X
    Categories: LOVEทดลองอ่านเพลง (รัก) ของเจ้าชายอสูร

ทดลองอ่านนิยาย เพลง(รัก)ของเจ้าชายอสูร บทที่ 1 – บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 16

บทนำ…เมื่อลิงน้อยแสนซนพบกับสิงโตขี้โมโห

 

‘มันตายแล้ว…จบสิ้นกันซะที’

เสียงที่ก้องอยู่ในใจของคอนสแตนติน ดิมิทรี ธีโอดอร์ อันเกลอสมีนัยของความขมขื่น จากวัยเด็กที่เขาต้องเห็นพ่อและแม่เลี้ยงถูกสังหารต่อหน้า เขาก็ปฏิญาณกับตัวเองไว้ว่าจะไม่ใช้อิทธิพลตัดสินโทษ ปลิดชีวิตใครตามอำเภอใจเด็ดขาด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เชี่ยวชาญการต่อสู้ทุกรูปแบบ และมีมือดีในสังกัดมากมาย…เขาไม่ใช่คนที่ชอบล้างผลาญชีวิตใคร แต่ก็พร้อมเสมอกับการต่อสู้เพื่อตนเองและคนในครอบครัว

วันนี้เขาต้องละเว้นความตั้งใจ มือต้องมาเปื้อนเลือดเพราะเปโทรส อธานาซิส คู่แข่งทางธุรกิจที่ขับเคี่ยวกันมานาน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสินค้าหนีภาษี ค้าอาวุธ และยาเสพติด มาเฟียตัวฉกาจมันบังอาจจับณิชา คนรักของอเล็กซิสน้องชายต่างมารดาเขาที่เพิ่งมาจากเมืองไทยไปกักขังไว้บนเรือพร้อมกับระเบิดอานุภาพร้ายแรง ถ้าณิชาสาวน้อยตัวเล็กแต่ใจเด็ดนั้นไม่ตัดสินใจกระโดดออกมาจากเรือและว่ายน้ำกลางมหาสมุทรที่หนาวเย็นแทบจะติดลบในเวลากลางคืนเพื่อเอาตัวรอด เธอคงเสียชีวิตและน้องชายเขาก็คงหัวใจแตกสลาย เพราะอเล็กซิสรักแฟนสาวมากเหลือเกิน

คอนสแตนตินหลับตา พิงพนักที่นั่งผู้โดยสารของเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัว เสียงนักบินแจ้งเบาๆ ในหูฟังว่าอีกสิบนาทีจะถึงที่หมาย…ที่หมายที่ว่าคือปราสาทหินอ่อนสีเทาอายุสี่ร้อยปีบนยอดเขาที่สูงที่สุดทางทิศตะวันออกของเกาะมิครอส เกาะส่วนตัวที่เขาและน้องชายได้เป็นมรดกมาจากบิดาผู้ล่วงลับ ปกติปราสาทอันทึมทึบปกคลุมไปด้วยเถาไอวี่และไม้เลื้อยอื่นๆ นั้นจะเงียบเชียบ ไร้ผู้เยี่ยมเยียน เพราะเขารักความเป็นส่วนตัว ชอบความเงียบสงบ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว…

ยายเพลงพิณตัวแสบ…ผู้หญิงตัวนิดเดียวที่กวนประสาทที่สุด!…เธอเป็นเพื่อนของณิชาที่มาพร้อมกันจากเมืองไทย เมื่อคืนวานนี้ตอนที่ณิชาถูกจับตัวไป ผู้หญิงบ้านั่นติดต่อใครไม่ได้และสืบรู้มาว่าเขาอยู่ในงานเลี้ยงส่วนตัวของท่านประธานาธิบดี เธอต้องการพบเขาจึงเอาห่อขนมและช็อกโกแลตมามัดไว้กับตัวและร้องว่าตัวเองเป็นมือระเบิดพลีชีพอยู่ที่หน้าบ้านพักของผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ…ผู้หญิงสิ้นคิดนั่นทำให้ทั้งตำรวจ หน่วยสวาท คอมมานโด เจ้าหน้าที่พิเศษยกกำลังกันมาเกือบทั้งเมืองหลวง รวมถึงนักข่าวอีกนับร้อย…หลังจากเรื่องจบลงและทุกคนรู้ว่าทั้งหมดเป็นการแหกตา คราวนี้ชีวิตของเขาก็ถูกพวกสื่อตามติดขุดคุ้ยไม่มีที่สิ้นสุด อเล็กซิสก็ต้องไปเฝ้าณิชาที่โรงพยาบาลจากอาการบอบช้ำและอ่อนเพลียเนื่องจากอยู่ในน้ำเย็นจัดเป็นเวลานาน น้องชายที่ยังขวัญเสียกับสิ่งที่เกิดกับคนรักขอร้องให้เขาช่วยดูแลผู้หญิงบ้านั่นชั่วคราว เขาเห็นแก่น้องจึงไม่ปฏิเสธแม้ไม่อยากข้องเกี่ยว และจากสิ่งที่เธอก่อไว้ นักข่าวต่างพากันมาตั้งแคมป์หน้าที่พัก หน้าบริษัทในเอเธนส์เต็มไปหมด เขาจึงต้องจำใจพาเธอมาพักที่นี่…ที่ที่เขารักที่สุดและไม่เคยเชิญคนนอกมาเลย

เย็นนี้ณิชาก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้ว…ทันทีที่เครื่องลงจอดเขาจะให้คนพายายตัวแสบไปส่งที่วิลล่าของอเล็กซิสที่อยู่อีกฝั่งของเกาะให้เสร็จๆ ไปซะ น้องชายเขาจะได้รับผิดชอบดูแลทั้งคนรักของตัวเองและเพื่อนของคนรักไปด้วย เขาทนมามากพอแล้ว…สติจวนจะระเบิดเต็มที

“คิริเอ* ครับ เอ่อ ท่านน่าจะมองลงไปที่ปราสาท” บอดี้การ์ดมือดีชาวเยอรมันผู้แสนเย็นชา เงียบขรึมที่นั่งอยู่ด้านหลังร้องบอกเข้ามาในหูฟังด้วยเสียงแปลกๆ กึ่งช็อกกึ่งทึ่งผิดวิสัย

ชายหนุ่มนิ่วหน้า อีกไม่นานเครื่องก็จะลงจอดสนิท จะมีอะไรที่น่าดู เขาชะโงกหน้ามองไปยังด้านล่าง…หากภาพที่เห็นนั้นทำให้ใจหายวาบ

* คำในภาษากรีก เทียบได้กับคำว่าคุณในภาษาไทย ใช้เรียกผู้ชาย

นะนั่นมันยายตัวแสบเพลงพิณนี่…แล้วขึ้นไปทำอะไรบนหลังคาปราสาทที่สูงลิบลิ่วล่ะนั่น…โอ๊ย ใครก็ได้ช่วยยิงเขาให้พ้นทุกข์พ้นร้อนเสียทีเถอะ

 

“ฉันตายแน่ ตายแน่ๆ”

เพลงพิณ พิริยศิลป์พึมพำกับตัวเองเสียงสั่นๆ ปนสยองเมื่อได้ยินเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังสนั่นอยู่หลังปราสาท…ท่านเคานต์แดร็กคิวล่ากลับมาแล้ว อ๊ากกก…

“คิริอา[1] เพลงพิณคะ…รีบลงมาเถอะค่ะ ท่านคอนสแตนตินกลับมาแล้วนะคะ” อันน่า คนรับใช้ที่ดูแลเพลงพิณตั้งแต่หญิงสาวมาถึงเงยหน้าพูดปากคอสั่น ท่าทางกริ่งเกรงหวาดกลัวเจ้าของปราสาทเต็มที่

“ฮึ้ย อันน่า ฉันรู้แล้ว เสียง ฮ. ดังซะขนาดนั้น ก็พยายามลงอยู่นี่ไง แล้วอันน่าก็อย่าพูดชื่อนี้สิ มือสั่น เสียสมาธิหมด”

ร่างเล็กเพรียวในชุดกางเกงขาสั้นกุดเสื้อสายเดี่ยวพยายามคืบคลานผ่านกระเบื้องอิฐเก่าคร่ำคร่าที่ลั่นกรอบแกรบทุกครั้งที่เธอเคลื่อนตัวผ่าน เธอไม่แน่ใจว่าหลังคานี่เป็นชุดแรกกับที่มุงปราสาทเมื่อตอนสร้างขึ้นหรือเปล่า ถ้าใช่ ป่านนี้ก็น่าจะหมดอายุการใช้งานแล้ว…หญิงสาวอยากเขกกะโหลกตัวเองที่คิดอะไรอัปมงคลในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้

เพราะความอยู่ไม่สุข และเบื่อที่เจ้าของปราสาทไปธุระนอกเกาะ ไม่พาเธอไปส่งที่วิลล่าของคนรักเพื่อนสนิทเสียที เพลงพิณจึงสำรวจปราสาทฆ่าเวลา…ด้วยความที่เรียนด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ พอเห็นสิ่งก่อสร้างที่น่าทึ่งเช่นนี้ก็อดที่จะให้ความสนใจในแง่การออกแบบและโครงสร้างไม่ได้ แล้วครึ่งวันผ่านไปเธอก็มาสะดุดกับพื้นที่ของห้องนอนตัวเองที่ดูจะไม่สมส่วนกับพื้นที่ด้านนอกที่เป็นเชิงเทินกว้างราวสามเมตรคล้ายกับเป็นที่ยืนยามในสมัยก่อน…เธอจึงสงสัยว่าพื้นที่ที่หายไปอาจเป็นห้องลับ ห้องเก็บสมบัติ หรือทางเดินลับอะไรสักอย่าง หัวใจที่รักผจญภัย นิสัยที่อาจเรียกได้ว่าสอดรู้สอดเห็นไม่ยอมให้เธออยู่เฉย ใครๆ ที่สนิทกับเธอรู้กันทั้งนั้นว่าเพลงพิณคนนี้เป็นคนที่เกลียดความคลุมเครือ เกลียดสิ่งที่เป็นปริศนาคาใจที่สุด เธอต้องการหาคำตอบให้ได้ จึงตัดสินใจปีนหลังคาเพื่อวัดพื้นที่…คิดไม่ถึงว่าอีตาเจ้าของปราสาทซึ่งหายศีรษะไปตั้งแต่เช้ามืดจะกลับมาเร็วขนาดนี้

หญิงสาวไต่มาจนถึงขอบหลังคาได้ในที่สุด ร่างเล็กห้อยต่องแต่งอยู่ที่ความสูงลิบลิ่วจากพื้นดิน อันน่าร้องวี้ดว้ายเมื่อกระเบื้องลั่น ส่วนเพลงพิณสูดลมหายใจพยายามรักษาระดับสายตาไม่ให้มองต่ำ เธอชักเริ่มรู้สึกเสียวๆ อยู่เหมือนกัน…ตอนลงอารมณ์ต่างกับตอนขึ้นชะมัดเลย

เธอเกือบจะตวัดขาเกี่ยวกับขอบหินอ่อนเพื่อพาตัวเองไปยืนบนขอบเชิงเทินได้อยู่แล้วเชียว เมื่อเสียงดังก้องราวกับฟ้าผ่าดังขึ้น

“ยายเด็กบ้า…เธอขึ้นไปทำอะไรของเธอ ลงมาเดี๋ยวนี้นะ”

เพลงพิณหน้าแหย…ไม่อยากยอมรับกับตัวเองว่ากลัวเจ้าของเสียงนี้เหมือนกัน…คนอะไรพูดดีๆ ไม่เคยเป็น เอาแต่คำรามๆ ตะคอกตลอดเลย

“ก็กำลังลงอยู่นี่ไง ไม่เห็นเหรอ…อย่ามาทำเสียงดังใส่คนอื่นนะ เดี๋ยวถ้าฉันมือสั่นตกลงไปจะทำไง” คนอยากไขปริศนาเถียงกลับ หางตาเห็นพื้นดินลิบๆ ก็เริ่มใจเสีย…บ้าจริง ห้องลับอะไรก็ยังไม่ได้คำตอบ แถมยังมีวี่แววจะโดนฆาตกรรมอีก

[1] คำในภาษากรีก เทียบได้กับคำว่าคุณในภาษาไทย ใช้เรียกผู้หญิง

คอนสแตนตินใจหายวูบเมื่อกระเบื้องลั่นกร๊อบและมีเศษเล็กเศษน้อยร่วงลงมา “ดี ตกลงไปซะจะได้เข็ด หาเรื่องใส่ตัวดีนัก” เขาขบกรามข่มอารมณ์จนเส้นเลือดปูดที่ขมับ มือหนาเสยผมอย่างพลุ่งพล่าน พอมองเห็นว่าหญิงสาวอยู่ในระยะเอื้อมถึง ก็ปีนขึ้นเหยียบช่องว่างระหว่างขอบเชิงเทิน และกระโจนขึ้นรวบร่างเล็กกอดแนบอกไว้แน่น ก่อนจะกระโดดลงสู่พื้นหินอ่อนอย่างปลอดภัย

เพลงพิณร้องกรี๊ดประสานเสียงกับอันน่าที่ยืนตัวสั่นอยู่ห่างๆ พอคอนสแตนตินตวัดตาสีน้ำเงินเข้มใส่หญิงรับใช้ อีกฝ่ายก็เงียบเสียงลงทันควัน ดวงตาที่ราวกับมีเปลวไฟสีน้ำเงินลุกเรืองจ้องเขม็งอย่างเย็นชาใส่ใบหน้ารูปหัวใจล้อมกรอบด้วยผมสั้นหยิกเป็นคลื่นที่ตอนนี้เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ พอตัวแสบทำท่าเหมือนจะดิ้นออกจากการกอดรัดของเขา ชายหนุ่มก็เม้มปาก แขนแข็งแรงรวบหมับที่เอวบาง แล้วหนีบเธอเข้าเอวหนาแต่ไร้ไขมันของเขาในลักษณะเหมือนกับหิ้วกระสอบนุ่น

“จะทำอะไรน่ะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ…ปล๊อย” เพลงพิณกรี๊ด เมื่อคอนสแตนตินเดินหนีบเธอเข้ามาในห้อง อันน่าวิ่งตามมาติดๆ พลางบิดไม้บิดมืออย่างทำอะไรไม่ถูก

คอนสแตนตินไม่สนใจแขนขาเล็กๆ ที่ดิ้นรน พอเดินมาถึงเตียงได้ก็นั่งลงแล้วจับคนที่เอาแต่ร้องกรี๊ดๆ ให้คว่ำพาดตัก ยิ่งพอมองเห็นว่าขาขาวเนียนที่พ้นจากกางเกงขาสั้นสีสดมีรอยกระเบื้องครูดเป็นแนวยาวก็ยิ่งหน้ามืด ในหัวขาวโพลนไปด้วยพิษโทสะ พาให้ฟาดฝ่ามือลงไปที่ก้นนุ่มๆ อย่างแรงสามทีติด

“โอ๊ย ไอ้บ้า ไอ้คนบ้าอำนาจ นายทำอะไรของนายเนี่ย กล้าดียังไงมาตีฉัน พ่อแม่ยังไม่เคยทำเลยนะ…ไอ้คนเลว ขี้รังแก” เพลงพิณตะโกนออกมาหลังจากหายช็อก หญิงสาวดิ้นรนจนพ้นการเกาะกุม น้ำตาไหลออกมาด้วยความโมโห…เจ็บที่ก้นไม่เท่าไหร่ แต่ศักดิ์ศรีนี่สิ…ยับเยิน

“ซน ดื้อด้าน อยากหาเรื่องให้ตัวเองตายหรือไง…พ่อแม่ไม่เคยตีน่ะสิถึงได้เป็นแบบนี้…ไปเลยนะ ไปเตรียมข้าวของ เดี๋ยวจะให้คนไปส่งที่วิลล่าของอเล็กซิส…หลังจากนี้ก็ลาขาด อย่ามาเจอะเจอกันอีก”

คอนสแตนตินขึ้นเสียงเป็นชุดผิดวิสัยที่ไม่ชอบพูดมาก เขาทั้งโมโหทั้งตกใจไปพร้อมๆ กัน ตอนที่มองลงมาจาก ฮ. แล้วเห็นเธออยู่บนหลังคา ใจเขารุ่มร้อนแทบรอให้เครื่องจอดอย่างเรียบร้อยไม่ได้…ยายเด็กบ้านี่มาอยู่แค่หนึ่งวันหนึ่งคืนยังก่อเรื่องขนาดนี้ ถ้าอยู่สักสามวันน่าจะคอหักตาย หรือไม่ปราสาทเขาคงทลายกลายเป็นแค่กองอิฐ กองหิน…ฟาดสั่งสอนและไล่ไปให้พ้นๆ เร็วๆ นี่ดีแล้ว

เพลงพิณน้ำตาไหลด้วยความอัดอั้น อยากเข้าไปประทุษร้ายคนที่ตีเธอก็กลัวโดนอีกรอบ หันรีหันขวางเห็นอันน่ามองมาด้วยความเห็นใจสงสารก็ยิ่งอาย…เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็เลยหันไปกอดเสาเตียงร้องไห้เสียเลย

คนลงโทษด้วยโทสะเห็นคนตัวเล็กร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับเด็กๆ ก็มีแววตาที่แปลกไปวูบหนึ่ง แต่เมื่อเหลือบไปเห็นแผลถลอกที่เรียวขาขาวกำลังเริ่มมีเลือดซึมออกมาน้อยๆ ก็เม้มปาก ก่อนจะผุดลุกจากเตียงแล้วสั่งเสียงห้วนๆ กับคนรับใช้ที่หน้าตาซีดเซียวมองเขาที มองคนที่ร้องไห้ราวเด็กๆ ที

“ทำแผลและเตรียมตัวให้คุณเพลงพิณให้เสร็จภายในสิบห้านาทีแล้วพาลงไปที่ท่าเรือ ฉันจะไปส่งเธอที่วิลล่าของอเล็กซิสเอง…” ชายหนุ่มมองลงไปยังใบหน้ารูปหัวใจเปื้อนน้ำตาที่เงยขึ้นมองเขาด้วยความกรุ่นโกรธคละเคล้ากับสงสัย แล้วพูดต่อด้วยเสียงเย็นชา “…จะไปส่งด้วยตัวเอง เอาให้แน่ใจว่าถึงที่บ้านโน้นจริงๆ…ไม่ทำเรือรั่ว…ไม่ก่อเรื่องระหว่างทาง…หรือย้อนกลับมาอีก”

เพลงพิณที่เริ่มสะอึกน้อยๆ ค้อนเขาตาคว่ำ พ่นคำหยาบในภาษาไทยออกมาเบาๆ สองสามคำ พอร่างสูงใหญ่ออกจากห้องไปเธอก็รีบลุกขึ้นจากเตียงแล้วดิ่งไปที่ห้องน้ำ…ไม่ได้กลัวคำขาดนั่นหรอก แต่ไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว…ปราสาทเท่านั้นที่น่าสนใจ แต่เจ้าของนี่สิ…ไอ้บ้าโรคจิตชอบใช้กำลัง!

หลังจากนั้นเมื่อเพลงพิณมาอยู่ที่วิลล่าของอเล็กซิสและนั่งคุยกับณิชาเพื่อนรักสองคนในห้อง หญิงสาวก็งอแงขอร้องให้เพื่อนที่คบกันมาสิบกว่าปีร่วมเกลียดคนบ้าอำนาจนั้นด้วย

ณิชาที่ใบหน้ายังดูซีดและอ่อนเพลียอยู่บ้างส่ายหน้าอ่อนใจ “ก็เพลงไปทำอะไรให้เขาล่ะจ๊ะ” เธอถามอย่างรู้จักเพื่อนดี…ไม่ต้องมีอะไรมาก…แค่เป็นตัวของตัวเองตามปกติ เพลงพิณก็สามารถทำให้คนเคร่งขรึม รักความสงบอย่างคอนสแตนตินแทบคลั่งได้

เพลงพิณตาลุก “ใครจะไปทำอะไรเขา มีแต่ฝ่ายนั้นสิที่…” หญิงสาวหยุดชะงัก เธอไม่อยากให้เพื่อนรักรู้เลยว่าเธอโดนกระทำขนาดนั้น…มันเสียฟอร์มที่สุด “…ชอบรังแกคนอื่น บ้าอำนาจ พูดจาก็ไม่ดี ทำตัวเป็นสิงโตแก่หางด้วนหงุดหงิด เอาแต่คำรามๆๆ ใส่…”

ณิชาอมยิ้ม ท่าทางลิงน้อยเพลงพิณจะไปก่อเรื่องอะไรไว้แน่ๆ แต่หญิงสาวเห็นว่าเพื่อนเริ่มจะเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาอีกก็เลยรีบเอ่ยเสียงอ่อน “…อย่าไปโกรธพี่คอนสแตนตินเลยจ้ะ…อเล็กซ์บอกว่า เอ่อ พี่คอนสแตนตินไม่ค่อยชอบผู้หญิง…เท่าไหร่” หญิงสาวเกือบจะพูดคำว่า ‘ผู้หญิงไม่เรียบร้อย’ ออกมาอยู่แล้ว แต่รีบละไว้ เพราะนึกได้ว่าอาจทำให้เพื่อนอาละวาดขึ้นมาอีกรอบ

หากแต่ประโยคที่ใจความไม่สมบูรณ์นั้นทำให้เพลงพิณเข้าใจไปอีกทาง

โธ่ ที่แท้ก็เกลียดผู้หญิงนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้ดูเก็บกดนัก คงจะต้องเก๊กแมนตลอดเวลาเพื่อหลอกลวงคนรอบข้างล่ะสิ…สมน้ำหน้านักอีตาดำเอ๋ย นี่คงต้องถูกพระเจ้าลงโทษให้เป็นเกย์อารมณ์แปรปรวนอยู่ล่ะสิ แต่ถึงฮอร์โมนจะกดดันขนาดไหนก็ไม่ควรไปลงกับคนอื่นนะตาบ้า…ว้อย คิดแล้วแค้นสุดๆ

บทที่ 1…เคานต์แดร็กคิวล่า บุรุษรัตติกาล…คอนสแตนติน

 

กรุงเอเธนส์ เมืองหลวงของประเทศกรีซ

เรือนร่างเพรียวแต่มีส่วนเว้าส่วนโค้งอันน่าตะลึงลานนอนทอดกายอยู่ที่เก้าอี้ยาวบุนวมนุ่มที่ระเบียงกว้างซึ่งยื่นต่อจากห้องนอนขนาดใหญ่ แดดส่องกระทบผิวกายสีแทนจนดูเปล่งประกายระยิบ ทั้งที่ร่างมีเพียงจีสตริงตัวจ้อยที่แทบปิดอะไรไม่มิดอยู่ชิ้นเดียว แต่ดาราสาวลูกครึ่งกรีก-อิตาลีไม่ใส่ใจ กลับยกขายาวได้รูปพาดกับราวระเบียงเฉย มือเรียวคว้าแก้วกาแฟจากโต๊ะเล็กข้างๆ ขึ้นมาจิบ หน้าอกอวบล้นไร้สิ่งปกปิดสั่นกระเพื่อมตามการเคลื่อนไหวไปด้วยจนดูเย้ายวน

นั่นคือภาพที่คอนสแตนติน บุรุษที่ทรงอิทธิพลและร่ำรวยในระดับต้นๆ ของยุโรปแต่มีชีวิตส่วนตัวที่ลึกลับที่สุดลืมตาขึ้นมาเห็น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มจัดมีเงาความรู้สึกบางอย่างขึ้นวูบหนึ่ง ร่างเต็มไปด้วยมัดกล้ามและไรขนอ่อนๆ กระจายไปทั้งแผ่นอกและหน้าท้องลุกขึ้นจากเตียง มือแข็งแรงคว้าชุดคลุมไหมสีดำจากปลายเตียงมาสวมทับร่างที่เปลือยเปล่าแล้วเดินด้วยฝีเท้าเงียบกริบมายังระเบียงที่มีแสงแดดส่องกระทบสว่างไสว

“เบียงก้า…” น้ำเสียงทุ้มลึกแต่เย็นเยือกจับจิต สมกับฉายามากมายที่นักข่าวและคนในวงการธุรกิจตั้งให้…อสูรแห่งความมืดบ้าง เคานต์แดร็กคิวล่าบ้าง…ดีหน่อยก็บุรุษรัตติกาล แต่ความหมายก็ไม่ได้หนีห่างกันเลย

นางแบบสาวสะดุ้ง ลุกขึ้นนั่ง แม้จะรู้สึกว่าผู้ชายที่เธอใช้เวลาค่ำคืนด้วยกำลังไม่พอใจอะไรบางอย่าง แต่หญิงสาวก็ไม่สนใจมากนัก เธอยืดตัวตรงอย่างภูมิใจในเรือนร่างของตัวเอง แล้วทักชายหนุ่มเสียงหวานพร่ามีจริต

“ตื่นแล้วเหรอคะที่รัก…นี่ฉันทำคุณหมดแรงขนาดนี้เลยเหรอ”

หากคนถูกทักไม่สนใจในเสน่ห์ของเรือนร่างที่ได้ตักตวงความสุขอย่างหนักหน่วงไปเมื่อคืนแม้แต่นิดเดียว ชายหนุ่มพูดเสียงเย็นชา “คุณละเมิดกฎที่ผมบอกไว้ถึงสองข้อในเช้าเดียว…ข้อแรก อย่าทำตัวให้เป็นข่าว แต่คุณกลับมาทอดกายอยู่ที่ระเบียงนี่ในขณะที่ปาปารัซซี่มากมายซุ่มตัวอยู่ตามตึกใกล้เคียงพร้อมด้วยกล้องส่องทางไกลในมือ ส่วนอีกข้อที่ร้ายแรง…” ชายหนุ่มตวัดตาผ่านนางแบบสาวที่เริ่มหน้าซีดไปยังนาฬิกาซึ่งติดอยู่ที่ผนังห้องนอน “…นี่มันยังไม่เก้าโมงเช้า แต่คุณกลับปล่อยให้แสงแดดส่องเข้ามาในห้องนอนผม…เพราะฉะนั้นระหว่างคุณกับผมจะไม่มีครั้งต่อไปอีก จัดการตัวเองเสีย…สำหรับสร้อยเพชร เชิญเก็บไว้ได้ ตราบใดที่คุณไม่ปูดว่าได้มาจากผม”

คอนสแตนตินหมุนตัวกลับเข้าห้องอย่างไม่แยแสแล้วกระชากม่านหนาหนักปิดทางเดินสู่ระเบียง แสงที่ถูกสกัดไว้ไม่ให้ส่องผ่านเข้ามาทำให้ห้องทั้งห้องสลัวลงคล้ายกับยามเช้ามืด

เขาเกลียดแสงแดดยามเช้าที่สุด…ที่จริงก็ทุกยามนั่นแหละ…เขาชอบและสบายใจกับแสงสลัวๆ หรือความมืดมากกว่า มันดูราวกับไว้ใจได้ สงบเงียบ ไม่ทำให้ถูกเปิดเปลือย…ยิ่งระยะหลังๆ นี้เขามีปัญหาการนอนหลับ กว่าจะข่มตาหลับก็ตีสามตีสี่ จนต้องหาอะไรมาทำ ไม่ว่าจะทำงานโดยฉวยโอกาสความต่างด้านเวลาติดต่อกับผู้ช่วยที่ดูแลงานฝั่งเอเชียและอเมริกา…หรือทำกิจกรรมอย่างอื่น ฉะนั้นเมื่อเขาได้ตกอยู่ในห้วงนิทราอันมีค่า คนที่ทำให้เขาตื่นก็ไม่ควรได้รับโอกาสใดๆ อีก

หางตาชายหนุ่มเห็นดาราสาวที่เขาคบแบบลับๆ มาหนึ่งเดือนเดินเข้ามาในห้องก่อนจะลับหายเข้าไปในห้องน้ำ…ดีแล้วที่เป็นอย่างนี้ เขาเป็นคนให้โอกาสคน แต่ให้แค่เพียงครั้งเดียว เบียงก้าแม้จะดีเลิศในด้านอื่น แต่ก็เคยทำความผิดมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อโอ้อวดกับนักข่าวบันเทิงว่าได้รับเชิญไปขึ้นเรือยอชต์ส่วนตัวของเขาเมื่อวันหยุดยาวที่ผ่านมา…ตอนนั้นเขายกโทษให้ไปแล้ว ครั้งนี้จึงเป็นอันสิ้นสุด

คอนสแตนตินชักจะรำคาญชีวิตในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ซึ่งเป็นฐานธุรกิจของเขาเสียแล้ว เขาอยากจะกลับเกาะมิครอสเหลือเกิน ตั้งแต่อเล็กซิสน้องชายต้องจัดเตรียมงานแต่งงานในช่วงสุดท้ายจนกระทั่งเข้าพิธีไปเมื่อสามวันก่อน งานด้านการติดต่อเจรจาที่เคยให้น้องชายทำ เขาก็ต้องมาทำเสียเอง…แล้วต่อไปก็คงไม่ต่างกันนัก เขาคงต้องช่วยน้องในด้านนี้บ้าง เพราะจะให้คนที่เพิ่งแต่งงานใหม่เดินทางไปนั่นมานี่แทนเขาตลอดเหมือนเมื่อก่อนมันคงดูเห็นแก่ตัวมากไป

ชายหนุ่มเสยผมดำสนิทดกสลวยที่ระเรื้อลำคออย่างรำคาญใจ รู้สึกหงุดหงิดกับหลายเรื่อง ในเมื่อรู้ดีแก่ใจว่าคงข่มตาให้หลับไม่ได้อีกแล้ว จึงตัดสินใจเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า หยิบเสื้อเชิ้ตตัวหนึ่งจากทั้งหมดที่เป็นแบบเดียว สีเดียวกันทั้งตู้…เชิ้ตไหมสีดำ แบบเรียบ ทรงตรงไม่ใช่แบบสลิมฟิตมีลูกเล่นเหมือนที่ผู้ชายสมัยนี้ครึ่งค่อนนิยมใส่กัน…วันนี้จะไปทำงานเช้าสักวัน ดูว่าทีมผู้ช่วยเตรียมงานไปถึงไหนแล้วสำหรับการประชุมทางโทรศัพท์กับทีมกฎหมายที่ลอนดอน ตอนบ่ายสามเขายังมีนัดดื่มน้ำชากับย่า ซึ่งเรื่องที่ท่านจะคุยกับเขาคือเรื่องอะไรนั้นพอจะเดาได้ แม้จะเบื่อ แต่เขาก็รักและเกรงใจท่านเกินกว่าที่จะหาทางเลี่ยงนัดนี้

 

“ขอโทษนะครับยาย่า[1] ที่ผมช้าไปถึงห้านาที” คอนสแตนตินขออภัยเสียงนุ่มกับหญิงชราร่างเล็กผอมบางแต่งกายทันสมัย ชายหนุ่มก้มลงจูบแก้มย่นน้อยๆ แต่นุ่มเนียนจากการบำรุงรักษาอย่างดีแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามโต๊ะ

“แค่ห้านาทีเท่านั้น…ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ” หญิงชราวัยหกสิบปลายตอบ หันไปส่งสายตาให้สัญญาณพนักงานเสิร์ฟนำกาแฟที่เธอสั่งไว้มาเสิร์ฟให้หลานชาย

“แค่ห้านาที…แต่นั่นทำให้ยาย่าต้องรอ…ไม่ดีหรอกครับ” คอนสแตนตินกล่าวเสียงขรึม

โซเฟีย อเล็คซากิสส่ายหน้าน้อยๆ กับวิธีคิดนั้น นึกไปถึงหลานสาวและหลานชายแท้ๆ ของเธอที่อายุก็นับว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ยังคิดไม่ได้แบบนี้ และบางครั้งยังทำตัวเหลวไหลอย่างขุ่นใจ…ไม่นึกถึงหัวอกของยายกับพ่อแม่ที่ห่วงบ้างเลย

คอนสแตนตินเมินหน้าจากพนักงานหญิงวัยรุ่นที่หน้าซีดหน้าเซียวด้วยความหวาดหวั่นประหม่าขณะทำหน้าที่เสิร์ฟกาแฟและของว่าง…สงสัยจะอ่านหนังสือพิมพ์หน้าซุบซิบคนดัง หรือไม่ก็นิตยสารพวกใส่สีตีข่าวมากไป ถึงได้มีท่าทางกลัวเขาจับจิตแบบนี้…นี่คงไม่ได้เชื่อเรื่องที่พ่อแม่หลายคนนำเรื่องของเขาไปแต่งเป็นนิทานหลอกลูกๆ หรอกนะ ที่ว่าเขาเป็นผีดิบดูดเลือด ชอบลวงคนไปฆ่าที่เกาะมิครอส แล้วก็ซ่อนศพจนทับถมกันเป็นกองสูงไว้ในห้องใต้ดินของปราสาท…บ้ากันไปใหญ่แล้ว

ชายหนุ่มปัดเรื่องไร้สาระทิ้ง หันมาสนใจกับญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เหลืออยู่ ถ้าไม่นับอาผู้หญิงและอาเขยที่ไม่ค่อยมีความเป็นผู้ใหญ่เท่าไหร่…ย่าโซเฟียไม่ใช่ย่าแท้ๆ ของเขา เป็นเพียงลูกพี่ลูกน้องกับปู่ของเขาที่ล่วงลับ แต่เขาก็รักย่าเหมือนเป็นย่าแท้ๆ เพราะท่านรับเขามาเลี้ยงหลังจากที่พ่อกับแม่เลี้ยงถูกคู่แข่งทางธุรกิจสังหารต่อหน้า…อเล็กซิสน้องชายที่ตอนนั้นมีวัยห้าขวบมีญาติๆ ฝ่ายแม่มารับตัวไปอยู่อังกฤษ ส่วนเขา แม่แท้ๆ นั้นเสียชีวิตเมื่อคลอดเขา ญาติที่เหลือก็เป็นเพียงญาติห่างๆ และกลัวว่าตัวเองจะมีอันตรายหากรับทายาทร้อยล้านแต่มีศัตรูทางธุรกิจมากมาย ซ้ำยังเป็นพยานในคดีฆาตกรรมมาอยู่ร่วมบ้าน เขาจึงถูกเลี้ยงดูจากทีมผู้บริหารและทีมกฎหมายที่พ่อเขาตั้งขึ้นอยู่นับเดือน กว่าย่าโซเฟียซึ่งอาศัยอยู่กับลูกสาวลูกเขยในโพรวองซ์ ฝรั่งเศสจะย้ายกลับมาและทำเรื่องยื่นขอเป็นผู้ปกครองเรียบร้อย

ชายหนุ่มจิบกาแฟแก่เข้ม “ดาเน่กับยอร์โก้กลับมาจากปารีสแล้วใช่ไหมครับ”

[1] คำเรียกในภาษากรีก หมายถึงย่าหรือยาย

สองคนที่เขาเอ่ยถึงคือลูกพี่ลูกน้องทั้งสองของเขา ยอร์โก้นั้นอายุยี่สิบแปดแล้ว แต่ยังติดความสนุกสนาน ชอบท่องเที่ยว ไม่ถึงกับขาดความรับผิดชอบ เพียงแต่ไม่ค่อยจริงจังและไม่มีความกระตือรือร้น เขาเริ่มให้ลูกพี่ลูกน้องคนนี้เข้ามาช่วยดูแลธุรกิจที่จีนตั้งแต่ปีที่แล้ว ผลงานที่ทำได้ดีพอใช้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี เพราะเขาอยากให้ลูกผู้น้องคนนี้รับผิดชอบอะไรได้บ้าง จะได้ดูแลครอบครัวของตัวเองได้

ส่วนดาเน่หรือดอร์เซียคือน้องสาวของยอร์โก้วัยยี่สิบห้าปี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นคนไร้สาระอย่างแท้จริง หญิงสาวรู้ว่าตัวเองสวย จึงดูจะมีความฝันมากมายไปหมด ทั้งนางแบบ นักแสดง พิธีกรทีวี แต่ไม่มีอะไรจริงจังสักอย่าง ได้แต่เที่ยวเล่นช็อปปิ้งไปวันๆ และเป็นข่าวกับผู้ชายคนนั้นคนนี้ไปทั่ว…และแทนที่จะเครียด ดอร์เซียกลับดีใจที่ตัวเองเป็นที่จับตามอง

“กลับมาแล้ว…ยอร์โก้ก็ทำงานขยันขันแข็งดีนะ แต่ยายดาเน่น่ะเพื่อนที่เป็นนักร้องเขาเชิญไปปาร์ตี้บนเรือยอชต์ แล้วก็ว่าจะล่องไปที่อิตาลีด้วย”

คอนสแตนตินนิ่วหน้า…ดอร์เซียเป็นที่รักและถูกตามใจมาตั้งแต่เป็นเด็ก เขายังจำได้ดีว่าทุกครั้งที่เขากลับมาจากโรงเรียนประจำอันแสนเงียบเหงาเข้มงวด เขามักเห็นเด็กหญิงตัวน้อยได้รับการเอาอกเอาใจ ทะนุถนอมราวกับเจ้าหญิงน้อย ยอร์โก้เองก็ไม่ต่างกัน ถึงได้ติดนิสัยชอบสนุก รักสบายขนาดนี้

“ยาย่าช่วยบอกให้ดาเน่ประหยัดมากกว่านี้ด้วยนะ…ผมดูรายจ่ายของเธอแล้ว เก้าแสน…อย่างที่ผมยื่นคำขาดไป แค่ห้าแสนต่อเดือนเท่านั้นที่ผมจะให้เธอกับยอร์โก้…ส่วนต่างที่เหลือพวกอาๆ ต้องรับผิดชอบเอง”

คอนสแตนตินพูดเรียบๆ นึกกังวลเหมือนกันว่าย่าจะไม่พอใจตามประสาคนที่ตามใจหลานทั้งสอง…แต่เมื่อเดือนก่อนนั้นดอร์เซียใช้เงินไปถึงล้านกว่า…เงินแค่นี้เขาขนหน้าแข้งไม่ร่วง เพียงแต่มันต้องมีขอบเขตบ้าง…เครื่องบินในบริษัทของเขาที่มีไว้ให้เช่าและเดินทางติดต่อธุรกิจก็เอาไปใช้เรื่องส่วนตัวเป็นว่าเล่น จนเขาต้องกำชับทางบริษัทการบินเป็นเด็ดขาด ถ้าใครในครอบครัวมีธุระจำเป็นจริงๆ เขาจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป เพราะมันเสียระบบงาน เมื่อนักบินที่มีจำกัดจะต้องไปทำหน้าที่ไร้สาระ แล้วน้ำมันก็ไม่ใช่จะเติมได้จากมหาสมุทรที่ล้อมรอบกรีซอยู่จะได้ทำอะไรไม่ต้องคิด

โซเฟียนิ่งอึ้งไปด้วยจนในถ้อยคำ ก่อนจะพูดขึ้นเสียงอ่อนอย่างประนีประนอม “ย่าก็ดูๆ อยู่จ้ะ ตอนนี้ยายดาเน่ก็ปรับปรุงตัวเองมากขึ้นแล้วนะ เห็นบ่นๆ ว่าอยากไปช่วยงานที่บริษัทของคอนสักที่ อาจจะที่นิวยอร์ก…” หญิงชราไม่พูดต่อ กลัวว่าจะเป็นการรุกเร้าอีกฝ่ายมากเกินไป ทั้งที่จริงเธออยากให้หลานสาวคนเดียวไปอยู่ที่ไหนไกลๆ สักพักสุดหัวใจ

คอนสแตนตินนึกไม่ออกเลยว่าในบริษัทมากมายซึ่งมีตำแหน่งงานหลายพัน ญาติผู้น้องคนนี้จะทำอะไรได้ ความจริงเรื่องพวกนี้ไม่สมควรที่เขาต้องมาปวดหัวเลย สองพี่น้องนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขา พ่อแม่ก็มี ฐานะก็พอจะมี…แต่ที่เขาทำนี่เพราะเห็นแก่ย่าเท่านั้น

“ก็ดีครับ เอาไว้จะให้ผู้ช่วยดูว่ามีอะไรที่ดาเน่ทำได้ จะได้มีความรับผิดชอบขึ้นบ้าง…แล้วเรื่องนายมาร์ค เทตนั่น เธอเลิกยุ่งกับมันแน่แล้วใช่ไหม” ท้ายประโยคเสียงใหญ่เต็มไปด้วยความเข้มงวดเย็นชา

ใบหน้าที่ตกแต่งอย่างดีของโซเฟียเผือดซีด ในอกเหมือนมีไฟมาสุมให้ร้อนรุ่มขึ้น…มาร์ค ซี เทตเป็นนักธุรกิจอเมริกันที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นดาราฮอลลีวูดที่โด่งดังสุดขีด สองปีก่อนเขาเริ่มห่างจากวงการและหันมาสนใจทำธุรกิจในยุโรปรวมถึงประเทศกรีซ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก เพราะจากสภาพเศรษฐกิจ ธุรกิจพวกนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนเลย

ธุรกิจที่ชายผู้หล่อเหลาสมบูรณ์แบบและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกสนใจคือธุรกิจโรงแรม กาสิโน และสถานบันเทิง ซึ่งเป็นที่สงสัยชวนให้จับตามองสำหรับคอนสแตนตินมาก เพราะกิจการเหล่านั้นเคยเป็นของเปโทรส อธานาซิส มาเฟียชั่วร้ายที่สิ้นชื่อไปแล้ว คอนสแตนตินรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล จึงทำการสืบเรื่องของชายคนนี้อย่างเงียบๆ และต่อมาเขาก็พบความเกี่ยวโยงบางอย่างระหว่างมาร์ค ซี เทตกับเปโทรส อธานาซิส…ทั้งสองอาจมีความสัมพันธ์ในฐานะพ่อลูก

หลังจากคอนสแตนตินสืบเรื่องดังกล่าวได้ มาร์ค ซี เทตคล้ายจะเห็นคอนสแตนตินเป็นศัตรู แต่ไม่ใช่ทางธุรกิจ หากเป็นทางสังคม…อดีตพระเอกฮอลลีวูดใช้เสน่ห์ทำให้อดีตคู่หมั้นของคอนสแตนตินกลายไปเป็นผู้หญิงของเขาได้สำเร็จ เขาชนะใจสื่อ ได้ฉายาว่าเทพบุตรเดินดิน ในขณะที่คอนสแตนตินถูกเรียกว่าบุรุษรัตติกาล ซึ่งถือว่าเป็นคำเรียกที่ดูดีที่สุด ส่วนเลวร้ายก็เป็นจำพวกผีดูดเลือดเจ้าของปราสาทมืด เคานต์แดร็กคิวล่า…แต่ชายหนุ่มเห็นว่าคำเรียกขานเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้สาระ

ไม่กี่เดือนต่อมามาร์ค ซี เทตก็สลัดรักเอเลนี่ อดีตคู่หมั้นของคอนสแตนติน และเริ่มหาผู้หญิงคนใหม่ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไกลตัวคอนสแตนติน…ดอร์เซียคือผู้หญิงคนต่อมาของเขา หญิงสาวถูกครอบครัวห้ามปราม ตักเตือน แต่ก็ไม่เป็นผล ในเมื่อเสน่ห์ของผู้ชายที่เคยได้ชื่อว่าเป็นหนุ่มหน้าตาดีที่สุดในโลกนั้นแรงเกินต้านทาน แม้คอนสแตนตินที่เพิ่งมารู้เรื่องเมื่อสายจะยื่นคำขาดให้เลิกคบ แต่ดอร์เซียก็จมลึกอยู่ในหลุมเสน่หาจนถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว

ตอนนี้โซเฟียกับครอบครัวต้องเดือดร้อนแสนสาหัสที่ไม่ได้สอดส่องดูแลให้ดอร์เซียปฏิบัติตามที่คอนสแตนตินสั่ง หญิงสาวที่ทะนงตัวในความสวย มีเสน่ห์และชาติตระกูลที่ดีของตัวเองจนกล้าไปเล่นกับไฟกำลังตกอยู่ในห้วงทุกข์ และกระทบกับทุกคนในครอบครัวเป็นลูกโซ่…โซเฟียไม่สามารถบอกเรื่องที่พวกเธอกำลังเผชิญให้คอนสแตนตินรู้ได้ เพราะเขาได้ห้ามแล้ว และมันมีความจำเป็นอันซับซ้อนบางอย่างที่บังคับให้ต้องปิดปากเงียบ

หญิงชราเม้มปาก ความกลัดกลุ้มทับอกอยู่จนแทบหายใจไม่ออก แต่เธอก็ตอบไปเพียงสั้นๆ ด้วยเสียงแผ่วเบา “ยายดาเน่เขารู้แล้วว่าอะไรควรไม่ควร อะไรดีไม่ดี…” หญิงชรากล่าวอย่างขมขื่นใจ ก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงที่มีนัยอ้อนวอน “…ในเมื่อคอนห่วงน้อง ทำไมไม่ตกลงอย่างที่ย่าเคยบอกล่ะ ย่าเองก็จะได้หมดห่วงทั้งสองคน ย่าแก่แล้ว…อยากมีเหลนสักสองสามคน แต่ยังไม่รู้ว่าจะอยู่ถึงวันนั้นไหม”

การวกเข้าเรื่องดังกล่าวทำให้จังหวะการดื่มกาแฟของคอนสแตนตินสะดุดเล็กน้อย “ผมบอกยาย่าไปแล้วนะครับว่าทำไม่ได้ ผมรักเอ็นดูดาเน่แบบน้องสาวเท่านั้น…แต่งงานกับเธอไม่ได้หรอก ไม่มีทางเลยจริงๆ”

คราวนี้โซเฟียที่ปกติจะเอ่ยอะไรสักคำก็มักใช้น้ำเสียงรื่นหูแผ่วเบาโพล่งออกไปด้วยความอัดอั้น ดวงตาสีฟ้าขุ่นรื้นไปด้วยน้ำใส “แล้วจะให้ย่าดูคอนใช้ชีวิตโสดไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดสร้างครอบครัวอย่างนี้น่ะหรือ…ที่ย่าเสนอเรื่องนี้ขึ้นก็เพราะว่าเป็นห่วงทั้งหลานและดาเน่นะ หลานจะได้มีครอบครัว มีลูกมีเต้าเสียที อายุก็ปาเข้าไปสามสิบห้าแล้ว และยิ่งหลังจากที่หลานกับเอเลนี่ยกเลิกการหมั้น หลานก็ดูปิดกั้นตัวเองมากขึ้น หลบอยู่ที่มิครอสมากขึ้น ยายดาเน่เองก็น่าห่วง ผู้หญิงฐานะดี หน้าตาดี แต่อ่อนต่อโลกอย่างนั้น มีแต่คนเลวๆ จ้องจะมาจับ จ้องจะฉวยโอกาส ถ้าหลานสองคนแต่งงานกันย่าจะได้ตายตาหลับเสียที ไม่ใช่ต้องมาคอยกังวลว่าคอนจะเสียทีผู้หญิงนักขุดทองหน้าซื่อใจคดคนไหน หรือดาเน่จะมีคนดูแลหรือไม่ ใครจะมาหลอกเอาหรือเปล่า”

คอนสแตนตินเริ่มรู้สึกเครียดเมื่อเห็นท่าทางวิตกร้อนใจและเสียใจของย่า เรื่องนี้ถูกหยิบยกมาพูดสองสามครั้งแล้ว แต่เขาก็ปฏิเสธเสียงแข็งมาตลอด ตั้งแต่เอเลนี่กับเขาถอนหมั้นกันเมื่อปีที่แล้ว ย่าดูจะเป็นห่วงกับการลงหลักปักฐานของเขามากขึ้นเรื่อยๆ และยังมีเรื่องที่ไอ้สารเลวมาร์ค ซี เทตพยายามเข้ามายุ่งกับดอร์เซียอีก เลยยิ่งทำให้ย่าเครียดจนต้องหาทางออกที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว

คอนสแตนตินเอื้อมมือไปบีบมือย่าเบาๆ “ผมเข้าใจว่ายาย่าเป็นห่วง…แต่ผมแต่งงานกับดาเน่ไม่ได้จริงๆ เอาเป็นว่าผมจะรีบมองหาผู้หญิงที่ผมรักให้เร็วที่สุดแล้วแต่งงานเสียทีก็แล้วกันนะครับ…” ชายหนุ่มสบตาสีฟ้าขุ่นที่เต็มไปด้วยแววไม่สบายใจ “…ส่วนเรื่องอนาคตของดาเน่ผมจะดูแลเอง ยาย่ากับอาแค่ดูเธอไม่ให้หวนกลับไปคบหาไอ้มาร์คอีกก็พอ”

โซเฟียผิดหวังที่สิ่งที่ต้องการไม่สำเร็จ…เรื่องนี้เธอพอจะมองท่าทีออกมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ยังอดหนักใจไม่ได้กับสิ่งที่รออยู่ หญิงชราตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแปร่งปร่า “เรื่องดาเน่คอนอย่าห่วงเลย ย่ากับอาๆ ก็ดูแกอยู่ คอนนั่นแหละที่ต้องรีบหาผู้หญิงดีๆ และลงหลักปักฐานเสียที อายุก็มากแล้ว จะได้มีลูกมาช่วยงาน”

คอนสแตนตินรับคำเบาๆ…แต่ในใจยังมืดมน…เขาจะแต่งงานกับใครได้ยังไง ในเมื่อเขาเบื่อความวุ่นวายของผู้หญิง เขาไม่ต้องการให้ใครมายุ่มย่ามกับพื้นที่ส่วนตัวที่เขาขีดไว้ ไม่ชอบให้ใครมาใกล้ชิด…และเขาไม่เคยนึกภาพตัวเองใช้ชีวิตกับใครจนแก่เฒ่าออกเลย

 

เกาะมิครอส

ชุดคลุมไหมสีดำสนิทที่สวมอยู่ทำให้คอนสแตนตินที่ยืนอยู่บนขอบสระว่ายน้ำแทบจะถูกกลืนไปกับความมืดของยามราตรี เกือบตีหนึ่งแล้ว แต่ชายหนุ่มเพิ่งขึ้นจากสระน้ำหลังจากว่ายอยู่หลายสิบรอบจนกล้ามเนื้อเริ่มประท้วง ขายาวแข็งแรงพาร่างสูงล่ำสันเต็มไปด้วยมัดกล้ามตรงไปยังปลายสระอีกด้านหนึ่ง ด้านนี้เป็นด้านที่น่ากลัวที่สุด ขนาดที่ว่าคนดูแลสระน้ำยังแทบไม่กล้าเฉียดใกล้ เพราะขอบหินอ่อนสีดำนี้กว้างเพียงสามฟุตครึ่ง ต่อจากนั้นก็เป็นเวิ้งอากาศเหนือหน้าผาที่สูงชัน

คอนสแตนตินยืนรับลมทะเลที่พัดพาขึ้นมาจากอ่าวอันไกลลิบเบื้องล่าง ผมยาวแทบระบ่าของเขาที่เริ่มหมาดชื้นปลิวไสวน้อยๆ กับแรงลม ชายเสื้อคลุมยาวครึ่งน่องสะบัดระขา…เขาชอบช่วงเวลานี้เหลือเกิน เวลาที่รอบกายเขาเต็มไปด้วยความมืดมิด ชีวิตอันแสนยุ่งเหยิงของเขาถูกห่อหุ้มด้วยความเงียบเหงาของรัตติกาล…เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองมีชีวิตที่เงียบเหงา ไม่เคยสนใจคำคำนี้มาก่อน จนกระทั่งเห็นอเล็กซิสกับณิชาอยู่ด้วยกัน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม รวมทั้งรัศมีแปลกๆ ที่เปล่งออกมาจากทั้งสองทำให้เขาต้องกลับมามองตัวเอง…เขาเป็นชายที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในโลกของธุรกิจ มีเงินมากพอที่จะซื้ออะไรทุกอย่างที่ต้องการ แต่เขาแทบไม่เคยยิ้ม ปราสาทขนาดใหญ่ที่เขาถือว่าเป็นบ้านที่ให้ความปลอดภัยแต่ก็ไม่เคยอบอุ่น…เป็นไปได้หรือที่คนที่มีอะไรเพียบพร้อมแท้ที่จริงแล้วกลับไม่มีอะไรเลย

อเล็กซิสโชคดีกว่าเขามาตลอด…ได้รู้จักแม่ตัวเอง แต่เขาไม่เคยได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่ตั้งแต่เกิด หลังจากเขาและน้องชายเป็นกำพร้า ญาติที่อังกฤษของอเล็กซิสก็รีบรุดมาปลอบขวัญ เป็นธุระจัดการทุกอย่าง แทบแย่งชิงกันเพื่อให้ความรักและการดูแลเด็กชายตัวน้อยที่ยังไม่เข้าใจดีด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น…ส่วนเขา เด็กชายอายุเก้าขวบที่หัวใจสลาย อ้างว้าง แม้จะมีย่ารับดูแล แต่ก็ต้องไปอยู่โรงเรียนประจำเข้มงวด ได้กลับมาอยู่บ้านแค่ปีละหนึ่งเดือนครึ่ง…และเวลาหนึ่งเดือนครึ่งนั้นเขาก็ต้องใช้ไปกับการฝึกฝนในเรื่องธุรกิจจากทีมงานที่พ่อเตรียมไว้อย่างรอบคอบก่อนเสียชีวิต…ไม่ได้ตระเวนเที่ยวตามที่ต่างๆ กับลุง ป้า น้า ลูกพี่ลูกน้องมากมายทุกปิดเทอมอย่างอเล็กซิส

คอนสแตนตินสะบัดหัว นี่เขากำลังนึกอิจฉาน้องชายหรือ…ไม่มีทาง ชายหนุ่มตอบตัวเองในใจ อเล็กซิสไม่ผิดที่โชคดีมีแต่คนรัก…เขาเองก็มีย่าโซเฟียที่รักเขา เพียงแต่ท่านเข้มงวดและช่างกังวลไปหน่อยเท่านั้น อย่างเรื่องดอร์เซียนี่ก็เหมือนกัน แม้เขาจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่าเสนอให้เขาแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องห่างๆ คนนี้ก็เพราะความหวังดี ห่วงใยพวกเขาทั้งคู่

เรื่องหาเจ้าสาวอย่างที่รับปากกับย่าไปเมื่อกลางวันนี้คงเป็นเรื่องยาก…ขนาดกับเอเลนี่ ผู้หญิงที่เขาหมั้นด้วยเมื่อสองปีก่อน เขาก็คิดว่าทุกอย่างน่าจะเป็นไปด้วยดี หญิงสาวมีเหตุผล เรียบง่าย ไม่เรียกร้อง เหมาะสมกับเขาทั้งฐานะและตระกูล แต่หลังจากงานหมั้นไม่นาน เอเลนี่ก็ดูจะเอาแต่ใจมากขึ้น เรียกร้องมากขึ้น จนเขาก็อยากจะยกเลิกการแต่งงานเสียหลายครั้ง…แล้วอยู่ๆ ในวันที่เขาและเธอไปดินเนอร์ด้วยกัน คู่หมั้นเขาก็เขวี้ยงแหวนใส่หน้าพร้อมกับด่าว่าเขาเป็น ‘ไอ้ปีศาจไร้หัวใจ’ เมื่อเขาตัดบทเธอขณะเธอพูดเรื่องไร้สาระบางอย่างเท่านั้น พอมาร์ค ซี เทตเข้ามามีบทบาทในสังคมกรีก เธอก็กลายไปเป็นคู่ควงของมัน พากันออกงานและเปิดตัวกับพวกสื่อมวลชน โดยให้สัมภาษณ์เป็นนัยๆ ว่าหัวใจของอดีตคู่หมั้นเป็นน้ำแข็ง อยู่ใกล้แล้วหดหู่ เหน็บหนาว สู้ความอบอุ่นของผู้ชายที่เธอกำลังควงอยู่ไม่ได้…คอนสแตนตินโกรธเพียงวูบเดียว ก่อนจะไร้ความรู้สึกและความสนใจใดๆ…ไม่มีผู้หญิงคนไหนคุ้มค่าพอให้เขาเสียเวลาสนใจหรอก

การพบกับย่าวันนี้ทำให้เขาตัดสินใจว่าต้องหาผู้หญิงเรียบๆ พูดเข้าใจง่ายสักคนมาแต่งงานด้วย และต่างทำหน้าที่กันไปหลังจากนั้น ส่วนเรื่องของความรัก…จะบอกว่าไม่มีจริงก็คงไม่ใช่ เพราะแค่ดูจากอเล็กซิสและณิชาเวลาอยู่ด้วยกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้นที่อวลอบไปทั้งห้อง ความรักในโลกนี้คงมารวมกันอยู่ที่ทั้งสองคนนั่นหมดแล้ว ไม่เหลือให้คนที่มักจะโชคร้ายเสมออย่างเขาหรอก…อยู่กับสิ่งที่เป็นจริงและสนใจแค่กับสิ่งที่ต้องทำดีกว่า

คอนสแตนตินถอนหายใจยาว หันหลังให้กับเวิ้งอากาศเลยขอบหินอ่อน เดินเรื่อยๆ มายังทางเข้าสู่ปราสาทซึ่งมีเพียงไฟดวงเล็กๆ สีอ่อนติดอยู่เป็นระยะๆ เมื่อผ่านประตูไม้โอ๊กหนาหนักเข้ามาสู่ภายใน สิ่งที่เห็นได้รางๆ เป็นสิ่งแรกคือสระว่ายน้ำในร่มที่ปรับอุณหภูมิได้ ถัดจากสระน้ำเป็นห้องออกกำลังกายขนาดใหญ่ที่มีเครื่องออกกำลังกายนับสิบ ครบครันและหรูหรายิ่งกว่าฟิตเนสใหญ่ๆ ชื่อดังระดับโลกเสียอีก…ชายหนุ่มออกกำลังกายที่นี่สองชั่วโมงทุกวันในตอนสาย

ฝีเท้าของเขายามก้าวขึ้นบันไดเงียบกริบราวกับสิงโตเยื้องย่าง อาณาจักรส่วนตัวของเขาทั้งหมดอยู่ที่ชั้นสี่ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องหนังสือ ห้องนอน ห้องแต่งตัว ห้องอาบน้ำขนาดใหญ่…ไม่เคยมีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนชั้นนี้ นอกจากคนทำความสะอาดและบอดี้การ์ดของเขาสองสามคน ขนาดย่ายังขึ้นไปนับครั้งได้…ซึ่งไม่น่าแปลก เพราะย่าและครอบครัวของอามาที่มิครอสนี่นับครั้งได้…ที่นี่มันเงียบเหงา เรียบง่ายเกินไปสำหรับคนที่คุ้นชินกับชีวิตในเมืองใหญ่อย่างญาติๆ เขา

ร่างสูงใหญ่ชะงักน้อยๆ เมื่อรู้สึกตัวว่าเดินมาถึงหน้าห้องห้องหนึ่งที่อยู่ค่อนไปเกือบด้านหลังปราสาท ห้องที่อยู่ห่างจากห้องเขาคนละทิศทางและไม่มีความจำเป็นที่เขาจะเดินผ่าน คิ้วดกหนาขมวดน้อยๆ…หรือเขาจะเครียดจนใจลอย ถึงได้เดินมาถึงห้องนี้ได้

ห้องที่ยายเด็กแสบเจ้าปัญหานั่นเคยมาพัก…

คอนสแตนตินลูบมือบนบานประตูไม้หนา…ความทรงจำเมื่อสองปีก่อนแล่นเข้ามาในใจ เรื่องเกิดขึ้นนานแล้วจนบางเวลายังเลือนๆ ไป แต่บางครั้งก็แวบเข้ามาในหัวและมีอานุภาพมากพอที่จะทำให้เส้นประสาทเขาเต้นตุบๆ ได้

ครั้งนั้นหลังจากที่เขาพาเธอไปส่งที่วิลล่าอเล็กซิสและได้รับการขอบคุณเป็นลิ้นเล็กๆ ที่แลบใส่กับดวงตาเรียวรูปเม็ดอัลมอนด์ค้อนคว่ำค้อนหงาย เขาก็ไม่เคยได้พบเพลงพิณอีกเลย จนกระทั่งงานแต่งงานของอเล็กซิสกับณิชาที่อังกฤษที่เพิ่งผ่านมา

ยายปีศาจน้อยตัวป่วนที่มีใบหน้ารูปหัวใจและผมหยิกขอดรอบใบหน้าอยู่ในชุดบางเบาน่ารักราวกับนางฟ้า เธอกับเพื่อนอีกสามคนเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับณิชา นั่นนับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นแม่คนฤทธิ์มากในชุดกระโปรงแบบผู้หญิงๆ (สองปีก่อนเธอเอาแต่ใส่กางเกงกับเสื้อยืด)…แต่แทนที่เธอจะทำตัวให้ดูน่ารักน่าทะนุถนอมเหมือนภาพลักษณ์ที่เป็น เธอกลับแสดงออกว่ายังไม่เปลี่ยนไปจากเดิมแม้แต่น้อย เมื่อเสร็จพิธีในช่วงเช้าและกลับไปพักผ่อนที่คฤหาสน์ของญาติๆ อเล็กซิส เพลงพิณก็เอาม้าไปควบเล่นเสียครึ่งค่อนวัน ในงานเลี้ยงตอนค่ำก็โฉบไปมา ถ้าไม่คุยกับผู้ชายที่เธอดูเหมือนจะรู้จักไปทั้งงาน ก็มัวแต่สาละวนกินนั่นกินนี่…เวลาที่บังเอิญหันมาสบตากับเขาเธอก็จะสะบัดหน้าหนี จงใจอยู่ห่างจากเขาคนละมุมห้องจัดเลี้ยงราวกับเขาเป็นเชื้อโรค บางครั้งที่เธอคิดว่าเขาไม่เห็นยังแอบแลบลิ้นใส่ด้วยซ้ำ…ยายเด็กกวนประสาท สองปีผ่านไปไม่มีพัฒนาการในทางที่ดีขึ้นเลยจริงๆ

อยู่ๆ เขาก็รู้สึกคร้านจะเดินไปยังห้องตัวเองที่อยู่คนละปีกปราสาท คอนสแตนตินจึงถอนหายใจ เปิดประตูห้องแล้วปิดตามหลังแผ่วเบา มือกดสวิตช์ข้างประตูจนไฟกลางห้องสว่าง…คนทำความสะอาดคงได้รับการกำชับจากพ่อบ้านเป็นอย่างดี ห้องนี้จึงสะอาดเอี่ยมแม้ไม่มีคนเข้าพัก เตียงสี่เสาตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นยังอยู่ในที่เดิมของมัน เจ้าของปราสาทถอนหายใจ มองนาฬิกาโบราณที่โต๊ะไม้ข้างหัวเตียง…ล่วงเข้าวันใหม่สองชั่วโมงกว่าแล้ว แต่เขายังไม่รู้สึกง่วงเลย พักนี้ปัญหาการนอนไม่หลับเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาไม่อยากพึ่งยา หนึ่งในทีมผู้ช่วยเขาแนะนำว่ามีคลินิกรักษาอาการเช่นนี้ในฟีนิกซ์ สหรัฐอเมริกา แต่ตารางเวลาเขาก็เต็มแน่นจนหาช่องไปปรึกษาหมอไม่ได้เลย…คอนสแตนตินถอนใจ ปิดไฟแล้วเดินตรงไปยังเตียงสี่เสา ถอดเสื้อคลุมออกจนเหลือแต่ร่างเปลือยเปล่า ตลบผ้าคลุมเตียงออกแล้วสอดกายเข้าไป

อีกกี่นาทีเขาถึงจะหลับลง…ปัญหาหลับไม่ลงนี่มันเกิดจากอะไรกันแน่ ทำไมหัวใจเขาถึงได้รู้สึกถึงความว่างเปล่าเงียบเหงาที่เริ่มคืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เขาอยู่บนเตียงตามลำพัง ยิ่งแย่เมื่อบางคืนเขาก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้ายเรื่องเดิมที่ยังคงตามมาหลอกหลอนและดูจะถี่ขึ้นในระยะนี้

คอนสแตนตินพยายามบังคับจังหวะการหายใจ ในหัวคิดถึงเรื่องงานและปัญหาต่างๆ ที่รออยู่ การเจรจา การประชุมที่ต้องไป ไหนจะต้องจัดตารางเดือนหน้าให้ว่างสองวันเพื่อไปงานเลี้ยงฉลองแต่งงานของอเล็กซิสอีกครั้งที่เมืองไทยซึ่งจัดพร้อมกันสองคู่ และช่างบังเอิญที่อีกคู่คือแพทย์นักวิจัยชื่อดังที่เขารู้จักสนิทสนมและให้ทุนวิจัยมาหลายปีติดต่อกัน นายแพทย์ผู้เคร่งขรึมคนนี้แต่งงานกับผู้หญิงที่อ่อนวัยกว่าถึงยี่สิบปี ผู้หญิงที่คงพิเศษจนใครๆ สนใจอยากรู้จัก…พี่สาวของเพลงพิณ

ชายหนุ่มเม้มปากเมื่อนึกพาดพิงมาถึงยายตัวสร้างความวุ่นวายนั่นอีกแล้ว เขาปิดสวิตช์เรื่องในหัว…เคยได้ยินใครบางคนบอกว่าการนึกภาพแกะกระโดดข้ามรั้วพร้อมกับนับจำนวนไปด้วยจะทำให้หลับเร็วขึ้น…ชายหนุ่มวาดภาพทุ่งกว้างเขียวขจี แกะขนสีขาวตัวอ้วนฝูงใหญ่อยู่หลังที่กั้นสีขาวทำจากไม้ แกะนับร้อยนั้นดูกำลังชุลมุนวุ่นวาย เขาเลยพยายามวาดภาพให้พวกมันเข้าแถวเป็นระเบียบ ก่อนจะกำหนดให้แต่ละตัวกระโดดผลุงๆ ข้ามที่กั้น หนึ่ง สอง สาม…แต่เอ๊ะ เมื่อมองใกล้ๆ ทำไมแกะของเขาถึงได้ดูเจ้าเล่ห์นัก แต่ละตัวหน้าตาคล้ายกันราวโขกมาจากพิมพ์ ใบหน้าคล้ายรูปหัวใจ มีดวงตาสีน้ำตาลใสแจ๋วรูปเม็ดอัลมอนด์ ขณะพวกมันกระโดดข้ามรั้วก็หันมายิ้มหน้าเป็นให้เขาจนเห็นฟันเขี้ยวเล็กๆ คู่หนึ่งที่มุมปากและลักยิ้มสองข้าง

แต่เดี๋ยวก่อน…นะ…นั่น นั่นมันใบหน้าของยายเพลงพิณเจ้าปัญหานี่ ทำไมแกะเขาหน้าตาแบบนั้นไปได้!

คอนสแตนตินคิดเอะอะในใจขณะความง่วงงุนเริ่มมาเยือน…ง่วงจนไม่สามารถวาดภาพหน้าตาแกะเสียใหม่ได้…แกะที่เขาลงความเห็นว่าหน้าตากวนประสาทนี้ทำให้เขาหลับลงได้ภายในไม่ถึงยี่สิบนาที…พร้อมกับคิ้วที่ขมวดมุ่น

บทที่ 2…เพลงพิณ พิริยศิลป์…ตัวแสบ…และเครื่องกำจัดอาหาร

 

“ดิบ มันดิบมากกก…มากเกินไป”

เพลงพิณบ่นออกมาอย่างเหลืออด มือเล็กเรียวคว้าชิ้นมะม่วงในจานมาจิ้มน้ำปลาหวาน โดยพยายามช้อนกุ้งแห้งตัวโตกับชิ้นหอมแดงซอยเข้ามาด้วยกันเพื่อเพิ่มรสชาติ

เพลินพิศ ผู้เป็นพี่สาวฝาแฝดแต่เกิดจากไข่คนละใบจึงหน้าตาไม่เหมือนกันหรี่ตามองน้องสาวแล้วส่ายหัว…ในจานแบนขนาดใหญ่นั้นมีทั้งมะม่วง มะกอก มะยม มะขาม พร้อมเครื่องจิ้ม ทั้งกะปิ น้ำปลาหวาน และพริกกะเกลือ ไม่รู้ว่าเพลงพิณกินเข้าไปได้ยังไง หญิงสาวเลื่อนพานใส่การ์ดเชิญที่กำลังเขียนอยู่ให้ห่างจากโต๊ะเล็กหน้าโซฟาที่พวกเธอนั่งอยู่ ก่อนจะให้ความสนใจกับน้องสาวที่เอาแต่บ่นประโยคนี้ซ้ำๆ ตั้งแต่เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น

“อะไรดิบ…มะยมเหรอ”

เพลงพิณค้อนขวับ มือที่กำลังจะหยิบชิ้นมะกอกชะงัก แล้วเปลี่ยนมาหยิบมะยมกินแทนเป็นการยืนยันว่าขนาดนี้กำลังอร่อยสำหรับเธอ “เฮ้ย อย่ามาใส่ร้ายมะยมเค้านะ นี่จากต้นบ้านฟ้าใส ลูกโตกำลังดี…อืม เยี่ยมกู้ด” คนตัวเล็กกลืนมะยมแล้วไขข้อข้องใจให้พี่สาว “…ที่เพลงว่าดิบน่ะมันไอ้งานที่เพลงรับทำให้นายริค ไอ้ฝรั่งบ้าบอที่ภูเก็ตตะหากเล่า”

เพลินพิศพยักหน้า…เพลงพิณเรียนจบหลักสูตรการออกแบบจากสถาบันชื่อดังของนิวยอร์กและกลับมาเมืองไทยได้สี่ห้าเดือนแล้ว ระยะเวลาเพียงไม่นานนี้ น้องสาวเธอลาออกจากงานถึงสามแห่งและหันมารับงานด้วยตัวเอง ซึ่งไปได้ไม่ค่อยสวย นายริคคนนี้เป็นรายล่าสุดที่ตอนแรกเจ้าตัวก็คุยฟุ้งว่าท่าจะไปด้วยดีเพราะฝรั่งสัญชาติอเมริกันเจ้าของห้องชุดในคอนโดฯ หรูที่ภูเก็ตคนนี้เปิดกว้างเรื่องงบและดูไม่เรื่องมาก

“ไหนว่าดีไง…เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาอีกล่ะจ๊ะ ฮึ…เขาลายออก กลายเป็นคนเรื่องมากจู้จี้ขึ้นมาหรือไง” เพลินพิศถาม ความจริงเธอมีเรื่องต้องทำอีกมาก แต่ถ้าไม่ให้ความสนใจกับเรื่องกลุ้มๆ ของน้องสาว เจ้าตัวจะเอะอะอาละวาดจนป่วนกันไปทั้งบ้าน…นี่ก็ฟึดฟัดมาตั้งแต่ที่เธอไปรับที่สนามบินเมื่อช่วงสายนี้แล้ว

เพลงพิณหักมะขามจิ้มกะปิทีเดียวครึ่งฝักแล้วเคี้ยวกร้วมๆ อย่างมันเขี้ยว “ตอนแรกก็ว่าง่าย…ไม่ง่ายได้ไง นายนั่นให้ทุบห้องจนเหลือเป็นห้องโล่งหมดเลย แบบห้องโล่งจริงๆ น่ะ พื้นก็ทำเป็นพื้นปูนเปลือยดิบๆ ผสมสีเขียวแล้วขัดมัน ผนังห้องก็เปลี่ยนใหม่ ทำเลียนแบบพื้นผิวของผาหิน ด้านหนึ่งของผนังให้ทำเป็นน้ำตกรินๆ มีพวกมอส เฟิร์นขึ้น…บ้ามาก”

“แล้วยังไงเหรอ…ฟังดู เอ่อ ก็เรียบง่าย เข้าใจง่ายนะ หรือว่าเพลงมีปัญหากับการขออนุญาตจากเจ้าของโครงการเรื่องการก่อสร้างนี่…” เพลินพิศที่ฉลาดเข้าขั้นอัจฉริยะยังคงมองไม่เห็นปัญหา

“ยังไม่ทันจะร่างแบบขออนุญาตก่อสร้างเป็นเรื่องเป็นราวกับคอนโดฯ เล้ย เพลงเพิ่งเข้าใจความต้องการอีตานายริคจริงๆ เข้าซะก่อน…ก็ แหม ห้องซื้อมาเป็นสิบล้าน วัสดุก่อสร้างอะไรก็ดี จะทุบทำม้าย เพลงก็เลยถามน่ะสิว่าจะทำเป็นห้องนอนหรือเปล่า ทำไมมันโล่งขนาดนี้ ห้องนงห้องน้ำก็ทุบ…แล้วอีตานั่นตอบว่าไงรู้มะ”

เพลินพิศตอบอย่างพาซื่อ “ไม่รู้อ่ะ” แต่พอน้องสาวตวัดตาค้อนก็เลยยิ้มประจบ ถามอย่างกระตือรือร้น “…เหรอ เขาว่ายังไงล่ะ”

สถาปนิกและนักออกแบบสาวถอนหายใจดังพรืดยาว “ก็เขาอยากให้สัญชาตญาณดิบเขาออกมามากๆ ชีวิตจะไม่มีการปรุงแต่งอะไรทั้งสิ้น ห้องเนี่ยจะโล่งอย่างที่สุด ส่วนอาบน้ำก็จะเป็นมุมหนึ่ง พวกส้วมอะไรก็จัดเป็นมุมหนึ่ง มีเตียงที่ดูดิบๆ วางอยู่กลางห้อง…ชีวิตจะอิสระไร้อะไรมากักกั้น ห้องของเขาจะไม่มีขอบเขต มีผนังอะไรทั้งนั้น…น่าขนลุกป่ะล่ะ”

คราวนี้พี่สาวฝาแฝดเริ่มแปลกใจขึ้นบ้าง “อืม มันก็น่าอยู่หรอก…แต่เขาอาจเป็นคนแบบรักอิสระก็ได้นะ…แต่เพลินก็สงสัยนาว่าถ้าเขามีแขกมาบ้านจะทำยังไง ห้องน้ำโล่งมองเห็นตลอดแบบนั้น”

เพลงพิณวางชิ้นมะกอกแล้วตบเข่าตัวเองดังป้าบ “ก็เนี่ยแหละ ที่ทำเอาเพลงเผ่นกลับกรุงเทพฯ น่ะ…บรื้อ เพลงสงสัยแบบเพลินนี่แหละก็เลยถาม อีตาเจ้าของห้องโรคจิตก็ตอบแบบหน้าตาหื่นกาม ดิบเถื่อนมาว่าเขาน่ะอยู่ในห้องก็เปลือยกายอยู่แล้ว ส่วนคนที่เข้าประตูห้องเขามาได้จะมีแค่ผู้หญิงเท่านั้น แล้วเขากับแขกสาวก็คงทำความรู้จักกันจนเนื้อหนังมังสาของอีกฝ่ายไม่ใช่ความลับอีกต่อไป…ไอ้เรื่องการชำระร่างกายและขับถ่ายก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ เขายินดีที่จะเปิดเผย และสนใจวิธีการของผู้ที่อยู่ร่วมห้องเช่นกัน”

เพลินพิศที่มีไอคิวสูงถึงร้อยห้าสิบกว่า และจบปริญญามาแล้วหลายใบถึงกับเบิกตาโตและร้องอุทานเสียงหลง “ต๊าย บ้าไปแล้ว…ดิบจริงๆ ด้วย…แล้วนี่เพลงทำไงล่ะ” เพลินพิศพบคนแปลกๆ มาก็มาก แต่ลูกค้าของเพลงพิณรายนี้แปลกที่สุดเลย

บรรดาผลไม้ในจานหมดพอดี สาวน้อยตัวเล็กลูบท้องก่อนจะรวบรวมถ้วยเครื่องจิ้มไว้บนจานแบนและสอดจานนั้นไว้ใต้โต๊ะ “ก็เผ่นน่ะสิ…อยู่ต่อก็บ้าแล้ว จิตไม่ปกตินะนายริคคนนี้ แถมตอนที่เพลงจะกลับออกมานะ ไอ้บ้านั่นยังมาลูบผมเพลงตอนเพลงเผลอแล้วบอกว่า…ช่างนุ่มและคดเคี้ยวราวกับเถาวัลย์ ให้ความรู้สึกอยู่กลางพงไพร…บรื้อ เพลงแทบกรี๊ดแน่ะ มือนายนั่นสิไม่รู้เป็นพืชเลื้อยมีพิษหรือเปล่า เพลงคันไปทั้งหัวเลย นี่ก็สระผมไปตั้งหลายรอบแล้วด้วย”

เพลินพิศมองน้องอย่างเป็นห่วง “เฮ้อ งั้นก็ดีแล้วล่ะที่กลับมาบ้าน…เกิดอะไรขึ้นมาล่ะแย่เลย อยู่ไกลด้วย”

หญิงสาวพยักหน้าแรงๆ จนผมหยิกเป็นลอนส่ายไปมา…ได้กิน ได้ระบายอารมณ์ไปแล้วก็ค่อยยังชั่วขึ้นมาก จึงหันมาสนใจพี่สาวบ้างว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่ก่อนที่เธอจะขัดจังหวะ “ทำไรน่ะเพลิน…เมื่อกี้ก็ไม่ทันมอง…อ้อ การ์ดเชิญเหรอ ฮ้า นี่ยังเขียนไม่เสร็จอีกเหรอเนี่ย”

พี่สาวผู้มีวัยแก่กว่าเธอเพียงห้านาที (และอาจมีรอยหยักในสมองมากกว่าเธอสักห้าสิบเท่า) กำลังจะแต่งงาน และไม่ใช่กับมิสเตอร์นอร์มอลที่ไหน แต่เป็นหนุ่มใหญ่ ไฮโพรไฟล์…ศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์ นายแพทย์หม่อมเจ้าภวินนุพันธ์ พัฒนศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาภูมิคุ้มกันซึ่งประสบความสำเร็จโด่งดังไปทั่วโลกกับการวิจัยวัคซีนป้องกันโรคระบาดชนิดหนึ่ง

นี่เป็นเรื่องน่าอิจฉาเรื่องล่าสุดที่เพลินพิศก่อขึ้น…ซึ่งถ้าเป็นคู่พี่น้องบ้านอื่น คงมีรอยร้าวระหว่างกันบ้างไม่มากก็น้อย…ลองคิดเถอะว่าเกิดมาแทบจะพร้อมกันแท้ๆ แต่พี่สาวกลับได้เรือนร่างสูงโปร่งระหงเหมือนคุณย่าชาวฝรั่งเศส หน้าตาก็ผสมพ่อนิดแม่หน่อยอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นดวงตายาวใหญ่น้ำตาลเข้มเกือบดำ ผมสลวยเป็นมันมีน้ำหนัก ดวงหน้ารูปหัวใจแสนหวานและโหนกแก้มสูงสุดคลาสสิก แต่เธอ…คนที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน อยู่ในครรภ์มาด้วยกัน ได้รับการบำรุงด้วยของดีๆ และฟังเพลงคลาสสิกผ่านท้องแม่มาด้วยกัน กลับสูงไม่ถึงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร ตาชั้นเดียว ผมเผ้าก็ยุ่งเป็นลอน ยังดีที่มีดวงหน้ารูปหัวใจและผิวขาวเนียนนุ่มจึงพอจะไปวัดไปวาได้

ถ้าลำพังแค่ความสวยคงไม่เท่าไหร่ แต่นี่พี่สาวเธอยังมีไอคิวสูงร้อยห้าสิบกว่า จบจากมหาวิทยาลัยในกลุ่มไอวี่ลีกถึงสองมหาวิทยาลัย อายุเพียงยี่สิบสองปีก็มีปริญญาถึงสี่ใบ ตอนนี้ก็ยังช่วยกิจการของคุณตาซึ่งมีทั้งโรงงานผลิตซอสปรุงรสและผักดองบรรจุกระป๋องยี่ห้อดัง ช่วยทำให้ยอดขายเพิ่มและการบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้นจนญาติๆ และหุ้นส่วนต่างชมกันเปาะ…ราวกับว่าจะสมบูรณ์แบบไม่พอ เพลินพิศยังประกาศแต่งงานสายฟ้าแลบกับผู้ชายที่เพียบพร้อมในทุกด้านจนผู้คนอิจฉากันทั้งโลก

ว่าที่เจ้าสาวเลื่อนพานใส่การ์ดเชิญมาตรงหน้าและเริ่มลงมือทำงานอีกครั้ง “อืม…แต่ก็เหลือไม่มากแล้ว พรุ่งนี้เพลินกับท่านชายก็จะเริ่มไปเข้าพบเพื่อเรียนเชิญแขกผู้ใหญ่แล้วล่ะ”

เพลงพิณพยักหน้า มองการ์ดสีชมพูมุกแล้วก็ย่นจมูก…แต่งงานกับท่านชายสักคน มีเรื่องให้ต้องทำมากมายไปหมด แม้กระทั่งการ์ดเชิญสำหรับพระญาติและญาติผู้ใหญ่ก็ต้องเขียนรายละเอียดอย่างบรรจงด้วยลายมือ…หญิงสาวนั่งเท้าคางมองพี่สาวแล้วบ่นออกมา

“ยังดีนะที่การ์ดที่เหลือใช้พิมพ์เอา ไม่งั้นมือหักกันพอดี แขกเป็นพันคน…เฮ้อ ว่าที่สามีของเพลินนี่ป็อปจริงๆ…แล้วตกลงแขกของณิชล่ะ นาจัดการเรียบร้อยแล้วเหรอ เพลงมัวแต่วุ่นอยู่กับไอ้ตาริคบ้านั่น ไม่ได้ช่วยนาเลย”

ณิชาเพื่อนรักของสองพี่น้องเพิ่งเข้าพิธีแต่งงานไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วที่ประเทศอังกฤษตามประเพณีของเจ้าบ่าว แต่จะมาเลี้ยงฉลองอีกครั้งร่วมกับงานเลี้ยงของเพลินพิศ โดยมีนานาเจ้าของโรงแรมชื่อดังเพื่อนรักอีกคนช่วยดูแลเตรียมงานให้

“อืม…ญาติของณิชก็ไม่มีใครแล้ว ก็มีแต่เพื่อนๆ ที่ไม่ได้ไปงานแต่งที่อังกฤษแหละ…แล้วก็ญาติๆ ของคุณอเล็กซิสเขา รู้สึกจะมากันหมดครอบครัวเลยนะ เห็นว่าอยากมาเที่ยวเมืองไทย” เพลินพิศเล่าขณะก้มหน้าเขียนการ์ดไปด้วย แต่แล้วก็แทบสะดุ้งเมื่ออยู่ๆ น้องสาวก็ร้องกรี๊ดออกมา

“อย่าบอกนะเพลินว่านายคอนสแตนตินมาด้วย…อ๊าก ไม่จริง ไม่มาใช่ป่ะ”

พี่สาวฝาแฝดหัวเราะ จำต้องวางปากกาลงอีกครั้ง “เขาเป็นพี่ชายคุณอเล็กซิสนะ ต้องมาสิ…เห็นว่าจะเอาเครื่องบินส่วนตัวมานะ”

เพลงพิณค้อนลมค้อนแล้ง “ชิ อวดรวย…ใช้บริการการบินพาณิชย์มันจะเป็นไรนักเชียว พวกสร้างมลพิษกับโลก…หมั่นไส้”

เพลินพิศถอนใจ มองน้องสาวอย่างชั่งใจนิดๆ แล้วอธิบายเสียงเบา “ใครบอกล่ะ…คุณคอนสแตนตินเขาเพิ่งถูกลอบยิง…” เห็นน้องสาวเบิกตาโต เธอก็พยักหน้ายืนยัน “…ข่าวไม่ออกหรอกนะ นี่ณิชเล่าให้ฟัง คุณอเล็กซิสกำลังอยู่ในช่วงฮันนีมูน จะกลับมาช่วยงาน ช่วยสืบหาคนร้าย คุณคอนสแตนตินก็สั่งห้าม ณิชก็พลอยเป็นห่วงไปด้วย ที่เขาจะเอาเครื่องบินส่วนตัวมาน่ะ เพราะการรักษาความปลอดภัยหรอกจ้ะ เห็นว่าบอดี้การ์ดจะมาด้วยตั้งสี่ห้าคน”

เพลงพิณนิ่งไป เธอชักจะคิดหนักที่เพื่อนรักที่แสนจะอ่อนหวานบอบบางอย่างณิชาต้องไปเกี่ยวดองกับครอบครัวอันเกลอส คราวนั้นก็นายเปโทรส คราวนี้จะเป็นไอ้บ้าที่ไหนอีกก็ไม่รู้…ถึงมีบอดี้การ์ดมากมายและระมัดระวังตัวแค่ไหน ฝ่ายหนึ่งอยู่ในที่แจ้งกับพวกเลวๆ อยู่ในที่ลับที่คอยหาโอกาสเสมอ ยังไงๆ ก็อาจพลาดได้สักวัน

เพลินพิศเห็นน้องสาวเงียบไปก็กลัวว่าจะคิดมาก เลยแกล้งแหย่เล่นๆ ว่า “เป็นห่วงคุณคอนสแตนตินเหรอ…อิๆ เขาไม่เป็นไรหรอกนะ ปลอดภัยดี”

ตุ้บ…เสียงหมอนกระทบต้นแขนคนพูด คนโยนยังตามต่อด้วยเสียงเขียวแว้ดๆ ใส่ “บ้า…พูดไรเนี่ย เพลงเป็นห่วงยายณิชตะหากเล่า”

พี่สาวฝาแฝดหัวเราะ ยังเล่นไม่เลิก “จริงอ่ะ…คิกๆ แหม ยอมรับมาเหอะน่า…เห็นณิชว่าคุณคอนเขาไปนิวยอร์กบ๊อยบ่อย ไม่ได้ไปแอบเดินจูงมือกันเล่นในเซ็นทรัลพาร์คจริงๆ เร้อออ…แล้วคราวโน้นที่ไปค้างกับเขาที่ปราสาทน่ะ ไม่มีซัมธิงรองอะไรแน่น้า…คิกๆ”

“ไอ้เพลินบ้า…ถ้ายังไม่เลิกพูดเรื่องนี้อีกนะ จะป่วนงานแต่งให้ดู…” เพลงพิณทำท่าบีบคอพี่สาวอย่างมันเขี้ยว พี่พูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เธอก็เลยนึกภาพที่ตัวเองถูกฟาดก้นด้วยฝีมือไอ้ยักษ์มือใหญ่เท่าใบลานนั่น…โอ๊ย นี่เธอยังอุปาทานว่าก้นร้อนวูบๆ อยู่เลยเนี่ย…นรกจริงๆ ที่ได้รู้จักกับคนอย่างนั้น นึกถึงตาบ้านั่นก็ยิ่งนึกถึงห้องลับที่ยังหาไม่เจอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เธอหงุดหงิดได้ทุกครั้งที่เผลอไปนึกถึงเข้า…มันคาใจจริงๆ

“…ก็บอกว่าเป็นห่วงณิช ไม่เกี่ยวกับนายนั่นสักนิด…แล้วนี่พอรู้บ้างไหมว่าฝีมือใคร” หญิงสาวตัดบทเปลี่ยนเรื่องเพื่อสวัสดิภาพของเส้นประสาทตัวเอง

เพลินพิศกลับมาจริงจัง “ไม่เลย ตำรวจก็เร่งสืบเรื่องนี้อยู่นะ…เรื่องนี้มีอะไรแปลกหลายอย่างเลย คุณอเล็กซิสออกงานบ่อยจะตายไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น ตำรวจเขาเลยสงสัยว่างานนี้เป้าหมายคือคุณคอนสแตนตินคนเดียว…ยังไม่มีผู้ต้องสงสัย เปโทรสก็ตายไปแล้ว ขบวนการของเขาก็ถูกกวาดล้าง ที่จริงสองปีหลังนี้คุณคอนสแตนตินดำเนินธุรกิจราบรื่นออก คู่แข่งที่สูสีกันก็ไม่มี…”

เพลงพิณนิ่วหน้า…ถึงจะไม่ชอบนายนั่นแค่ไหน เธอก็ไม่ใจร้ายพอที่จะดีใจที่เขาอยู่ในสถานการณ์นี้ “แล้วเรื่องความแค้นส่วนตัวล่ะ ไม่มีเหรอ…อย่าง เอ่อ พวกพิษรักแรงหึงอะไรเงี้ย”…มันเป็นไปได้นะ นายนั่นอาจสลัดคู่เกย์คนก่อนทิ้งแล้วเกิดปัญหา หรือไม่ก็ไปสนใจผู้ชายคนเดียวกับเจ้าพ่อรายไหนสักราย…แหวะ แค่คิดก็รับไม่ได้ เธอจึงรีบตัดบท

“ช่างเถอะ ค่อยโล่งใจหน่อยที่สามีณิชไม่ใช่เป้าหมายหลัก…แต่ยังไงก็ไว้ใจไม่ได้อยู่ดี เฮ้อ คนธรรมดาตั้งเยอะแยะไม่รักไม่ชอบ ไปรักกับคนรวยๆ ขนาดนั้นทำไมเนี่ย…เพลินก็เหมือนกัน ท่านชายทั้งเก่งทั้งดังขนาดนี้ ระวังเป็นแบบในหนังนะ ที่พวกองค์กรลับจะมาจับตัวไปแล้วทรมานให้มอบพวกชิป หรือไม่ก็สูตรเคมีไรเงี้ย”

เพลินพิศหัวเราะคิกคัก ไม่ตื่นเต้นไปกับน้องสาวเลยสักนิด “ตลกน่าเพลง ดูหนังมากไปแล้ว”

คนตัวเล็กเสยผมสั้นหยิกขอดของตัวเองแล้วพูดเสียงปึ่งๆ “ก็คนมันไม่ชอบใจนี่ที่เพลินจะแต่งงานเร็วขนาดนี้…เลื่อนไปก่อนสักสองสามปีเถอะน่า…ถึงท่านชายจะแก่ไปหน่อย แต่สมรรถภาพยังไม่ทันเสื่อมหรอก ดูแลตัวเองดีขนาดนั้น”

เพลินพิศหน้าแดงแปร๊ด แต่ไม่ทันจะเอ่ยอะไร เสียงขุ่นเขียวของทัศนียา มารดาของทั้งคู่ก็ดังขึ้นก่อน

“ต๊าย นี่ๆ ยายลูกบ้า พูดอะไรออกมานั่น เดี๋ยวท่านชายได้ยินก็กริ้วพอดี แล้วนึกยังไงเฮอะ ไปบอกให้พี่เขาเลื่อนการแต่งงาน แกเป็นบ้ารึไง”

คุณทัศนียาในชุดทำงานบ่นยาวเหยียด ตาเรียวถลึงมองไปยังลูกสาวคนเล็ก ขณะเดินตรงมายังโซฟาที่สองสาวนั่งอยู่

“แหม ก็มันจริงนี่แม่ เพลินเพิ่งย่างยี่สิบสาม สมมติว่าต้องตายตอนแปดสิบสาม งั้นก็อยู่กับท่านชายไปตั้งหกสิบปี…โห เบื่อแย่” เพลงพิณเถียง พลางขยับไปนั่งเก้าอี้เดี่ยว เพื่อเว้นที่ให้แม่นั่งใกล้พี่สาว

“อ๊ายยย ถอนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ…ตายเตยอะไรกัน เรานี่มันเหลวไหลใหญ่แล้วนะเพลง” ทัศนียาทรุดตัวลงนั่ง และเมื่อยืดขาออกด้วยความเมื่อยล้าก็ได้ยินเสียงจานเลื่อนดังครืด ผู้เป็นแม่ปรี๊ดอีก เมื่อเห็นว่าตัวเองเตะอะไรเข้า “ต๊าย เอาจานของกินซ่อนใต้โต๊ะอีกแล้วนะ…โอ๊ย ฉันล่ะอยากจะเป็นลมตาย เร็วนะ…รีบจัดการให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้เลย”

เพลงพิณลากจานผลไม้และเครื่องจิ้มออกมาจากใต้โต๊ะ ก่อนจะตะโกนโหวกเหวก “ชมพู่ ชมพู่ วู้ๆ เอาจานไปเก็บให้เพลงหน่อยเร้ว”

ทัศนียาถลึงตา “นี่ๆ บอกกี่ครั้งแล้วฮะว่าอย่าตะโกน มันไม่ดี…ถ้าไม่อยากเอาไปเก็บเองก็เดินถือไปหาชมพู่สิแล้วค่อยสั่ง…เรานี่มันจริงๆ เลยนะ แม่สอนอะไรไม่เคยจำเลย”

เพลงพิณทำปากขมุบขมิบเลียนเสียงบ่นของแม่ ก่อนจะเดินไปส่งจานให้กับเด็กรับใช้ หญิงสาวหันกลับไปมองแม่กับพี่สาวก็พบว่าแม่หยิบการ์ดเชิญขึ้นมาเชยชม…อีกแล้ว

“ตั้งแต่เพลินจะแต่งงานกับท่านชาย แม่ก็เอาแต่บังคับให้เพลงทำนั่นทำนี่ตลอดเลย” หญิงสาวบ่น เดินกลับมากระแทกตัวลงนั่งอีกครั้ง

คนเป็นแม่ขึ้นเสียงสูงปรี๊ด เริ่มโมโห “ก็ใช่น่ะสิ ฉันปล่อยปละละเลยแกมานานแล้วนี่ แล้วดูสิ ท่าทางกระโดกกระเดก ญาติท่านชายเขานึกตำหนิพ่อแม่แกไปถึงไหนแล้วรู้ไหม…แล้วงานการอะไรก็ไม่มีทำเป็นชิ้นเป็นอัน จะเลี้ยงตัวได้ไหมเนี่ย…โอ๊ย ยิ่งพูดฉันก็ยิ่งเครียด”

“ก็แม่อ่ะ เพลงขอเงินก้อนเล็กๆ ไปเปิดบริษัทก็ไม่ให้…ขอทำงานหาประสบการณ์ที่’เมกาก่อนสักสามสี่ปีก็ไม่ยอม…แล้วเพลงจะทำอะไรได้เล่า” หญิงสาวเถียง

“ก็ไปช่วยงานที่บริษัทไง นั่นแหละที่แกควรทำยายเพลง…ฉันให้โอกาสแกทำสิ่งที่ตัวเองชอบมาหลายเดือนแล้วนะ ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรดีขึ้นเลย…แกรับปากเองนะว่าจะใช้หนี้ค่าเล่าเรียนที่แกหนีไปเรียนน่ะ…นี่ล่ะถึงเวลาแล้ว” ทัศนียาพูดยาวเป็นชุด…เพลงพิณมานั่งอยู่ที่นี่แทนที่จะอยู่ที่ภูเก็ตอย่างที่ควร แปลว่างานล่าสุดล้มเหลวไม่เป็นท่าอีกแล้ว…เธอล่ะอยากจะร้องกรี๊ดๆ จริงๆ

เพลงพิณกัดริมฝีปากแล้วค้อนแม่…แม่ใจร้ายจริงๆ ที่ทวงเงินเธอ ถึงตอนนั้นเธอจะอวดดีบอกว่ายืมก็เถอะ…ลูกหลานบ้านอื่นเขาเรียนต่อปริญญาโทปริญญาเอกกันตามสบาย แต่ลูกบ้านนี้ต้องไปช่วยงานที่บริษัทก่อนสองปีถึงจะได้เงินเรียนต่อ…บริษัทที่ขายซอส ขายผักใส่กระป๋องเนี่ยนะ เธอจบสถาปัตย์มา ถ้าต้องไปนั่งมองพวกขวดเอย กระป๋องเอยเลื่อนไปตามสายพานโรงงานถึงสองปี สมองคงขาดจินตนาการหมด…ตอนนั้นเธอก็เลยโพล่งออกไปว่าไม่ขอเปล่าๆ แต่จะขอยืม ถ้าจบมาแล้วจะทำงานใช้คืน…นึกไม่ถึงว่าแม่จะถือเป็นจริงเป็นจังขนาดนี้

หญิงสาวกลอกตา แล้วแย้งเสียงอ่อนใจ “โธ่แม่อ่ะ กว่าจะออกแบบกว่าจะตกแต่งอะไรสักอย่าง มันไม่ได้ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวน้า ถ้าแม่ให้เวลาเพลงมากกว่านี้ แม่จะได้ทั้งเงินคืน แล้วก็มีลูกสาวเป็นดีไซเนอร์ชื่อดัง เท่จะตาย…ให้เวลาเพลินอีกสักปี เอ่อ สองปี และเงินอีกสักก้อนนะแม่นะ”

ทัศนียาโบกไม้โบกมือ…เพลงพิณสบายจนเคยตัว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ทำเป็นเล่น ตอนเด็กๆ เธอกลัวว่าลูกจะมีปมด้อยที่มีพี่สาวฝาแฝดไอคิวสูงระดับอัจฉริยะก็เลยปล่อยๆ ไม่กวดขัน ให้พันธรผู้เป็นสามีรับผิดชอบดูแลลูกคนนี้ระหว่างเธอวุ่นวายกับลูกคนโตและบริหารกิจการของพ่อแม่ แต่เห็นได้ชัดว่านิสัยรักอิสระ ง่ายสบายๆ แบบฉบับของจิตรกรลูกครึ่งฝรั่งเศสอย่างพันธรถ่ายทอดมาสู่ลูกสาวอย่างเต็มๆ

เล็กๆ เพลงพิณซนมาก หาเรื่องให้ตัวเองเจ็บตัวได้ตลอด ตอนหลังสามีเธอรับงานเป็นอาจารย์สอนศิลปะในมหาวิทยาลัยทำให้เวลาว่างน้อยลง จึงส่งเพลงพิณไปเรียนเปียโน เรียนเต้น เรียนขี่ม้า และเรียนวาดรูป เด็กน้อยทำได้ดีในทุกอย่าง แต่ก็เฉพาะเวลาที่ตัวเองพอใจจะทำ เลยไม่สามารถเข้าแข่งขันอะไรหรือได้เกียรติบัตรเชิดชูจากสถาบันไหน พออยู่โรงเรียนก็ก่อเรื่องบ่อยจนเธอและสามีแทบจะมีที่จอดรถประจำที่โรงเรียน หนักเข้าเธอจึงตัดสินใจให้ลูกเป็นนักเรียนประจำ กลายเป็นยิ่งหนัก เพราะลูกโตขึ้นแบบไกลหูไกลตา…พอเธอรู้สึกตัวอีกที เพลงพิณก็เกินที่จะดัดแล้ว

“ไม่ได้…เมื่อก่อนที่ฉันปล่อยๆ แกน่ะก็เพราะยังมีพี่เขาช่วยฉันอยู่ นี่พี่เขาก็จะย้ายไปอยู่อเมริกากับท่านชายแล้ว…ก็เหลือแต่เราน่ะแหละที่จะช่วยแม่” ท้ายประโยคทัศนียาทำเสียงอ่อนลง เผื่อว่าลูกจะตกลงง่ายๆ

เพลงพิณทำเสียงจิ๊จ๊ะ ไม่หลงกลง่ายๆ “แม่อ่ะ แม่ไม่เข้าใจเพลงเลย คนมันไม่ชอบเรื่องธุรกิจนี่ แล้วเรียนมาขนาดนี้ ความรู้ก็ไม่ได้ใช้…ไม่รู้ล่ะ เพลงอยากทำงานที่เพลงรัก…ไม่ยุติธรรมเลย พอเพลินแต่งงานแล้วก็สบายไป แต่เพลงต้องมารับกรรมแทน”

เพลินพิศเบิกตา ขยับจะปรามน้องสาว แต่ไม่ทันแม่ที่ร้องกรี๊ดออกมาเสียก่อน “ยายลูกบ้า นี่แกเรียกการไปช่วยกันทำมาหากินนี่เป็นเรื่องรับกรรมเหรอฮะ แล้วตัวเองล่ะจบมาได้เรื่องอะไรบ้าง เอาเงินเก็บมาใช้ ผลงานสำเร็จลงสักเรื่องก็ไม่มี สมัครงานที่ไหนก็อยู่ไม่ทน…แกน่าจะดีใจนะที่ยังมีบริษัทของคุณตาให้ทำงานน่ะ ฮึ…แล้วไม่ต้องไปพาดพิงพี่เขาเลยนะ โชคดีที่สุดแล้วที่ยายเพลินได้แต่งงานกับท่านชายน่ะ ผู้ชายอย่างนี้จะหาได้ที่ไหนอีก…ส่วนแกเนี่ย ฉันยังห่วง…ใครมาอยู่ใกล้คงอยากจะบีบคอมากกว่า แบบนี้ฉันกับพ่อแกคงต้องเลี้ยงแกไปจนตายล่ะมั้ง”

เพลินพิศเห็นแม่ทำท่าเหนื่อยหอบและน้องสาวทำตาแดงๆ ปากเม้มก็รู้สึกว่าเรื่องจะไปกันใหญ่ เธอเลยพยายามไกล่เกลี่ย “แม่คะ เพลง…อย่าเถียงกันเลยค่ะ เพลงน่ะก็ลองไปช่วยงานที่บริษัทดูหน่อย สนุกดีเหมือนกันนะ…แล้วแม่คะ แม่ก็…น่าจะให้เวลากับเพลงมากกว่านี้สักนิดนะคะ เพลงยังไม่ได้เตรียมตัวเลย”

“มันจะต้องเตรียมตงเตรียมตัวอะไร งานประจำตอนนี้ก็ไม่มี…ยิ่งเริ่มเร็วก็จะได้เรียนรู้เร็วไง เสร็จงานแต่งเมื่อไหร่ ไปทำงานกับฉันเลยนะ จะให้พวกเฮียๆ เขาสอนงานให้”

คนงานเข้าตาโต…พวกเฮียๆ ลูกของลุงทั้งสามคนออกจะเป็นพวกบ้างาน ไร้อารมณ์ขัน เป็นจริงเป็นจังกับทุกเรื่อง…โอ๊ย เธอตายแน่ ไม่พ้นเดือนแรกเธอก็คงเป็นโรคซึมเศร้าตาย

หญิงสาวเล่นบทโศก กะพริบตาเร็วๆ เหมือนกับไล่น้ำตา แล้วพูดกับแม่เสียงอ่อน “แม่อ่ะ เพลงทำไม่ได้จริงๆ จะให้เพลงทำอะไรก็ได้นะ เพลงไม่อยากทำงานที่บริษัทจริงๆ …นะ แม่นะ แม่มีทางเลือกอื่นให้เพลงอีกไหมเล่า”

ทัศนียาเกือบจะใจอ่อนอยู่แล้ว แต่พอมามองสารรูปคนอ้อนก็เปลี่ยนใจ…ดูสิ ใส่กางเกงขายาวลายตลกๆ เสื้อยืดเก่าๆ หน้าตาไม่แต่ง ผมเผ้าหยิกฟูชี้โด่ชี้เด่ ยังกับเด็กกะโปโลอายุสิบห้าสิบหก ไม่สมกับเรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนา เป็นลูกหลานของเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ และกำลังจะเป็นน้องภรรยาของหม่อมเจ้าในราชสกุลเก่าแก่เป็นที่นับหน้าถือตาทั้งชาติตระกูลและความรู้ความสามารถ…เธอจะปล่อยให้ลูกเป็นอย่างนี้อีกต่อไปไม่ได้แล้ว แค่นี้ผู้คนในวงสังคมก็มองเธออย่างตำหนิ หาว่ารักแต่ลูกคนโต ไม่ไยดีกับลูกคนเล็ก ส่วนญาติพี่น้องของเธอก็รุมกันว่าทุกครั้งที่รวมญาติว่าเธอตามใจเพลงพิณมากเกินไป ปล่อยปละละเลยจนดัดไม่ได้

ทัศนียาถอนใจ เอ่ยเสียงจริงจัง “ก็แต่งงานแบบพี่เขาสิ หรือไม่ก็เอาเงินสามล้านที่ยืมแม่ไปมาคืนเลย…” ทัศนียาให้ทางเลือกที่รู้ดีว่าลูกคงทำตามไม่ได้…เธอเพียงต้องการดัดนิสัยเพลงพิณเท่านั้นเอง “ไม่งั้นเราก็ต้องปรับปรุงตัวขนานใหญ่ ไปเข้าคอร์สเจ้าสาวกับพี่เขาด้วย แล้วแม่จะซื้อเสื้อผ้าให้ใหม่หมด ของเก่าๆ โละบริจาคไปได้แล้ว แล้วหลังงานแต่งงานก็ไปเริ่มเรียนรู้งานที่บริษัทหรือที่โรงงานก็ได้ รู้จักใช้ชีวิตให้อยู่กับร่องกับรอยบ้าง ถ้าผลงานเข้าตา พอตาพีทเรียนบริหารจบกลับมาจากฝรั่งเศส แม่อาจจะปล่อยให้เราไปทำอะไรๆ ตามชอบนะยายเพลง”

คราวนี้แม่เอาจริงแน่…เพลงพิณคิดอย่างเครียดๆ แล้วมองหน้าพี่สาวฝาแฝดอย่างให้ช่วยหาทางออก…อนาคตสดใสที่วางแผนไว้สั่นสะเทือนจวนจะล้มครืน…หญิงสาวอยากจะร้องไห้ออกมาเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 16

Comments

comments

Jamsai Editor: