X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยอดหญิงเซียนเครื่องหอม

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม เล่ม 6 ตอนที่ 6

หน้าที่แล้ว1 of 5

ตอนที่ 6

 

นั่นคือหลีจวิน เขากำลังมองเอินชินอ๋องอย่างสบายใจ บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ “ไม่ได้เจอน้องห้าตั้งนาน สบายดีใช่หรือไม่”

พอเห็นว่าเป็นเขา เอินชินอ๋องก็มีสีหน้าที่เปลี่ยนไป สบถเสียงเย็นชาแล้วเบือนหน้าไปอีกข้างทันที

“เพิ่งจะมาต้าเยี่ยครั้งแรก มีใครทำให้น้องห้าโกรธหรือ” หลีจวินไม่ได้โมโหแม้แต่น้อย ก่อนจะเดินมานั่งลงตรงข้ามเอินชินอ๋อง “พี่จะออกหน้าแทนเจ้าเอง”

เอินชินอ๋องไม่สนใจ แค่นเสียงสบถเย็นชาแล้วหยิบหนังสือขึ้นมากางพลางก้มหน้าลงอ่าน ราวกับหญิงสาวที่โมโห

หลีจวินยิ้มแล้วส่ายหน้า

สายตาเลื่อนไปที่พิณหยกประดับด้านข้างแล้วยื่นมือไปดึงมาพลางพูดพึมพำกับตนเอง “รู้ว่าน้องห้าเป็นคนมีฝีมือพิณสูงส่ง ข้าบังเอิญได้ตำราเพลงพิณมาหนึ่งเล่ม เดิมทีคิดจะมาขอคำชี้แนะ ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้เสียแล้ว” เขาพูดพลางออกแรงที่ปลายนิ้ว เสียงพิณเอื่อยราวธารน้ำแข็งก็ดังขึ้นกลางอากาศ ทำให้คนฟังสะดุ้งท่ามกลางความเงียบนั้น

แม้จะก้มหน้าลงอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ แต่หางตาเอินชินอ๋องกลับแอบชำเลืองไปยังตำแหน่งตรงข้าม หลีจวินมีสีหน้าสงบนิ่ง สิบนิ้วดีดบรรเลงเพลงขึ้นมา ในใจเขาแอบสบถ ก่อนจะเลื่อนสายตากลับ รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงเงยหน้าขึ้นมองไป ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่ตรงหน้าหลีจวินมีหนังสือเล่มบางๆ ที่เก่าจนเหลืองเพิ่มมาเล่มหนึ่ง อักษรงดงามสามตัวใหญ่บนหน้าปกช่วงชิงลมหายใจของเขาไปทันที

ก่วงหลิงส่าน*!

ก่วงหลิงส่านเป็นบทเพลงเลื่องชื่อในตำนาน แต่น่าเสียดายที่มันหายสาบสูญไปในช่วงสงคราม คิดไม่ถึงว่าจะมาปรากฏอยู่บนโต๊ะของตนเองเช่นนี้ ได้เห็นบทเพลงเลื่องชื่ออย่างฉับพลัน เอินชินอ๋องที่ชอบดนตรีมาตั้งแต่เด็กจะยินดีเพียงใดแค่คิดก็พอรู้ได้ เขาไม่สนใจเรื่องอื่นใดอีก ลุกขึ้นจะไปคว้ามาทันที

เห็นว่าจวนจะคว้าได้แล้ว กลับเห็นหลีจวินที่ยังดีดพิณอยู่ขยับมือครั้งหนึ่ง ตำราเพลงพิณก็ไปอยู่ในมือเขาทันที เสียงพิณพลันหยุดลง หลีจวินมองเอินชินอ๋องด้วยรอยยิ้ม

เอินชินอ๋องตบโต๊ะปังพูดอย่างโมโห “มีแต่พี่ที่กล้าให้ข้าเสียสละทำท่ากรุ้มกริ่มไปยุแยงขุนนางใหญ่สองคน!” คิดถึงที่ตนเองถูกจั่วเฟิงเห็นเป็นคนบ้าตัณหา ความสง่าทั้งชีวิตต้องถูกทำลายในเมืองต้าเยี่ยอย่างนี้ สีหน้าเอินชินอ๋องก็เคร่งเครียดอย่างมาก

“พี่ก็มาขอขมาน้องห้าแล้วอย่างไรเล่า” หลีจวินฉีกยิ้มแล้วยื่นตำราเพลงพิณให้เขาพลางถอนใจพูดเสียงเบา “เมืองต้าเยี่ยมีหร่วนอวี้คนเดียวก็ทำให้ตระกูลหลีรับมือไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ยังมีจั่วเฟิงมาอีกคน ถ้าให้พวกเขารวมกันเป็นปึกแผ่นได้ ตระกูลหลีจะมีทางรอดได้อย่างไร ครั้งนี้นับว่าน้องห้าได้ช่วยงานใหญ่ของพี่แล้ว” อิงอ๋องเปลี่ยนตัวเจ้าเมืองต้าเยี่ยอย่างนี้ แสดงว่าเขาเตรียมจะลงมือเต็มที่ คิดจะเล่นงานตระกูลหลีให้ตายแน่นอน แผนการในตอนนี้มีเพียงทำให้อิงอ๋องเกิดความห่างเหินกับหร่วนอวี้ ทำให้จั่วเฟิงกับหร่วนอวี้สู้กันก่อน จึงจะมีโอกาสให้ตระกูลหลีได้หายใจ หากส่งหลักฐานสำคัญในมือออกไปได้อย่างราบรื่นก็จะล้มอิงอ๋องลงได้!

ตำราเพลงพิณมาอยู่ในมือแล้ว เอินชินอ๋องก็ยินดี เห็นหลีจวินกำลังมองเขาอย่างสบายอารมณ์ สีหน้าก็เคร่งเครียด “โชคดีที่ใต้เท้าหร่วนยังเลือดร้อนอยู่ ไม่ยอมเสียสละแม่นางหลิ่ว ถ้าเขายินยอมพร้อมใจเสียสละแม่นางหลิ่วขึ้นมา พี่จะให้ข้าทำอย่างไร ยังจะเอากิจการนำเข้าเครื่องหอมของแคว้นเฉินอยู่หรือไม่” แล้วพูดอีกว่า “หรือให้ข้าเอากิจการนำเข้าเครื่องหอมของแคว้นเฉินมอบให้ตระกูลหลิ่ว!”

“แม่นางหลิ่วนั่นก็เป็นสาวงาม ถูกผู้คนในเมืองต้าเยี่ยให้ฉายาว่าเป็นคนงามแห่งใต้หล้า ถ้าน้องห้าได้วาสนาที่ดีเช่นนี้จริง ควรขอบใจพี่จึงจะถูก ไยถึงมาโอดครวญเสียเล่า” หลีจวินยิ้มอย่างสบายอารมณ์ แล้วพูดหยอกเย้า “น้องห้าก็พาตัวนางกลับแคว้นเฉินไปด้วยเลยสิ มีนางคอยปรุงเครื่องหอมชั้นเลิศให้แคว้นเฉิน แคว้นเฉินยังจะต้องนำเข้าเครื่องหอมอีกด้วยเหตุใด กิจการนำเข้านี้ย่อมไม่มีส่วนของตระกูลหลิ่วแล้ว”

“ชิ!” เอินชินอ๋องจิปากใส่เขาอย่างแรง “ครั้งนี้ข้าถูกแผนของพี่จนทะลวงเข้ากระดูกแล้ว! พี่คิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าแม่นางหลิ่วนั่นเป็นคนหลอกลวงขโมยชื่อเสียงอาจารย์ เม็ดหอมเศร้าอาดูรที่เลื่องชื่อในวันนี้เป็นรูปแบบการทำของปรมาจารย์กู่!” แล้วพูดทอดถอนใจอีกว่า “น่าเสียดาย ปรมาจารย์กู่ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมถึงเพียงนั้นกลับมีจุดจบต้องถูกคนชุบเลี้ยงอยู่เบื้องหลังเช่นนี้”

“น้องห้าสายตาเฉียบแหลมจริงเชียว แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังหลอกเจ้าไม่ได้” หลีจวินพูดด้วยรอยยิ้ม “น่าเสียดาย ตระกูลหลียังตรวจสอบไม่พบว่าพวกเขาเอาตัวกู่ฉินไปซ่อนไว้ที่ใด”

“แล้วพี่ยังให้ข้าพานางกลับแคว้นเฉินอีกหรือ” เอินชินอ๋องพูดอย่างเคืองขุ่น

หลีจวินพูดหยอกเย้า “แต่คนต้าโจวไม่รู้นี่ ต้องอิจฉาที่น้องห้ามีวาสนาที่ดีแน่นอน ถึงตอนนั้นการมาต้าโจวของน้องห้าคงต้องเป็นเรื่องดีที่เล่าต่อกันไปอีกยาวนานแน่นอน”

เอินชินอ๋องรู้สึกอ่อนแรง นี่นับเป็นสหายอะไรกัน

เป็นมารที่แม้แต่สหายก็ยังถูกรวมอยู่ในแผนการด้วยมากกว่า!

เอินชินอ๋องเปลี่ยนประเด็นพูดพลางโน้มตัวไปถามอย่างลึกลับ “ข้าได้ยินว่าเรือนด้านหลังของร้านหลีจี้มีคนอัศจรรย์อย่างแท้จริงคนหนึ่งถูกท่านซ่อนเอาไว้” เขามองตาหลีจวินอย่างไม่วางตา “ได้ยินว่านางไม่เพียงปรุงเครื่องหอมชั้นเลิศได้ ยังดีดพิณได้ดียิ่งกว่า ข้านานทีจะได้มาเมืองต้าเยี่ยเสียที พี่รองต้องให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาสักหน่อยแล้ว”

หลีจวินสะดุ้ง

เขาพยายามปิดซ่อนไว้ทุกวิธี แต่ก็คิดไม่ถึงว่าชื่อเสียงของมู่หวั่นชิวยังคงลือออกไปได้เร็วเช่นนี้!

นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย เห็นทีเขาต้องเพิ่มยอดฝีมือไว้ข้างกายมู่หวั่นชิวเพิ่มอีกแล้ว ในใจวุ่นวายไม่หยุด แต่บนใบหน้ากลับไม่แสดงออกมา หลีจวินยังคงมีท่าทางสบายอารมณ์ พูดด้วยรอยยิ้ม “ถึงได้บอกว่าพี่มีของล้ำค่าอะไรก็ปิดบังน้องห้าไม่ได้ เดิมทีคิดจะพานางมาเยี่ยมคารวะน้องห้าด้วยกัน แต่นอกที่พักรับรองนี้ไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่ที่จับจ้องอยู่ นางไม่รู้วรยุทธ์ พามาไม่สะดวกอย่างมาก” ประเด็นพูดเปลี่ยนไป “แต่น้องห้าวางใจได้ ครั้งนี้พลาดไป แต่รอให้ข้าแต่งงานแล้วจะพานางไปถึงแคว้นเฉินเยี่ยมคารวะน้องห้ากับพี่บุญธรรมอย่างแน่นอน”

เอินชินอ๋องผู้นี้ความชอบอื่นไม่มี มีแค่ชอบดนตรีเพียงอย่างเดียว หากให้เขาพบสุดยอดฝีมือพิณของมู่หวั่นชิวเข้า พูดได้ยากว่าอีกฝ่ายจะไม่เกิดใจคิดอยากครอบครอง เรื่องนี้เขาต้องป้องกันไว้ก่อน ในใจคิดไป หลีจวินก็ประกาศสิทธิ์ในตัวมู่หวั่นชิวอย่างไม่ใส่ใจ

เป็นจริงดังคาด เอินชินอ๋องดูผิดหวัง เขามองหลีจวินอย่างไม่อยากเชื่อ “พี่รองหมายถึงจะแต่งงานกับนางหรือ” แล้วพูดพึมพำกับตนเอง “ข้าได้ยินว่านางเป็นเพียงช่างคนหนึ่ง…” ช่างจะแต่งงานกับคนตระกูลดังไม่ได้ หากบอกว่าแอบรับเป็นอนุภรรยานั้นก็พอรับได้อยู่ แต่หลีจวินพูดว่าเป็นการแต่งงาน

รับอนุภรรยาไม่จำเป็นต้องจัดการแต่งงานใหญ่โตอะไร แค่รับเข้าประตูข้างก็พอ

“พวกเราแลกเปลี่ยนของหมั้นหมายกันแล้ว รอให้ปัญหาของตระกูลหลีหมดไปก็จะเลือกวันแต่งงาน” แผ่นหยกลายอักษรหลีที่ข้าให้นางไว้น่าจะนับเป็นของหมั้นหมายกระมัง หลีจวินในใจคิดไป ปากก็พูดจาคลุมเครือ

เห็นหลีจวินพูดอย่างมั่นใจ เอินชินอ๋องจึงมีสีหน้าเศร้าสลดพลางพูดอย่างทอดถอนใจ “ก็จริง ในชาตินี้ถ้าได้คนรู้ใจมาบรรเลงพิณกับข้า ข้าก็คงไม่ห่วงฐานะใดของนาง”

หลีจวินปาดเหงื่อ

กำลังจะเอ่ยปากพูด กลับได้ยินเอินชินอ๋องถามอย่างไม่ยอมแพ้ “ฝีมือพิณของนางดีอย่างนั้นเลยหรือ ได้ยินว่าเพลงลำนำลมโชยจันทร์กระจ่างในงานเลี้ยงชมดอกกุ้ยของใต้เท้าฉินสร้างความตื่นตะลึงให้ทุกคน ถึงกับทำให้ทุกคนพลาดชมการแสดงศิลปะการจุดเครื่องหอมที่ยอดเยี่ยมไป” ในคำพูดเต็มไปด้วยความเสียดาย ตลอดทางมาแคว้นต้าโจวสิ่งที่เขาได้ยินมากที่สุดก็คือความสามารถขั้นเทพของมู่หวั่นชิว ขุนนางทุกพื้นที่พากันแนะนำว่า ‘ตอนท่านอ๋องเสด็จผ่านเมืองต้าเยี่ยต้องไปพบยอดคนท่านนี้ให้ได้ จึงจะไม่เสียทีสำหรับการมาในครั้งนี้’

ยังไม่เคยเห็นหน้าก็ได้ยินชื่อคนผู้นี้แล้ว โดยเฉพาะได้ยินว่าฝีมือพิณของมู่หวั่นชิวเป็นหนึ่งไม่มีสอง เอินชินอ๋องก็เกิดความรักชื่นชมในตัวนางโดยไม่รู้ตัว

ที่ไม่พอใจแผนยุแยงที่หลีจวินให้เขาเสียสละตัวเอง จนถึงขั้นรังเกียจและรู้สึกเจ็บปวดอย่างมากนั้น เป็นเพราะเขาแอบกลัวรางๆ ว่าในสายตาของอัจฉริยะที่ยังไม่เคยเห็นหน้าผู้นั้นจะมองเขาเหมือนเป็นคนบ้าตัณหา ทำให้พลาดวาสนาอันดีไป

จะเคยคิดเสียเมื่อใดว่าคนเขาเป็นอนุภรรยามีสามีไปแล้ว เป็นคนอื่นก็ว่าไปอย่าง แต่หลีจวินเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายกับเสด็จพี่ของเขา เขาจะถือมีดไปแย่งรักมาไม่ได้

“เป็นเทพเหมือนที่คนนอกลือกันเสียที่ใด” ประสานกับสายตาชื่นชมของเอินชินอ๋องแล้ว หลีจวินก็รู้สึกว่าแผ่นหลังมีแต่เหงื่อ เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “พวกเขาไม่เคยได้ยินเสียงพิณของน้องห้า ถ้าเคยได้ยินคงไม่ลือกันเช่นนี้แน่นอน”

เอินชินอ๋องส่ายหน้า ไม่ได้พูดจา

นิ่งเงียบไปนาน เขาจึงเอ่ยปากพูด “เครื่องหอมของพี่รองรอให้ข้ากลับมาจากเมืองอันคังแล้วค่อยขนไปพร้อมกันเถอะ” จะยื่นมือไปช่วยตระกูลหลี เขาก็ต้องดูสภาพอำนาจภายในเมืองต้าโจวให้ชัดเจนก่อนแล้วค่อยวางแผน นี่เป็นคำสั่งของเสด็จแม่ก่อนที่เขาจะจากมา “คงราวๆ หนึ่งเดือน พี่รองไม่รีบร้อนกระมัง”

เขาทำเช่นนี้คงอยากจะนั่งเงียบรอดูความเปลี่ยนแปลงสินะ หลีจวินถอนใจอยู่ภายใน ปากก็พูดว่า “เดิมทีพี่ก็วางแผนเช่นนี้ ถ้าน้องห้าเคลื่อนไหวเร็วเกินไปจะยิ่งทำให้อิงอ๋องกับหร่วนอวี้รู้ทันทีว่าหลงกลพวกเราเข้าแล้ว” ทั้งที่ลงน้ำมาแล้ว เอินชินอ๋องยังคิดจะเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวง่ายๆ อย่างนั้นได้อย่างไร

แคว้นเฉินต้องยืนอยู่ข้างตระกูลหลีกับองค์รัชทายาทเท่านั้น!

เอินชินอ๋องนิ่งงันไป รู้ตัวว่าตนเองถูกหลีจวินดึงเข้าไปในแผนการด้วยแล้ว

เห็นเขาหน้านิ่งไม่พูดจา หลีจวินก็ไม่ได้ใส่ใจ เพียงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พรุ่งนี้ตอนน้องห้าออกเดินทาง ยังต้องช่วยข้าทำงานสักเรื่อง…”

ยังให้เขาช่วยอีกหรือ

เอินชินอ๋องสะดุ้ง เขาหดตัวไปด้านหลังทันที “พี่ลองพูดมาก่อนสิ ถ้าเป็นแผนแย่ๆ อะไรอีก ข้าจะไม่รับปาก!” อมลมเต็มแก้มแล้วพูดว่า “ช่วยท่านหนึ่งครั้ง ข้าก็ใจดีมากแล้ว” ถึงวันนี้เขาจึงพบว่าเห็นหลีจวินยิ้มสดใสทั้งวัน แต่ที่จริงคนผู้นี้เป็นมารร้ายคนหนึ่งเลยทีเดียว

เมื่อติดอยู่ในมือแล้วก็สามารถดูดเลือดเนื้อของเขาจนแห้งได้

หลีจวินยิ้มบางๆ “พี่แค่ให้น้องห้าพาคนผู้หนึ่งไปที่เมืองอันคัง”

“พาคนผู้หนึ่งไปด้วย?” เอินชินอ๋องตกตะลึงแล้วพยักหน้า “เรื่องนี้ไม่ยาก พรุ่งนี้ท่านส่งมาแต่เช้าก็พอ”

“น้องห้าจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด…” หลีจวินสีหน้าจริงจัง เขาแนบข้างหูเอินชินอ๋องแล้วพูดว่า “น้องห้าจะส่งคนผู้นี้ไปถึงเมืองอันคังได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ล้วนเกี่ยวพันถึงความเป็นความตายของคนตระกูลหลี ก่อนที่เขาจะไปถึงเมืองอันคังอย่างปลอดภัย น้องห้าห้ามเปิดเผยความเกี่ยวพันกับพี่เป็นอันขาด!”

เห็นเขาพูดอย่างจริงจังเช่นนี้ เอินชินอ๋องจึงมีสีหน้านิ่ง “พี่รองวางใจได้ ข้าไม่ทำให้พี่ผิดหวังแน่นอน!”

ทั้งสองปรึกษารายละเอียดบางอย่างกันต่อ ก่อนที่เอินชินอ๋องจะเงยหน้าขึ้นถาม “อาการบาดเจ็บของพี่รองเป็นอย่างไรบ้าง” แล้วพูดอีกว่า “ก่อนจากมาเสด็จพี่ยังกังวลว่าพี่เร่งเดินทางทั้งที่ยังบาดเจ็บจะทำให้ยิ่งกระทบกระเทือนเอาได้ เอาแต่บ่นว่าท่านจากมาเร็วเกินไป อยู่พักฟื้นต่ออีกสองสามวันก็ยังดี”

“พี่หายดีแล้ว ขอบคุณพี่บุญธรรมที่เป็นห่วง…” หลีจวินขยับแขนซ้ายให้เอินชินอ๋องดู “น้ำใจของพี่บุญธรรมข้ารู้ดี แต่ตระกูลหลียังอยู่ในความไม่สงบ พี่จะอยู่ต่อได้อย่างไร”

เอินชินอ๋องถอนหายใจ นึกอะไรขึ้นได้จึงก้มลงหยิบกล่องงามใบเล็กกะทัดรัดใบหนึ่งออกมาจากห่อสัมภาระบนพื้น “เสด็จพี่ให้เอา…”

กำลังพูดอยู่ก็เหมือนได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากลานบ้าน หลีจวินจึงทำท่าให้เอินชินอ๋องเงียบเสียงในทันที เสียงเอินชินอ๋องชะงักไป จากนั้นจึงยื่นกล่องไม้ให้เขาแล้วชี้ไปที่หน้าต่าง ทำมือว่าไว้เจอกันวันหน้า หลีจวินพยักหน้าเข้าใจความหมาย รับกล่องไม้มาแล้วก็ลอยตัวออกไป

เห็นหลีจวินหายตัวไปอย่างรวดเร็ว เอินชินอ๋องก็ส่ายหน้า ก่อนจะหยิบสุดยอดตำราเพลงพิณยัดใส่ท้องแขนเสื้อ ขยับไฟเทียน แล้วหยิบหนังสือขึ้นมาทำทีเป็นอ่าน

ทางนี้เพิ่งจะนั่งลงก็ได้ยินเสียงดังแกร๊ก ประตูถูกผลักเปิดจากด้านนอก “เสด็จพี่ห้า เสด็จพี่ห้า…” องค์หญิงชิงหวั่นรีบร้อนเข้ามาพร้อมตะโกนพูดว่า “ข้าจะอยู่ที่ต้าเยี่ย!”

นางสวมชุดกระโปรงยาวสีชมพู ผมดำขลับมวยเป็นทรงองค์หญิง ดวงตางดงามกระจ่างสดใส เทียบกับชุดเต็มยศเมื่อตอนกลางวันแล้ว ยามนี้กลับมีความสดใสน่ารักมากขึ้น

เห็นว่าเป็นนาง เอินชินอ๋องก็กุมขมับทันที

ชิงหวั่นผู้นี้เป็นคนที่จัดการยากจนขึ้นชื่อ บทจะเอาแต่ใจแม้แต่เขาที่เป็นพี่ชายก็ยังปวดหัว

เห็นเขาไม่พูดจา องค์หญิงชิงหวั่นจึงเข้ามาใกล้ตรงหน้า จับแขนเขาเขย่าไปมา “ข้าไม่ไปเมืองอันคังแล้ว ข้าจะอยู่ที่ต้าเยี่ย รอเสด็จพี่ห้ากลับมาค่อยกลับแคว้นเฉินพร้อมกัน” แล้วพูดอีกว่า “เสด็จพี่ห้ารักข้าที่สุดอยู่แล้ว”

“น้องหญิงลืมแล้วหรือ” เอินชินอ๋องวางหนังสือลง “ก่อนมาเจ้ารับปากเสด็จพี่ใหญ่ว่าอย่างไร จะเชื่อฟังพี่ทุกอย่างมิใช่หรือ”

องค์หญิงชิงหวั่นพูดบ่นเสียงดัง “ข้ารู้แล้ว ให้ข้าตามเสด็จพี่ห้ามาที่แคว้นต้าโจวเพื่อเป็นทูต เสด็จแม่เองก็อยากจับข้าแต่งงานกับตาเฒ่าเลอะเลือนอย่างฝ่าบาทแคว้นต้าโจวนั่น!”

ที่พานางมาด้วยนี้แม้จะมีจุดประสงค์เพื่อเชื่อมไมตรีด้วยการแต่งงานจริงอยู่ แต่ไม่ใช่กับฮ่องเต้หนานตี้ เป็นเหล่าบุตรชายของเขาต่างหาก

ได้ฟังคำพูดไม่ปิดบังนี้แล้ว เอินชินอ๋องก็ใช้มือปิดปากนางไว้แล้วพูดเสียงดุ “น้องหญิงห้ามพูดจาเหลวไหล เสด็จแม่ไม่ได้คิดเช่นนี้” การแย่งบัลลังก์ของต้าโจวยังไม่ปิดฉากลง แม้จะมีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ก็คงไม่กำหนดในครั้งนี้เลย ครั้งนี้เพียงต้องการให้เหล่าบุตรชายของฮ่องเต้หนานตี้ได้เห็นหน้าองค์หญิงชิงหวั่นก่อนเท่านั้น

“ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น…” เห็นเขามีสีหน้าเย็นชา องค์หญิงชิงหวั่นจึงพ่นหัวเราะออกมาพูดบ่นว่า “ข้ารับปากแม่นางหลิ่วแล้วว่าพรุ่งนี้จะไปเป็นแขกที่คฤหาสน์ตระกูลหลิ่ว เสด็จพี่ห้าจะเลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมมิใช่หรือ ข้าอยู่ที่นี่ช่วยพี่เลือกได้” พูดพลางองค์หญิงชิงหวั่นก็พูดเป็นนัยว่า “ข้ายังสามารถหาโอกาสช่วยเสด็จพี่ห้าพิชิตสาวงามได้ด้วย” งานเลี้ยงต้อนรับตอนกลางวัน ความรู้สึกที่เอินชินอ๋องมีต่อหลิ่วเฟิ่งทุกคนล้วนเห็นกันทั่ว

พูดจบ องค์หญิงชิงหวั่นก็มองเอินชินอ๋องด้วยดวงตากลมโตอันงดงามในทันที

เหนือความคาดหมาย เอินชินอ๋องหน้าดำคล้ำในทันที เขาตบโต๊ะอย่างแรง สะเทือนจนพื้นดังก้อง องค์หญิงชิงหวั่นถอยหลังไปสองก้าว ในดวงตามีม่านน้ำปกคลุมทันใด

ผ่านไปครู่ใหญ่เอินชินอ๋องจึงผ่อนหายใจออกมา เขาพูดอย่างใจเย็นลง “พรุ่งนี้ยามเฉินออกเดินทางตรงเวลา น้องหญิงรีบพักผ่อนเถอะ”

องค์หญิงชิงหวั่นเม้มปาก หมุนตัวแล้ววิ่งตึงๆๆ ออกไป

รุ่งสางวันต่อมาจั่วเฟิงนำเหล่าขุนนางเมืองต้าเยี่ยมาส่งเสด็จเอินชินอ๋องถึงที่พักรับรอง ทุกคนล้วนเก็บของพร้อมรอออกเดินทางแล้ว

คาดไม่ถึงว่าองค์หญิงชิงหวั่นจะหายตัวไป

ทุกคนในที่พักรับรองตกใจมาก แม้แต่จั่วเฟิงกับหร่วนอวี้ก็ยังมีสีหน้าเปลี่ยนไป พวกเขารีบสั่งคนให้ปิดประตูเมืองทั้งสี่ แล้วตรวจสอบอย่างละเอียด

หากองค์หญิงชิงหวั่นเกิดเรื่องขึ้นในเมืองต้าเยี่ย นั่นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย!

ดีไม่ดีหัวของขุนนางอย่างพวกเขาคงจะต้องย้ายบ้านแล้ว

ค้นหาอยู่นานก็มีองครักษ์คนหนึ่งพบจดหมายฉบับหนึ่งใต้เตียงองค์หญิงชิงหวั่น เขาจึงรีบนำมาถวาย

‘ชิงหวั่นจะอยู่ที่เมืองต้าเยี่ยช่วยคัดเลือกวาณิชนำเข้าแทนเสด็จพี่ห้า ข้าตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว ขอเสด็จพี่ห้าอนุญาตด้วย’

อ่านตัวอักษรหวัดหลายตัวนี้แล้ว ในใจเอินชินอ๋องพลันเกิดความฉุนเฉียว เขาขยำจดหมายเป็นก้อน แล้วตะคอกใส่องครักษ์ “องค์หญิงซ่อนตัวอยู่ละแวกนี้แน่ ค้นให้ละเอียด!”

จั่วเฟิงก้มลงเก็บจดหมายที่ขยำเป็นก้อนขึ้นมาแล้วคลี่ออกอย่างระมัดระวัง ร่างนั้นแข็งเกร็งไปทันที เพียงชั่วครู่ ในดวงตาเขาก็ฉายความยินดี อ้าปากคิดอยากพูดอะไร แต่หางตาเหลือบเห็นสีหน้าดำคล้ำของเอินชินอ๋องเข้าเสียก่อน จึงเก็บสีหน้าแล้วหันไปสั่งการทหารข้างกาย “ปิดโรงเตี๊ยมทั้งหมด แล้วตรวจค้นทีละแห่ง!”

ในเมื่อองค์หญิงชิงหวั่นไม่อยากไป นางก็ต้องซ่อนอยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งใดแห่งหนึ่งแน่นอน ได้ยินคำสั่งการของจั่วเฟิงแล้ว เอินชินอ๋องก็พยักหน้าเห็นด้วย

เห็นสีหน้าเขาดีขึ้นบ้าง จั่วเฟิงจึงฉวยโอกาสพูด “ท่านอ๋องห้าวางพระทัยได้ ข้าน้อยดูแลพื้นที่เขตนี้อยู่ องค์หญิงชิงหวั่นไม่เป็นอะไรแน่นอน ท่านอ๋องห้าทรงกลับเข้าไปดื่มชาพักผ่อนสักครู่ดีกว่า”

เอินชินอ๋องพยักหน้า ไม่แสดงอาการใด

 

ใช้เวลาอยู่สามวัน แม้จะค้นหาโรงเตี๊ยมทั่วทุกแห่งแล้ว องค์หญิงชิงหวั่นก็ยังคงไร้ร่องรอย ทำให้คนในเมืองต้าเยี่ยหวาดหวั่นยิ่ง

เอินชินอ๋องเริ่มนั่งไม่ติด องค์หญิงชิงหวั่นไม่ได้นำองครักษ์ไปและไม่ได้พักในโรงเตี๊ยม นางตัวคนเดียวอยู่ข้างนอกอันตรายอย่างมาก ไทเฮาทรงมีบุตรสาวเพียงคนเดียวและเห็นนางเป็นดั่งไข่มุกบนฝ่ามือ แม้แต่เสด็จพี่ใหญ่ที่เป็นถึงโอรสสวรรค์ยังต้องยอมให้แก่นางบ้าง หากติดตามเขามาแล้วเกิดเรื่องกับนางขึ้น เขาคงไม่อาจชี้แจงได้

เห็นเขาร้อนใจขึ้นมา จั่วเฟิงจึงพูดว่า “ข้าน้อยมีคำพูด แต่ไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือไม่”

เอินชินอ๋องเงยหน้าขึ้น “ใต้เท้าจั่วมีอะไรก็พูดมาตามตรงได้เลย”

“ตามความคิดเห็นของข้าน้อย ในเมื่อองค์หญิงทรงตัดสินใจจะอยู่ที่เมืองต้าเยี่ย องค์หญิงก็ต้องซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่งแน่นอน หากท่านอ๋องห้าอยู่ที่เมืองต้าเยี่ยนางก็คงไม่ยอมเปิดเผยตัว” จั่วเฟิงเปลี่ยนประเด็นพูด “ข่าวการหายตัวไปขององค์หญิงทำให้ทุกคนในเมืองต้าเยี่ยรู้แล้ว ข้างกายนางก็ไม่มีองครักษ์ ยิ่งอยู่นานเท่าใดก็มีอันตรายมากเท่านั้น ท่านอ๋องมิสู้…” เสียงนั้นชะงักไปทันใด

เขาเชื่อว่าขอเพียงเอินชินอ๋องจากไป องค์หญิงชิงหวั่นต้องยอมเปิดเผยตัวแน่นอน แต่หากคำพูดนี้ออกมาก็ดูจะแฝงความหมายการไล่แขกเอาไว้อย่างมาก ทำให้เขายากจะเอ่ยปากได้

จ้าวซิ่นองครักษ์ประจำกายดวงตาเปล่งประกาย “ใต้เท้าจั่วพูดถูก ท่านอ๋องสู้จากไปก่อนดีกว่า องค์หญิงจะต้องยอมออกมาอย่างแน่นอน!” แล้วพูดอีกว่า “ท่านอ๋องสามารถทิ้งคนจำนวนหนึ่งไว้คุ้มครองความปลอดภัยขององค์หญิงได้”

นิ่งเงียบอยู่นาน เอินชินอ๋องจึงพยักหน้า “ได้ คืนนี้เร่งออกค้นหา ถ้ายังไม่พบ พรุ่งนี้เช้าออกเดินทาง!”

วันที่สี่ ยังคงไม่มีข่าวคราวขององค์หญิงชิงหวั่น

แม้จะยังกังวลใจ แต่เอินชินอ๋องยังคงไปจากเมืองต้าเยี่ยตามลำพัง ก่อนออกเดินทางยังได้ส่งจดหมายลับให้หลีจวิน ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องคุ้มครององค์หญิงชิงหวั่นให้ปลอดภัย

“คุณหนู ท่านอ๋องห้าทรงนำคนออกไปจากต้าเยี่ยแล้วเจ้าค่ะ!” วิ่งกระหืดกระหอบกลับถึงคฤหาสน์ตระกูลหลิ่วแล้ว พอเจินจูเข้าห้องก็ตะโกนเสียงดัง

“ไปแล้วจริงหรือ” น้ำเสียงหลิ่วเฟิ่งแฝงความผิดหวังรางๆ

“จริงเจ้าค่ะ” เจินจูพยักหน้า “บ่าวเดินตามกลุ่มคนที่ไปดูความคึกคัก แล้วก็เห็นขบวนของเอินชินอ๋องเดินออกประตูเมืองทางเหนือไป”

หลิ่วเฟิ่งวางงานฝีมือในมือลง ค่อยๆ เดินมาที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง จับส่วนนูนบนขอบคันฉ่องแต่งหน้า บิดเบาๆ ก็เห็นภาพใหญ่บนผนังค่อยๆ ม้วนขึ้น เผยให้เห็นประตูลับบานหนึ่ง หลิ่วเฟิ่งผลักเปิดประตูลับแล้วเดินเข้าไป

ข้างในเป็นห้องลับที่กว้างมาก โต๊ะเก้าอี้เตียงมุ้งมีพร้อมสรรพ ตกแต่งหรูหราอย่างมาก องค์หญิงชิงหวั่นที่หายตัวไปสามวันกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ ถือเครื่องหอมบนโต๊ะเล่น เห็นหลิ่วเฟิ่งเข้ามาจึงเอ่ยปากถาม “เสด็จพี่ของข้าออกเดินทางไปแล้วหรือ”

“ทูลองค์หญิง ท่านอ๋องห้าเพิ่งจะออกจากเมืองไปเจ้าค่ะ”

“ดีเหลือเกิน!” องค์หญิงชิงหวั่นรู้สึกลิงโลด

“ครั้งนี้องค์หญิงทำให้อาเฟิ่งลำบากแล้ว…” หลิ่วเฟิ่งถอนหายใจเหมือนจนใจ “หากทางการรู้ว่าอาเฟิ่งซ่อนตัวองค์หญิงไว้ จะต้องฆ่าล้างตระกูลหลิ่วแน่นอน”

“เจ้าวางใจได้!” องค์หญิงชิงหวั่นแตะไหล่นาง “อีกครู่ข้าจะแอบนั่งรถม้ากลับไปที่พักรับรอง จะไม่ทำให้เจ้าลำบากเด็ดขาด”

“อาเฟิ่งขอบพระทัยองค์หญิงที่เข้าใจ!” หลิ่วเฟิ่งฉวยโอกาสย่อคำนับ “อาเฟิ่งจะเตรียมรถทันที อีกครู่องค์หญิงก็ออกไปทางประตูด้านหลัง อาเฟิ่งจะส่งองครักษ์แอบคอยคุ้มครองท่าน”

“ดี!” องค์หญิงชิงหวั่นพยักหน้า กำลังจะลุกขึ้น ทันใดนั้นก็ชะงักไป “ไม่ได้ๆ ข้ากลับไปตอนนี้ไม่ได้…” เห็นหลิ่วเฟิ่งสงสัย นางจึงพูดอีกว่า “หากกลับไปตอนนี้ เสด็จพี่ห้าคงยังไปไม่ไกลแน่นอน เขาได้ข่าวแล้วต้องกลับมาจับตัวข้าไปแน่ๆ ข้าต้องรอให้เขาเดินทางไปไกลก่อนแล้วค่อยออกไปดีกว่า”

“ถ้าองค์หญิงไม่ปรากฏตัว ใต้เท้าจั่วคงร้อนใจแย่ สองวันนี้ทางการค้นเมืองต้าเยี่ยจนแทบจะพลิกพื้น คฤหาสน์ตระกูลหลิ่วเองก็ถูกค้นจนแทบจะพลิกบ้านแล้วเพคะ” วันนั้นองค์หญิงชิงหวั่นบอกว่าวันรุ่งขึ้นจะไปคฤหาสน์ตระกูลหลิ่ว เพื่อหลบเลี่ยงข้อสงสัย จั่วเฟิงตั้งใจให้คนของเอินชินอ๋องตามมาค้นหาที่คฤหาสน์ตระกูลหลิ่วด้วย

“ไม่เป็นไร…” องค์หญิงชิงหวั่นส่ายหน้าอย่างไม่สนใจ สายตาเลื่อนไปที่เครื่องหอมข้างมือ “เครื่องหอมเหล่านี้กลิ่นดีจริง ราวกับปรมาจารย์กู่ยังอยู่บนโลก…” แล้วส่ายหน้า “ยังดีกว่าปรมาจารย์กู่ขั้นหนึ่ง แม่นางหลิ่วฝีมือสูงส่งจริง ข้าจะแนะนำเจ้าให้…เสด็จพี่ใหญ่แน่นอน”

คิดจะพูดว่าแนะนำเจ้าให้เป็นวาณิชนำเข้าเครื่องหอม แต่พอคิดถึงหลีจวินแล้วเสียงนั้นก็ชะงักไป นางยังต้องใช้วาณิชนำเข้าเครื่องหอมนี้มาหลอกล่อหลีจวิน ตอนนี้จะให้สัญญาออกไปไม่ได้

นางเสียกำลังไปมากเพื่ออยู่ต่อในเมืองต้าเยี่ยให้ได้เช่นนี้ ทั้งหมดล้วนทำเพื่อเขา

ได้ยินคำว่า ‘แนะนำ’ แล้ว หัวใจหลิ่วเฟิ่งก็เต้นแรง แต่รออยู่นานก็ไม่มีคำใดต่อ นางรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง จึงหยิบขี้ผึ้งหอมสี่ฤดูที่เพิ่งผลักดันออกมากล่องหนึ่ง

“กลิ่นนี้ดีกว่าเครื่องหอมที่แคว้นเฉินนำเข้าเมื่อก่อนหรือไม่”

สีหน้าหลิ่วเฟิ่งสลดลงทันใด “องค์หญิงล้ออาเฟิ่งเล่นแล้ว อาเฟิ่งจะเอาชนะปรมาจารย์กู่ที่เป็นเสมือนเทพได้อย่างไร”

เครื่องหอมที่แคว้นเฉินนำเข้าเมื่อก่อนล้วนเป็นของตระกูลหลี ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากฝีมือของกู่ฉิน

“ไม่ได้หลอกเจ้านะ เครื่องหอมเหล่านี้ดีกว่าที่ข้าใช้เมื่อก่อนเสียอีก…” องค์หญิงชิงหวั่นพยักหน้าจริงจัง “ถ้าไม่ใช่การคัดเลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมยังต้องให้เสด็จพี่ห้าเห็นด้วย ข้าก็อยากจะเลือกเจ้าเสียเลย อืม…” นางเงยหน้าครุ่นคิดสักครู่ “ในเมื่อข้ารับปากเสด็จพี่ห้าว่าจะช่วยเขาเลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมแล้ว ก็ต้องไปเยี่ยมเยือนหลายๆ ร้านสิจึงจะถูก” นางดึงมือหลิ่วเฟิ่ง “ในเมืองต้าเยี่ยยังมีร้านเครื่องหอมใหญ่ร้านใดอีกบ้าง แม่นางหลิ่วช่วยแนะนำข้าสักหน่อยเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะไปเดินดู”

ในสายตามีความดุร้ายแวบผ่าน ก่อนที่หลิ่วเฟิ่งจะฉีกยิ้มออกมา “แนะนำแล้ว ถ้าองค์หญิงทรงไปเกิดผิดหวังขึ้นมาจะต้องคิดว่าอาเฟิ่งมีใจเอนเอียงเป็นแน่ เอาอย่างนี้ดีกว่า พรุ่งนี้ข้าจะไปกับองค์หญิงเดินดูหอธูปใหญ่ต่างๆ องค์หญิงลองฟังคำพูดของพวกเขาแล้วเปรียบเทียบกันดู องค์หญิงย่อมรู้ได้ว่าเครื่องหอมของใครดี”

“นี่เป็นความคิดที่ไม่เลว” องค์หญิงชิงหวั่นดวงตาเปล่งประกาย “พูดกันดีแล้วนะ พรุ่งนี้เช้าพวกเราไปกัน!”

หลิ่วเฟิ่งพยักหน้ารับคำ ในใจหัวเราะเย็นชา

ในหอธูปใหญ่ต่างๆ สินค้าที่ขายดีที่สุดก็คือเครื่องหอมของร้านอี้เหอ อีกทั้งเครื่องหอมส่วนใหญ่ของตระกูลหลีก็ถูกปลดลงจากชั้นวางขายแล้วด้วย

ในครั้งนี้การเป็นวาณิชนำเข้าเครื่องหอมของแคว้นเฉินต้องเป็นของตระกูลหลิ่วของนางอย่างแน่นอน!

“พี่รอง!” เพิ่งเดินนำฉินเจี้ยนออกจากประตูร้านหลีจี้ หลีจวินก็ถูกเสียงดังกังวานหนึ่งเรียกรั้งไว้ เขาจึงชะงักฝีเท้า

เห็นเพียงองค์หญิงชิงหวั่นโผล่ออกมาจากหลังเสาอย่างรวดเร็ว มองเขาด้วยรอยยิ้ม

“องค์หญิงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” หลีจวินกวาดมองด้านหลังตัวนางแวบหนึ่ง “องครักษ์ขององค์หญิงเล่า”

“ถูกข้าสลัดทิ้งไปหมดแล้ว!” องค์หญิงชิงหวั่นหัวเราะคิกคัก “ข้ามาที่ร้านหลีจี้หลายครั้งก็ไม่เคยพบพี่รอง ข้าเลยต้องมาดักรอที่หน้าประตูเช่นนี้…” เห็นหลีจวินขมวดคิ้ว นางก็พูดอีกว่า “ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าพี่เป็น…”

ยังไม่ทันพูดจบ หลีจวินก็เอามือปิดปากนางทันที แล้วมองไปซ้ายขวา “เชิญองค์หญิงเข้าไปคุยกันในคฤหาสน์ดีกว่า” แล้วหันหน้าไปสั่งการฉินเจี้ยน “ส่งข่าวไปยังที่พักรับรอง องค์หญิงชิงหวั่นมาที่ร้านหลีจี้” พูดจบ หลีจวินก็หมุนตัวเดินเข้าประตูไป

ในที่สุดก็ได้พบเขาเสียที มองดูแผ่นหลังของหลีจวินแล้ว องค์หญิงชิงหวั่นก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง

“องค์หญิงรู้ได้อย่างไรว่าข้าคือเหลียนจวิ้นอ๋อง” หลังจากนั่งลงแล้ว หลีจวินก็สั่งให้บ่าวยกน้ำชามาให้ ก่อนจะโบกมือให้ทุกคนออกไป

ด้วยเขาเป็นคนต้าโจว หากถูกพบว่าเข้าร่วมการเมืองภายในแคว้นเฉินจะก่อให้เกิดการแย่งชิงกันของสองแคว้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ขอแค่มีความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวก็จะถูกอิงอ๋องจับเป็นชนักในการสร้างเรื่องทันที ดังนั้นช่วงเวลาที่เขาไปแคว้นเฉินจะใช้ชื่อปลอมตลอด นอกจากฝ่าบาทและคนที่เชื่อใจได้ไม่กี่คนในแคว้นเฉินแล้ว ก็ไม่มีใครรู้ว่าเหลียนจวิ้นอ๋องของแคว้นเฉินก็คือเขาหลีจวิน

แน่นอนว่าต้องปิดบังองค์หญิงชิงหวั่นที่ทำอะไรใจกล้าไม่มีเล่ห์เหลี่ยมผู้นี้ด้วยเช่นกัน

ได้รับการไหว้วานจากเอินชินอ๋องให้คุ้มครองนาง หลีจวินจึงเพียงแค่วางองครักษ์ไว้ข้างกายนางอย่างลับๆ ไม่ได้ออกหน้าด้วยตัวเอง

องค์หญิงชิงหวั่นอาศัยเหตุผลในการดมกลิ่นเครื่องหอมมาขอพบถึงคฤหาสน์หลายครั้ง ก็เป็นหลีฮูหยินออกหน้ามาต้อนรับเสมอ ในขณะที่หลีจวินก็เอาแต่หลบนาง อย่างไรเสียระหว่างที่พักรักษาตัวในวังหลังของแคว้นเฉิน เดิมคิดว่าขอเพียงองค์หญิงชิงหวั่นไม่เห็นเขา นางก็คงไม่รู้ว่าเขาก็คือเหลียนจวิ้นอ๋องของแคว้นเฉิน ด้วยไม่อยากให้คนอื่นล่วงรู้ความลับนี้เร็วเกินไป

แต่พอคิดถึงรายงานลับขององครักษ์แล้ว นางในระยะนี้มักจะอยู่กับหลิ่วเฟิ่ง หลีจวินก็ตกใจจนเหงื่อผุดไปทั่วตัว

“ข้าแอบอ่านสารลับของเสด็จพี่ใหญ่!” องค์หญิงชิงหวั่นพูดอย่างภาคภูมิใจ “ข้ารู้นานแล้วว่าพี่รองที่เป็นเหลียนจวิ้นอ๋องก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลหลีแห่งเมืองต้าเยี่ย ดังนั้นที่ข้ารับปากเสด็จพี่ใหญ่มาแคว้นต้าโจวครั้งนี้ก็เพื่อมาพบพี่รอง” พูดพลางสองแก้มของนางก็ขึ้นสีแดงเรื่อราวดอกท้อเดือนสาม

หลีจวินยกมือขึ้นบีบขมับ

“วันที่ท่านอ๋องห้าจากไป องค์หญิงหลบไปอยู่ที่ใด”

“ข้าก็หลบที่…” องค์หญิงชิงหวั่นชะงักเสียงพูดไป แล้วหัวเราะคิกคักไปทางหลีจวิน “นางไม่ให้ข้าบอกใคร ถ้าทางการรู้เรื่องนี้เข้านางจะถูกฆ่าล้างตระกูล…น่าเสียดาย ที่นี่คือแคว้นต้าโจว ถ้าเป็นที่แคว้นเฉินข้าไม่กลัวหรอก!” หลิ่วเฟิ่งใจดีช่วยให้นางได้อยู่ต่อในเมืองต้าเยี่ย นางจะเนรคุณไม่ได้

“องค์หญิงชิงหวั่นเชื่อฟังแม่นางหลิ่วเหลือเกิน” หลีจวินพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก

“พี่รองรู้แต่แรกแล้วหรือ” องค์หญิงชิงหวั่นเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงพูดอย่างตกใจ “พี่รองหลอกถามข้านี่!” แล้วถอนหายใจ “ในเมื่อถูกพี่รองเดาถูกแล้ว พี่รองก็ช่วยข้าปิดบังด้วย”

หลีจวินถอนหายใจพลางส่ายหน้า แล้วถามขึ้นทันใด “เรื่องที่ข้าคือเหลียนจวิ้นอ๋อง องค์หญิงชิงหวั่นได้บอกกับใครแล้วบ้าง” แม้เสียงพูดจะดูไม่จริงจัง แต่ในดวงตาหลีจวินกลับฉายความดุดันอยู่รางๆ

ในช่วงเวลาสำคัญอย่าโทษว่าเขาลงมือร้ายกาจก็แล้วกัน คนที่รู้เรื่องนี้ทุกคนล้วนต้องตาย!

“ข้าไม่ได้บอกใครเลย!” องค์หญิงชิงหวั่นส่ายหน้าโดยไม่ต้องคิด ดวงตาราวน้ำกระจ่างใสเห็นก้นบึ้ง

จ้องนางอยู่นาน หลีจวินจึงแอบโล่งอก

นางไม่ได้โกหก

“พี่รองกลัวว่าข้าจะปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกไปหรือ” ทันใดนั้นองค์หญิงชิงหวั่นก็เข้าใจเรื่องราว นางจึงยิ้มอย่างมีเลศนัย “จะให้ข้ารักษาความลับให้พี่รองก็ได้ แต่พี่ต้องจำไว้ว่าพี่ติดหนี้บุญคุณข้าครั้งหนึ่ง”

ติดหนี้บุญคุณ?

หลีจวินขมวดคิ้ว

เขาไม่กลัวจะติดหนี้บุญคุณ ตอนที่อยู่วังหลังของแคว้นเฉินเขาก็ได้ยินมาไม่น้อยว่าหญิงสาวคนนี้จัดการได้ยากจนขึ้นชื่อ อาศัยว่าเป็นที่โปรดปรานจากไทเฮา ยามทำสิ่งใดก็มักจะไร้กฎไร้เกณฑ์ แม้แต่ฮ่องเต้แคว้นเฉินองค์ใหม่เจอนางแล้วก็ยังปวดหัว วันนี้หากยอมรับว่าติดหนี้บุญคุณนาง เกรงว่าหลังจากวันนี้ไปสิ่งที่เขาต้องเผชิญคงเป็นการขู่กรรโชกที่ไม่จบสิ้นแน่!

“องค์หญิงพูดเช่นนี้ก็ไม่ถูก…” ความคิดแล่นผ่าน หลีจวินจึงกระแอมเบาๆ “ข้าไม่ได้กลัวองค์หญิงจะปล่อยข่าวเรื่องนี้ออกไป แต่ข้ากังวลว่าองค์หญิงจะนำภัยร้ายมาสู่แคว้นเฉินโดยไม่รู้ตัว”

“เป็นไปได้อย่างไร” องค์หญิงชิงหวั่นกะพริบตา

“เหตุใดจะเป็นไปไม่ได้เล่า” หลีจวินเลียนแบบน้ำเสียงของนาง มองหน้าองค์หญิงชิงหวั่นแล้วพูดว่า “องค์หญิงลองบอกมาสิ ในเมื่อไม่กลัวความลับรั่วไหล แล้วเหตุใดเสด็จพี่ใหญ่ขององค์หญิงต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเช่นนี้ด้วย”

เงยหน้าขึ้นคิดอยู่นาน องค์หญิงชิงหวั่นจึงพูดว่า “แน่นอนว่าคิดเผื่อพี่รองอย่างไรเล่า เสด็จพี่ใหญ่กลัวว่าพี่จะต้องโทษว่าเป็นกบฏของแผ่นดิน”

“ข้าเป็นเพียงชาวเมืองตัวเล็กๆ ทั้งไม่มีกองทหารในมือ จะต้องโทษว่าเป็นกบฏของแผ่นดินง่ายๆ ได้อย่างไร” หลีจวินส่ายหน้า “เป็นเพราะเสด็จพี่ใหญ่ขององค์หญิงกลัวว่าฮ่องเต้ต้าโจวจะรู้ว่ามีคนของต้าโจวช่วยเขาไว้แล้วจะถือโอกาสเป็นสิงโตอ้าปากขู่กรรโชก ให้เขาแบ่งพื้นที่ชดใช้แทนเงิน ถึงตอนนั้นถ้าเสด็จพี่ใหญ่ขององค์หญิงรับปากก็จะกลายเป็นคนบาปของแผ่นดิน แต่ถ้าไม่รับปากสองแคว้นก็จะเกิดการต่อสู้ทำสงครามกัน แคว้นเฉินเพิ่งจะผ่านการทำสงครามมา แต่ต้าโจวนั้นกลับมีกำลังทหารเสบียงเตรียมพร้อม ถ้าต้องทำสงครามกันจริงคงไม่ถึงหนึ่งปี องค์หญิงชิงหวั่นคงได้กลายเป็นองค์หญิงไร้แผ่นดินเป็นแน่…” เขาถอนหายใจ “ที่น่ากลัวที่สุดก็คือเสด็จพี่ใหญ่กับไทเฮาขององค์หญิง เพื่อขอเป็นมิตรกับต้าโจว สุดท้ายจำต้องให้ท่านอภิเษกกับฝ่าบาทของข้า…” เขาส่ายหน้า “ถึงตอนนั้นเกรงว่าองค์หญิงชิงหวั่นต้องมาอยู่ต่างถิ่น น่าสงสารจริง!”

รับมือกับเด็กต้องใช้การขู่

หลีจวินพูดพลางทำท่าทางเห็นใจสงสาร

เป็นจริงดังคาด ใบหน้าขององค์หญิงชิงหวั่นขาวซีดในทันที หากนางไม่ได้ไร้เดียงสาจนถูกหลอกได้ง่าย สิ่งที่หลีจวินพูดว่า ‘ฮ่องเต้แคว้นต้าโจวจะฉวยโอกาสขู่กรรโชก’ นี้ก็เป็นวิธีที่นางเคยใช้บ่อยครั้ง

ทว่าครั้งนี้ที่นางติดตามเอินชินอ๋องเป็นทูตมาแคว้นต้าโจวนั้น ก็เพราะเสด็จพี่ใหญ่ของนางมีจุดประสงค์ในการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ เพื่อทำให้อำนาจทางการเมืองของแคว้นเฉินที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นมีความมั่นคง หากไม่ใช่นางทำเป็นปล่อยเลยตามเลยเพื่อจะได้มาพบหน้าหลีจวิน นางคงไม่ยอมทำตามจุดประสงค์ของเสด็จพี่ใหญ่แล้วยอมมาต้าโจวแต่โดยดีเช่นนี้แน่

และด้วยเหตุนี้องค์หญิงชิงหวั่นจึงเชื่อในคำพูดส่งเดชเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์อย่างไม่มีข้อสงสัย

นิ่งเงียบไปนาน องค์หญิงชิงหวั่นจึงพูดบ่นว่า “ข้ารู้แล้ว เรื่องนี้ข้าไม่บอกคนนอกเด็ดขาด”

หลีจวินพยักหน้า เขารู้สึกพอใจอย่างมาก “องค์หญิงรู้ความร้ายกาจก็ดีแล้ว จำไว้ว่าอย่าพูดจาส่งเดชเด็ดขาด โดยเฉพาะกับแม่นางหลิ่ว…” เขามองหน้าองค์หญิงชิงหวั่นด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่รู้ว่าช่วงที่อยู่เมืองต้าเยี่ยนี้ องค์หญิงชิงหวั่นเคยได้ยินหรือไม่ อีกไม่กี่วันแม่นางหลิ่วกับใต้เท้าหร่วนผู้บัญชาการกองรถศึกจะแต่งงานกันแล้ว”

“ข้ารู้…” องค์หญิงชิงหวั่นพยักหน้า “แม่นางหลิ่วยังเชิญข้าให้อยู่เมืองต้าเยี่ยร่วมงานแต่งงานของนางด้วย”

“องค์หญิงชิงหวั่นรู้หรือไม่ว่าใต้เท้าหร่วนกับอิงอ๋องเป็นศิษย์พี่น้องสำนักเดียวกัน”

องค์หญิงชิงหวั่นส่ายหน้า

“เรื่องนี้ถ้าถูกแม่นางหลิ่วรู้เข้า ใต้เท้าหร่วนก็จะรู้ ใต้เท้าหร่วนรู้แล้ว ฝ่าบาทก็ต้องรู้ เช่นนั้นผลลัพธ์ก็…” หลีจวินเสียงชะงักไป

“ข้ารู้หมดแล้ว…” องค์หญิงชิงหวั่นรำคาญใจ “เรื่องนี้ข้าจะไม่บอกแม่นางหลิ่วเด็ดขาด”

เห็นว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว หลีจวินจึงรู้สึกโล่งอก เขามองไปที่กาน้ำหยด “เวลาไม่เช้าแล้ว คนในที่พักรับรองคงจะร้อนใจกันแล้ว ข้าจะให้คนส่งองค์หญิงกลับไปก็แล้วกัน” พูดแล้ว หลีจวินก็ยืนขึ้นมา

ให้นางกลับไปหรือ

จะได้อย่างไร กว่านางจะสลัดองครักษ์ที่เฝ้าหน้าร้านหลีจี้มาได้นั้นยากมาก พูดคุยได้ไม่กี่ประโยคก็จะจากไปได้อย่างไร ได้ฟังคำพูดนี้แล้ว องค์หญิงชิงหวั่นก็กลอกตาอย่างครุ่นคิดแล้วพูดว่า “ข้าไปหอธูปใหญ่มาหลายแห่ง เหตุใดเครื่องหอมของตระกูลหลีจึงถูกปลดลงจากชั้นวางจนหมดเล่า”

“แม่นางหลิ่วว่าอย่างไรบ้าง” หลีจวินย้อนถาม

ฟังสายลับบอกว่าขณะที่นางไปหอธูปใหญ่ทุกแห่งนั้นล้วนมีหลิ่วเฟิ่งไปด้วยราวกับเป็นนางกำนัลประจำกายนาง

“นางบอกว่า…” คำพูดของหลิ่วเฟิ่งไม่น่าฟังอย่างมาก องค์หญิงชิงหวั่นเม้มปาก แล้วพูดในทางอ้อมว่า “นางบอกว่าหลังจากปรมาจารย์กู่ตายไป ตระกูลหลีก็ไม่มีเครื่องหอมที่ดีออกมาอีก การค้าจึงได้ตกต่ำอย่างมาก”

“อ้อ…” หลีจวินพยักหน้า “องค์หญิงชิงหวั่นรู้แล้ว ไฉนยังมาถามข้าอีก”

“เอ่อ…” องค์หญิงชิงหวั่นหน้าแดงขึ้นมาทันที

ที่นางถามเช่นนี้ เพราะอยากจะเตือนสติหลีจวินว่านางรู้ถึงความลำบากของตระกูลหลี อยากให้เขาทำเหมือนหลิ่วเฟิ่งที่มาขอร้องนาง เอาใจนาง เช่นนี้นางก็สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจแล้ว

ใครจะรู้ว่าหลีจวินกลับไม่เดินไปบนทางที่นางวางแผนไว้ คำพูดไม่กี่คำก็ถามจนนางพูดอะไรไม่ถูก

ลูกตากลอกกลิ้งไปหลายรอบ องค์หญิงชิงหวั่นจึงพูดว่า “ข้ารู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้เกินจริงไปบ้าง”

หลีจวินมองหน้าพร้อมรอยยิ้ม ไม่ได้พูดจา

“เอ่อ เรื่องนั้น…” องค์หญิงชิงหวั่นสีหน้าเก้อเขิน “ข้าเองก็ลองดมกลิ่นเครื่องหอมดูแล้ว เครื่องหอมของแม่นางหลิ่วเหนือกว่าของตระกูลหลีอยู่เพียงเล็กน้อย ดมดูแล้ว ทั้งกลิ่นและรูปแบบแทบจะเหมือนออกมาจากคนคนเดียวกัน ดังนั้น…” นางเม้มปากมองหลีจวิน “หากตระกูลหลีลดราคาเครื่องหอมลงบ้าง คงจะขายออกไปได้”

น่าเสียดาย เมืองต้าเยี่ยถูกหร่วนอวี้และจั่วเฟิงควบคุมไว้ ใครจะกล้าซื้อเครื่องหอมของตระกูลหลีอีกเล่า หลีจวินพยักหน้า เขาไม่รู้ว่าที่องค์หญิงชิงหวั่นพูดวางท่าเช่นนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่

แต่ว่ามีจุดหนึ่งที่เขาเข้าใจนางดี หญิงผู้นี้จะไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย นางยอมช่วยพูดให้ตระกูลหลีอย่างนี้จะต้องมีจุดประสงค์แน่นอน เขาใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหวจะดีกว่า อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นถึงองค์หญิง แม้จะรังแกตระกูลหลีอย่างเปิดเผย เขาก็ฆ่านางไม่ได้

เหตุใดเขายังไม่เอ่ยปากขอร้องนางอีก

พูดมากมายเพียงนี้แล้ว เห็นอีกฝ่ายยังคงมีท่าทางสบายใจไม่พูดอะไร มือใต้แขนเสื้อขององค์หญิงชิงหวั่นก็กำแน่นแล้วคลาย คลายแล้วกำแน่น ในที่สุดก็ทนไม่ไหวเอ่ยปากถาม “พี่รองอยากได้กิจการนำเข้าเครื่องหอมของแคว้นเฉินหรือไม่”

กิจการนำเข้า?

หลีจวินตกตะลึง แล้วก็สบายใจในทันที หญิงคนนี้คิดจะเอากิจการนำเข้ามาเครื่องหอมแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างกับเขา จึงพูดด้วยรอยยิ้ม “องค์หญิงสัญญากับแม่นางหลิ่วแล้วมิใช่หรือ ไยยังมาถามข้าอีกว่าอยากได้กิจการนำเข้าเครื่องหอมหรือไม่”

ช่วงหลายวันนี้พวกนางตัวติดกันไม่ห่าง เขาสงสัยว่านางจะรับปากตระกูลหลิ่วไปแล้ว หากเป็นเช่นนี้จริง คงเป็นเรื่องที่จัดการได้ยากมาก ทุกเรื่องถือความกตัญญูมาก่อน ต่อให้ฮ่องเต้แคว้นเฉินดีต่อเขาอย่างไร ก็ต้องเชื่อฟังคำของมารดา องค์หญิงชิงหวั่นเองก็ถือเป็นไข่มุกบนฝ่ามือของไทเฮา

ที่สำคัญที่สุดเครื่องหอมของร้านอี้เหอยังเหนือกว่าตระกูลหลีหนึ่งขั้น หากถูกองค์หญิงชิงหวั่นทรมานเช่นนี้ ไม่แน่ว่าครั้งนี้อาจจะทำให้เรื่องยิ่งแย่ ทำให้ตระกูลหลิ่วสมหวัง!

“เปล่าเลย!” องค์หญิงชิงหวั่นพูดโต้กลับโดยไม่ต้องคิด คำพูดออกไปจึงพบว่าตนเองหลงกลอีกแล้ว นางจึงขบกรามแน่น แอบคิดว่ามิน่าเล่าเสด็จพี่ใหญ่จึงบอกว่าความเจ้าเล่ห์ของเขาเหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก เป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่ง ต่อไปจะพูดอะไรกับเขา ข้าต้องระวังให้มากกว่านี้แล้ว

“อ้อ…” หลีจวินพยักหน้าเข้าใจ “ที่แท้องค์หญิงก็แค่เปรียบเทียบสินค้า คิดว่าขอเพียงสินค้าของตระกูลหลีลดราคา จึงจะมีโอกาสได้ใบสั่งนำเข้าจากแคว้นท่านหรือ”

เห็นเขาพูดในที่สุด องค์หญิงชิงหวั่นจึงพยักหน้าอย่างแรง “อืม ขอเพียงข้าขอร้องเสด็จแม่ แคว้นเฉินก็จะนำเข้าเครื่องหอมของตระกูลหลีต่อไป…” ความหมายก็คือนางสามารถควบคุมความคิดของเสด็จแม่ได้

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่หลีจวินกังวลที่สุด เขาจึงพยักหน้าไปตามน้ำ “องค์หญิงอยากให้ข้าทำอะไร”

แน่นอนว่าแต่งงานกับนางอย่างไรเล่า!

นับจากวันนั้นที่เห็นเขาอยู่ท่ามกลางทหารนับพันนับหมื่นเด็ดหัวพระปิตุลารอง ช่วยพวกนางเอาไว้ นางก็ชอบเขาโดยไม่อาจหักห้ามใจได้อีก เดินทางรอนแรมมาถึงเมืองต้าเยี่ยแคว้นต้าโจว แน่นอนว่าเพื่อแต่งงานกับเขา รอให้ได้แต่งงานทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุกเสียก่อน จากนั้นนางค่อยพาเขาไปแคว้นเฉินเพื่อขออภิเษกจากเสด็จแม่และเสด็จพี่ใหญ่ ถึงตอนนั้นดูซิว่าพวกเขาจะยังปฏิเสธหรือไม่

แต่มาถึงเมืองต้าเยี่ยเกือบครึ่งเดือนแล้ว วันนี้กลับเพิ่งได้พบเขา ความร้อนใจขององค์หญิงชิงหวั่นแค่คิดก็พอรู้ได้ หากยังดึงเวลาต่อไป เกรงว่าเสด็จพี่ห้าของนางก็คงกลับมาแล้ว

ตอนที่เขาพักรักษาตัวอยู่ในวังหลังแคว้นเฉิน นางก็คิดหาทุกวิธีเพื่อจะกำหนดการแต่งงานนี้ขึ้น ใครจะรู้ว่านางยังไม่ทันคิดออก เขาก็จากแคว้นเฉินมาโดยไม่ห่วงอาการบาดเจ็บบนร่าง รอจนนางรู้ข่าว เขาก็ใกล้จะถึงชายแดนแคว้นเฉินแล้ว

หากพลาดโอกาสครั้งนี้ไป นางก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว

แต่ต่อให้ใจกล้าเพียงใด ทำเรื่องเกินพอดีเพียงใด อย่างไรเสียนางก็ยังเป็นหญิง จะให้นางขอบุรุษคนหนึ่งแต่งงานเช่นนี้ นางก็ยังไม่กล้าพอที่จะพูด นางกลอกตาไปมาแล้วเงยหน้าขึ้นพูดว่า “เงื่อนไขน่ะหรือ ข้ายังคิดไม่ออก แต่ว่า…” เสียงพูดชะงักไป “พี่รองอยากให้ข้าช่วย อันดับแรกต้องดีกับข้าจึงจะถูก”

หลีจวินพยักหน้า “องค์หญิงชอบอะไรก็บอกมาได้เลย ข้าจะให้คนส่งไปยังที่พักรับรอง”

องค์หญิงชิงหวั่นส่ายหน้า “ข้าพักที่ที่พักรับรองมาพอแล้ว ไม่เห็นจะสนุกเลยสักนิด นับตั้งแต่พรุ่งนี้ข้าจะย้ายมาที่คฤหาสน์ตระกูลหลี”

ได้ใกล้ชิดกันทุกวัน นางต้องมีวิธีทำให้เขาเอ่ยปากขอแต่งงานแน่นอน

“ไม่ได้!” หลีจวินส่ายหน้าอย่างหนักแน่น “องค์หญิงมีฐานะสูงส่ง อยู่ที่ตระกูลหลีถ้ามีอะไรผิดพลาด ข้าตายคงยากจะอธิบายได้”

หากให้นางย้ายมาคฤหาสน์ตระกูลหลี แล้วถูกหร่วนอวี้กับจั่วเฟิงหาช่องว่างได้ นั่นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแล้ว ตอนนี้พวกเขาเองก็กำลังเตรียมพร้อม สายตาจับจ้องตระกูลหลีอยู่

องค์หญิงชิงหวั่นจะสนใจคำคัดค้านของเขาได้อย่างไร พูดอย่างเอาแต่ใจว่า “เช่นนั้นพี่ก็คุ้มครองข้าให้ดีทุกฝีก้าวสิ!”

พูดจบ นางก็ยิ้มอย่างซุกซนให้หลีจวิน หมุนตัวแล้วเดินจากไป

เช้าวันต่อมานางก็ยืดอกย้ายเข้ามาในคฤหาสน์ตระกูลหลี

ด้วยความจนใจ หลีจวินจึงจำต้องระดมพลองครักษ์ทั้งหมดของตระกูลหลีคุ้มครองความปลอดภัยขององค์หญิงชิงหวั่นอย่างเต็มที่

“ประหลาดเหลือเกิน นี่ก็คือน้ำหอมกระชากวิญญาณที่เล่าลือกันหรือ” เห็นมู่หวั่นชิวเพียงแค่โบกมือ สุนัขตัวใหญ่เท่าครึ่งตัวคนสองตัวก็ล้มนอนบนพื้นทันที องค์หญิงชิงหวั่นจึงตะโกนพูดอย่างประหลาดใจ

ย้ายเข้ามาที่คฤหาสน์ตระกูลหลีแล้ว องค์หญิงชิงหวั่นได้พบหลีจวินน้อยมาก นางได้รู้จากปากคนในตระกูลหลีว่าเขาปฏิบัติตัวพิเศษต่อมู่หวั่นชิว ถือเป็นแขกประจำของคฤหาสน์ตระกูลไป๋ องค์หญิงชิงหวั่นจึงกลายเป็นแขกประจำของคฤหาสน์ตระกูลไป๋ไปด้วย

แม้จะวางอำนาจเอาแต่ใจเพียงใด แต่องค์หญิงชิงหวั่นก็นับว่าเป็นคนจริงใจผู้หนึ่ง มู่หวั่นชิวไม่ได้รังเกียจนาง โดยเฉพาะหลังจากองค์หญิงชิงหวั่นได้เห็นฝีมือของมู่หวั่นชิวแล้วก็นับถือนางจากใจ เป็นการนับถือนางด้วยใจจริง แค่เพียงไม่กี่วันทั้งสองคนก็กลายเป็นสหายสนิทกัน องค์หญิงชิงหวั่นแทบจะลืมหลิ่วเฟิ่งไปโดยไม่รู้ตัว เอาแต่ขลุกอยู่ในคฤหาสน์ตระกูลไป๋ทุกวัน เฝ้าตอรอกระต่าย* เผื่อจะได้เจอตัวหลีจวิน

ต่อให้หลบหน้าองค์หญิงชิงหวั่น แต่หลีจวินก็ยังหาเวลามาเยี่ยมมู่หวั่นชิวที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋ตามกำหนดเวลาเดิมเสมอ

“เพคะ องค์หญิงทายไม่ผิด นี่ก็คือน้ำหอมกระชากวิญญาณที่เล่าลือกัน” มู่หวั่นชิวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “เหมาะจะใช้ป้องกันตัว” นับจากวันนั้นที่นางถูกลอบสังหาร นางก็ตั้งใจปรุงน้ำหอมกระชากวิญญาณเพื่อเอาไว้ใช้ป้องกันตัวเช่นนี้

“น้ำหอมนี้ปล่อยออกมาอย่างไร” ดูการกระทำของนางไม่ชัดเจน องค์หญิงชิงหวั่นจึงดึงมือของมู่หวั่นชิวมาพลิกไปพลิกมาดูอย่างละเอียด ถึงขั้นพลิกดูใต้ท้องแขนเสื้อหมดแล้วก็ไม่พบว่ามู่หวั่นชิวซ่อนน้ำหอมไว้ที่ใด จึงถามอย่างสงสัย “อาชิวซ่อนน้ำหอมไว้ที่ใดกันแน่”

“อยู่ตรงนี้…” มู่หวั่นชิวถอดกำไลทองเล็กน่ารักวงหนึ่งยื่นให้นาง

น้ำหอมกระชากวิญญาณนี้เดิมถูกนางพ่นไว้บนผ้าเช็ดหน้า แต่ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นน้ำหอมกระจายออกไป ปกติผ้าเช็ดหน้าจึงต้องเก็บเอาไว้ในกล่องเหล็กที่ทำขึ้นเป็นพิเศษ เวลาจะนำออกมาใช้จึงยุ่งยากอย่างมาก

หากพบคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งคงไม่มีเวลาหยิบออกมาใช้งานได้เลย

หลังจากหลีจวินกลับมาจากแคว้นเฉิน เขาได้ขอให้หอเสวียนจีทำกำไลทองวงเล็กน่ารักให้นางคู่หนึ่ง ดูภายนอกแล้วเหมือนกับกำไลข้อมือทั่วไป เพียงแต่ตรงกลางกลวง ถูกแบ่งเป็นช่องใหญ่เล็กแตกต่างกันหลายช่อง สามารถใส่น้ำหอมหลับใหลต่างกันชนิดกันได้ ตอนมีภัยขอเพียงกดกลไกก็จะพ่นควันหอมออกมาทันที เพียงพริบตาก็สามารถทำให้คนหมดสติได้ถึงสิบกว่าคน

“นี่คืออะไร” องค์หญิงชิงหวั่นรับไปอย่างสงสัย แล้วก้มหน้าลงถือเล่น

“ระวังเพคะ!” เห็นนางกดไปที่กลไก มู่หวั่นชิวก็ตะโกนอย่างตกใจ

น่าเสียดายที่สายเกินไป

ได้ยินเสียงพรึบก็มีควันหอมพ่นออกมาจากกำไล

คนที่มาล้อมดูความคึกคัก รวมถึงตัวองค์หญิงชิงหวั่นเองล้วนล้มพับลงไป

โชคยังดีที่มู่หวั่นชิวกลั้นลมหายใจได้ทัน จึงรีบยืนมือไปประคององค์หญิงชิงหวั่นแล้วพากลับห้องไป

พอฟื้นคืนสติ องค์หญิงชิงหวั่นก็ตะโกนว่าดี เซ้าซี้ให้มู่หวั่นชิวทำให้นางวงหนึ่ง ก่อนจะถอดกำไลรัตนชาติสีน้ำเงินคู่หนึ่งบนข้อมือคืนให้มู่หวั่นชิว “ข้าใช้สิ่งนี้แลกกับเจ้า!” แล้วพูดอีกว่า “นี่เป็นกำไลที่เสด็จแม่ไปขอให้ข้าที่วัดต้าจั๋ว ใส่มันไว้สามารถคุ้มครองให้ไร้โรคไร้ภัยไปตลอดชีวิต!”

เกิดในจวนอัครเสนาบดี มู่หวั่นชิวจึงไม่แปลกตากับของล้ำค่าเหล่านี้ รัตนชาติสีน้ำเงินนี้มีค่าควรเมือง จนถูกขนานนามว่า ‘หินสวรรค์’ เป็นสิ่งของที่เชื้อพระวงศ์ใช้ในการกราบไหว้ฟ้าดิน แล้วจะเป็นของที่นางนำมาใช้ได้อย่างไร

นางรีบผลักกลับไปแล้วส่ายหน้า “อาวุธลับนี้หม่อมฉันมีอยู่หนึ่งคู่ ถ้าองค์หญิงชอบ หม่อมฉันจะให้ท่านหนึ่งวง”

องค์หญิงชิงหวั่นบังคับสวมกำไลใส่ข้อมือของมู่หวั่นชิว ปากก็พูดว่า “ของเช่นนี้ในกล่องเครื่องประดับของข้ามีอีกเป็นกอง มีค่าไม่กี่ตำลึงหรอก ถ้าเจ้าไม่เอา ข้าบังคับเอาของของเจ้าเช่นนี้จะดูเหมือนข้าใช้อำนาจรังแกคนเอาได้”

เห็นนางดื้อรั้น มู่หวั่นชิวจึงทำได้เพียงรับเอาไว้ แอบคิดในใจว่าหลังจบเรื่องนี้แล้ว นางแค่ซ่อนกำไลไว้ไม่ให้คนอื่นเห็นก็พอ

พอได้กำไลทองที่มีกลไกซ่อนอยู่ ดวงตาสองข้างขององค์หญิงชิงหวั่นก็เปล่งประกาย แอบคิดในใจว่า ขอเพียงมีสิ่งนี้ก็ไม่ต้องกลัวพี่รองจะหลบข้าอีกแล้ว วันใดทำให้เขาหมดสติ ทำให้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก ดูซิว่าเขายังจะกล้าไม่ยอมรับข้าอีกหรือไม่ ย้ายเข้าคฤหาสน์ตระกูลหลีไม่นาน นางก็หาโอกาสสารภาพความในใจกับหลีจวิน เดิมคิดว่าเขาจะตื้นตันใจมาก แล้วรีบรับปากแต่งงานกับนางและเอาของหมั้นหมายไปให้เสด็จพี่ใหญ่ ใครจะรู้ว่าเขากลับบอกว่าเขาเห็นนางเป็นเพียงน้องสาวแล้วหลบหน้านางนับจากนั้น เขาไม่เห็นนางที่เป็นองค์หญิงอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

กำลังกลุ้มใจที่ไม่สามารถบังคับเขาแต่งงานด้วยได้ นี่ถือว่าสวรรค์ช่วยนางจริงๆ ในใจคิดอย่างมีความสุข องค์หญิงชิงหวั่นก็ให้มู่หวั่นชิวสอนนางใช้อย่างทนรอไม่ไหว

มู่หวั่นชิวไม่รู้ความคิดนี้ขององค์หญิงชิงหวั่น กลับตั้งใจแสดงการใช้อาวุธลับนี้ให้นางดู เพราะคิดเผื่อหลีจวิน หากองค์หญิงชิงหวั่นเกิดเรื่องขึ้นในคฤหาสน์ตระกูลหลี ตระกูลหลีคงผลักความรับผิดชอบไปไม่ได้ เพื่อต่อกรกับตระกูลหลีแล้ว หร่วนอวี้กับจั่วเฟิงอาจจะตั้งใจส่งคนมาลอบทำร้ายองค์หญิงชิงหวั่นก็ได้ หากว่านางมีอาวุธลับนี้แล้ว ความปลอดภัยขององค์หญิงชิงหวั่นก็มีการรับรองเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง หลีจวินก็มีความรับผิดชอบน้อยลงอย่างหนึ่ง

สอนอย่างอดทนอยู่พักใหญ่ สุดท้ายยังมอบน้ำหอมกระชากวิญญาณให้นางอีกหนึ่งขวดใหญ่แล้วพูดว่า “องค์หญิงทรงจำไว้ให้ดี น้ำหอมในกำไลนี้ต้องเติมให้เต็มอยู่ตลอดเวลา”

“อืม…” องค์หญิงชิงหวั่นพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง ดวงตาดำขลับกลอกกลิ้งไปมา

ไม่รู้เพราะเหตุใดเห็นท่าทางของนางแล้ว มู่หวั่นชิวก็เกิดความกลัวจับใจขึ้นมาจึงพูดออกมาว่า “อาวุธลับต้องใช้โจมตีโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว หรือทำร้ายคนโดยไม่ทันตั้งตัว ถ้าอีกฝ่ายมีการป้องกันก็ใช้ไม่ได้ผลแล้ว…องค์หญิงต้องจำไว้ให้ดี กลไกบนกำไลนี้จะบอกใครไม่ได้” ให้กำไลวงนี้แก่นางก็เพื่อป้องกันหลิ่วเฟิ่งกับหร่วนอวี้มาสร้างความลำบากให้ หากถูกนางเอาไปอวดหลิ่วเฟิ่งจริงๆ เช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรอีก

ตีให้ตายมู่หวั่นชิวก็คิดไม่ถึงว่าที่องค์หญิงชิงหวั่นต้องการอาวุธลับนี้ไปนั้น จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้คนในดวงใจหมดสติ หากมู่หวั่นชิวรู้คงต้องเอาหัวพุ่งชนกำแพงแน่นอน

เมื่อคิดดีแล้ว องค์หญิงชิงหวั่นก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษและไม่บ่นที่นางพูดมากอีก เพียงแค่ใส่กำไลบนข้อมือแล้วฝึกรอบแล้วรอบเล่า ท่าทางตั้งใจอย่างที่น้อยนักจะได้เห็น

 

* ‘ก่วงหลิงส่าน’ หนึ่งในสิบสุดยอดเพลงพิณโบราณของจีน มีท่วงทำนองอันฮึกเหิมสะท้อนพลังแห่งการต่อสู้

* เฝ้าตอรอกระต่าย เป็นสำนวน หมายถึงนั่งรอให้โชคลาภหรือโอกาสลอยมาหา มีตำนานเล่าว่าในสมัยจั้นกั๋วมีชาวนาเห็นกระต่ายตัวหนึ่งวิ่งมาชนตอไม้ตาย เขาจึงไม่ไปทำนา นั่งรอให้กระต่ายวิ่งมาชนตอไม้ตายอีก

 

(ติดตามอ่านต่อได้ในฉบับเต็ม – หนังสือวางจำหน่ายวันที่ 26 กุมภาพันธ์ค่ะ)

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

Editor Jamsai: