X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่านนิยาย โฉมสะคราญล่มเมือง เล่ม 1 บทที่ 7-บทที่ 8

หน้าที่แล้ว1 of 24

บทที่เจ็ด

 

“แดนเยียนต้นหญ้าแทงยอดอ่อน แดนฉินไซร้ใบหม่อนเขียวไสว”

“วันใดท่านหวนคิดถึงคนไกล ใจข้าคงสลายเสียก่อน” เสียงกระจ่างใสเสียงหนึ่งดังแทรกเข้ามา กังวานน่าฟัง นำพาความสุขใจและรอยยิ้มมาด้วย

ก่วนซิวเหวินวางพู่กันลงแล้วหมุนตัวกลับ ก็เห็นกุยหวั่นยืนอยู่นอกระเบียงทางเดิน เขายกมุมปากยิ้มแล้วเอ่ยทักทายนาง “ฮูหยิน เหตุใดจึงมาเรือนพักทิศตะวันตกได้”

เห็นรอยยิ้มใสซื่อและดวงตากระจ่างใสของเขาแล้ว กุยหวั่นก็ก้าวเข้าไปในห้องหนังสือ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้ม “ทำไมจ้วงหยวนจึงท่องกลอน ‘วสันต์คะนึง’* ได้เล่า” ทุกครั้งที่เห็นหน้าก่วนซิวเหวินนางก็อดใจไม่ไหวอยากแกล้งเขาขึ้นมา คิดไม่ถึงว่าตนเองจะมีหัวใจเด็กๆ แบบนี้อยู่เช่นกัน

ก่วนซิวเหวินถูกคำว่า ‘จ้วงหยวน’ ทำจนตายด้านแล้ว เขาเดินอ้อมโต๊ะหนังสือมาอย่างเป็นธรรมชาติแล้วพูดกับกุยหวั่นว่า “ถึงช่วงลมฤดูใบไม้ผลิพอดี เห็นภาพก็เลยคิดถึงบทกลอนเท่านั้นเอง”

กุยหวั่นรู้สึกนิดๆ ว่าคำอธิบายของเขาดูติดขัด ‘วสันต์คะนึง’ เป็นความรักความคิดถึงของหญิงสาวที่ร่ายกลอนรอคอยการกลับมาของสามี มันจะเป็นการเห็นภาพคิดถึงบทกลอนได้อย่างไร

กุยหวั่นสลัดความคิดว้าวุ่นในสมองทิ้งไป แล้วนั่งลงบนเก้าอี้รับแขกในห้องหนังสือ นางเอ่ยถามก่วนซิวเหวินว่า “เดือนหน้าก็จะถึงการสอบขุนนางแล้ว เจ้าเตรียมตัวพร้อมหรือยัง”

“เตรียมตัวพร้อมทุกอย่างแล้ว” ก่วนซิวเหวินยิ้มแฝงความขัดเขินก่อนจะตอบอย่างถ่อมตัว “หวังว่าจะสอบผ่าน” อยู่ต่อหน้าหญิงสาวผู้นี้ เขาสามารถพูดความรู้สึกที่แท้จริงออกมาได้ เพราะนางเป็นผู้ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา

กุยหวั่นรู้แต่แรกว่าเขาเป็นคนที่สามารถเป็นจ้วงหยวนได้ ที่นางสงสัยเป็นเรื่องอื่น “ข้าถามเจ้าว่าเตรียมตัวพร้อมเข้าไปสู่แวดวงขุนนางแล้วหรือยัง” น้ำเสียงของนางสบายอารมณ์เหมือนกำลังพูดคุยเรื่องทั่วไปในบ้าน

ก่วนซิวเหวินตะลึงไป ตอบอะไรไม่ออก จ้องมองกุยหวั่นอยู่นานก่อนจะขยับปากพูด “ข้าพร้อมจะเข้าสู่แวดวงขุนนางแล้ว แต่ว่าข้ายังหาสิ่งที่อยากปกป้องไม่เจอ” น้ำเสียงนั้นเบาบาง แฝงความเสียดายและความเหงาที่ไร้สาเหตุ

กุยหวั่นเกิดความคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้คล้ายกับตัวนางเหลือเกิน ไม่มีความศรัทธาที่มั่นคง ไม่มีสิ่งที่อยากปกป้อง ทางในอนาคตก็เดินต่อไปได้ยาก

* บทกลอน ‘วสันต์คะนึง’ ประพันธ์โดยหลี่ไป๋ กวีเอกในสมัยราชวงศ์ถัง บรรยายถึงความรู้สึกของภรรยาที่เฝ้าแต่คิดถึงสามีที่ไปออกรบ และแสดงถึงความรักเดียวใจเดียวที่จะตั้งตารอสามีกลับมาโดยไม่คิดนอกใจ

กุยหวั่นมองก่วนซิวเหวินอย่างเป็นห่วง “ถ้ามีวันหนึ่งเจ้าพบว่าความรู้สึกของเจ้าขัดกับอำนาจฮ่องเต้ เจ้าจะเลือกอะไร ทิ้งอะไร” ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงถามคำถามนี้กับเขา คำถามที่นางเองก็ไม่มีคำตอบ

ได้ยินดังนั้นก่วนซิวเหวินก็ตะลึงงัน ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เขาส่ายหน้าเบาๆ “ข้าก็ไม่รู้ว่าควรจะเลือกอย่างไร” คำตอบทั้งสองอย่างล้วนไม่ถูกต้อง แต่ก็ไม่ผิด ในสภาพการณ์เช่นนี้ไม่มีค่าพอจะให้เลือก

กุยหวั่นผิดหวังในคำตอบอยู่บ้างจึงไม่พูดอะไรต่อ ทั้งๆ ที่นางรู้ว่าคำถามนี้เลือกยาก แต่นางยังคงหวังว่าผู้อื่นจะให้คำตอบแก่นางได้ กุยหวั่นส่ายหน้าเบาๆ แล้วเบือนหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง พูดเสียงเบาขึ้นว่า “ลมวสันต์ข้าไม่เคยคุ้น พัดเข้าในม่านมุ้งด้วยเหตุใด”

ก่วนซิวเหวินได้ฟังบทกลอนก็ตกใจ นี่เป็นสองประโยคสุดท้ายในกลอนวสันต์คะนึง เมื่อท่องจากปากของกุยหวั่น มันกลับแฝงเอาความเวิ้งว้างและเลือนรางว่างเปล่าเอาไว้ เขาทนไม่ไหวจึงเอ่ยถามขึ้น “ฮูหยินเจอเรื่องไม่สบายใจอะไรมาอย่างนั้นหรือ”

“ใช่แล้ว” กุยหวั่นตอบอย่างตรงไปตรงมา “เรื่องไม่สบายใจอย่างมาก”

ผ่านไปอีกครึ่งเดือน ฮองเฮายังคงไม่มีความเคลื่อนไหว นางจึงรู้สึกร้อนใจไม่สบายใจขึ้นมา

ก่วนซิวเหวินขมวดคิ้ว ถามอย่างอ่อนโยน “เรื่องอะไรกันที่ทำให้ฮูหยินไม่สบายใจได้”

หรือเพราะเรื่องของอัครเสนาบดีโหลว ภาพเหตุการณ์เมื่อสามเดือนก่อนนั้นแล่นเข้ามาในสมองของเขาทันที

กุยหวั่นอยากจะทดสอบความเข้าใจของเขาที่มีต่อราชสำนัก จึงพูดเตือนความจำ “เจ้าจำเหตุการณ์เรื่องวัดฮู่กั๋วได้หรือไม่”

ก่วนซิวเหวินรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง “วัดฮู่กั๋ว? หมายถึงเรื่องที่อิ๋งกุ้ยเฟยกับฮองเฮาไปไหว้พระกันในครั้งนี้หรือ”

“อะไรนะ” กุยหวั่นคิดว่าตนเองฟังผิด นางขมวดคิ้วแน่น แม้แต่น้ำเสียงก็เคร่งเครียดขึ้นมา “อิ๋งกุ้ยเฟยกับฮองเฮาไปไหว้พระกันหรือ เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใด” เหตุใดนางจึงไม่รู้เรื่องนี้เลย เรื่องนี้มีอะไรเข้าใจผิดกันใช่หรือไม่

หรือว่า…

ก่วนซิวเหวินเห็นปฏิกิริยาของนางดูแปลกไป จึงอธิบายอย่างช้าๆ “สามวันก่อน อิ๋งกุ้ยเฟยกับฮองเฮาไปไหว้พระขอพรเพื่อขจัดความวุ่นวายที่เหลือจากเหตุการณ์ในวัดฮู่กั๋ว เรื่องนี้คนรู้กันทั่วเมืองหลวง ทุกคนล้วนประหลาดใจว่าเหตุใดทั้งสองจึงไปไหว้พระด้วยกันได้”

กุยหวั่นตะลึงงัน ความหนาวเหน็บพุ่งขึ้นหัว เข้าใจแล้วว่าปัญหาเกิดขึ้นที่ใด ฮองเฮาคงจะลงมือแล้วอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงออกจากเมืองหลวงไปไหว้พระพร้อมกับอิ๋งกุ้ยเฟย เพราะมีเพียงเวลานั้นจึงจะสะดวกที่จะลงมือ ทั้งหมดนี้…โหลวเช่อล้วนรู้แล้วกระมัง ดังนั้นพ่อบ้านจึงปิดบังเรื่องจริง รายงานที่มีทุกวันล้วนเป็นเรื่องโกหกนาง ความร้ายแรงของปัญหาก็คือในเมื่อโหลวเช่อรู้ถึงแผนของฮองเฮาแล้ว เช่นนั้นฮองเฮาก็ต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยไม่ใช่หรือ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน คนที่พ่ายแพ้ในการแย่งชิงอำนาจฮ่องเต้มักจะมีทางเดินเพียงทางเดียว…คิดถึงตรงนี้กุยหวั่นก็รู้สึกหัวใจเย็นวาบ

นางลุกขึ้นในทันที เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่เหลือความสบายอารมณ์ที่น่าหลงใหลเช่นเดิม “พวกนางไปกี่วันแล้ว ไปเมื่อสามวันก่อนใช่หรือไม่”

ก่วนซิวเหวินถูกการกระทำอย่างกะทันหันของนางทำให้ตกใจ “ใช่แล้ว ไปเมื่อสามวันก่อน คาดว่าจะกลับมาเช้าวันพรุ่งนี้” เขาไม่เข้าใจสาเหตุที่กุยหวั่นมีสีหน้าซีดเผือดอย่างฉับพลัน แต่ฟังออกถึงความร้ายแรงของสถานการณ์นี้

ไม่ได้การ เรื่องนี้จะให้เกิดขึ้นไม่ได้

กุยหวั่นหมุนตัวกำลังจะวิ่งออกนอกประตูไป ทว่าก่วนซิวเหวินจับมือนางเอาไว้ก่อนจะก้มลงมองมือของตนเองอย่างตกใจ แต่เขาจะปล่อยให้นางผลุนผลันออกไปเช่นนี้ไม่ได้ เขารีบถามนางอย่างร้อนใจทันที “มีอะไรหรือ”

มือที่ถูกจับอย่างกะทันหันรู้สึกเจ็บ ทำให้นางได้สติคืนมาไม่น้อย เมื่อได้ยินชายหนุ่มถามเช่นนี้ นางก็เตือนตนเองไม่ให้ลนลาน

ต้องสงบสติ เรื่องราวจะต้องเปลี่ยนแปลงได้แน่นอน นางยกมุมปากยิ้มแล้วสั่งชายหนุ่มว่า “ซิวเหวิน เจ้าไปช่วยข้าเรียกรถม้าสักคัน ไม่เอารถของในจวน และอย่าทำให้พ่อบ้านรู้ ตอนนี้ข้าจะออกไปข้างนอก”

อาจเพราะนางเรียกเขาว่า ‘ซิวเหวิน’ เรียกจนหัวใจของเขากระตุก อาจเพราะในแววตาของนางฉายความจนหนทาง จึงทำให้เขาไม่อาจถามต่อ เมื่อเห็นกุยหวั่นกลับมาสงบนิ่งได้ดังเดิม เขาก็วิ่งออกจากประตูไปทันที

 

รถม้าคันหนึ่งวิ่งผ่านถนนใหญ่หน้าจวนอัครเสนาบดีอย่างรวดเร็ว ตวัดฝุ่นจนปลิวฟุ้ง แล่นไปพร้อมกับเสียงล้อรถที่หมุนอย่างบ้าบิ่น

รถม้าโคลงเคลงจนกุยหวั่นไม่สบายตัวอย่างยิ่ง แต่นางจะต้องอดทน มือนางข้างหนึ่งพิงกรอบประตูตัวรถม้าเอาไว้แล้วค้อมตัวลงต่ำ ครุ่นคิดอย่างหนักว่าฮองเฮาจะใช้วิธีใด

กุยหวั่นเหมือนจะพอเดาได้ ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าในจวนพระสัสสุระมีกลุ่มนักสู้เดนตายที่ร้ายกาจกลุ่มหนึ่ง วิธีที่ใช้ในครั้งนี้คงจะเป็นการบุกเข้าสังหารระหว่างทางกระมัง ถ้าทำเช่นนี้ก็สามารถผลักความรับผิดชอบไป รักษาชีวิตของพระสัสสุระไว้ได้ แล้วฮองเฮาเล่า ตัวนางคิดจะทำอย่างไร นางตัดสินใจจะตายอยู่แล้ว…หรือว่า…

กุยหวั่นรู้สึกร้อนใจอย่างมาก หัวใจว้าวุ่นไปตามแรงสั่นสะเทือนนั้น ครั้งก่อนโหลวเช่อรับปากนางว่าจะไว้ชีวิตฮองเฮา ก็ได้ทำตามสัญญาแล้ว ในครั้งนี้…เขาคงไม่ปรานีอีกแล้วกระมัง

ตอนนี้ควรจะทำอย่างไรดี ตอนนี้จะขัดขวางฮองเฮาได้ทันการณ์หรือไม่ ไม่มีผู้ใดช่วยนางได้เลยหรือ

นางกำลังครุ่นคิดอยู่ รถม้าก็หยุดวิ่งทันใด กุยหวั่นในใจโมโห จึงถามคนบังคับม้าเสียงเข้ม “มีอะไรหรือ เหตุใดจึงหยุดรถ”

เสียงตื่นตระหนกของคนบังคับม้าดังลอดเข้ามา “ถึงประตูทิศเหนือแล้ว ผ่านด่านตรวจอยู่ขอรับ”

มาถึงประตูเมืองเร็วเพียงนี้เลยหรือ

กุยหวั่นเลิกม่านขึ้นและมองออกไปด้านนอก ทหารตรงประตูเมืองกำลังตรวจคนเดินเข้าออกเมืองทีละคน ข้างประตูเมืองมีแม่ทัพหลายคนยืนอยู่ กำลังปรึกษากันอย่างดุเดือด หนึ่งในนั้นคือ…แม่ทัพหลินรุ่ยเอิน

แม่ทัพหนุ่มที่ภายนอกเย็นภายในร้อนผู้นั้นเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งของราชสำนัก เป็นผู้เดียวที่จะทัดทานกับโหลวเช่อในราชสำนักได้ เห็นเขาแล้วกุยหวั่นใจเต้นแรง ความยินดีพุ่งขึ้นมาในใจ

มีทางรอดแล้ว

“หญิงที่งดงามเช่นนี้ ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก…” ทหารผู้หนึ่งพูดขึ้นเบาๆ กำลังคิดจะดูให้ละเอียดสักนิด พอเหลือบมองไปก็เห็นแววตาเยือกเย็นราวน้ำแข็งของแม่ทัพหลิน เขาตัวสั่นเทา ไม่กล้าพูดอะไรอีก

ทหารข้างๆ ล้วนลอบหัวเราะ วอกแวกในระหว่างที่แม่ทัพหลินมอบหมายหน้าที่ ช่างใจกล้าเหลือเกิน เจ้าหนุ่มนี่คงไม่เคยเห็นสาวงามมาก่อนแน่นอน ประตูทิศเหนือที่ห่างไกลแห่งนี้จะมีสาวงามมาปรากฏตัวได้อย่างไร ทหารหลายนายล้วนมองไปทางที่ทหารซึ่งถูกด่าเมื่อครู่นั้นมอง เพียงพริบตาก็ถอนหายใจเฮือกด้วยความตกตะลึงขึ้นมาพร้อมกัน

หลินรุ่ยเอินไม่พอใจมาก ทหารที่ห่างไกลสนามรบจะแตกแถวได้ง่าย และทหารของเมืองหลวงก็ขาดความกระตือรือร้นจนเกินไป เขาทำหน้าเครียด ขณะกำลังคิดจะตำหนิพวกเขา ทหารคนที่อุทานขึ้นก่อนหน้านั้นพยายามชี้นิ้วไปทางด้านหลังเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย หลินรุ่ยเอินไม่เข้าใจจึงหมุนตัวกลับ ร่างงามร่างหนึ่งปรากฏสู่สายตา เขารู้สึกตกใจเล็กน้อย

นางเดินเข้ามาอย่างร้อนใจ หลินรุ่ยเอินคิดว่าตนเองมองผิดจึงจ้องมองไป เป็นนางจริงๆ นางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในขณะที่สงสัย หลินรุ่ยเอินสังเกตเห็นในดวงตาของนางมีความสับสนที่ปิดไม่อยู่

กุยหวั่นเดินมาถึงตรงหน้าหลินรุ่ยเอินก็คารวะอย่างอ่อนช้อย แล้วฉีกยิ้มเศร้าบางๆ ก่อนจะเอ่ยปากพูดขึ้น “ท่านแม่ทัพ ช่วยข้าได้หรือไม่”

หลินรุ่ยเอินตกตะลึง เหมือนไม่สามารถเข้าใจความหมายของคำพูดนี้ได้ เขาจึงพูดอย่างประหลาดใจ “โหลวฮูหยิน…” ได้ยินน้ำเสียงจนหนทางของนางแล้ว เขาเริ่มรู้สึกว่าเรื่องราวไม่ธรรมดา เมื่อนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็เห็นสีหน้ากุยหวั่นฉายความจนใจและลำบากใจออกมา หลินรุ่ยเอินไล่ทหารข้างกายทั้งหมดไป ตรงประตูของประตูเมืองทิศเหนือเหลือเพียงพวกเขาสองคน

ลมหนาวเย็นเยือก กุยหวั่นรู้สึกว่าหูของนางเจ็บเล็กน้อย ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นหลินรุ่ยเอินหมุนตัวเดินไปอีกด้านหนึ่ง ลมถูกร่างของเขาบดบังไว้ทำให้เบาบางลงมากในทันที นางรู้สึกตกใจ เขาจงใจทำเช่นนี้อย่างนั้นหรือ ความอบอุ่นใจบางๆ เกิดขึ้นในใจ

เมื่อเห็นว่าข้างกายไม่มีคนอื่นอยู่แล้ว กุยหวั่นจึงเลือกเรื่องสำคัญมาอธิบายสถานการณ์

ฟังเรื่องเล่าของกุยหวั่นแล้ว หลินรุ่ยเอินก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็สังเกตเห็นว่ากุยหวั่นจงใจตัดรายละเอียดมากมายออกไป เขาไม่ได้ถามลึก รู้ดีว่าเรื่องนี้มาถึงขั้นที่รอช้าไม่ได้แล้ว หลินรุ่ยเอินจึงเรียกทหารมาสั่งการ “จูงม้าของข้าออกมา”

ได้ยินคำนี้แล้วกุยหวั่นก็สงบใจลงได้ ขอเพียงหลินรุ่ยเอินรีบรุดไป สถานการณ์คงจะแตกต่างจากที่นางกังวลใจไปมาก

หลินรุ่ยเอินสั่งการบางอย่างกับทหารด้วยเสียงเบา จากนั้นก็หันมาพูดกับกุยหวั่น “ระหว่างทางจากวัดฮู่กั๋วถึงวังหลวงมีเนินหนึ่งชื่อเนินเฟิ่งซี เป็นสถานที่อันตราย หากจะลงมือ เป็นไปได้มากว่าจะเลือกที่นั่น ข้าสั่งการลงไปแล้ว ให้ส่งกองกำลังรักษาวังไป ตอนนี้ข้าก็จะรีบไปที่นั่น เจ้าวางใจเถอะ” น้ำเสียงราบเรียบทรงพลัง มีพลังบางอย่างที่สะกดใจคนได้

นางพูดเสียงเบา “เนินเฟิ่งซี?” ในใจเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาทันใด เห็นทหารจูงม้าเดินเข้ามา หลินรุ่ยเอินก็พลิกตัวขึ้นควบม้า นางจึงรีบเดินเข้าไปดึงอานม้า สายตานางประสานเข้ากับสายตาตกใจของหลินรุ่ยเอินแล้วพูดว่า “ท่านแม่ทัพ พาข้าไปด้วยได้หรือไม่”

หญิงผู้นี้มักจะทำให้เขาตกใจได้เสมอ เห็นใบหน้างดงามของนางแฝงความกังวล แต่ในแววตากลับมีความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอน หลินรุ่ยเอินนิ่งเงียบไปชั่วครู่แล้วถอนหายใจเบาๆ จนแทบจะไม่ได้ยินออกมา จากนั้นก็โน้มตัวลงมาประสานสายตาของกุยหวั่น ก่อนจะพูดเบาๆ ว่า “โหลวฮูหยิน ต้องเสียมารยาทแล้ว”

กุยหวั่นยังไม่ทันเข้าใจความหมายในคำพูดของเขา เอวบางก็ถูกโอบรัดแน่น ตัวเบาหวิวถูกหลินรุ่ยเอินอุ้มขึ้นหลังม้ามาเสียแล้ว

ในระหว่างที่ตกใจ กุยหวั่นนิ่งงันไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด

หลินรุ่ยเอินมือหนึ่งจับกุยหวั่นไว้แน่นตรงด้านหน้า อีกมือหนึ่งดึงเชือกบังคับม้า เมื่อเขาออกแรงสะบัด ม้าก็วิ่งทะยานออกไปเร็วปานธนู

ม้าของหลินรุ่ยเอินเป็นม้าศึกชั้นเลิศอย่างแท้จริง สูงกว่าและวิ่งเร็วกว่าม้าทั่วไปมาก ชั่วขณะที่ม้ายกเท้า กุยหวั่นรู้สึกวิงเวียนในทันที เทียบกับการกระเทือนของรถม้าเมื่อครู่ ม้าศึกจะมั่นคงกว่าเล็กน้อย แต่มีความเร็วมากกว่า กุยหวั่นซึ่งไม่เคยนั่งม้าศึกมาก่อนหัวสมองว่างเปล่า หลับตาแน่น ได้ยินเพียงเสียงลมผ่านข้างหู ช่วงเวลานี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ลมหนาวพัดเข้ามาตรงคอเสื้อของนาง นางรู้สึกหนาวจนตัวสั่นเทา

หลินรุ่ยเอินสังเกตเห็นความผิดปกติของกุยหวั่นก็ลังเลไปชั่วครู่ สุดท้ายก็ลดความเร็วม้าลง ทันใดนั้นเหมือนจะได้ยินกุยหวั่นพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงลมดังเกินไป กลบเสียงพูดของนาง หลินรุ่ยเอินจึงโน้มตัวเข้าใกล้ ได้ยินเสียงพูดอ่อนแรงของนางว่า “อย่าลดความเร็วลง…”

ร่างกายอ่อนแอขนาดนี้ เหตุใดจึงมีความมุ่งมั่นมากเพียงนั้น

หลินรุ่ยเอินรู้สึกสงสัย แต่ก็จนใจในความมุ่งมั่นของนาง เขาจึงขยับแขนโอบกอดนางไว้แนบอกแน่นขึ้น ทั้งที่รู้ว่าเสียมารยาท แต่เขายังคงถอดเสื้อคลุมของตนเองออกมาคลุมบนตัวกุยหวั่น ห่อตัวนางเอาไว้ และปิดบังความไม่สบายใจของตนเองเอาไว้ด้วย

ม้าศึกเพิ่มความเร็วราวดาวตก หัวใจของกุยหวั่นรู้สึกสงบลงชั่วขณะเมื่อได้ยินเสียงลมพัด ความเคร่งเครียดมาตลอดนั้นก็ผ่อนคลายลง มีเพียงความกังวลในใจที่ยังไม่ลดลง มือนางจับแขนเสื้อของหลินรุ่ยเอินเอาไว้แน่น ซุกใบหน้าเข้าไปในเสื้อคลุม ก่อนที่สติจะค่อยๆ รางเลือน…

 

เสียงวุ่นวายระลอกหนึ่งดังเข้าหูทำให้กุยหวั่นตกใจตื่น สมองตื่นตัวในทันที นางรีบเบิกตาขึ้นมองภาพด้านหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ที่นี่เป็นเนินเขาที่ติดกับหุบเขา เนินมีความสูงชัน ตอนนั้นครึ่งเนินเขาจมอยู่ในทะเลเพลิง ไอร้อนลอยปะทะเข้ามาจากที่ไกล บนเนินนั้นกองกำลังรักษาวังกับกองโจรสู้กันนัวเนีย มองจากที่สูงแล้วเป็นกองโจรที่เหนือกว่า กุยหวั่นเข้าใจดีว่ากองโจรเหล่านั้นต้องเป็นนักสู้เดนตายของจวนพระสัสสุระปลอมตัวมาแน่นอน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีวรยุทธ์สูงส่งและเป็นกลุ่มก้อนกันได้เช่นนี้

ฮองเฮา ข้ามาช้าไปก้าวหนึ่งใช่หรือไม่

กุยหวั่นเศร้าใจ สีหน้าดูผิดหวังยิ่ง

หลินรุ่ยเอินเห็นฉากนี้แล้วก็ตกใจ เร่งเดินทางเร็วบ้างช้าบ้างมาสองชั่วยาม แต่ยังคงมาไม่ทัน เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ ฮองเฮาที่อ่อนโยนผู้นั้นกลับทำเรื่องรุนแรงเช่นนี้ออกมาได้ ช่างคาดไม่ถึงเลยจริงๆ

สตรีต่อหน้าลับหลังแตกต่างกันเช่นนี้ทุกคนเลยหรือ ก็คงเหมือนสตรีในอ้อมแขนของเขาผู้นี้ ทั้งที่มีรูปร่างบอบบางอ่อนแอ แต่กลับแข็งแกร่งกว่าสตรีทั่วไปมากนัก

หลินรุ่ยเอินรัดขาแน่น พูดกับกุยหวั่นที่ตื่นขึ้นมาว่า “ระวังนะ”

ม้าส่งเสียงร้องยาว ยกสองเท้าสูง เพียงพริบตาก็บุกทะลวงเข้าไปในกองไฟ หลินรุ่ยเอินไม่รีบร้อนต่อสู้กับนักสู้เดนตาย แต่กวาดตามองหาฮองเฮาและอิ๋งกุ้ยเฟย เสียงดาบ เสียงคน และเสียงโห่ร้องผ่านเข้ามาในหูของกุยหวั่นราวกับคำสาป กุยหวั่นตื่นตระหนกยิ่งนัก ทั้งที่เตรียมใจมาดีแล้ว แต่ภาพความโหดร้ายตรงหน้าเช่นนี้นางยังคงทนรับไม่ได้ กุยหวั่นพยายามสงบใจลงและมองไปโดยรอบ ในทะเลเพลิงนั้นมองไม่เห็นร่างของอิ๋งกุ้ยเฟยและฮองเฮาเลย ไอร้อนที่ปะทะใบหน้าและความอึดอัดในอกทำให้นางรู้สึกไม่สบายตัวอย่างยิ่ง

นักสู้เดนตายต่อสู้อย่างน่ากลัว เสี่ยงชีวิตโดยไม่ห่วงความปลอดภัยของตนเอง ล้วนเอาชีวิตเข้าแลกกันทุกคน

ส่วนกองกำลังรักษาวังก็วุ่นวายไปทั่ว แตกไม่เป็นขบวน ในสถานการณ์วุ่นวายนี้ไม่มีใครสนใจใครได้ เลือดสดไหลนอง บาดเจ็บล้มตายกันเป็นกลุ่มใหญ่

หลินรุ่ยเอินมองเห็นสิ่งรอบข้างไม่ชัดเจนแล้ว จึงยากจะประเมินสถานการณ์ได้ ตัดสินใจดึงเชือกบังคับม้าเตรียมจะย้อนกลับ ด้วยเสี่ยงต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ตัวเขาเองไม่เป็นไร แต่คนในอ้อมแขนผู้นี้อ่อนแอเพียงนี้

ขณะที่ม้ากำลังจะหมุนตัววิ่งกลับออกไป นักสู้เดนตายคนหนึ่งก็สังเกตเห็นใบหน้าของกุยหวั่นที่โผล่ออกมาจากเสื้อคลุม ด้วยความตกใจจึงตะโกนขึ้นว่า “อิ๋งกุ้ยเฟย นี่อิ๋งกุ้ยเฟยอยู่ที่นี่!” เสียงตะโกนไปไกล เพียงแค่พริบตานักสู้เดนตายก็ล้อมตัวกุยหวั่นกับหลินรุ่ยเอินเข้ามาในทันที

กุยหวั่นได้ยินอีกฝ่ายตะโกนเสียงดัง นางก็ตกตะลึงไปครู่ใหญ่ เหตุใดจึงมองผิดคิดว่านางเป็นอิ๋งกุ้ยเฟยไปได้เล่า เมื่อคิดดูแล้วนักสู้เดนตายเหล่านี้ไม่เคยเห็นอิ๋งกุ้ยเฟยมาก่อน จึงได้เข้าใจว่านางเป็นอิ๋งกุ้ยเฟย แต่ในเวลาเช่นนี้จะเอ่ยปากโต้แย้งก็ไม่มีใครยอมฟัง หัวใจนางบีบรัดแน่น ความเจ็บปวดของร่างกายและความเจ็บปวดในจิตใจพุ่งเข้ามาพร้อมกัน นางยื่นมือไปคว้าจับบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งที่นางจับถูกคือเสื้อผ้าที่มีไอตัวอบอุ่น พอเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าด้านข้างที่เย็นชาแต่โครงหน้าคมชัดใบหน้าหนึ่งก็ปรากฏแก่สายตา ใจของนางสงบลงไม่น้อยในทันที นางจับเสื้อเขาไว้แน่น หวังว่าจะอาศัยสิ่งนี้ให้ความกล้าและพลังกับตนเอง

หลินรุ่ยเอินเห็นความตื่นกลัวและว้าวุ่นใจของกุยหวั่นก็ขมวดคิ้วแน่น ตอนที่มาเขาไม่ได้พกดาบคู่มือมาด้วยซ้ำ ถึงตอนนี้รู้สึกเสียใจก็สายไปแล้ว มือขวาของเขาดึงไปที่ข้างเอว แสงสีเงินวาบผ่าน มือของเขาถือกระบี่อ่อนเอาไว้ เขาพลิกข้อมือตวัดไป แสงเงินกระจายเป็นวงกว้าง ทุกคนยังไม่ทันรู้ตัว ตรงหน้าตัวม้าก็มีนักสู้เดนตายสี่คนล้มลงตายเสียแล้ว

กุยหวั่นมองดูภาพตรงหน้า แผลที่เกิดจากกระบี่อ่อนนั้นบางมาก แทบไม่มีเลือดไหลออกมา เพียงแค่ทิ้งรอยแดงเอาไว้บนลำคอ แต่คนทั้งสี่ก็ถึงกับล้มตายไปเช่นนั้น

แม่ทัพหนุ่มผู้งามสง่ามีใบหน้าเย็นชา วาดอาวุธในมือจนเกิดแสงเงินวาบผ่าน ทุกที่ที่แสงไปถึงคนเหล่านั้นก็ต้องกระจัดกระจายพ่ายแพ้ บางคนยังไม่ทันเห็นอาวุธในมือของเขาชัดเจนก็ล้มลงเสียแล้ว ในสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดา การต่อสู้ที่แคล่วคล่องฉับไว ใบหน้าราวน้ำค้างแข็งและเพลงดาบร้ายกาจดุดันผสานเป็นหนึ่ง ดูน่าประหลาดอย่างมาก ทุกคนในที่นั้นต่างพากันหวาดกลัว

นักสู้เดนตายคนหนึ่งก้าวออกมา เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้นำ เขาสังเกตเห็นหลินรุ่ยเอินใช้มือเพียงข้างเดียว อีกมือหนึ่งกันหญิงสาวบนหลังม้าเอาไว้ เขาจึงตะโกนระงับความว้าวุ่นของลูกสมุน แล้วส่งสัญญาณมือให้พวกเขาล้อมไปทางซ้าย ลงมือกับกุยหวั่นแทน

หลินรุ่ยเอินเครียดขึงขึ้นมาทันที นักสู้เดนตายล้อมเข้ามาเพิ่มมากขึ้น แต่ละกระบวนท่าพุ่งเป้าไปยังกุยหวั่น ส่วนเขาก็ได้ปกป้องกุยหวั่นจนอีกฝ่ายไม่อาจบุกทะลวงเข้าหาได้ หลินรุ่ยเอินขมวดหัวคิ้ว มือตวัดอาวุธเป็นวงกว้างขึ้น ประกายแสงสีเงินกระจายเป็นแพให้ความรู้สึกราวกับนกยูงรำแพนหาง กุยหวั่นตาลาย หลินรุ่ยเอินฉวยโอกาสนี้ใช้สองเท้ากระทุ้งท้องม้า พุ่งทะยานออกไปนอกวงล้อม

ในตอนที่พวกเขาใกล้จะฝ่าออกไปแล้ว ม้าก็ตกใจอย่างฉับพลัน วิ่งห้ออย่างเร็วขึ้นมา หลินรุ่ยเอินดึงบังเหียนไว้แน่น พอก้มหน้าลงดูจึงพบว่าบนขาม้ามีธนูปักไว้หนึ่งดอก เขาไม่มีเวลามาห่วงม้า ดึงบังเหียนไว้แน่น หยุดการฟาดฟันด้วยกระบี่ในมือลง นักสู้เดนตายฉวยโอกาสเข้ามาใกล้ แต่ละดาบพุ่งไปที่ร่างของกุยหวั่น หลินรุ่ยเอินกอดกุยหวั่นเอาไว้แล้วขยับตัวไปด้านข้าง ดาบจึงฟันลงบนตัวม้า เจ้าม้าเจ็บปวด จึงทะยานไปข้างหน้าโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด

กุยหวั่นกลั้นหายใจ กอดหลินรุ่ยเอินแน่น ในสถานการณ์เช่นนี้สมองนางไม่รับรู้สิ่งใด ได้แต่มองคมดาบคมกระบี่ตวัดไปมาตรงหน้า นางหายใจถี่ ชีวิตเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ม้าวิ่งมาถึงข้างเนินเขาในชั่วพริบตาเดียว ด้านล่างคือหุบเขาลึกที่มองไม่เห็นก้น ในตอนนี้หลินรุ่ยเอินก็ถึงกับหน้าถอดสี คิดจะถอยกลับ นักสู้เดนตายก็บีบเข้ามาใกล้จนไม่อาจถอยได้แล้ว ม้านั้นหลุดจากการควบคุมไปนานแล้ว หลินรุ่ยเอินสูดลมหายใจ คิดจะหมุนตัวกลับ ประกายดาบก็พุ่งเข้ามาจากทางซ้ายมือ หากเขาหมุนตัวหลบ กุยหวั่นต้องบาดเจ็บแน่นอน เสียงสบถด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น หลินรุ่ยเอินหลบดาบที่หมายเอาชีวิตนี้ไปได้ จังหวะเดียวกับที่ม้ายกเท้าขึ้น ก้าวจากพื้นบนหน้าผาไปสู่ความว่างเปล่า

หลินรุ่ยเอินกอดกุยหวั่นไว้แน่น สองคนหนึ่งม้าไม่ทันได้ร้องตกใจก็ตกจากหน้าผาลงไปเสียแล้ว…

บทที่แปด

 

ช่วงพลบค่ำ ศาลาพักคอยห่างจากเนินเฟิ่งซีไปสิบลี้* มีกองกำลังรักษาวังตั้งค่ายอยู่กองหนึ่ง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งยืนอยู่กลางศาลา พลิกตำราในมือดูเล่น บนใบหน้าของเขามีรอยยิ้มราวลมฤดูใบไม้ผลิในเดือนสาม ดูสบายอารมณ์อย่างยิ่ง

ร่างคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในศาลา คุกเข่าข้างเดียว รายงานด้วยเสียงอันดัง “ท่านอัครเสนาบดี ที่เนินเฟิ่งซีใกล้จะสิ้นสุดแล้ว ข้าน้อยเตรียมธนูไฟเอาไว้แล้ว รอให้ท่านมีคำสั่งก็สามารถยิงไปที่เนินพร้อมกันได้เลยขอรับ”

โหลวเช่อยิ้มอย่างอ่อนโยน “สตรีฝ่ายในไม่ได้รับความตกใจใช่หรือไม่” น้ำเสียงของเขาดูเอื่อยเฉื่อย เหมือนไม่ใส่ใจต่อสิ่งใด

ทหารไม่ได้เงยหน้าขึ้น ตอบด้วยความเคารพ “ไม่ได้รับความตกใจขอรับ พวกนางอยู่ในที่พักห่างจากที่นี่ไปสองลี้ขอรับ”

“ฮองเฮาเล่า” โหลวเช่อถามเสียงเบา

ทหารชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “ฮองเฮาถูกแม่ทัพเหลยควบคุมตัวไว้แล้วขอรับ”

โหลวเช่อฉีกยิ้ม ดวงตามองไปยังทิศของเนินเฟิ่งซี มองจากที่ไกลยังสามารถเห็นเปลวไฟได้รางๆ

ทหารผู้นั้นเห็นรอยยิ้มของโหลวเช่อแล้วก็รู้สึกสงสัย ชายหนุ่มอ่อนโยนที่ทำให้คนรู้สึกเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิตรงหน้านี้ เขาเป็นคนอย่างไรกันแน่ เช้าวันนี้เขานำกองกำลังรักษาวังไปขวางขบวนและนำตัวฮองเฮากับอิ๋งกุ้ยเฟยมาอย่างกะทันหัน จากนั้นกักบริเวณฮองเฮาเอาไว้ ทั้งที่รู้ว่ามีนักสู้เดนตายคอยอยู่ข้างหน้า แต่ยังคงส่งนางกำนัลและขันทีจำนวนหนึ่งไปเป็นเหยื่อล่อ เขาใจร้ายเช่นนี้ มิน่าเล่าในราชสำนักจึงไม่มีผู้ใดกล้าเป็นศัตรูกับเขา

“หากไม่มีอะไรผิดพลาดก็ดำเนินการตามแผน อีกครู่ก็ยิงธนูได้ กำจัดพวกกบฏให้หมดในทีเดียว” น้ำเสียงนุ่มนวลนั้นตัดบทความคิดว้าวุ่นของทหารลง

ทหารพยักหน้า กำลังจะรับคำสั่งถอยออกไป ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปากหรือไม่ โหลวเช่อเห็นดังนั้นจึงถามว่า “ทำไม ยังมีอะไรอีกหรือ”

ทหารมีสีหน้าเคร่งเครียดก่อนกล่าวต่อ “เมื่อครู่ที่เนินเฟิ่งซีเกิดเรื่องประหลาดขึ้นเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องประหลาด?” โหลวเช่อได้ฟังก็หัวเราะ “เรื่องประหลาดอะไรกัน”

“เมื่อครู่มีชายหนึ่งหญิงหนึ่งบุกเข้าไปในเนินเฟิ่งซี และถูกพวกกบฏล้อมโจมตี”

โหลวเช่อนิ่งเงียบ ก่อนจะถามด้วยรอยยิ้ม “พวกเขาเป็นใคร เหตุใดจึงถูกล้อมโจมตี”

“พวกกบฏเข้าใจผิดคิดว่าหญิงคนนั้นเป็นอิ๋งกุ้ยเฟยขอรับ” ทหารตอบตามจริง

โหลวเช่อขมวดคิ้วแล้วพูดพึมพำ “เข้าใจผิดคิดว่าเป็นอิ๋งกุ้ยเฟย?”

ผู้ใดกันจะถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอิ๋งกุ้ยเฟยได้

* ลี้ (หลี่) หมายถึงหน่วยมาตราวัดของจีน เท่ากับความยาว 15 อิ่น เทียบได้กับระยะทางประมาณ 500 เมตร

ทหารพูดต่อไป “ตามที่คนที่อยู่ตรงนั้นเล่ามา หญิงคนนั้นงดงามราวนางสวรรค์ ไม่ด้อยไปกว่าอิ๋งกุ้ยเฟยเลย” เริ่มแรกทหารยังคิดว่านี่เป็นแผนการหนึ่งของอัครเสนาบดี ภายหลังดูเหมือนจะไม่ใช่ เขาพูดจบก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แต่กลับเห็นอัครเสนาบดีที่อบอุ่นราวสายลมในฤดูใบไม้ผลิมีสีหน้าเปลี่ยนไป

“หญิงคนนั้นมีหน้าตาอย่างไร! มีลักษณะพิเศษอย่างไร!” น้ำเสียงของโหลวเช่อแฝงความตระหนก ลางสังหรณ์พุ่งขึ้นมาในใจของเขาแล้ว

ทหารลอบคิดในใจ งามราวนางสวรรค์ยังไม่ใช่ลักษณะพิเศษอีกหรือ

น่าเสียดายคำพูดนี้ไม่อาจพูดออกไปได้ เมื่อตั้งใจคิดสักครู่ ทหารจึงตอบว่า “บนหัวของหญิงคนนั้นผูกผ้ารัดผมสีเงินไว้เส้นหนึ่ง”

โหลวเช่อตื่นตกใจในทันที หัวใจรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาโดยพลัน ผ่านไปไม่นานจึงเอ่ยถามขึ้น “นางเป็นอย่างไร ได้รับบาดเจ็บหรือไม่” น้ำเสียงของเขายามนี้ขาดความสงบนิ่งเหมือนที่เคย ถึงขั้นสั่นเครืออีกด้วย

ทหารตกใจมาก ไม่เคยเห็นอัครเสนาบดีมีท่าทางเช่นนี้มาก่อน เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ทำได้เพียงพูดความจริง “ชายหญิงคู่นั้นตกหน้าผาไปแล้วขอรับ” คำว่า ‘ไม่รู้เป็นตาย’ สี่คำนี้ถูกเขากัดฟันกลืนลงท้องไป เป็นทหารมาหลายปี รู้จักการสังเกตคำพูดดูสีหน้าดี เห็นสีหน้าของอัครเสนาบดีแย่ขึ้นทุกที หากพูดต่อไป เกรงว่าคนที่ไม่รู้เป็นตายอาจจะเปลี่ยนเป็นตนเองก็ได้

โหลวเช่อหัวใจเจ็บปวดขึ้นทุกขณะ ความร้อนรนที่ไร้ชื่อปกคลุมตัวเขา ชั่วอึดใจนั้นเขาถึงขั้นไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไป ก่อนเขาจะลุกขึ้นแล้วพูดเสียงดังว่า “ไปเนินเฟิ่งซี! ทุกคนไปที่เนินเฟิ่งซี หาหญิงสาวที่ตกลงไปในหุบเขาให้เจอให้ได้ ต้องพานางกลับมาหาข้าโดยไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย” พูดจบเขาก็ก้าวยาวออกไปข้างนอก สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม เดินไปพลางสั่งการเสียงดัง “เตรียมม้าทันที!”

ทหารงุนงง แต่ก็รีบเข้าไปสอบถาม “เรื่องพวกกบฏล่ะขอรับ”

โหลวเช่อหันไปถลึงตาใส่ทหารอย่างเย็นชา น้ำเสียงของเขาราวกับจับตัวเป็นน้ำแข็ง “หาตัวกุยหวั่นให้เจอก่อน” ฝีเท้าก้าวไปข้างหน้าไม่หยุด คิดถึงกุยหวั่นถูกพวกกบฏล้อมโจมตีจนตกลงไปในหน้าผาแล้ว เขาก็เหมือนมีไฟโกรธแผดเผาขึ้นในทรวงอก

เขาจะไม่ปล่อยคนพวกนั้นไปแน่นอน

โหลวเช่อพูดเสริมกับทหารต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ลดความเย็นเยือกลง “ฆ่ากบฏพวกนั้นให้หมด!”

ความเจ็บปวดราวถูกเข็มทิ่มแทงส่งผ่านจากแขนขาขึ้นมาถึงสมอง กุยหวั่นค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพของฤดูใบไม้ผลิปรากฏแก่สายตานาง สีเขียวอ่อนๆ ที่มาพร้อมกับกลิ่นของธรรมชาติที่สดชื่น…ที่นี่คือหุบเขาหรือ กุยหวั่นสงสัย ก่อนจะมองไปรอบด้านเพื่อหาร่างของหลินรุ่ยเอิน

หลังจากหันซ้ายหันขวาสายตามองไปรอบข้างอยู่หลายรอบ แต่ก็ยังคงไม่เห็นหลินรุ่ยเอิน กุยหวั่นรู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที นางใช้มือข้างหนึ่งพยุงตัวขึ้น แต่กลับรู้สึกวิงเวียนหน้ามืด มือเท้าอ่อนแรง ไม่สามารถลุกยืนได้ นางทำได้เพียงนั่งพิงอยู่บนก้อนหิน ค่อยๆ ปรับลมหายใจแล้วหลับตาลง สะกดความว้าวุ่นใจของตนเอง

“เจ้าฟื้นแล้วหรือ” น้ำเสียงเย็นชาแฝงความเป็นห่วงบางๆ ที่ไม่อาจสังเกตได้ลอยเข้ามาในหูของกุยหวั่น

นางเอียงศีรษะไปมองก็เห็นหลินรุ่ยเอินเดินเข้ามาช้าๆ ตอนที่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจน แม้ว่าตอนนี้สถานการณ์ร้ายดียากจะคาดเดาเช่นไร แต่กุยหวั่นก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา เสื้อผ้าบนร่างเขาคงเป็นเพราะกลิ้งลงมาจากเนินเขาจึงขาดไม่เป็นชิ้นดี ท่านแม่ทัพที่ปกติจะเย็นชาเย่อหยิ่งสวมใส่เสื้อผ้าเช่นนี้ ดูประหลาดและดูตกอับอย่างพูดไม่ออก

สังเกตเห็นหลินรุ่ยเอินมีสีหน้าแปลกไป กุยหวั่นจึงหุบยิ้มแล้วจ้องมองหน้าเขา ใบหน้านั้นมีท่าทางลำบากใจปรากฏออกมาให้เห็นบางๆ

หลินรุ่ยเอินเอาเนื้อม้าที่เพิ่งหั่นมาวางไว้บนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง ส่วนตนเองก็นั่งลงข้างกายกุยหวั่น หันหน้ามองกุยหวั่นแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้านอนไปวันหนึ่งแล้ว ข้าเดินดูรอบข้างนี้แล้วรอบหนึ่ง…” เขาหยุดพูดลงทันใด แล้วขมวดคิ้วราวกับไม่รู้ว่าจะพูดออกมาอย่างไรดี “สภาพการณ์ในตอนนี้…พวกเราปีนขึ้นไปไม่ได้”

ได้ยินดังนั้นกุยหวั่นก็มีสีหน้าเศร้าสลดลงทันใดก่อนนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่ตนเองลุกยืนไม่ไหว นางก็ยิ่งใจสั่น ถามขึ้นว่า “ทำไมเมื่อครู่ข้าจึงยืนไม่ไหว ตอนที่กลิ้งลงหุบเขามาได้รับบาดเจ็บหรือ” คิดถึงตรงนี้ ต่อให้นางเป็นคนไม่คิดมากอย่างไรก็ยิ้มไม่ออกอีกแล้วจริงๆ

หลินรุ่ยเอินรู้ดีว่านางคิดอะไรอยู่ จึงฉีกยิ้มปลอบใจ มุมปากโค้งขึ้นเป็นเส้นบางๆ ใบหน้าแข็งกระด้างนั้นมีความอ่อนโยนเพิ่มขึ้นหลายส่วนในทันที “ไม่ต้องกังวล เจ้าบาดเจ็บเล็กน้อยตอนที่กลิ้งตกจากหุบเขา กอปรกับนอนมาหนึ่งวัน เลือดลมจึงเดินไม่สะดวก รออีกครู่ก็หายดีแล้ว”

น้ำเสียงของเขามีพลังที่ทำให้คนเชื่อถือ กุยหวั่นบีบนวดแขนแล้วค่อยๆ ลุกนั่ง ปรากฏว่าดีขึ้นกว่าเมื่อครู่จริงๆ กำลังกายกลับคืนมาไม่น้อย นางสงบใจลงแล้วเงยหน้าขึ้นมองหลินรุ่ยเอิน เขากำลังสุมกองฟืน เหมือนคิดจะย่างเนื้อม้า

ทันใดนั้นกุยหวั่นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนเอ่ยถามขึ้นเสียงดังด้วยความประหลาดใจ “ทำไมท่านไม่ใช้มือซ้าย”

หลินรุ่ยเอินกำลังใช้มือขวาเพียงข้างเดียวสุมกองฟืน เมื่อได้ยินคำพูดของกุยหวั่นก็ไม่ได้หยุดมือลง เพียงตอบกลับอย่างสงบนิ่งว่า “ตอนกลิ้งตกลงมาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย” น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบเป็นปกติ

เกือบจะถูกเขาโกหกเสียแล้ว กุยหวั่นลอบนึกในใจ หากนางไม่เห็นคราบเลือดสีแดงเข้มรางๆ ตรงแขนเสื้อด้านซ้ายของเขา นางคงเชื่อว่านั่นเป็นเพียงการบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย นึกถึงตอนที่ตกลงมา เป็นเขาที่กอดนางไว้แน่น ความละอายใจก็พุ่งขึ้นมาในอก ตอนนี้นางเข้าใจถึงสาเหตุที่พวกนางไม่อาจปีนขึ้นหน้าผาไปได้แล้ว

หลินรุ่ยเอินเห็นว่ากุยหวั่นไม่ได้พูดอะไรอีก จึงตั้งใจสุมกองฟืนเตรียมจะย่างเนื้อม้ากิน เดิมทีนี่เป็นม้าศึกคู่กายเขาตอนลงสนามรบ บัดนี้กลับถูกเอามาเป็นอาหารเติมท้อง…เขากำลังครุ่นคิด แต่พอหันหน้ามาก็ประสานเข้ากับสายตาแฝงความเป็นห่วงของกุยหวั่น หลินรุ่ยเอินตกใจเล็กน้อย เขาใช้สมาธิคิดเกินไป จึงไม่ได้สังเกตเห็นว่านางเข้ามาใกล้ ขณะที่กำลังสงสัย มืองดงามที่สุดที่เขาเคยเห็นมาคู่หนึ่งก็สัมผัสเบาๆ ที่มือซ้ายของเขา เขาอยากจะเบี่ยงหลบ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด สุดท้ายเขายังคงนิ่งไม่ขยับ ปล่อยให้นางพลิกเปิดแขนเสื้อด้านซ้ายของเขาออกดู

หลังจากพลิกเปิดแขนเสื้อของหลินรุ่ยเอินออกแล้ว กุยหวั่นก็ขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้น แขนซ้ายของเขาจากท้องแขนถึงข้อศอกถูกครูดเป็นแผลยาวน่ากลัว บาดแผลส่วนที่ลึกที่สุดแทบจะมองเห็นกระดูก บนแผลทายาไว้บางๆ เลือดหยุดไหลแล้ว แต่ความน่ากลัวของบาดแผลยังคงทำให้นางตกใจ กุยหวั่นคิดว่าบาดแผลนี้นางต้องรับผิดชอบครึ่งหนึ่ง

กุยหวั่นเงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มแล้วถามเสียงเบาว่า “บาดแผลนี้จะหายดีหรือไม่”

ได้ยินความเป็นห่วงและโทษตนเองอย่างจริงใจในคำพูดและน้ำเสียงของนาง หลินรุ่ยเอินก็ดึงแขนเสื้อลงปิดบังบาดแผลน่าเกลียดนั้นเอาไว้ แล้วพูดตอบเสียงเบา “กระดูกต่อเข้าที่แล้ว ไม่มีอะไรหนักหนา กลับไปพักผ่อนสองวันก็พอ”

กุยหวั่นเบิกตาโต มองหน้าเขาอย่างไม่อยากเชื่อ กระดูกหักแล้วเขายังพูดออกมาง่ายๆ เช่นนี้ได้อีก นางนิ่งเงียบลงครู่หนึ่ง แล้วเดินไปที่ข้างกองฟืน ก่อนจะดึงท่อนไม้เรียบๆ ออกมาสองท่อน นำมาทาบไว้บนแขนซ้ายของเขาภายใต้แววตาตื่นตกใจของหลินรุ่ยเอิน หลินรุ่ยเอินเข้าใจทันทีว่านางทำเช่นนี้เพราะอยากจะยึดแขนซ้ายของเขาเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกเคลื่อน หัวใจเขากระตุกเล็กน้อย ไออุ่นค่อยๆ ไหลออกมากระจายไปทั่วร่างในพริบตา

เมื่อกุยหวั่นเห็นว่าไม่มีแถบผ้าที่สามารถผูกท่อนฟืนไว้ได้เลยก็ให้รู้สึกลำบากใจ เสื้อของแม่ทัพหลินก็ขาดมากแล้ว ไม่สามารถฉีกออกมาเพิ่มได้อีก แต่นางเป็นหญิง ฉีกเสื้อตนเองออกมาก็ไม่เหมาะ…เมื่อคิดแล้วนางจึงยื่นมือไปดึงแถบผ้าไหมสีเงินของตนเองที่ผูกติดผมไว้ตลอดออกมา

แสงสีเงินนวลแวบผ่าน ผมดำขลับราวแพรไหมสยายลงมาในทันที หลินรุ่ยเอินรู้สึกว่าหัวใจของตนเองก็ไหลร่วงตามไปด้วย ราวกับอยู่ในห้วงฝัน เขายื่นมือขวาที่ยังสามารถขยับได้ไปรวบเส้นผมที่สยายนั้นขึ้นมาเบาๆ ทันใดนั้น เพราะแขนซ้ายถูกแรงบีบจากท่อนฟืนจึงรู้สึกเจ็บปวด เขาตกใจ รีบคลายมือขวาออกทันที หัวใจก็เต้นเร็วขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

กุยหวั่นไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา พอผูกผ้าเสร็จก็เผยรอยยิ้มสบายใจออกมา เมื่อปัดเส้นผมขึ้น หางตาก็เหลือบเห็นตรงที่ไม่ไกลออกไปมีสระน้ำเล็กๆ สระหนึ่งก็รู้สึกดีใจ นางรีบเดินไปที่นั่น หลินรุ่ยเอินเห็นดังนั้นก็ไม่เข้าใจอย่างมาก คิดได้เพียงว่านางร่างกายอ่อนแอ กำลังจะตะโกนบอกให้นางระวังตัวก็เห็นนางนั่งคุกเข่าลงข้างสระน้ำ มองไปบนผิวน้ำแล้วสางผมล้างหน้าล้างตา หลินรุ่ยเอินนิ่งอึ้งไป แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มบางออกมา

เขาหมุนตัวไปสุมกองฟืนต่อ แล้ววางเนื้อม้าไว้บนแท่นไม้ ก่อนจะเปิดกลักจุดไฟออกมาติดไฟ คิดได้ว่ากุยหวั่นหมดสติไปหนึ่งวัน ยังไม่ได้กินอะไรเลย เขาจึงหมุนตัวกลับคิดจะตะโกนเรียกนางไว้ ทว่าชั่วขณะที่หันหน้ามาก็ไม่อาจเอ่ยปากพูดได้

เนื่องจากหุบเขาแห่งนี้มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ อุณหภูมิจึงค่อนข้างสูง ให้ภาพฤดูใบไม้ผลิอย่างเด่นชัดทิวทัศน์งดงามราวภาพวาด แต่ทัศนียภาพอันงดงามนี้อยู่ข้างกายนางก็เป็นได้แค่องค์ประกอบ น้ำใสมีดอกไม้งาม ธรรมชาติไร้การปรุงแต่ง ใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มยิ่งทำให้นางดูงดงามเป็นหนึ่งไม่มีสอง

เขาอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนถึงครั้งแรกที่ได้เห็นนาง ในตอนนั้นเพราะเขาต้องการจับองค์ชายเผ่าหนู่ จึงปลอมตัวมาดักซุ่มที่หอไหลฝู ตอนกำลังกินอาหารอยู่ก็มีหนุ่มน้อยผู้หนึ่งมาร่วมโต๊ะด้วย ครั้งแรกที่ได้เห็นหนุ่มน้อยรูปงาม เรียบร้อยเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะทำอะไรบนตัว ‘เขา’ ก็ดูมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สิ่งเหล่านี้ยังไม่พอจะทำให้เขาสงสัยได้ แต่รอยยิ้มที่นางเผยออกมาหลังอาหารนั้นกลับทำให้เขาหวั่นไหว ทำศึกในสนามรบมาหลายปี เขาไม่เคยเห็นรอยยิ้มที่สดใสและเป็นธรรมชาติเช่นนี้มาก่อน เห็นนางอึดอัดและเก้อเขินเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าอาหาร เขาก็ใจอ่อน ยื่นมือไปไขความลำบากใจให้นาง เดิมคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่สามวันให้หลัง เขากลับได้พบนางอีกครั้ง พอเปิดประตู หนุ่มน้อยรูปงามผู้นั้นก็ยืนยิ้มสดใสอยู่ข้างประตู ตอนนั้นเขารู้สึกสับสนมึนงง ต่อมาเขาพบว่านางเป็นหญิง ความยินดีในใจนั้นก็แทบควบคุมไม่อยู่ แต่แล้วนางกลับเป็นภรรยาของอัครเสนาบดีโหลว เห็นนางเดินลงมาจากรถม้าด้วยท่วงท่างดงาม จิตใจของเขาก็รู้สึกซับซ้อนจนแม้แต่ตนเองก็แยกได้ไม่ชัดเจน…

“ท่านกำลังคิดอะไรอยู่” เสียงไพเราะดังมาเข้าหู ทำให้เขาตื่นจากภวังค์แห่งความคิด หลินรุ่ยเอินมองหน้ากุยหวั่น นางถักผมเป็นเปียยาว ดูสะอาดตาเป็นธรรมชาติราวกับนางไม้เดินออกมาจากภูเขา

หลังจากที่นางฟื้นขึ้นมาก็ดูสดชื่นขึ้นมาก เทียบกับความว้าวุ่นและจนหนทางตอนที่รีบเร่งเดินทางมาที่เนินเฟิ่งซีแล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว นางในยามนี้ไม่กังวลว่าด้านนอกจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น หลินรุ่ยเอินลอบแปลกใจจึงเอ่ยปากถาม “เจ้าไม่กังวลใจหรือ” พูดจบก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง กว่านางจะสบายอารมณ์เช่นนี้ เหตุใดเขาต้องพูดรื้อฟื้นเรื่องที่ทำร้ายความรู้สึกนางขึ้นมาอีก นึกอยากจะพูดแก้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร

ใบหน้านางฉายความเศร้าสลดออกมาเล็กน้อย แต่เพียงชั่วอึดใจกลับแย้มยิ้มงดงามอีกครา “ไม่มีเรื่องอะไรให้ข้ากังวลแล้ว เรื่องราวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้วไม่ใช่หรือ” แม้รอยยิ้มจะสดใส แต่ก็ดูหดหู่อยู่รางๆ

หลินรุ่ยเอินพยักหน้า ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นเนื้อย่างลอยมา เขาจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เห็นทีเนื้อม้าใกล้จะสุกแล้ว”

เนื้อม้าหยาบ กินได้ยาก นี่อาจจะเป็นมื้อที่ไม่อร่อยที่สุดในชีวิตที่กุยหวั่นเคยกิน แต่ตอนนี้นางหิวจนท้องกิ่ว ไม่มีเวลาจะสนใจรสชาติแล้ว จึงบังคับตนเองให้กินลงไปไม่น้อย หลินรุ่ยเอินเห็นนางกินอย่างลำบากก็รู้สึกสงสาร จึงเอ่ยปากพูดว่า “รออีกสองวัน พวกเราก็กลับไปได้แล้ว”

“หนึ่งวัน” กุยหวั่นไม่สนใจสายตาสงสัยของหลินรุ่ยเอิน นางพูดอย่างมั่นใจ “ไม่ถึงหนึ่งวัน บนนั้นต้องมีคนมาตามหาพวกเราที่นี่แน่นอน” ในระหว่างที่มองไปโดยรอบ รอยยิ้มมั่นใจของนางยิ่งดูสดใส

หลินรุ่ยเอินไม่พูดจา กวาดสายตามองไปรอบๆ ใต้หน้าผาที่ทำให้คนลืมโลกภายนอกกลับทำให้เขาเกิดความอาวรณ์บางอย่างขึ้นมา

กุยหวั่นกินเนื้อม้าแบบไม่รับรู้รสชาติ แต่สีหน้ากลับสดชื่น มีรอยยิ้มสดใส หลินรุ่ยเอินหลุบเปลือกตาลง ปกปิดความเศร้าและกลัดกลุ้มในดวงตาเอาไว้

 

ในขณะเดียวกัน บนเนินเฟิ่งซีกองกำลังรักษาวังก็พากันค้นหาอย่างไม่ลดละ นายทัพคนหนึ่งวิ่งไปพลางสั่งการ ทหารข้างกายก็เอ่ยปากพูดว่า “ท่านรองนายกอง ให้พวกทหารพักสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ หากันมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ทุกคนล้วนเหน็ดเหนื่อย”

ผู้นำทหารที่ถูกเรียกว่า ‘ท่านรองนายกอง’ นั้นมีสีหน้าลำบากใจ หันมองไปบนเนินสูงทางซ้ายมือ ร่างงามสง่าร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งไม่ขยับ รองนายกองจึงหันมาตอบว่า “พักไม่ได้ เห็นสีหน้าของท่านอัครเสนาบดีโหลวหรือไม่ ไม่อยากมีชีวิตกันแล้วหรือ” พูดจบก็ลอบถอนใจ นับตั้งแต่รู้ว่าผู้ที่ตกหน้าผาคือโหลวฮูหยิน อัครเสนาบดีก็มีทีท่าเป็นเช่นนี้ และด้วยเวลาที่ยืดออกไป สีหน้าของเขาก็ยิ่งย่ำแย่ขึ้นทุกที

ทหารได้ยินดังนั้นก็โอดครวญเสียงเบา “ไฟที่เนินเฟิ่งซีนี้ต้องใช้เวลาวันกว่าจึงดับสนิท ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ไม่มีทางลงไปหาคนใต้หุบเขาได้”

รองนายกองเองก็ถอนใจแล้วพูดขึ้น “ช่วยไม่ได้ ถ้าหาคนไม่เจอจริงๆ พวกเราคงจะ…” คำพูดหลังจากนี้อย่างไรก็พูดไม่ออก คิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก

ทหารจนใจ มองไปทางอัครเสนาบดีที่อยู่บนที่สูง ความเย็นเยือกพุ่งขึ้นมาตามสันหลังอย่างไร้สาเหตุ ทันใดนั้นเขาก็หันมาพูดขึ้น “จริงสิ ชายหนุ่มผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง”

รองนายกองขมวดคิ้ว นึกถึงชายหนุ่มที่ขี่ม้ารุดมาที่นี่เมื่อวานนี้ก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา ไม่กี่ชั่วยามหลังจากอัครเสนาบดีแจ้งเรื่องที่โหลวฮูหยินตกหน้าผาให้ทางบ้านรับรู้ก็มีชายหนุ่มอายุน้อยผู้หนึ่งรีบรุดเดินทางมา เพิ่งจะลงจากหลังม้า เจ้าม้าก็ล้มลงตายเพราะเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป ภาพนั้นยังติดตาเขามาจนถึงตอนนี้

ชายหนุ่มผู้นั้น ไม่ว่าผู้ใดได้พบเห็นคงไม่มีทางลืมได้ลงกระมัง ได้ยินว่าเป็นศิษย์เอกของอัครเสนาบดี ดูเป็นผู้มีความสามารถ ที่หาได้ยากก็คือความใสซื่อราวน้ำนั้น ช่างเป็นชายหนุ่มรูปงามเสียจริง! เขาเป็นทหารมาหลายปี คนที่เห็นมาในสองวันนี้ยอดเยี่ยมที่สุด เมื่อวานเขายังสงสัยว่าคนที่มีความโดดเด่นล้วนไปรวมตัวอยู่ที่จวนอัครเสนาบดีโหลวแล้วหรือไร

ชายหนุ่มรูปงามผู้นั้น หลังจากที่เขามาถึงก็ร้อนใจ จะลงไปใต้หุบเขาให้ได้ แต่ใครดูก็รู้ว่าเป็นบัณฑิตอ่อนแอ ผู้ใดจะกล้าให้เขาลงไปเสี่ยง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวานเนินเฟิ่งซียังถูกไฟโหมโอบล้อม จากนั้นเรื่องประหลาดที่สุดก็เกิดขึ้น ชายหนุ่มยืนอยู่บนเนินเขานิ่งราวก้อนหินมาหนึ่งคืนโดยไม่กินไม่ดื่มไม่พูดจา เช้าวันนี้ตอนรองนายกองเห็นชายหนุ่มอีกครั้งก็ดูแตกต่างจากเมื่อวานราวกับเป็นคนละคน

เมื่อวานตอนที่เห็นเขาคราแรก เขายังเป็นชายหนุ่มใสซื่อเหลือเกิน ความงามนั้นดูจะเกินขอบเขตของบุรุษเพศไป แต่เขาในวันนี้ ผมถูกลมแรงพัดกระเซิง หน้าตาอิดโรย ดวงตาสุกใสเมื่อวานในวันนี้กลับเต็มไปด้วยความเคียดขึ้งและความเย็นเยือกราวน้ำแข็ง เหมือนกับเปลี่ยนจากหนุ่มน้อยเป็นหนุ่มใหญ่ภายในคืนเดียวอย่างไรอย่างนั้น เวลาเพียงคืนเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้มากมายขนาดนี้เชียวหรือ

“ท่านรองนายกอง ชายหนุ่มผู้นั้นดูน่ากลัวจริง เมื่อวานยังไม่เป็นเช่นนี้เลย” ทหารพูดอย่างจนใจ “แต่นี่เขาก็ไม่ได้กินอะไรมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว ต้องเอาอะไรไปให้เขาสักนิดหรือไม่”

รองนายกองพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้าทันที ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ข้าจะไปเอง”

เขารับตะกร้าไม้ไผ่จากมือของทหารแล้วเดินขึ้นเนินด้านขวามือไป ยังไม่ทันเดินไปถึงหน้าชายหนุ่มผู้นั้น ชายหนุ่มก็หันหน้ามาเสียก่อนแล้วถามว่า “ลงไปใต้หุบเขาได้หรือยัง” วันก่อนเสียงนี้ยังกระจ่างใสมาก วันนี้กลับเยือกเย็นราวกับน้ำค้างแข็ง

รองนายกองส่ายหน้า กำลังคิดจะยื่นอาหารในมือไปให้ แต่เห็นชายหนุ่มไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา ยังคงจ้องลงไปในหุบเขา เขาจึงลอบถอนใจอยู่ด้านข้าง สายตาจับจ้องชายหนุ่มแน่วนิ่ง เดิมคิดจะพูดกล่อม แต่ก็คิดได้ว่าพูดกล่อมไปก็ไร้ประโยชน์ จึงตัดสินใจไม่พูดอะไร

ผมของชายหนุ่มถูกลมพัดปลิวขึ้น ใบหน้าด้านข้างดูแข็งกระด้างขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน สายตาก็ดูลึกล้ำยากจะคาดเดาเพราะได้ตัดสินใจมุ่งมั่นบางอย่าง ใบหน้างามสง่าขาดความอบอุ่น แต่ดูนิ่งเฉยและดื้อรั้นที่ยากจะอธิบายได้เพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงบนตัวเขาเพียงชั่วข้ามคืนฉายรังสีอำมหิตที่น่าประหลาดออกมา ทำให้คนไม่อาจเลื่อนสายตาหนีได้จริงๆ

 

ที่นี่คือเนินเฟิ่งซี ยืนอยู่ตรงนี้สามารถเห็นหุบเขาทั้งหมดได้ ท้องฟ้ามืดลงแล้ว เบื้องหน้าดำมืด หุบเขาเบื้องล่างราวกับหลุมดำที่ลึกไม่มีที่สิ้นสุด มองอะไรไม่ชัดเจน เขายืนนิ่งอยู่เนิ่นนาน มันนานเท่าใดแล้วหนอ

ลมแรงมาก พัดผ่านข้างใบหู ไม่ได้ยินเสียงอื่นใดเลย นางอยู่ที่ใด จะเป็นหรือตาย เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ใจของเขาก็เจ็บปวดยิ่ง ราวกับมีก้อนเนื้อหายไป เจ็บจนเข้ากระดูก เจ็บจนเขาไม่อาจคิดอะไรต่อได้ ทำได้เพียงจ้องลึกไปในหุบเขาอย่างจนหนทางและเลื่อนลอย

ในวันนั้น ตอนที่ได้พบนางคราแรกก็เป็นคืนมืดแบบนี้เช่นกัน…

คณะละครจะเข้าไปแสดงในวังหลวง หัวหน้าคณะตื่นเต้นอย่างมาก บอกว่าคณะละครคุนหยวนตอนนี้เป็นคณะละครอันดับหนึ่งในใต้หล้าแล้ว ทุกคนในคณะละครล้วนมีความสุขกว่าเดิม มีเพียงเขาที่ไม่อาจร่วมดีใจด้วยได้

เขาเกิดในตระกูลบัณฑิตตกอับตระกูลหนึ่ง ชีวิตลำบากมาตั้งแต่เด็ก และอาจเพราะได้รับบทเรียนจากชีวิตบิดา จึงทำให้เขาไม่คาดหวังต่อสิ่งใดมากนัก ผู้คนชื่นชมว่าเขาเป็นมิตรสดใส แต่ผู้ใดจะรู้ว่าในใจเขาโปร่งใสราวน้ำ ทุกคนล้วนเป็นเงาสะท้อนบนผิวน้ำ เมื่อเดินจากไปก็จางหายไปไร้ร่องรอย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาเฝ้าตามหาว่าตนเองต้องการอะไรกันแน่ ผู้ใดกันแน่ที่สามารถทิ้งร่องรอยในใจของเขาได้ยาวนาน

งานฉลองในวังหลวงเริ่มขึ้นแล้ว เขาหลบไปอยู่ห่างๆ หาสถานที่สงบเงียบอ่านหนังสือ คิดไม่ถึงว่าจะไปเจอกับฉากต้องห้ามในวังหลวงเข้า สุดท้ายรอจนพวกเขาจากไป เขาจึงโล่งอกวางใจลงได้ ทว่าหลังจากนั้นเขาก็ได้พบกับนาง ในความมืดเขามองไม่เห็นใบหน้าของนาง ได้ยินเพียงเสียงกระจ่างใสและราบเรียบของนาง และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกชอบใจขึ้นมาเล็กน้อย

‘เจ้ายินดีจะออกจากคณะละครแล้วตามข้าไปหรือไม่’

นางพูดเรื่องที่เขาอยากจะทำที่สุดในตอนนั้นออกมา เขาเริ่มเบื่อหน่ายกับสิ่งแวดล้อมในคณะละคร จึงตัดสินใจจะเข้าสอบคัดเลือก บางทีการเป็นขุนนางอาจจะสนุกมากก็ได้ ในตอนนั้นเขาคิดเช่นนี้

หนทางข้างหน้าเปลี่ยนเป็นสดใส เขาไม่รู้สึกตื่นกลัว เพียงแค่รับมันอย่างบริสุทธิ์ใจ เปลี่ยนสภาพแวดล้อมสักนิด อาจจะหาสิ่งที่ตนเองอยากจะทะนุถนอมเจอได้กระมัง เขามั่นใจอย่างนี้

หญิงที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของเขามีชื่อว่า ‘กุยหวั่น’ ทุกคนบอกว่านางเป็นสาวงาม เริ่มแรกเขาไม่ได้สังเกตเห็น เขาเพียงแค่ชอบเสียงของนางมาก กระจ่างใสราบเรียบ แฝงความงดงามมีชีวิตชีวาที่ยากจะขัดขืนได้ ฟังจนชินแล้ว หากไม่ได้ยินไประยะหนึ่ง เขากลับรู้สึกคิดถึง มันเริ่มตั้งแต่เมื่อใดที่เสียงของนางทำให้เขาเกิดความระลึกถึงเช่นนี้

นึกถึงฉากที่เห็นในดงต้นเหมยนั้นแล้ว เขาจึงได้รู้จักความหมายของคำว่า ‘สาวงาม’ ดอกเหมยร่วงคลุมหิมะ แต่รอยยิ้มนางราวลมในฤดูใบไม้ผลิ

คืนนั้นในฝันเขากลับไปที่ดงต้นเหมยนั่นอีกครั้ง…

เริ่มตั้งแต่เมื่อใดที่กลิ่นหอมของสุราดอกเหมยแตะปลายจมูก ทำให้เขายากจะลืมเลือนได้

เริ่มตั้งแต่เมื่อใดที่เขาจรดพู่กันเขียนความในใจ และท่องกลอน ‘วสันต์คะนึง’

เริ่มตั้งแต่เมื่อใดที่ใจนิ่งราวแผ่นกระจกใสกลับมีระลอกคลื่นเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ยากจะสงบใจได้…

เดิมทีเขาไม่ต้องการไม่ร้องขอสิ่งใด หลังจากได้พบนางแล้ว กลับเกิดความรักความผูกพันที่ตนเองก็ยากจะเข้าใจขึ้นมา นางมักจะถามเขาว่าไม่มีศรัทธาของตนเอง จะเป็นขุนนางได้อย่างไร ในใจของเขามีคำตอบอยู่รางๆ แต่เขากลับพยายามมองข้ามมันไปครั้งแล้วครั้งเล่า มันคืออะไรกันแน่ เขาไม่เข้าใจ และไม่ค่อยอยากจะเข้าใจ

สวรรค์ลงโทษเขาแล้ว การคลายมือในตอนนั้น กลับได้มาซึ่งข่าวที่ว่านางเป็นตายยังไม่รู้ ช่วงเวลาที่ได้ยินข่าวนี้ เขาก็เหมือนตายไปแล้ว หัวใจเจ็บจนแทบจะหยุดเต้นเสียให้ได้ ในตอนนี้เขาจึงเข้าใจว่าหัวใจที่นิ่งราวแผ่นกระจกใสนั้นที่แท้ก็เจ็บปวดเป็นเหมือนกัน

เขาไม่อยากลิ้มรสความเจ็บปวดรวดร้าวใจเช่นนั้นอีกแล้ว…เขาจ้องมองพื้นเบื้องล่างหุบเขาเงียบๆ อย่างรอคอย เวลาที่ยืดออกไปทำให้เขามั่นใจหัวใจของตนเองยิ่งขึ้น สิบเก้าปีที่ผ่านมาเขาเพิ่งเกิดความปรารถนาอันแรงกล้าเช่นนี้เป็นครั้งแรก เขาโลภขึ้นทุกทีกระมัง เดิมทีเพียงแค่อยากฟังเสียงของนาง นานวันเข้าก็อยากชื่นชมความงามของนาง ต่อมาอยากจะอยู่เคียงข้างกายนาง ตอนนี้…เขาอยากได้ตัวนางมาอยู่ข้างกายเหลือเกิน…

เขาอยากหัวเราะ อยากจะเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วหัวเราะเสียงดัง ในที่สุดเขาก็เจอความมุ่งมั่นของตนเองและสิ่งที่ตนเองอยากทะนุถนอมแล้ว ดวงใจที่ใสสะอาดไม่ว่างเปล่าอีกต่อไป

ทว่าเขาก็อยากร้องไห้เช่นกัน อยากร้องไห้เสียงดัง เขาไม่เคยรู้เลยว่ารสชาติของความรักมันขมขื่นเช่นนี้ ทุกข์ระทมยากจะบรรยายออกมาได้เช่นนี้…

“หาเจอแล้ว! หาโหลวฮูหยินเจอแล้ว!” เสียงที่ดังขึ้นข้างหูอย่างฉับพลันทำให้เขาตกใจตื่นจากความคิดว้าวุ่นแทบคลั่ง เท้าไม่ฟังคำสั่งเร่งเดินไปทางที่เสียงนั้นดังลอยมา สองเท้าที่แข็งชาค่อยๆ เพิ่มความเร็ว เร็วขึ้นๆ จนกลายเป็นวิ่งทะยาน ท่ามกลางเสียงอึกทึกนั้น เขาได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้น เต้นแรงขึ้นมาอย่างมีพลังและเป็นจังหวะอีกครั้ง เขารับรู้ถึงการเต้นของหัวใจตนเองอีกครั้ง…

เขาหาเจอแล้ว หาสิ่งที่ตนเองอยากจะทะนุถนอมเจอแล้ว

สิ่งที่เขาต้องการก็คือ…

 

“หาเจอแล้ว! หาโหลวฮูหยินเจอแล้ว!” ทหารตะโกนเสียงดัง ก่อนที่น้ำเสียงยินดีจะดังไปทั่วเนินเฟิ่งซี

ได้ยินคำพูดนี้แล้ว ใบหน้าเคร่งเครียดของโหลวเช่อก็ผ่อนคลายลงในที่สุด เริ่มแรกมีความยินดี ต่อมาก็เริ่มกังวล แล้วเปลี่ยนเป็นโมโหเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนติดต่อกันสามครั้ง อารมณ์ขึ้นลงไม่แน่นอน ยังไม่ทันรอให้ทหารคนอื่นเคลื่อนไหว เขาก็รีบวิ่งตรงไปยังหน้าผานั้นแล้ว

ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มทอแสง ข้างหุบเขามีเสียงความเคลื่อนไหว ในที่สุดก็หาโหลวฮูหยินเจอแล้ว ทหารทุกคนในที่นั้นล้วนรู้สึกดีใจ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสองวัน ในที่สุดก็พักผ่อนได้แล้ว…

พวกเขาเห็นอัครเสนาบดีทะยานเข้ามาด้วยสีหน้าว้าวุ่น ต่างก็พากันเปิดทางให้ทันที

กุยหวั่นที่ถูกช่วยขึ้นมานั่งอยู่ริมหน้าผา เป็นครั้งแรกที่โหลวเช่อเห็นนางมีสภาพทุลักทุเลเช่นนี้ เสื้อผ้าอาภรณ์ขาดลุ่ย สีหน้าซีดขาว หัวใจของเขาบีบตัวจนเจ็บปวดยิ่ง ความรู้สึกราวเข็มทิ่มแทงกระจายไปทั่วร่าง เขามีสีหน้ากลัดกลุ้ม เดิมทีคิดจะด่าว่านางแรงๆ สักตั้ง แต่เมื่อได้เห็นหน้านางแล้ว ความโกรธเกรี้ยวในปากกลับกลายเป็นลมหายใจที่ผ่อนยาว เขาเข้าไปสวมกอดนางเอาไว้แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงอ่อนโยน “ได้รับบาดเจ็บหรือไม่”

คำทักทายเรียบง่ายนี้ช่างอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่รู้ด้วยเหตุใดเสียงนี้จึงราวกับน้ำเพียงหยดเดียว แต่มันหยดเข้าไปในใจของกุยหวั่นแล้วกระจายไปทั่ว สีหน้าของนางดูซับซ้อน นางรู้สึกว้าวุ่นใจ ทว่ายังไม่ทันได้ทำอะไรก็เห็นโหลวเช่อยื่นมือมากุมหน้านางเบาๆ อย่างเป็นห่วง นางจึงได้รู้ว่าตนเองร้องไห้

หนึ่งหยด สองหยด…ก่อนที่น้ำตาจะไหลลงอาบแก้มไม่หยุด แม้แต่นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงร้องไห้ เพราะความกลัวในเรื่องความเป็นความตาย? เพราะความเศร้าไร้เรี่ยวแรงจนหนทาง? หรือว่า…

เห็นนางร้องไห้ไร้เสียง โหลวเช่อก็รู้สึกตกใจ ยื่นมือไปปาดน้ำตาของนาง ลบความกลัดกลุ้มและหวาดกลัวของนางออกไป แต่ในตอนที่มือสัมผัส เขากลับรู้สึกเจ็บปวด หยดน้ำตานั้นทั้งหนักหน่วงและร้อนลวกในความรู้สึกของเขา…

โหลวเช่อกอดนางไว้ ไม่สนใจสายตาโดยรอบที่กำลังจับจ้องมาเขารู้สึกร้อนรนใจ กำลังคิดจะกอดนางเดินกลับไป ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นทหารที่ริมหน้าผาแบกคนขึ้นมาอีกคน

นั่นคือชายหนุ่มที่ตกลงไปในหุบเขาพร้อมกับกุยหวั่นหรือ

โหลวเช่อเหลือบมอง ลำแสงสีเงินนวลส่องผ่านม่านตาเข้ามา มือที่ได้รับบาดเจ็บของเขาเหมือนจะผูกไว้ด้วยแถบรัดผมของกุยหวั่น โหลวเช่อจึงจ้องมองไป หลังจากเห็นหน้าเขาแล้วก็ตกใจยิ่งกว่าเดิม

นี่หลินรุ่ยเอินไม่ใช่หรือ!

หลินรุ่ยเอินก็มองเขาเช่นกัน สายตานั้นเย็นชาไร้ความรู้สึกใด คนผู้นี้กุมอำนาจสำคัญไว้ในมือเช่นเดียวกับเขา น่าเสียดายที่ทำศึกนอกด่านเกือบทั้งปี ทั้งสองจึงแทบจะไม่ได้พบปะพูดคุยกัน โหลวเช่อครุ่นคิด คิดไม่ออกถึงสาเหตุที่เขากับกุยหวั่นมาอยู่ด้วยกัน น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาขุดคุ้ยเรื่องนี้ โหลวเช่อเอ่ยปากพูดอย่างสงบนิ่ง “แม่ทัพหลิน ไม่เป็นไรมากใช่หรือไม่”

ใบหน้าเย็นเยือกไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด หลินรุ่ยเอินแค่เพียงพยักหน้าแล้วตอบว่า “ไม่เป็นไร” สายตาของเขาเลื่อนไปบนร่างอรชรนั้นอย่างไม่รู้ตัว นางหันมาเพราะได้ยินเสียงของเขา ทว่าพอเขาเห็นว่าใบหน้างามนั้นมีคราบน้ำตา สีหน้าของเขาก็ถึงกับเปลี่ยนไปทันที

“แม่ทัพหลิน” กุยหวั่นขยับตัวออกจากอ้อมกอดของโหลวเช่อเบาๆ รู้สึกอายกับการร้องไห้เมื่อครู่อยู่บ้าง นางพูดกับหลินรุ่ยเอินด้วยรอยยิ้มอย่างมีมารยาท “ขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิต”

หลินรุ่ยเอินพยักหน้าอย่างไม่รู้ความหมายอีกครั้ง เขาในยามนี้ไม่อาจเลื่อนสายตาออกจากหยดน้ำตาของนางได้เลย

“แม่ทัพหลิน” น้ำเสียงเย็นชาของโหลวเช่อตัดบทสายตาจับจ้องของเขา หลินรุ่ยเอินเลื่อนสายตามาประสานกับสายตาสงบนิ่งของโหลวเช่อ

โหลวเช่อลังเลไปชั่วครู่ สุดท้ายยังคงเอ่ยปากพูด ในน้ำเสียงไม่ยินดีแต่ก็แฝงความซาบซึ้งใจ “แม่ทัพหลิน ท่านช่วยภรรยาข้าไว้ ข้าซาบซึ้งใจยิ่ง ต่อไป…หากมีอะไรต้องการให้ช่วย ก็ขอให้เอ่ยปาก ข้าติดค้างน้ำใจท่านไว้ครั้งหนึ่ง”

หลินรุ่ยเอินไม่ได้ตอบ แต่ยืนนิ่งสีหน้าเรียบเฉย ราวกับว่าคำพูดเมื่อครู่ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย ท่านหมอกลุ่มหนึ่งรอรับคำสั่งอยู่ข้างๆ ก่อนแล้ว จึงฉวยโอกาสนี้เข้ามาล้อมตัวหลินรุ่ยเอินเอาไว้ ตรวจดูบาดแผลและจัดการกับบาดแผลให้เขา

การที่หลินลุ่ยเอินไม่พูดตอบเขานั้นเขาไม่ได้โมโหอะไร เพราะเขารู้ดีว่าหลินรุ่ยเอินเลื่องลือเรื่องความเย็นชา ในเมื่อตนเองได้ให้สัญญาไปแล้ว อีกฝ่ายจะรับหรือไม่เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก ยามนี้เขารับรู้เพียงว่าลมหนาวพัดมาแล้ว ด้วยกังวลว่าร่างบางซึ่งเพิ่งจะถูกช่วยขึ้นมาจากใต้หุบเขาจะทานทนไม่ไหว เขาจึงรีบดึงตัวกุยหวั่นมาตรงหน้า ก่อนจะกอดนางไว้และหมุนตัวพานางไปทางกระโจม

เพิ่งจะหมุนตัวกลับก็เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง เมื่อเห็นหน้าเขา โหลวเช่อกับกุยหวั่นต่างตกใจ

หลังจากที่กุยหวั่นถูกช่วยขึ้นมาก็ยังมึนงงอยู่มาก ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด โดยเฉพาะเมื่อครู่หลังจากร้องไห้ก็เหมือนร้องเอาสิ่งต่างๆ ออกไปมากมาย ในใจรู้สึกว่างเปล่า เป็นเหมือนหุ่นกระบอกที่ถูกชักใยให้ขยับไปมา ตกอยู่ในความเป็นความตาย รู้สึกเหมือนอยู่คนละโลก ทว่าช่วงเวลาที่หันมาเห็นชายหนุ่ม นางก็ตกใจตื่นจากภวังค์

เขายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายลม ลมพัดผมของเขาจนปลิวยุ่ง ใบหน้าสะอาดหมดจดแต่เดิมกลับดูแข็งกระด้างขึ้นหลายส่วน เขามีท่าทางเศร้าสลดกลัดกลุ้ม แววตากระจ่างใสในตอนนี้กลับล้ำลึกเหลือคณา มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด บนหน้าไม่มีรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย ก่วนซิวเหวินยืนนิ่งสีหน้าเรียบเฉยอยู่ตรงนั้น ทั่วร่างแผ่รังสีแห่งความมุ่งมั่นออกมา

กุยหวั่นตกใจกับการเปลี่ยนแปลงของเขา จึงพูดขึ้นทันใด “ซิวเหวิน…เจ้าเป็นอะไรไป”

ชื่อถูกเรียกโดยเสียงที่คุ้นเคย ความยินดีพุ่งขึ้นในหัวใจของก่วนซิวเหวิน เขายืนอยู่นานแล้ว น้ำตาของนาง ความมึนงงของนาง อาการจิตใจเลื่อนลอยของนาง เขามองเห็นอย่างชัดเจน แต่นางไม่ได้สังเกตเห็นเขา เขาก็ยังรออย่างอดทน ในที่สุดก็รอจนได้ยินเสียงนางขานเรียก ชั่วขณะนั้นเขาเหมือนได้ยินเสียงน้ำแข็งปริแตก

กุยหวั่นเห็นชายหนุ่มเผยรอยยิ้มเป็นมิตรที่กระจ่างใสราวน้ำเหมือนก่อนหน้านี้ออกมา ความดุดันเมื่อครู่เหมือนเป็นเรื่องไม่จริง ชายหนุ่มยังคงเป็นคนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเลย นางพลันรู้สึกโล่งอกและสบายใจขึ้น ก่วนซิวเหวินคนเมื่อครู่นั้นดูน่ากลัวเกินไปจริงๆ

ชายหนุ่มยิ้มอย่างเบิกบาน ก่อนจะเดินเข้ามาหนึ่งก้าวแล้วพูดอย่างอ่อนโยน “ฮูหยินไม่เป็นไรมากใช่หรือไม่ ได้รับบาดเจ็บที่ไหนหรือไม่” เห็นกุยหวั่นส่ายหน้าตอบ เขาก็เบาใจลงได้บ้าง จึงจ้องมองกุยหวั่นด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ไม่พูดจา ในแววตาแฝงความรู้สึกซับซ้อนบางอย่างเอาไว้

ผู้ที่รู้สึกตกใจจริงๆ ก็คือโหลวเช่อ ชั่วขณะที่เห็นชายหนุ่ม โหลวเช่อก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจ จิตใจของคนผู้นี้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก บนตัวเขาแฝงความแหลมคมราวคมดาบ ในแววตามีความเฉียบคมและมุ่งมั่นเพิ่มมากขึ้น สังเกตเห็นแววตาลุ่มหลงที่เขามองกุยหวั่น ในใจของโหลวเช่อก็รู้สึกรำคาญใจเพิ่มขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว จึงเอ่ยปากว่า “ซิวเหวิน เจ้าก็เหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ” พูดจบโหลวเช่อก็ทิ้งทุกคนเอาไว้ แล้วช้อนอุ้มกุยหวั่นเข้าไปในกระโจม ขณะเดียวกันก็สั่งให้ท่านหมอเข้ามาในกระโจมเพื่อรักษากุยหวั่นด้วย

เห็นแผ่นหลังของพวกเขาเดินไกลออกไป รอยยิ้มกระจ่างใสของก่วนซิวเหวินก็หายไปจากใบหน้าในทันที เขายืนอยู่ท่ามกลางสายลม มองดูร่างที่ทำให้เขาเป็นห่วงนั้นอย่างเย็นชา ในใจสับสนว้าวุ่น ไม่มีช่วงเวลาใดที่ทำให้เขารับรู้ได้ดีกว่าเมื่อครู่ เขาต้องการอำนาจ ต้องการความร่ำรวย ต้องการตำแหน่งฐานะ ทันใดนั้นเองเขาก็เกิดความปรารถนาอันไร้ขอบเขตขึ้นมา

เขาจะต้องมีกำลังที่สามารถต่อกรกับโหลวเช่อได้ จึงจะสามารถเข้าใกล้ความปรารถนาเหล่านั้น…

บนเนินเฟิ่งซีวุ่นวายไปทั่ว บรรดาทหารจัดการเก็บเรื่องเล็กเรื่องน้อยทุกอย่าง ภายในกระโจมมีท่านหมอเดินเข้าออกไม่หยุด ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางสายลม ดูช่างอ้างว้างและโดดเดี่ยว

ในที่สุดฟ้าก็สว่าง น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดเงยหน้าขึ้นมอง จึงไม่ทันเห็นว่าบนท้องฟ้ามีลมพัดแรงจนเมฆกระจายเป็นลางแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา…

 

“สถานการณ์เป็นอย่างไร” โหลวเช่อยืนอยู่นอกกระโจม สอบถามท่านหมอที่อยู่ข้างกายด้วยน้ำเสียงแฝงความกังวลยิ่ง

“ฮูหยินเลือดลมอ่อนแรง และยังได้รับความตกใจ” ท่านหมอมองอัครเสนาบดีอายุน้อยที่มีฐานะสูงมีอำนาจมากซึ่งอยู่ตรงหน้าตนเองแล้วก็รู้สึกหวั่นเกรง เป็นแพทย์หลวงในวังมานานหลายปี เขาไม่เคยเห็นอัครเสนาบดีแสดงสีหน้าให้เห็นชัดเจนเช่นนี้มาก่อน ท่านหมอค่อยๆ สงบใจลงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแสดงความเคารพ “อาการบาดเจ็บของฮูหยินไม่ร้ายแรง ขอเพียงพักฟื้นดีๆ สักระยะก็จะหายได้เอง”

โหลวเช่อจึงคลายปมที่หัวคิ้วแล้วพยักหน้าเบาๆ “ไปเขียนใบสั่งยาเถอะ” พูดจบเขาก็หมุนตัวพลิกเปิดม่านกระโจมแล้วเดินเข้าไป

ภายในกระโจมเงียบเชียบไร้เสียง กลิ่นหอมผ่อนคลายลอยมาแตะจมูก โหลวเช่อก้าวเท้าไปที่ข้างโต๊ะแล้วเปิดเตากำยาน ดับก้อนกำยานข้างใน จากนั้นจึงหมุนตัวไปจับจ้องเตียงที่อยู่กลางกระโจม บนเตียงที่ปูพรมขนแกะเอาไว้ บัดนี้มีร่างอรชรร่างหนึ่งนอนหลับสนิทอยู่ ผมดำขลับสยายลงบนพรมสีขาวหิมะ ยิ่งขับเน้นให้ดวงหน้างามของคนบนเตียงดูซีดขาว

โหลวเช่อเดินมานั่งลงข้างเตียงเบาๆ แล้วดึงผ้าห่มขนแกะขึ้นมาจนถึงส่วนลำคอของกุยหวั่นอย่างอ่อนโยน คลุมร่างนางไว้อย่างมิดชิด

ทันใดนั้นผ้าห่มใต้มือก็มีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย เขากลอกตามองไปเห็นเปลือกตาของกุยหวั่นขยับเบาๆ เพียงชั่วครู่นางก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาดำเปล่งประกายนั้นลึกล้ำราวกับหมู่ดาว

“ใต้เท้าสามี…” กุยหวั่นเรียกเขาเสียงเบา หัวยังรู้สึกหนักอึ้งอยู่

โหลวเช่อจ้องหน้ากุยหวั่นด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ไม่ได้ตอบกลับ เห็นนางอยากจะลุกนั่ง เขาจึงหยิบหมอนปักลายมารองไว้ด้านหลังนาง

กุยหวั่นเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกตกใจ นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆ เข้าใจทุกอย่าง “ท่านโกรธข้าหรือ” กุยหวั่นเพิ่งจะนั่งตรงก็รู้สึกราวกับโลกหมุน จำต้องเอนหลังไปพิงหมอนปักลาย

ความกลัดกลุ้มในใจที่พูดไม่ออกทำให้โหลวเช่อมีสีหน้าเฉยชา แต่เมื่อสังเกตเห็นกุยหวั่นดูไม่ค่อยสบาย เขากลับรู้สึกสงสารขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ความรู้สึกทั้งสองอย่างตีกันอยู่ในใจ ทำให้เขาทนไม่ไหวเอ่ยปากตำหนิแฝงความโมโหจางๆ เอาไว้ “เจ้าไม่อยากมีชีวิตแล้วหรือ เหตุใดต้องมาที่นี่ด้วย” อีกนิดเดียวนางก็อาจต้องอยู่ใต้หุบเขาตลอดไปเสียแล้ว

กุยหวั่นยิ้มบางๆ “ข้าจะมาเพื่อยับยั้ง แต่พอมาถึงที่นี่ จึงได้รู้ว่ากำลังของตนเองเบาบางเหลือเกิน” น้ำเสียงแผ่วเบาแฝงความเจ็บปวด

โหลวเช่อได้ยินคำพูดโศกเศร้านี้แล้ว คำตำหนิที่เดิมอยากจะพูดกลับพูดไม่ออกอีก หญิงสาวที่ตนเองปกป้องและรักใคร่ทะนุถนอมครั้งนี้กลับทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเช่นนี้ ทำให้เขาเป็นห่วงมาก เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วถามอย่างจนใจ “กุยหวั่น ทำไมเจ้าจึงใส่ใจเรื่องของฮองเฮามากขนาดนี้”

กุยหวั่นฉีกยิ้มและนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ในตอนที่โหลวเช่อคิดว่านางจะไม่ตอบแล้ว นางก็เอ่ยปากขึ้น “แล้วเหตุใดท่านจึงใส่ใจเรื่องของฮองเฮาขนาดนี้เล่า”

โหลวเช่อนิ่งอึ้งไป รู้สึกเหมือนไม่อาจพูดออกมาได้ชั่วขณะ ก่อนจะมองสีหน้าซีดขาวของกุยหวั่น “ข้าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ฮองเฮา ทุกอย่างในวันนี้นางเป็นคนหาเรื่องเอง” หลังจากพูดประโยคนี้อย่างแข็งกร้าวจบแล้ว น้ำเสียงเขาก็อ่อนลงอีกครั้ง “กุยหวั่น เจ้าอย่าสนใจเรื่องเหล่านี้อีกเลย ข้าจะจัดการเอง” เขายื่นมือไปรวบผมของนางแล้วดึงผ้าห่มคลุมตัวนางอย่างดี กลัวว่าความเย็นบนเนินเฟิ่งซีจะทำให้อาการป่วยของนางหนักขึ้น

“ไม่ยุ่งไม่ได้…” กุยหวั่นพึมพำเบาๆ

โหลวเช่อประหลาดใจยิ่งนัก เขาขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยในทันที

ไม่ได้รอให้เขาเอ่ยปาก กุยหวั่นก็พูดขึ้นอีกว่า “ใต้เท้าสามี ฟังข้าเล่าเรื่องสักเรื่องได้หรือไม่”

โหลวเช่อรู้ว่าเรื่องที่นางจะเล่าตอนนี้ต้องสำคัญมาก เขาจึงไม่พูดจาอะไร เพียงรอคอยอย่างเงียบๆ

กุยหวั่นเลื่อนสายตาหนี จับจ้องไปบนเตากำยานบนโต๊ะแล้วค่อยๆ เล่าว่า “ท่านแม่ของข้า ยี่สิบปีก่อนเป็นหญิงงามเลื่องชื่อคนหนึ่ง นางมีนิสัยง่ายๆ สบายๆ และยังใจคอเด็ดเดี่ยวอยู่สามส่วน…”

โหลวเช่อตะลึงไปเล็กน้อย ย้อนคิดถึงตอนที่พวกเขาแต่งงานกัน บิดาของกุยหวั่นเพิ่งจะลาออกจากการเป็นขุนนางและจากมาโดยไม่มีอะไรติดค้าง แม้แต่งานมงคลของบุตรสาวก็ไม่ได้มาร่วมงาน ส่วนมารดาของนางได้ยินว่าเสียไปเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตอนนี้นางจึงเล่าถึงชีวิตของมารดา หรือเรื่องนี้มีอะไรแอบแฝงอยู่ เมื่อสังเกตเห็นใบหน้ากุยหวั่นเหมือนลอยไปตามความทรงจำ เขาจึงตั้งใจฟังต่อไป

“ตอนที่ท่านแม่อายุยังน้อยเคยรักบัณฑิตตกอับคนหนึ่ง แต่งงานกับเขาโดยไม่สนใจคำคัดค้านของตระกูล และให้กำเนิดลูกสาวคนหนึ่ง แต่ว่าชีวิตหลังแต่งงานไม่เป็นดั่งหวัง ดังนั้นต่อมาท่านแม่จึงจากชายคนนั้นมา แล้วแต่งงานกับท่านพ่อของข้า” คำง่ายๆ ไม่กี่ประโยคเล่าเรื่องราวคร่าวๆ ของหญิงผู้หนึ่ง กุยหวั่นน้ำเสียงเป็นปกติ แต่โหลวเช่อกลับฟังออกถึงความโศกเศร้านั้น หัวคิ้วของเขาค่อยๆ ขมวดเป็นปม และเริ่มคาดเดาความหมายของเรื่องราวนี้ได้

กุยหวั่นเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะยกมุมปากยิ้มเศร้าแล้วพูดต่อ “ข้าอยู่ที่บ้านไม่เคยเห็นท่านแม่เบิกบานใจจริงๆ สักครั้ง นางมักจะมีความกังวล น้อยมากที่จะเห็นนางแย้มยิ้ม นางรักข้ามาก พูดได้ว่ารักใคร่ข้ามากที่สุด แต่นางกลับไม่สนใจพี่ชายข้าเลย ตรงกันข้าม ท่านพ่อชอบพี่ชายมาก แต่ไม่ชอบข้า…ท่านแม่สุขภาพแย่มาก ในปีที่ข้าอายุได้สิบสี่ปี นางก็อยู่ในสภาพตะเกียงที่น้ำมันใกล้เหือดแห้งเต็มที แม้ว่าท่านพ่อจะตามหาหมอชื่อดังมารักษาเท่าใด แต่ยังคงไร้ประโยชน์ ก่อนท่านแม่จะสิ้นใจนางอยากจะเห็นหน้าลูกสาวที่นางทอดทิ้งมาสิบกว่าปีนั้นสักครั้ง นางบอกข้าว่าตลอดเวลานางเอาความรักของลูกสาวคนนั้นมาไว้ที่ตัวข้า หวังว่าภายหน้าข้าจะคืนความรักนี้ให้กับพี่สาวที่ไร้วาสนาคนนั้นได้” พูดถึงตรงนี้กุยหวั่นก็เลื่อนตัวนอนลง เหมือนไม่คิดจะเล่าต่อไปอีก

โหลวเช่อตะลึงงัน คำตอบแทบจะออกมาจากปาก แต่เขายังคงถามเหมือนยังไม่ตายใจ “พี่สาวของเจ้า…”

กุยหวั่นหันหน้ามา นางจ้องหน้าโหลวเช่อนิ่ง แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ “ท่านเดาได้แล้วไม่ใช่หรือ ฮองเฮาก็คือคนที่ข้าจะคืนความรักให้”

ภายในกระโจมเงียบลงทันที โหลวเช่อไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรเช่นกัน ทำได้เพียงมองหน้ากุยหวั่น บนใบหน้าแสดงท่าทางใช้ความคิดหนัก

กุยหวั่นฉีกยิ้ม ยื่นมือรวบปอยผมของตนเองไปทัดไว้หลังใบหูแล้วแกล้งถามอย่างผ่อนคลาย “ใต้เท้าสามี ท่านว่า…ข้าควรทำอย่างไร”

โหลวเช่อมองนางนิ่ง ลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างพุ่งขึ้นมา ทำให้เขารู้สึกรำคาญใจ ถึงขนาดพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

“ข้าจะทำอย่างไรดี…” กุยหวั่นพูดด้วยรอยยิ้ม แต่แววตากลับปรากฏความเศร้าสลด “ข้าจะปกป้องฮองเฮา ท่านจะปกป้องอิ๋งกุ้ยเฟย จุดยืนของเราต่างกันเช่นนี้ บางทีต่อไปหลังจากนี้เราคงต้องเริ่มเป็นศัตรูกันแล้ว…”

“ไม่หรอก” โหลวเช่อพูดตัดบทการคาดเดาของนาง เขาพูดอย่างเคร่งเครียดขึ้นว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาระหว่างพวกเรา” ความรำคาญใจมีเข้ามาเป็นระลอก โหลวเช่อไม่เคยคิดเลยว่าคำว่า ‘เป็นศัตรู’ จะออกมาจากปากของนาง สิ่งนี้ทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งไปในทันที

“กุยหวั่น คนที่หาเรื่องฮองเฮาไม่ใช่ข้า แต่เป็นฮ่องเต้ผู้ปกครองใต้หล้า เจ้าเข้าใจหรือไม่” โหลวเช่อพูดอธิบาย น้ำเสียงแฝงความว้าวุ่นใจที่ยากจะปิดบังไว้ได้

กุยหวั่นหัวเราะ ความลังเลใจปรากฏขึ้นมา นางพูดเสียงเบาว่า “ฮ่องเต้ที่ไม่มีอิ๋งกุ้ยเฟยจะทำเช่นนี้ได้หรือ”

โหลวเช่อไม่ตอบ คำตอบของคำถามนี้มันชัดเจนอยู่แล้ว ทำให้เขาไม่มีอะไรให้โต้เถียงได้อีกต่อไป

เวลาดำเนินไปเรื่อยๆ แต่ภายในกระโจมนี้กลับรู้สึกเหมือนเวลาถูกแช่แข็งเอาไว้ แรงกดดันที่ยากจะอธิบายแทบจะทำให้อากาศภายในกระโจมนั้นแข็งตัวได้

“กุยหวั่น…” โหลวเช่อเอ่ยปากขึ้นในที่สุด ทว่าแค่เพียงเรียกชื่อของนางเบาๆ เท่านั้น

ได้ยินดังนั้นกุยหวั่นก็ตัวสั่นน้อยๆ ใจของนางขมขื่นยิ่ง แต่ใบหน้ากลับยังคงมีรอยยิ้ม “ใต้เท้าสามีเคยรับปากข้าว่าจะทำให้ข้าทุกอย่างที่ต้องการ ข้าเชื่อคำของท่านมาตลอด แต่ว่า…ถ้าสิ่งที่ข้าต้องการขัดกับผลประโยชน์ของอิ๋งกุ้ยเฟยเล่า ใต้เท้าสามียังจะยืนอยู่ข้างข้าหรือไม่”

ทรวงอกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก แม้แต่อากาศก็หนักอึ้งราวกับจะทับคนให้จมดิน โหลวเช่อไม่เอ่ยปากพูด สีหน้าเคร่งเครียด ดูไม่ออกถึงความคิดของเขา กุยหวั่นถอนหายใจเบาๆ รู้สึกเหนื่อยล้าเหลือเกิน เสียความรู้สึกและเสียใจ… ทันใดนั้นนางก็โผออกมาจากใต้ผ้าห่มขนแกะ แล้วยื่นมือมาโอบคอของโหลวเช่อเอาไว้ ภายใต้สายตาประหลาดใจของเขา นางเอียงหัวซบลงบนไหล่ของโหลวเช่อด้วยท่วงท่าอันงดงามและอ่อนช้อย เส้นผมงามสยายลงตรงแผ่นอกของโหลวเช่อ แต่ละเส้นแต่ละปอยล้วนนุ่มนวลชวนให้สัมผัส “สามี…”

โหลวเช่อแทบจะลืมหายใจไปชั่วขณะ เดิมทีกุยหวั่นเป็นคนหยิ่งทะนงในตนเองคนหนึ่ง จะไม่เข้าใกล้ผู้อื่นก่อนและจะวางตนเองไว้ในความถูกต้องดีงามอยู่เสมอ แต่ในตอนนี้…กลิ่นหอมจางๆ ปะทะเข้ามาในจมูก เขาเผลอยื่นมือไปลูบผมดำราวแพรไหมนั้นโดยไม่รู้ตัว เขาตกใจที่ตนเองไม่สามารถปรับหัวใจให้เต้นเป็นปกติได้ รู้สึกโลภที่จะดื่มด่ำช่วงเวลางดงามนี้เอาไว้ น้ำเสียงของกุยหวั่นที่ทำให้คนฟังหลงใหลดังขึ้นเบาๆ “เพียงคิดว่ามีสักวันเราอาจต้องเป็นศัตรูกัน แค่เพียงคิดข้าก็เจ็บปวดใจอย่างมากแล้ว” น้ำเสียงนั้นแสนหวาน ติดตรึงใจคน แต่กลับซ่อนความเศร้าอย่างจนใจเอาไว้

โหลวเช่อรู้สึกว่าตรงลำคอตนเองเปียกชื้น หยดน้ำอุ่นๆ ไหลลงบนคอเสื้อ แต่มันกลับร้อนจนแทบจะลวกผิวของเขา ความขมขื่นที่ไร้รูปร่างกระจายไปทั่ว ทำให้เขาเศร้าสลดใจอย่างไม่อาจควบคุมได้…

กุยหวั่นดึงมือกลับอย่างรวดเร็วแล้วเอนกายไปด้านหลัง ออกจากอ้อมกอดของโหลวเช่อในทันที นางพิงตัวไปบนหมอนปักลาย มองดูโหลวเช่ออย่างเลื่อนลอย

กลิ่นหอมจางหายไปอย่างฉับพลัน ความอบอุ่นไม่มีอีกแล้ว โหลวเช่อตกใจจะเอื้อมมือไปคว้า แต่จับได้เพียงเส้นผมไม่กี่ปอย เขาตะลึงมองไปทางกุยหวั่น แต่กลับประสานเข้ากับดวงตาลึกล้ำราวกลุ่มดาวร้อยพันของนางที่ยังมีหยดน้ำตาอยู่ นางเอนพิงหัวเตียง ดวงตามองมาทางเขา แต่จุดรวมสายตากลับไปอยู่ที่อื่น ริมฝีปากราวกลีบดอกท้อเผยรอยยิ้มบางๆ งดงามเป็นอย่างมาก

ในหัวใจว่างเปล่าและบีบรัดจนเจ็บปวด โหลวเช่อยื่นมือไปจับคนตรงหน้าเอาไว้แล้วดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง “กุยหวั่น…เราไม่มีทางเป็นศัตรูกันหรอก”

เมื่อรับรู้ได้ว่าคนในอ้อมกอดคิดจะถอยออกไปอย่างไม่สบายใจ เขาก็รั้งเอวนางไว้ กระชับกอดแน่นยิ่งขึ้น ในใจว้าวุ่นยิ่งนัก เขาพูดพึมพำว่า “กุยหวั่น…ข้าควรทำอย่างไรกับเจ้าดี”

ข้าควรทำอย่างไรกับเจ้าดี

 

ฤดูใบไม้ผลิรัชศกเทียนไจ่ปีที่สอง คดีวัดฮู่กั๋วจบลง พวกกบฏตายไปกว่าสามร้อยคน จากการตรวจสอบเรื่องนี้เกี่ยวพันเป็นวงกว้าง แม้แต่พระสัสสุระองค์ปัจจุบันก็ยังเกี่ยวข้องด้วย ฮ่องเต้พิโรธหนัก ดึงกำลังคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของพระสัสสุระไปเป็นจำนวนมาก เดิมคิดว่าฮองเฮาจะถูกปลด แต่คาดไม่ถึงว่าขุนนางสำคัญจะช่วยขอร้อง ใช้ชีวิตเป็นประกันว่าฮองเฮาเป็นผู้บริสุทธิ์ ทำให้ยังคงรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้ ตำหนักในกลับมาสงบสุขอีกครั้ง

เพียงพริบตาก็ถึงปลายฤดูใบไม้ผลิแล้ว การสอบคัดเลือกขุนนางทั่วแคว้นเพิ่งจะเริ่มต้น เรื่องวัดฮู่กั๋วไม่ได้กระทบการสอบคัดเลือกนี้ ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามปกติ

บรรดาชาวบ้านในเมืองหลวงปีนี้ตื่นเต้นกันมาก ไม่มีสาเหตุอื่นใด เป็นเพราะจ้วงหยวนใหม่ปีนี้อายุน้อยมีความสามารถมาก และยังรูปงาม ดูสง่าเหมือนอัครเสนาบดีโหลวในอดีต เมื่อรู้ว่าเขาก็คือศิษย์เอกของอัครเสนาบดี ทั้งเมืองหลวงก็เริ่มคึกคัก เรื่องที่คุยกันก็วนเวียนอยู่กับเรื่องนี้

ผู้ที่มีชื่อเป็นอันดับหนึ่งในการสอบปีนี้ก็คือก่วนซิวเหวิน ในตอนนั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าการมาของชายหนุ่มผู้นี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เลวร้าย สร้างความยากลำบากให้กับทุกผู้คน…

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 24

Comments

comments

Jamsai Editor: