจากกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ลื่นไถล เผยลาดไหล่กลมกลึงกว่าครึ่ง

ผิวขาวเนียนเป็นประกายดุจหยกน้ำดี…

พลันนั้นจินหยวนเป่ารู้สึกเหมือนเลือดอุ่นๆ ฉีดพล่านจากท้องน้อยขึ้นไปอัดแน่นอยู่ในสมอง ตัวเขาก็ไม่ใช่หลิ่วซย่าฮุ่ย* เสียด้วย!

หญิงที่อยู่ตรงหน้ายังเป็นภรรยาตามกฎหมายของตน แล้วจะให้บุรุษที่แข็งแรงดีอย่างเขาทนไหวได้อย่างไร!?

ได้ เจียงเสี่ยวเซวียน ในเมื่อเจ้ายั่วยวนข้า ข้าก็จะฉลองศรัทธาให้!

พร้อมกับความคิดนั้น ชายหนุ่มช้อนร่างนางขึ้นมาเดินดุ่มๆ ไปที่เตียงแล้วโยนลงไปบนฟูกอย่างไม่ปรานีปราศรัย

“ว้าย…” อวี้ฉีหลินหวีดร้องเสียงหลง สร่างเมาขึ้นไม่น้อย แล้วได้พบว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากำลังหายใจฟืดฟาด ใช้ดวงตาแดงก่ำมองนางราวกับสัตว์ร้ายมองเหยื่อ

นางร้อนรนขึ้นมาทันที “จะ…จินหยวนเป่า จะ…เจ้าคิดจะทำอะไร!?”

จินหยวนเป่ากระโจนคร่อมทับร่างนางไว้อย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ใบหน้าคมคายยื่นเข้ามาใกล้ จ้องนางตาไม่กะพริบ “เข้าหอ!”

พูดจบก็เริ่มลงมือถอดเสื้อผ้าอีกฝ่าย

“ช้าก่อน!” อวี้ฉีหลินดิ้นด้วยความหวาดกลัว “จินหยวนเป่า เดี๋ยว!”

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะขึ้นจมูก ดีแต่ท่าจริงๆ ด้วย! แต่…ในเมื่อเจ้าเป็นคนจุดไฟขึ้นมาเอง ก็ต้องรับผิดชอบ!

เขาไม่คิดจะหยุดตามที่นางห้าม กลับตั้งหน้าตั้งตาถอดเสื้อผ้านางต่อ

“เดี๋ยวก่อน!” นางดิ้นสุดแรงเกิดแล้วพลิกตัวขึ้นมานั่งคร่อมร่างเขาไว้ สองมือดึงปมเสื้อผ้าเขาอย่างหัวเสีย “จะใจร้อนไปทำไมนักหนา ให้ข้าถอดเสื้อผ้าเจ้าก่อนค่อยว่ากันเถิดน่า” พูดพลางปลุกปล้ำปมเงื่อนบนเสื้อผ้าเขาจนเหงื่อแตกพลั่ก

* หลิ่วซย่าฮุ่ย เป็นขุนนางในสมัยชุนชิวของจีน ครั้งหนึ่งเขาออกเดินทางไกลและพักแรมอยู่นอกเมืองท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ จู่ๆ หญิงสาวผู้หนึ่งก็เข้ามาขอหลบลมหนาวด้วย หลิ่วซย่าฮุ่ยกลัวนางจะหนาวตาย จึงให้นางนั่งอยู่ในอ้อมอกและใช้ผ้าห่อร่างนาง จวบจนเช้าวันรุ่งขึ้นก็มิได้เกิดเรื่องไม่บังควรใดๆ เขาจึงได้รับยกย่องว่าเป็นผู้สำรวมตนยิ่ง

นางง่วนอยู่กับเสื้อผ้าเขา โดยที่ผิวเนื้อใต้ร่มผ้าตัวเองโผล่มาให้เห็นรำไร จินหยวนเป่าไหนเลยจะทนไหว เขารวบมือนางเอาไว้แล้วคำรามเสียงต่ำ “โง่เง่า! เสื้อผ้าแค่นี้ยังถอดไม่เป็น! เดี๋ยวข้าจัดการเอง!”

อวี้ฉีหลินยอมหยุดมือมองเขาแต่โดยดี

กลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มฉีกทึ้งชุดเจ้าสาวที่นางสวมอยู่จนขาดแควก!

ดวงตากลมโตมองเสื้อสีแดงสดที่ถูกโยนลงพื้นอย่างตกตะลึงจังงังแล้วตวาดแหว “จินหยวนเป่า ไอ้โจรบ้ากาม!”

ด่ายังไม่ทันขาดคำ เขาก็คร่อมทับนางไว้อย่างว่องไว

อวี้ฉีหลินร้องเสียงหลง “ไอ้โจรบ้ากาม ปล่อยข้านะ!”

ชายหนุ่มมองหน้านาง ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “ใครกันที่อยากเข้าหอจนแทบรอไม่ได้! ข้าก็แค่ทำให้เจ้าสมปรารถนาเท่านั้นแหละ!” จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าตัวเองอย่างรีบร้อน

ทว่าอยู่ๆ มือเท้าก็อ่อนเปลี้ยขึ้นมาดื้อๆ ในหัวมึนงงสับสน รู้สึกว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าช่างแสนเย้ายวนจนเขาอยากกระโจนเข้าไปขบขย้ำ กอดรัดนางเอาไว้ในวงแขน หลอมรวมสองร่าง…ให้เป็นหนึ่ง

ท่ามกลางความพร่าเลือน เขารวบรวมแรงฮึดทึ้งเสื้อผ้าจนขาดแล้วโยนลงพื้น

ผิวสีน้ำตาลอ่อนกับกล้ามเนื้อตึงแน่นสวยงามปรากฏสู่สายตาอวี้ฉีหลิน

นางมองเคลิ้มเสียจนลืมดิ้นไปโดยสิ้นเชิง…หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะมีสตินึกถึงจุดประสงค์ของตนขึ้นมาได้ นางรีบกระโดดลงจากเตียง จับเขาถอดกางเกงพลางบ่น “ถอดเสื้อผ้าประสาอะไรของเจ้า ไม่รู้จักถอดกางเกงก่อน!”

จินหยวนเป่าลากนางกลับมา แล้วผลักให้ล้มลงไปบนเตียงอีกครั้งอย่างไม่พอใจ

ระหว่างที่กำลังฉุดกระชากกันอยู่นั้น เสื้อชั้นกลางของนางก็เปิดเผยอตามมาอีกตัว

อวี้ฉีหลินในตอนนี้นอกจากเปลือยไหล่ครึ่งหนึ่ง เอี๊ยมบังทรงชั้นในสุดยังเปิดโล่งสู่สายตา

นางตะลีตะลานทำท่าจะกระชับเสื้อชั้นกลางอันเป็นปราการสำคัญ ปรากฏว่าจินหยวนเป่ากลับยึดมือทั้งสองข้างของนางขึ้นไปตรึงเหนือศีรษะ

“เจ้า…!” อวี้ฉีหลินตวาดแหว ทว่าพริบตาต่อมาก็ถูกช่วงชิงลมหายใจไปจนสิ้น ไอร้อนผ่าวเป่ากระทบผิวหน้า พร้อมๆ กับที่ริมฝีปากอุ่นชื้นนุ่มนวลกลืนคำพูดที่เหลือของนางลงไป…

เหมือนกระแสไฟอ่อนๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่าง หญิงสาวตกตะลึงจนตัวแข็ง…สองมือที่ถูกตรึงเอาไว้เหนือศีรษะกำแน่นเป็นกำปั้น

“อื๊อ…”

กว่าจะได้สติกลับคืนมา จุมพิตแรกในชีวิตก็ถูกคร่าไปเสียแล้ว นางดิ้นสุดแรงเกิด ทว่าริมฝีปากคู่นั้นยังตามติดดูดเม้มกลีบปากนางไม่เลิกรา บางครั้งขบกันเบาๆ บางคราดูดเลียโดยแรง

จวบจนจูบของเขาทำให้นางแทบขาดอากาศตาย เขาถึงค่อยยอมผละออก หญิงสาวเผยอริมฝีปากสูดหายใจเข้าลึก ระหว่างที่อากาศเย็นๆ ไหลเข้าไปในปอด ปลายลิ้นเปียกลื่นก็ฉวยโอกาสโจนจ้วงเข้ามา…

กลิ่นยาจีนผสมกลิ่นสุราอ่อนๆ อวลคลุ้งอยู่ในโพรงปากนาง…

อวี้ฉีหลินรู้สึกเหมือนตกลงไปในน้ำ กลิ่นอายแบบบุรุษเพศไหลบ่าเข้ามาดังเกลียวคลื่น โถมใส่นางให้จมลงไปทั้งตัวจนแทบหายใจไม่ออก

แต่เขายังไม่รู้จักพอ ถึงได้เฝ้าตักตวงและทวีความร้อนแรงขึ้นทุกที…

ในที่สุดชายหนุ่มก็ยอมผละออก

นางรีบสูดหายใจอย่างตะกรุมตะกราม อากาศเย็นๆ ที่ไหลเข้ามาในช่องปอดอวลกลิ่นอายประหลาดที่ชวนหน้ามืดมึนงงไว้ด้วย

ความโกรธเกรี้ยวกับความเขินอายทำให้นางลืมใช้วรยุทธ์เสียสนิทใจ

ทว่าเขากลับไม่ยอมหยุด แถมยังพรมจูบไล่จากลำคอนางลงไปหาเนินอก!

“จินหยวนเป่า คนทุเรศ! ห้ามทำอะไรข้านะ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”

“หืม?” จินหยวนเป่าเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาเลื่อนลอย บ่งบอกว่าเมาเพียงไร ภายใต้แสงโคมสลัววอมแวม ใบหน้าคมคายของเขาดูหล่อเหลางดงามยิ่งกว่าปกติ

อวี้ฉีหลินสะท้านน้อยๆ

ชายหนุ่มบอกเสียงพร่า “เจ้าเป็นคนเริ่มเองนะ อยากหยุดก็สายเกินไปแล้ว!”

“มะ…ไม่ได้นะ!” นางพยายามห้ามไม่ให้เขาเลยเถิดไปมากกว่านั้น แต่จนใจที่ฝ่ายตรงข้ามเป็นบุรุษ เรี่ยวแรงเหนือกว่า ระหว่างการปัดป้อง สาบเสื้อนางเผยอมากขึ้นเรื่อยๆ มิหนำซ้ำหลังจากนั้นยังถูกเขาใช้ปากดึงออก!

จบเห่กัน! ผิวเปลือยที่เปิดโล่งถูกผิวสีน้ำตาลอ่อนของเขาแนบเบียดจนระอุขึ้นทีละส่วน แผดเผานางให้ร้อนรุ่มขึ้นทุกที

จริงด้วยสิ เจ้านั่น!

อวี้ฉีหลินพลันนึกถึงอาวุธลับที่เตรียมไว้ขึ้นมาได้แล้วรีบควานมือสะเปะสะปะ แต่พอจะคว้าได้ทีไรเป็นต้องถูกเขาดึงตัวกลับมาก่อนเสียทุกครั้ง

อยู่ๆ นางพลันรู้สึกซ่านระริกตรงเนินอก

“อื๊อ…”

นางแอ่นตัวขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่

ยอดเล็กบนปทุมถันถูกขบเม้มผ่านเอี๊ยมบังทรง

“ไม่นะ! ไม่เอา!”

สติตื่นตัวเต็มที่เมื่อตระหนักรับรู้ว่าตนกำลังอยู่ใต้ร่างจินหยวนเป่าในสภาพกึ่งเปลือย นางเหวี่ยงหมัดใส่เขาโดยไม่ลังเลอีกต่อไป

หมัดนั้นทั้งรุนแรงและแม่นยำเป็นอย่างยิ่ง

จินหยวนเป่ามองนางตาค้าง เลือดกำเดาไหลโกรก…

“ใครใช้ให้เจ้ารังแกข้ากันเล่า!” หญิงสาวดึงเสื้อขึ้นมาสวมอย่างหัวเสีย

ชายหนุ่มมองนางด้วยสีหน้าตะลึงงัน พอยกมือขึ้นลูบจมูกก็ได้เลือดสดๆ ติดกลับมาเต็มปลายนิ้ว

อึดใจนั้นทั้งฤทธิ์สุรา ฤทธิ์ยา และอาการหน้ามืดผนึกกำลังจู่โจมเข้ามาพร้อมกัน จินหยวนเป่าตาเหลือกทีหนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงหมดสติแน่นิ่งไป

“นี่! อย่าเพิ่งสลบ!” อวี้ฉีหลินประท้วง “จะสลบก็อย่ามาสลบบนตัวข้า!”

นางผลักเขาสุดแรงเกิด แต่ทั้งที่อีกฝ่ายสลบไปแล้วแท้ๆ ยังอุตส่าห์เกาะนางแน่นราวกับปลาหมึก

“คนทุเรศ!” หญิงสาวกัดฟันกรอด “เป็นผีบ้ากามกลับชาติมาเกิดหรือไรนะ!”

นางกัดฟันผลักเขาออกจากตัวเมื่อนึกถึงจุดมุ่งหมายสำคัญ ทว่าจินหยวนเป่าหนักอย่างกับหมูตายก็ไม่ปาน!

นอกจากนั้นอาการเมาและการดิ้นขัดขืนเมื่อครู่ก็คร่าเรี่ยวแรงอวี้ฉีหลินไปมาก มิไยว่าพยายามอย่างไรก็ผลักร่างสูงที่ฟุบอยู่บนตัวไม่สำเร็จเสียที

นางแหงนคอจนเมื่อย สุดท้ายก็ทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างยอมแพ้ โดยมีใครบางคนนอนฟุบคาอก ปล่อยเลือดกำเดาให้ไหลลงบนเอี๊ยมบังทรงของนางเหมือนเดิม

“น่าโมโหเป็นบ้า!” อวี้ฉีหลินทั้งเดือดจัดทั้งร้อนใจ คืนนี้นางพ่ายแพ้อย่างหมดรูปจริงๆ

แต่เลือดกำเดาของเจ้าบ้านี่ยังไหลโกรกลงมาบนตัวนาง เหมือนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดอย่างนั้น

อวี้ฉีหลินควานมือสะเปะสะปะด้วยความหงุดหงิด แล้วพบว่าตัวเองนอนทับผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งพอดิบพอดี นางดึงผ้าผืนนั้นขึ้นมาขมวดเป็นเกลียว ยัดเข้าไปในรูจมูกฝ่ายตรงข้าม

ดวงตากลมโตมองชายหนุ่มที่มีผ้าอุดจมูกห้ามเลือดกำเดา แล้วให้รู้สึกว่าตัวเองช่างโชคร้ายยิ่งนัก ตอนนี้นางทั้งหิว ทั้งเหนื่อย แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง นอกจากกู่ร้องสุดเสียงด้วยความอัดอั้น “โอ๊ยยย…”

เสียงร้องของนางฟังดูดังชัดเป็นพิเศษในยามดึกสงัดเช่นนี้

แน่นอนว่าป้ากู้ที่แอบยืนฟังอยู่หน้าห้องก็ต้องได้ยินเต็มสองหู นางตบมือฉาดอย่างถูกใจ “ฮึ่ย สำเร็จ! กลับไปรายงานฮูหยินดีกว่า!” พูดจบก็วิ่งเหยาะๆ ไปทางเรือนจินฮูหยิน

ผ่านความวุ่นวายมายกใหญ่ อวี้ฉีหลินเหนื่อยจนไม่มีแรงเหลืออีกแล้ว

นางผลักร่างหนักอึ้งที่ทับอยู่บนตัวพลางตะคอกใส่ “นี่! นี่! ตื่นสิ! ตื่น!”

แต่จะเรียกสักกี่ครั้ง ฝ่ายตรงข้ามก็ยังไร้ปฏิกิริยาเช่นเดิม

อวี้ฉีหลินอ่อนเพลียเต็มที ไม่อาจสู้รบกับความง่วงงุนได้อีกต่อไป…สุดท้ายจึงผล็อยหลับลึกไปใต้ร่างจินหยวนเป่าอย่างนั้น

 

แสงอรุณไต่ขอบฟ้าขึ้นมาช้าๆ ขับไล่ความมืดมิดให้จืดจางไปทีละน้อย

แดดยามเช้าส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามาข้างในอย่างอ่อนโยน ห้องหอที่ตกแต่งด้วยแพรแดงดูรกเละเทะ กาสุราเปล่าล้มลงไปนอนเอียงกระเท่เร่ ชุดบ่าวสาวสีแดงสดใสกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น ดูเหมือนสมรภูมิที่เพิ่งผ่านศึกใหญ่มาหมาดๆ มากกว่าห้องหอวิจิตรหรูหรา

เสียงนกร้องจิ๊บๆ ที่ดังแว่วเข้ามาเหมือนเป็นระฆังก่อกวน ปลุกจินหยวนเป่าให้ตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรารมณ์อันแสนหวาน

ศีรษะปวดหนึบเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ แสงสว่างที่รับรู้ได้ผ่านเปลือกตาบ่งบอกว่าฟ้าสางแล้ว แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ลืมตาไม่ขึ้น

เมื่อคืนคงดื่มมากไปกระมัง ชายหนุ่มคิดอย่างนั้นกับตัวเอง คร้านที่จะลืมตาขึ้นมา และตั้งใจจะงีบต่ออีกสักพัก

แต่พลันสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติเสียก่อน…

ทำไมวันนี้หมอนถึงได้นุ่มนักนะ เขาคิดพลางใช้มือบีบ ‘หมอน’

แล้วก็…ให้สัมผัสเพลินมือดีเหลือเกิน ทั้งอุ่นนุ่ม หยุ่นมือ…เหมือน…เหมือน…

หืม!?

อะไรบางอย่างพลันวิ่งเข้ามาในสมองทำให้เขาลืมตาโพลง แล้วพบว่าตัวเองกำลังนอนฟุบอยู่บนเนินอกขาวสล้างดุจหิมะ มือวายร้ายข้างหนึ่งยังกอบกุม ‘กระต่ายขาว’ แสนหยุ่นนุ่มเอาไว้!

เขารีบเบนสายตาหนีจากจุดไม่บังควรอย่างลนลาน แล้วเห็นใบหน้าอ่อนใสชวนพิศ ผิวเนียนขาวผ่องไร้ไฝฝ้าราคี ซึ่งเวลานี้กำลังหลับสนิท

อรุณรุ่งทาบแสงอ่อนลงบนใบหน้าเรียวเล็ก ดวงหน้านางสะอาดสะอ้าน ไม่มีกระทั่งไรขนให้เห็น น่าจะเพิ่งเอาออกก่อนเข้าพิธีแต่งงาน แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาทาบผิวเนียนทำให้นางดูเหมือนวัตถุกึ่งโปร่งแสง สวยเสียจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นมนุษย์

ทันใดนั้นแผงขนตางอนยาวเหมือนปีกผีเสื้อพลันไหวระริก ก่อนที่เปลือกตาบางจะเผยอลืมขึ้นช้าๆ จากนั้นนัยน์ตาสุกสกาวดุจดวงดาวก็เป็นประกายพราวระยับอยู่ตรงหน้า ดวงตาคู่นั้นดูง่วงซึม งุนงง คล้ายยังตื่นไม่เต็มที่

จินหยวนเป่าพบว่าตัวเองนิ่งมองจนเคลิ้มไป

อวี้ฉีหลินที่ค่อยๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาทีละน้อยนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตระหนักถึงสิ่งผิดปกติ!

ชายหนุ่มทั้งคนคร่อมทับอยู่บนร่างนาง! มิหนำซ้ำยังใช้มือตะปบเนินอกนางไว้อย่างแน่นหนา! ที่น่าสะพรึงยิ่งไปกว่านั้นคือนางอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย!

“กรี๊ด…”

หญิงสาวหวีดร้องสุดเสียงพลางผลักอีกฝ่ายออกไปแล้วดีดตัวพรวดขึ้นมา คว้าผ้าห่มบังร่าง กระถดตัวหนีไปตรงมุมเตียง

จินหยวนเป่าเพิ่งได้สติกลับมาก็ตอนนี้ เขารีบนั่งตัวตรง เบือนหน้าไปอีกทางด้วยความประหม่า “ขะ…ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน…”

ละอองผงสีขาวปลิวเข้ามาหา เนื่องจากไม่ทันได้ตั้งตัว ละอองที่ว่าจึงถูกหน้าชายหนุ่มเต็มๆ

“ฮัดชิ้ว! ฮัดชิ้ว!” เขาจามติดๆ กันหลายครั้ง “นะ…นี่มันอะไรกัน!”

อวี้ฉีหลินโยนกระดาษห่อพริกไทยป่นทิ้งแล้วกัดฟันกรอด “จินหยวนเป่า เจ้ามันต่ำช้า ไร้ความละอาย ลามกวิตถาร สารเลว โฉดชั่ว!”

“ฮัดชิ้ว!” อีกฝ่ายจามสุดแรงเกิดอยู่หลายครั้ง มาตอนนี้สมองตื่นตัวเต็มที่ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนออกหลายส่วน จึงโต้กลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ “ข้าน่ะหรือโฉดชั่ว เมื่อคืนเจ้ายั่วยวนข้าชัดๆ!”

คำพูดของเขาทำให้หญิงสาวยิ่งเดือดหนัก “ใครยั่วยวนเจ้า เจ้านั่นแหละรังแกข้า!”

จินหยวนเป่าคว้าผ้าตรงขอบเตียงขึ้นมาเช็ดหน้าตัวเองพลางเถียงคอเป็นเอ็น “เจ้านั่นแหละที่พยายามใช้วิธีต่างๆ ยั่วยวนข้าอย่างไร้ยางอาย!”

“เชอะ!” นางแค่นเสียงขึ้นจมูก “ข้ายั่วยวนเจ้า? ลูกตาข้างไหนของเจ้ามันเห็นว่าข้ายั่วยวนเจ้าไม่ทราบ!?”

“ทั้งสองข้างนั่นแหละ!” เช็ดพริกไทยออกไปจนหมดแล้วค่อยรู้สึกหายใจหายคอได้สะดวกขึ้นบ้าง “เจ้าเต้นรำให้ข้าดู แถมยังชวนข้าดื่มเหล้าไม่ใช่หรือ บะ…แบบนี้ไม่เรียกว่ายั่วยวนยังจะเรียกว่าอะไรได้อีก”

พูดมาถึงตรงนี้ อะไรบางอย่างพลันวาบเข้ามาในหัว หญิงคนนี้รูปร่างหน้าตาดีก็จริง แต่เขาไม่ใช่ไก่อ่อนสอนขันไม่เคยเจอโลก ทำไมพอเห็นนางแล้วถึงได้ควบคุมตัวเองไม่อยู่ อย่าบอกนะว่า…

เขามองนางอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น “เจ้าใส่ยาลงไปในเหล้าใช่หรือไม่”

อวี้ฉีหลินย้อนถามด้วยสีหน้างุนงง “ยาอะไร”

ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นนางหน้าเหลอ ก่อนจะคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ความรู้สึกร้อนรุ่มและควบคุมตัวเองไม่อยู่เช่นนั้น…จะต้องเกิดขึ้นเพราะถูกวางยาเป็นแน่! พอหันไปมองใบหน้าใสซื่อของหญิงสาวอีกครั้ง เขาก็ยิ่งฉุนหนัก “ตีหน้าซื่อได้เก่งจริงนะ!”

อวี้ฉีหลินแค่นหัวเราะขึ้นจมูก เจ้าบ้านี่ต่ำช้าบ้ากามชัดๆ พอถูกจับได้คงกลัวโดนแฉธาตุแท้ ถึงได้โยนความผิดมาให้นางเสียอย่างนั้น นางโต้กลับไปทันที “เจ้าก็ช่างใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นได้เก่งเหมือนกัน!”

“หากไม่เพราะเจ้าใช้ยา ข้าจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ได้อย่างไร ไม่คิดเลยนะว่าคุณหนูสกุลเจียงจะใช้วิธีต่ำช้าเช่นนี้!”

“เจ้า!” หญิงสาวทำท่าจะเงื้อมือด้วยความโกรธ แต่พอผ้าห่มร่นลงไปนิดเดียวก็ต้องรีบกระชับเอาไว้ใหม่ ด้วยนึกขึ้นได้ว่าตนยังแต่งตัวไม่เรียบร้อย เลยได้แต่พูดอย่างแค้นเคือง “ถ้าต้องเหนื่อยหรือลำบากข้ายังพอรับได้ แต่ถูกปรักปรำข้ารับไม่ได้!”

“ทำไม พอข้าพูดความจริงก็จะลงไม้ลงมือกันหรือ” จินหยวนเป่าเลิกคิ้ว “จากอายกลายเป็นโกรธสินะ!”

ประโยคนั้นยิ่งทำอวี้ฉีหลินเดือดจัด นางสะบัดผ้าห่มกระโดดลงจากเตียงไปเก็บชุดเจ้าสาวขึ้นมาห่อกายลวกๆ จากนั้นก็ปรี่เข้าใส่บุรุษปากร้าย “มาให้ข้าต่อยสักสามหมัดก่อนค่อยว่ากัน!”

จินหยวนเป่ารีบหลบเป็นพัลวัน สุดท้ายทั้งสองก็ไปวิ่งกวดกันรอบโต๊ะ

“เก่งจริงอย่าหนีสิ!” นางตวาด

“เก่งจริงก็ไล่ให้ทันสิ!”

“เจ้า!” อวี้ฉีหลินกระตุกผ้าปูโต๊ะมาสะบัดใส่ฝ่ายตรงข้าม จินหยวนเป่าที่หลบไม่ทันถูกผ้าผืนนั้นคลุมหัวคลุมตัวจนเสียหลัก ปลายเท้าสะดุดเข้ากับอะไรสักอย่างจนล้มลงไปบนพื้น

หญิงสาวไม่รอช้า รีบกระโจนเข้าไปนั่งทับหลังอีกฝ่ายไว้อย่างแน่นหนา

นางดึงผ้าปูโต๊ะออกพร้อมยิ้มกริ่ม “ทีนี้รู้หรือยังว่าเขาไท่ซานทับยอดเป็นอย่างไร หน้าอย่างเจ้าคิดจะเล่นแมวจับหนูกับข้าหรือ จินหยวนเป่า หากไม่ให้ข้าต่อยสามทีแล้วเรียกข้าว่าท่านย่าสามครั้ง เจ้าก็ต้องเรียกข้าว่าท่านย่าสามครั้งแล้วให้ข้าต่อยสามที…”

“…” จินหยวนเป่าสะบัดหน้าพรืดไม่ยอมมองคนพูด ทว่าพอเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างเข้าโดยบังเอิญก็ถอนสายตาไม่ได้อีกเลย

“หืม?” หลังจากที่รออยู่นานยังไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง หญิงสาวก็เริ่มเอะใจ

ร่างข้างใต้ยังไม่หือไม่อือ ทั้งยังนอนนิ่งไม่ขยับ

อวี้ฉีหลินตวาด “หน็อย ยังกล้าทำเมินข้าอีกนะ” พูดพลางเงื้อหมัดขึ้น

ชั่วเส้นยาแดงผ่าแปดที่หมัดเหล็กจวนเจียนจะถูกศีรษะอีกฝ่าย นางก็เพิ่งสังเกตว่าจินหยวนเป่ากำลังมองจ้องอะไรบางอย่าง พอลองมองตามสายตาเขาไปก็เห็นผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดผืนหนึ่งตกอยู่ตรงมุมเตียง ทว่าตอนนี้ผ้าผืนนั้นเปื้อนเลือดสีแดงเป็นดวงๆ

จินหยวนเป่ามองผ้าเช็ดหน้าแล้วให้รู้สึกอัดอั้นในใจอย่างบอกไม่ถูก ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับเข้ามาในสมองไม่ขาดสาย…เริ่มตั้งแต่อวี้ฉีหลินร่ายรำยั่วยวน ดื่มสุรา ไปจนถึงตอนที่ ‘สัญชาตญาณสัตว์ป่า’ ของเขาลุกโชนแล้วอุ้มนางไปที่เตียง ก่อนจะฉีกชุดเจ้าสาวสีแดงสดของนางออก…

จากนั้นความทรงจำของเขาก็ขาดหาย…

แต่ไม่ว่าจะท่านอนของเขากับนางตอนตื่นขึ้นมาเช้านี้ หรือคำด่าทอจำพวก ‘ต่ำช้า บ้ากาม’ ที่อวี้ฉีหลินพรั่งพรูออกมาไม่หยุด ประกอบกับผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือด…

เมื่อเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันก็พอจะรู้ได้ว่า…หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น

ที่แท้เขาก็ต่ำช้าจริงๆ

อวี้ฉีหลินเห็นผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นก็นึกได้และเข้าใจทันที นี่มันผ้าที่ข้าใช้อุดเลือดกำเดาให้จินหยวนเป่าเมื่อคืนไม่ใช่หรือ แย่ล่ะ…อย่าบอกนะว่าเขานึกออกแล้วว่าโดนข้าต่อย และตอนนี้กำลังเตรียมตัวคิดบัญชี

จินหยวนเป่าขยับตัวผลักร่างที่คร่อมทับออก แล้วมองหญิงสาวด้วยสายตาซับซ้อน

จบกัน จะคิดบัญชีจริงๆ ด้วยสินะ อวี้ฉีหลินถอยหลังไปสองสามก้าวพลางแก้ตัวตะกุกตะกัก “ระ…เรื่องนี้…จะโทษข้าไม่ได้นะ…” นางนิ่งคิดแล้วเสริมขึ้นอีกประโยค “เจ้านั่นแหละผิด!”

ใช่อย่างที่คิดจริงๆ! คำพูดของนางยิ่งช่วยยืนยันข้อสันนิษฐานให้ชัดเจน เขาอัดอั้นตันใจเป็นล้นพ้น ไม่มีความกล้าที่จะมองตานางตรงๆ กระนั้นยังไม่วายทำปากแข็ง “หญิงอย่างเจ้ามัน…เจ้าเล่ห์นัก!”

“เจ้าเล่ห์?” หญิงสาวงุนงงหนักกว่าเก่าเพราะจับต้นชนปลายไม่ถูก “ข้า?”

“หึ!” ฝ่ายชายหมุนตัวไปเก็บเสื้อผ้ามาสวมอย่างหัวเสีย

เห็นอย่างนั้นอวี้ฉีหลินก็ได้แต่เลิกคิ้ว ทรุดตัวลงนั่งหวีผมตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งพลางนึกว่าตัวเองช่างเก่งกาจเสียเหลือเกิน ถึงได้รอดพ้นคืนเข้าหอมาได้อย่างปลอดภัย คิดมาถึงตรงนี้รอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าเนียนอย่างห้ามไม่อยู่

จินหยวนเป่ากำลังเดือดจัด ยิ่งเห็นนางยิ้มก็ยิ่งคิดว่าหญิงผู้นี้ช่างหน้าด้านสิ้นดี เขากัดฟันอย่างแค้นเคืองอยู่พักใหญ่ก่อนจะเค้นเสียงคำราม “ไร้ยางอาย!”

นางหันมายิ้มให้จนเห็นฟันแถวบนแถวล่างชัดเจน แล้วขยับฟันกระทบกันดังก๊อกๆ “มีสิ ฟันแข็งแรงกว่าเจ้าด้วย*!”

“ต่ำช้า!”

นางหยิบกระจกสำริดมาส่องตรงหน้าเขา “ถูกต้อง คนผู้นี้เป็นคนต่ำช้า!”

“หึ!” จินหยวนเป่าแค่นเสียงขึ้นจมูก “ทำตัวราวกับเด็กไม่ยอมโต!”

“หึ!” อวี้ฉีหลินแค่นเสียงใส่บ้าง ก่อนจะหันกลับไป

เสียงเคาะประตูพลันดังขึ้นในจังหวะนั้น ตามด้วยเสียงสี่เอ๋อร์ “คุณชาย ฮูหยินน้อย ฮูหยินเร่งแล้วเจ้าค่ะ คู่บ่าวสาวโปรดอาบน้ำแต่งตัวโดยเร็ว แล้วไปยกน้ำชาคารวะฮูหยิน”

จินหยวนเป่าเดินไปเปิดประตูก้าวฉับๆ ออกไปพลางส่งเสียงตะโกนเรียกบ่าวคนสนิท “อาฝู อาฝู! มาเตรียมน้ำกับเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ข้า!”

ต่อเมื่อเจ้าของห้องเดินออกไปแล้ว สี่เอ๋อร์ก็ปรี่เข้ามายืนข้างหลังอวี้ฉีหลิน ทำทีเป็นช่วยหวีผมให้ “พวกเราจะไปกันเมื่อไร”

อวี้ฉีหลินผงะไปเล็กน้อย “เมื่อคืนข้ายังจัดการเรื่องนั้นไม่สำเร็จ”

คนฟังขมวดคิ้ว “แล้วต้องใช้เวลาเท่าไรเล่าถึงจะสำเร็จ”

“ขอเวลาข้าอีกคืนแล้วกัน” อวี้ฉีหลินทำท่าครุ่นคิด

“ต้องอยู่ที่นี่ต่ออีกคืน!?” สี่เอ๋อร์อุทานตกตื่น “เมื่อคืนตอนที่เจ้าหวีดร้อง ข้าตกใจแทบตาย”

คู่สนทนากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างภาคภูมิใจ “แสดงว่าเจ้าไม่ได้ยินน่ะสิ ว่าเขาร้องได้โหยหวนกว่าข้าเสียอีก”

หัวคิ้วของสี่เอ๋อร์ขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม ใบหน้าแดงก่ำสลับกับขาวซีดอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยถาม “สรุปว่าเจ้า…ถูก…ถูก…”

ท่าทางอึกๆ อักๆ เช่นนั้นนำความหงุดหงิดมาให้อวี้ฉีหลิน “จะถามว่าข้าได้เสียทีเขาหรือไม่สินะ”

“แล้วตกลงว่าได้หรือไม่เล่า”

นางตอบอย่างไม่ยี่หระ “เอาเป็นว่าข้าไม่เสียเปรียบก็แล้วกัน!”

“ไม่เสียเปรียบ!?” สี่เอ๋อร์อุทานเสียงหลง เผยอริมฝีปากอยู่นานก็ยังพูดอะไรต่อไม่ออก คงคิดว่าอวี้ฉีหลินถูกจินหยวนเป่าทำมิดีมิร้ายไปเรียบร้อยแล้ว

“อือฮึ ไม่เสียเปรียบเลยแม้แต่นิดเดียว”

สาวใช้อึ้งไปโดยสิ้นเชิงอยู่นาน ถึงค่อยมีสติถาม “จะ…เจ้ายอมพลีถึงเพียงนี้ มันคุ้มกันแล้วหรือ”

“ต้องยอมเสียลูกเพื่อล่อหมาป่าสิ เข้าใจหรือไม่!”

ตรรกะบ้าบออะไรกันนี่! สี่เอ๋อร์อับจนด้วยคำพูด หญิงผู้นี้ไม่เข้าใจจริงๆ หรือแกล้งไม่เข้าใจกันแน่ นางกลอกตาหนึ่งตลบ เมื่อพูดกับฝ่ายตรงข้ามอีกครั้ง น้ำเสียงก็มีความรังเกียจแฝงอยู่เล็กน้อย “เดี๋ยวพอไปยกน้ำชาคารวะฮูหยินก็อย่าทำตัวมีพิรุธล่ะ”

“ยกน้ำชา?” อวี้ฉีหลินนิ่งคิด ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างมั่นใจ “แค่ยกน้ำชา ใครก็ทำเป็นทั้งนั้นแหละ!”

 

* คำว่ายางอายในภาษาจีนคืออักษร ‘ฉื่อ’ (耻) ซึ่งพ้องเสียงกับอักษร ‘ฉื่อ’ (齿) ที่แปลว่าฟัน ไร้ยางอายอีกนัยหนึ่งจึงแปลว่าไม่มีฟัน

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 10

Comments

comments

Jamsai Editor: