X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยอดหญิงเซียนเครื่องหอม

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม เล่ม 6 ตอนที่ 5

หน้าที่แล้ว1 of 5

ตอนที่ 5

 

หลังจากมู่หวั่นชิวเยี่ยมเจิงฝานซิวแล้ว หลีจวินก็ส่งนางกลับแล้วย้อนกลับมา เจิงฝานซิวกำลังนั่งดื่มชาอยู่เบื้องหน้าโต๊ะ

“เป็นอย่างไร” หลีจวินนั่งลงตรงข้ามเขา “มู่หรงจำได้หรือไม่ อาชิวใช่พี่สาวที่หายตัวไปของเขาหรือไม่”

เจิงฝานซิวส่ายหน้า

“ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ใช่ แต่พี่ก็ไม่เชื่อ” หลีจวินพูดอย่างทอดถอนใจ “ไม่ต้องพูดถึงเลย อย่างไรมู่หวั่นชิวก็ไม่มีทางมีฝีมือดีดพิณที่สูงส่งอย่างนี้แน่ ข้ายังได้ยินว่าฮูหยินของอัครเสนาบดีมู่เป็นคนงามเหนือแผ่นดิน ผิวขาวราวไข่มุกเนียนดุจหยก ลูกทั้งสองคนของนางล้วนได้รับถ่ายทอดความงามมาจากนาง มีผิวขาวมาแต่กำเนิด…” เสียงนั้นชะงักไป จู่ๆ เขาก็นึกถึงโฉมหน้าแท้จริงของมู่หวั่นชิวที่ได้เห็นในถ้ำวันนั้น นางก็คือคนงามเหนือแผ่นดินที่จริงแท้แน่นอน เขาจึงแอบคิดว่า…รักในความงามเป็นนิสัยของสตรี เหตุใดนางต้องทาตัวเองให้ดำอย่างนั้นด้วย

ตามที่นางอธิบาย เพราะกลัวว่าร่อนเร่ตัวคนเดียวจะถูกคนทำเสียชื่อเสียง แต่ตอนนี้นางมีฐานะสูงศักดิ์มีบ่าวไพร่เป็นกลุ่ม นางยังจะกลัวอะไรอีก

เหตุใดยังต้องทาหน้าให้ดำอยู่ทุกวัน

“ข้าก็แค่รู้สึกว่าประหลาด” ไม่ได้สังเกตสีหน้าประหลาดของหลีจวิน เจิงฝานซิวจึงส่ายหน้า “ตอนนั้นนางชนะได้เงินจากบ่อนพนันมา เคยไปส่งสินค้าชุดหนึ่งในเขา ข้าเคยไปตรวจสอบเบาะแสแล้ว นางเคยระหกระเหินอยู่ในเขาลึก แล้วถูกครอบครัวนายพรานช่วยเอาไว้ ทั้งเวลาและสถานที่ล้วนเหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่มู่หวั่นชิวหายตัวไป”

“นางเคยระหกระเหินอยู่ในเขาลึกด้วยหรือ” หลีจวินนั่งตัวตรง

“อืม…” เจิงฝานซิวพยักหน้า เล่าเรื่องที่ครอบครัวหม่าหย่งเคยรับมู่หวั่นชิวไว้ให้ฟังแล้วพูดอย่างทอดถอนใจ “ได้ยินเมียหม่าหย่งพูดว่าตอนที่เพิ่งรับนางมา ข้าวต้มข้าวโพดชามหนึ่งก็ดื่มอย่างเอร็ดอร่อย พื้นฝ่าเท้าทั้งสองข้างเดินจนแตก แต่กลับซ่อนไว้ใต้กางเกงไม่ยอมให้ใครเห็น สภาพนั้นน่าสงสารจนคนเห็นน้ำตาตก เกรงว่าครอบครัวหม่าหย่งจะไม่รับนางไว้ นางจึงแย่งทำงานทุกอย่างทั้งที่ตัวเล็กนิดเดียว” ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้น “ที่สำคัญที่สุดได้ยินว่าที่นางไปจากบ้านหม่าหย่งก็เพราะมีทางการมาตามจับตัว” เล่าเรื่องในอดีตที่หม่าจู้เอ๋อร์แอบปล่อยมู่หวั่นชิวไปออกมา “เจ้าว่าถ้าไม่ใช่ลูกสาวอัครเสนาบดี เหตุใดนางจึงดูกลัวคนของทางการถึงเพียงนั้น” แล้วพูดอีกว่า “ต่อมาข้าก็ตรวจสอบแล้วว่ามือปราบสองคนนั้นเป็นคนที่หร่วนอวี้ส่งออกไปค้นหามู่หวั่นชิว”

“นางได้เจอเรื่องเลวร้ายที่ไม่ปกติเช่นนี้ด้วยหรือ” ได้ฟังเรื่องเหล่านี้แล้ว หลีจวินรู้สึกว่าหัวใจตนเองพลันบีบตัวตามไปด้วย หากเป็นไปได้ เขายินดีจะให้เรื่องเลวร้ายเหล่านี้เป็นของตนเอง แต่จะไม่ยอมให้นางได้รับความทุกข์อย่างนั้น

เงยหน้าขึ้นเห็นเจิงฝานซิวมองมาไม่วางตา หลีจวินจึงพูดว่า “มู่หรงก็ยืนยันตัวคนแล้ว นางไม่ใช่พี่สาวที่หายตัวไปของเขา…” ปากพูดไป ทว่าในใจหลีจวินกลับพูดอย่างมั่นใจว่านางก็คือมู่หวั่นชิว!

ตอนที่จวนอัครเสนาบดีถูกฆ่าล้างตระกูลมู่หรงยังเด็กนัก อีกทั้งตอนนี้นางยังจงใจทาหน้าดำ คนอื่นจำไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ ที่สำคัญที่สุดคือตำราวิชาปรุงเครื่องหอมตระกูลเว่ยตกอยู่ในมือนาง นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน! คิดถึงมู่หวั่นชิวที่เคยลนลานมาถามเขาเรื่องที่ว่าช่วยมู่หรงได้หรือไม่ นิ้วมือหลีจวินที่กุมถ้วยชาไว้ก็สั่นเทา

ถูกต้อง นางต้องเป็นลูกสาวที่หายตัวไปของอัครเสนาบดีมู่แน่นอน…มู่หวั่นชิว!

นางช่วยตระกูลหลีอย่างสุดกำลังก็เพื่อล้มอิงอ๋อง แก้แค้นให้บิดาของนาง!

“น้องหลีพูดถูก นี่อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้” เจิงฝานซิวพยักหน้า

“รู้จักตอบแทนบุญคุณเช่นนี้ นางเป็นหญิงที่ไม่เหมือนใครจริงๆ…” หลีจวินกลับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่รู้ว่าครอบครัวนายพรานที่รับนางไว้ในตอนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง”

นางมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมา ทางการต้องตามสืบฐานะของนางอย่างแน่นอน รถสินค้าสามคันนั้นที่นางเคยส่งออกไปและครอบครัวหม่าหย่งล้วนเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ!

“หม่าจู้เอ๋อร์เป็นคนทึ่มทื่อ แต่เป็นคนที่เหมาะจะฝึกวรยุทธ์ สองปีก่อนถูกนักบวชอู๋อินที่ไปท่องเที่ยวเจอเข้าและรับไว้เป็นศิษย์ อย่างน้อยต้องห้าปีจึงจะฝึกสำเร็จและลงจากเขาได้” เจิงฝานซิวพูดว่า “กลัวว่านางจะเป็นลูกสาวอัครเสนาบดีมู่ ข้าจึงแอบรับหม่าหย่งสองสามีภรรยาไปที่เมืองผิงเฉิงแล้ว”

“ดี!” หลีจวินพยักหน้า “อาชิวตอนนี้มีฐานะพิเศษ ถูกอิงอ๋องกับหร่วนอวี้จับตาดูอยู่ คงไม่สะดวกจะให้พวกเขามายืนยันตัวตนกับนาง พี่ฝานซิวพักฟื้นให้ดี รอพวกเราล้มอิงอ๋องได้แล้ว ค่อยรับพวกเขามาพบอาชิวที่เมืองต้าเยี่ย”

“น้องหลีพูดได้ถูกต้อง ผู้มีคุณของแม่นางไป๋ก็คือผู้มีคุณของข้า ข้าจะไม่ทำให้พวกเขาลำบากเด็ดขาด” เจิงฝานซิวเปลี่ยนประเด็นพูดไป “หลักฐานหนักแน่นที่อิงอ๋องยักยอกเงินอาหารช่วยภัยพิบัติอยู่ในมือข้า เขากำลังตามฆ่าข้าไปทั่ว เรื่องนี้ยังต้องให้น้องหลีหาวิธีส่งหลักฐานออกไป”

“พี่ฝานซิวพักรักษาตัวให้สบายใจเถอะ เรื่องเหล่านี้ข้าคิดหาวิธีเอง”

“น้องหลีมีวิธีดีๆ แล้วหรือ”

หลีจวินหัวคิ้วขมวด แล้วส่ายหน้า “อิงอ๋องมีคำสั่งให้ตามหาที่อยู่ของซ่งเสียง ยามนี้แม้แต่แมลงวันหนึ่งตัวของตระกูลหลีบินออกนอกเมืองต้าเยี่ย เขายังต้องจับไปถามความเสียหลายวัน โดยเฉพาะฉินต้าหลงเพิ่งถูกย้ายไปอย่างนี้ ตอนนี้ตระกูลหลีก็ยังเดินได้อย่างยากลำบาก”

“ซ่งเสียงยังไม่ถูกส่งไปอีกหรือ” เจิงฝานซิวตกใจ

หากเขาจำไม่ผิด หลีจวินช่วยซ่งเสียงเป็นเรื่องของเมื่อสามสี่เดือนก่อน

“ลองไปหลายครั้งล้วนล้มเหลว!” หลีจวินสีหน้าสลด “เดิมคิดจะฉวยโอกาสครั้งนี้ที่หนิงอ๋องกลับเมืองอันคังหลังจากไปลาดตระเวนทางใต้ ให้เขาแอบพาตัวกลับมา แต่หลายวันก่อนท่านพ่อเพิ่งได้รับสารลับจากหนิงอ๋อง อิงอ๋องเริ่มระวังเขาแล้ว แทรกสายลับไว้ข้างกายเขาไม่น้อย เกรงว่าทางเขาคงจะเดินไม่ได้แล้ว”

“แล้วจะทำอย่างไรดี” ดวงตาเขาเปล่งประกายขึ้นทันใด “น้องหลีเอาสารลับที่ข้าได้มาให้หนิงอ๋องเอากลับเมืองอันคังไปได้!”

พาคนไปไม่ได้ แต่เอาจดหมายไปด้วยนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดาย

“ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน…” ก่อนจะพูดไปอีกทางหนึ่งว่า “แต่หากไม่เปิดโปงหลักฐานความผิดที่อิงอ๋องผลิตอาวุธเลี้ยงกองทัพส่วนตัว แล้วจัดการกับหน่วยกล้าตายแปดพันที่เป็นคนของฉางหมิ่น ถึงจะส่งหลักฐานเหล่านี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ถ้ารู้ว่าฝ่าบาทนึกสงสัยในตัวเขา เกรงว่าอิงอ๋องคงจะใจร้อนก่อกบฏก่อนกำหนดแน่ ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่พวกเราเลย ไม่ว่าจะฝ่าบาทหรือองค์รัชทายาทล้วนต้องตายไร้ที่ฝังแน่”

หลีจวินไม่รู้ว่าสิ่งที่เขากังวลใจอยู่นั้นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลีในชาติก่อน…

เจิงฝานซิวสีหน้าสลด “พูดเช่นนี้แม้จะมีหลักฐานหนักแน่นแล้วพวกเราก็ยังต้องทนหรือ”

“มีเพียงโอกาสเดียว คือพวกเราต้องทน!” หลีจวินพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ก็เหมือนเวลาที่เหยี่ยวจะจับอาหารล่าเหยื่อ ต้องรอให้ถึงเวลาที่ดีที่สุดจึงจะโจมตีให้ถูกได้ในครั้งเดียว”

ไม่ใช่เขาใจร้อน แต่กระทั่งตระกูลหลียังมีทางเดินที่ยากแค้น แล้วตระกูลเจิงของเขาจะไม่ใช่ได้อย่างไร

หากยังถ่วงเวลาต่อไป ตระกูลเจิงคงต้องล่มสลายแล้ว

ริมฝีปากขยับ เจิงฝานซิวอยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็รู้ว่าหลีจวินพูดได้ถูกต้อง เรื่องมาถึงวันนี้นอกจากให้พวกเขารอคอยแล้วก็ไม่มีทางเลือกอื่นใด

ภายในห้องเงียบเสียงลง

แสงอาทิตย์ยามเย็นส่องเข้ามาทางหน้าต่างฝั่งตะวันตก ส่องบนร่างและใบหน้าของคนทั้งสอง แดงราวสีเลือด

“อะไรนะ!” อ่านเอกสารที่หร่วนอวี้ยื่นมาให้จนจบ จั่วเฟิงเจ้าเมืองคนใหม่ก็ลุกพรวดขึ้นยืน “เฮยมู่เป็นเหลียนจวิ้นอ๋องของแคว้นเฉินหรือ!” เขาอ่านอีกรอบ “เป็นไปได้อย่างไร เขาเป็นคนแคว้นเฉินหรือ!”

“มารดาของเฮยมู่เป็นพี่น้องที่รักกันมากของไทเฮาแคว้นเฉินองค์ปัจจุบัน หนึ่งปีก่อนการแย่งชิงราชบัลลังก์แคว้นเฉินดุเดือด เพื่อเหลือเส้นทางไว้ด้านหลัง เฮยมู่จึงรับคำสั่งจากฮ่องเต้แคว้นเฉินซึ่งตอนนั้นยังเป็นองค์รัชทายาทมาเปิดโรงธูปไป่เยี่ยที่ต้าโจวและทำกิจการมากมาย เพราะกลัวจะถูกทางการของศัตรูพบพิรุธจึงไม่กล้าเปิดเผยฐานะ จนกระทั่งหนึ่งเดือนก่อนฮ่องเต้แคว้นเฉินขึ้นครองราชย์…” เลียนแบบคำพูดของมู่หวั่นชิวหนึ่งรอบ หร่วนอวี้ก็ขมวดคิ้วพลางพูดต่อ “ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อ แต่เหตุการณ์สำคัญหนึ่งปีในแคว้นเฉินที่แม่นางไป๋พูดมานั้นเหมือนกับข่าวที่สายลับสืบมาได้ และยังละเอียดกว่าอีกด้วย”

ไม่ใช่คนในราชวงศ์ คงไม่มีทางรู้ความลับมากมายอย่างนี้

“มิน่าเล่าเขาจึงไม่ออกหน้าในการปรุงเครื่องหอมขององค์หญิงหมิงอวี้ ที่แท้เขาก็เป็นคนแคว้นเฉิน” ได้ฟังคำพูดของหร่วนอวี้ และเห็นเอกสารในมือที่ประทับตราแคว้นเฉินจริงๆ จั่วเฟิงก็เชื่อว่าที่เฮยมู่เป็นคนแคว้นเฉินนั้นเป็นเรื่องจริง

“เบื้องหลังที่หนักแน่นอย่างนี้ จะแตะต้องโรงธูปไป่เยี่ยส่งเดชไม่ได้แล้ว” หร่วนอวี้น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล

เฮยมู่มีศักดิ์สูงเป็นถึงเหลียนจวิ้นอ๋องแห่งแคว้นเฉิน หากทางการต้าโจวไปแตะต้องกิจการของเขา ก็เท่ากับเป็นปรปักษ์กับแคว้นเฉิน ดีไม่ดีอาจกลายเป็นชนวนให้สองแคว้นต้องต่อสู้กัน

อย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้จะเป็นอิงอ๋อง หากไม่มีข้ออ้างที่เพียงพอก็ไม่กล้าไปกดดันโรงธูปไป่เยี่ยอย่างที่เคยทำอีกแน่

จั่วเฟิงถอนหายใจ “เฮยมู่กับตระกูลหวงผู่และตระกูลหลีล้วนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน พวกเราแยกไม่ออกจริงๆ ว่าเขาเป็นศัตรูหรือมิตร…”

หร่วนอวี้พูดอย่างจนใจ “สำหรับเฮยมู่ ตอนนี้พวกเราทำได้เพียงดึงมาเป็นพวกแล้ว”

จั่วเฟิงพยักหน้า “ข้าจะร่างหนังสือถึงอิงอ๋องทันที รอดูความเห็นของเขา”

หน้าที่ติดต่อกับอิงอ๋องปกติจะเป็นงานของหร่วนอวี้ พอได้ฟังคำพูดนี้แล้ว สายตาของเขาก็ฉายความดุร้ายทันที แต่แล้วก็พยักหน้า “ใต้เท้าจั่วลำบากแล้ว”

จั่วเฟิงคืนเอกสารทะเบียนเรือนของเฮยมู่ให้หร่วนอวี้ “เอาเอกสารสัญญาที่ยึดไว้คืนให้โรงธูปไป่เยี่ยและบ่อนพนันเหล่านั้นด้วย…” น้ำเสียงแฝงความจนใจอยู่หลายส่วน

หร่วนอวี้พยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน” เขาเปลี่ยนประเด็นพูดไป “ข้าได้ยินว่าเพราะมีอากรสร้างคุณูปการเพิ่มอีกหนึ่งข้อ น้ำหอมสังสารวัฏและขี้ผึ้งเหลวกลิ่นดอกไม้ของตระกูลหลีจึงหยุดทำไปแล้ว”

“ข้าต้องการให้เขาหยุดทำเอง!” จั่วเฟิงแค่นเสียงสบถเย็นชา “ตอนนี้ตระกูลหลีก็อาศัยน้ำหอมสังสารวัฏกับขี้ผึ้งเหลวกลิ่นดอกไม้มาคอยหนุน ตอนนี้ถูกบังคับให้หยุดทำไป ตระกูลหลีคงอยู่ไม่ไกลจากการล่มสลายแล้ว!” คิดถึงที่หร่วนอวี้มาเมืองต้าเยี่ยหนึ่งปียังไม่มีอะไรก้าวหน้า ส่วนตัวเองมาแค่เพียงครึ่งเดือนก็ทำให้สถานการณ์พลิกผันได้แล้ว บนใบหน้าจั่วเฟิงจึงปรากฏความได้ใจเพิ่มขึ้น

หลีจวินไม่ใช่คนที่จะต่อกรได้ง่ายอย่างที่ท่านคิด!

หร่วนอวี้ริมฝีปากขยับ คิดจะเตือนสติแต่ก็ปิดปากลงอีกครั้งก่อนจะยืนขึ้น “ใต้เท้าจั่วไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน”

จั่วเฟิงกำลังจะลุกยืน พลันนึกอะไรขึ้นได้ เขาจึงพูดอีกว่า “ได้ยินว่าใต้เท้าหร่วนกับแม่นางหลิ่วหมั้นหมายกันแล้วหรือ”

“งานแต่งงานกำหนดเป็นวันที่สิบแปดเดือนสิบ” หร่วนอวี้พูดพลางจับจ้องสองตาของจั่วเฟิงไม่วางตา แอบคิดในใจว่าเขาถามเรื่องนี้ด้วยเหตุใด

“ดี!” จั่วเฟิงปรบมือ “ข้ากำลังกลุ้มใจไม่รู้ว่าจะพูดกล่อมแม่นางหลิ่วอย่างไรอยู่พอดี”

พูดกล่อมนาง?

หร่วนอวี้กะพริบตาอย่างสงสัย “ใต้เท้าจะทำอะไรหรือ”

“ข้าเพิ่งได้รับรายงานลับ ฮ่องเต้แคว้นเฉินองค์ใหม่ได้ส่งทูตไปเยี่ยมเยือนขอบคุณทุกแคว้น” จั่วเฟิงหยิบสารลับฉบับหนึ่งจากบนโต๊ะออกมายื่นให้หร่วนอวี้ “ทูตที่จะมาต้าโจวนั้น อีกไม่กี่วันก็มาถึงแล้ว” เขาโน้มตัวไปพูดด้วยเสียงเบา “ได้ยินว่าทูตแคว้นเฉินมาในครั้งนี้ นอกจากขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้ว ยังมีคำสั่งลับอีกอย่าง ก็คือจะทำการคัดเลือกวาณิชนำเข้าสินค้าในระยะยาวให้แก่แคว้นเฉินด้วย!”

“วาณิชนำเข้าสินค้า?” หร่วนอวี้หมุนตัวกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ “แคว้นเฉินจะเปลี่ยนวาณิชนำเข้าเครื่องหอมหรือ” เขาได้รับรายงานลับว่าทูตแคว้นเฉินจะมาที่แคว้นต้าโจวเช่นกัน แต่ไม่รู้ว่ามีเรื่องนี้ด้วย

จั่วเฟิงพยักหน้า “ข่าวนี้จริงแท้แน่นอน การส่งออกวัตถุดิบเครื่องหอมไปยังแคว้นเฉินที่ผ่านมานั้นล้วนเป็นตระกูลหลีผูกขาด ตอนนี้มีข่าวนี้ลือออกมา อิงอ๋องทรงเดาว่าแคว้นเฉินคงได้ข่าวเรื่องการตายของกู่ฉินแล้ว จึงเสียความเชื่อมั่นในเครื่องหอมของตระกูลหลีไป อิงอ๋องอยากจะอาศัยช่วงที่ฮ่องเต้แคว้นใหม่ขึ้นครองราชย์นี้ ทำลายการผูกขาดตลาดเครื่องหอมในแคว้นเฉินของตระกูลหลี หวังว่าใต้เท้าหร่วนจะเกลี้ยกล่อมให้แม่นางหลิ่วเตรียมตัวให้พร้อม นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก ต้องแย่งกิจการส่งออกของตระกูลหลีมาให้ได้!”

“อิงอ๋องทรงคาดเดา?” หร่วนอวี้สงสัย “ข่าวนี้เป็นรายงานลับของอิงอ๋องหรือ”

“ใช่แล้ว” จั่วเฟิงพยักหน้า “อิงอ๋องทรงมีคำสั่งลับให้พวกเรา ไม่ว่าอย่างไรต้องคว้าโอกาสครั้งนี้ไว้ให้ดี”

เป็นรายงานลับของอิงอ๋องจริง!

หร่วนอวี้รู้สึกเครียด อิงอ๋องทรงเริ่มไม่เชื่อใจเขาตั้งแต่เมื่อใด ข่าวสำคัญเช่นนี้กลับแจ้งให้แค่จั่วเฟิงรู้เท่านั้น

แท้จริงแล้วหร่วนอวี้กล่าวโทษอิงอ๋องผิดไป ครั้งนี้อิงอ๋องทรงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว ถึงจะเสียอะไรไปบ้างก็ต้องชิงกิจการส่งออกแคว้นเฉินมาให้ได้ รวมถึงการเสียสละหลิ่วเฟิ่ง แต่เพราะเขาได้ยินว่าหร่วนอวี้หมั้นหมายหลิ่วเฟิ่งไว้แล้วและจะแต่งงานในอีกไม่กี่วัน จึงได้แจ้งรายงานลับให้จั่วเฟิงรู้เพียงคนเดียว ให้เขาคิดหาวิธีเกลี้ยกล่อมหร่วนอวี้ให้ยอมเสียสละหลิ่วเฟิ่ง

ในใจสับสน แต่สีหน้าหร่วนอวี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เขาพูดด้วยรอยยิ้มสดใสว่า “ข้าจะไปพบแม่นางหลิ่ว แจ้งเรื่องนี้ให้นางรู้”

“ถ้าแม่นางหลิ่วสามารถเกลี้ยกล่อมทูตแคว้นเฉินจนได้กิจการส่งออกไปยังแคว้นเฉินมาก็ถือเป็นความชอบอย่างหนึ่ง!” จั่วเฟิงพูดยั่วยุอยู่ตลอด “อิงอ๋องต้องพระราชทานรางวัลใหญ่อย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นอนาคตของใต้เท้าหร่วนก็…” เสียงนั้นขาดห้วงไป จั่วเฟิงส่งสายตาเป็นเชิงว่าเจ้าก็คงรู้

ใบสั่งซื้อจากสำนักพระราชวังถูกส่งคืน ตลาดเครื่องหอมภายในแคว้นต้าโจวก็ถูกหลิ่วเฟิ่งแย่งไปกว่าครึ่ง ตอนนี้ยังมาตัดตลาดส่งออกไปอีก ตระกูลหลีคิดจะไม่ล่มสลายก็คงไม่ได้ จินตนาการว่าตนเองจะได้สร้างผลงานชิ้นเยี่ยมนี้ หลังจากอิงอ๋องขึ้นครองราชย์ตนเองก็จะเป็นคนที่อยู่ใต้คนผู้เดียวแต่อยู่เหนือคนนับหมื่น บนใบหน้าจั่วเฟิงก็ฉายความยินดี

ตอนนี้อย่าว่าแต่เสียสละหลิ่วเฟิ่งเพียงคนเดียวเลย ถึงแม้ต้องเสียสละมารดาตนเองก็คุ้มค่า

หร่วนอวี้กลับไม่คิดว่าความหมายเหนือคำพูดของจั่วเฟิงคือให้หลิ่วเฟิ่งเสียสละตัวเองไปหลอกล่อทูตแคว้นเฉิน ในความคิดของเขานั้นการจะได้ใบสั่งในการส่งออกมาล้วนต้องอาศัยคุณภาพเครื่องหอมและกลิ่นหอมที่ยอดเยี่ยม เขาจึงพยักหน้าตามไปด้วย “ใต้เท้าจั่ววางใจได้ ข้าจะพูดกล่อมให้แม่นางหลิ่วเอาวิชาในตลับก้นหีบ* ออกมาให้ได้!”

สำหรับฝีมือขั้นเทพของกู่ฉินนั้นหร่วนอวี้ยังมีความมั่นใจอยู่ ขอเพียงเขาควบคุมให้มู่หวั่นชิวไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องนี้ได้ก็พอ

วิชาในตลับก้นหีบน่ะหรือ

สำหรับหญิงสาวที่สันทัดในการติดต่อผู้คนแล้ว วิชาในตลับก้นหีบยังจะมีอะไรได้ สิ่งเหล่านี้ไม่พูดก็เข้าใจได้ เห็นหร่วนอวี้รับปากจะเสียสละหลิ่วเฟิ่งอย่างรวดเร็วเช่นนี้ จั่วเฟิงก็รู้สึกยินดี พูดชมว่าดีไม่หยุดปาก “ดี บอกแม่นางหลิ่วว่าให้นางแย่งชิงมาอย่างกล้าหาญและวางใจเถิด ไม่ว่านางต้องการอะไรข้าจะสนับสนุนอย่างเต็มที่!”

ทุกอย่างจบลงโดยไม่มีคำพูด ภายในห้องหนังสือมีเพียงเสียงหัวเราะที่ดังลอยมา

ลมฤดูใบไม้ร่วงเย็นสบาย ใบเฟิง** แดงฉานราวเปลวไฟ ท้องฟ้าเดือนเก้าดูกว้างไกล

พอตื่นขึ้น ชาวเมืองต้าเยี่ยก็พบว่าภายในเมืองตกแต่งเป็นสีแดง บนถนนฝุ่นเหลืองถูกราดด้วยน้ำสะอาด ดูยิ่งใหญ่อย่างยากจะได้เห็นในช่วงร้อยปี คิดว่าเกิดเรื่องใหญ่โตอะไรขึ้นเสียอีก พอไปสอบถามจึงได้รู้ว่าไม่ใช่ฝ่าบาทมาท่องเที่ยวที่เมืองต้าเยี่ย แต่เพื่อต้อนรับทูตแคว้นเฉินอันได้แก่เอินชินอ๋อง*** จ้าวปินกับองค์หญิงชิงหวั่นจ้าวน่าที่จะเดินทางผ่านเมืองต้าเยี่ย

เป็นเพียงท่านอ๋องที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งคนหนึ่ง มีหรือที่เอินชินอ๋องจ้าวปินจะคิดว่าตนจะได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ราวกับเป็นฮ่องเต้แห่งแคว้นเช่นนี้ เขามีสีหน้ายินดี เดินเคียงข้างองค์หญิงชิงหวั่นซึ่งสวมอาภรณ์งดงามอย่างสง่าผ่าเผยไปบนพรมแดงในโถงรับแขกของจวนว่าการเจ้าเมือง สายตากวาดมองผู้มีชื่อเสียงของเมืองต้าเยี่ยที่ยืนต้อนรับอยู่สองข้าง เขาจึงพูดพร้อมเสียงหัวเราะ “ใต้เท้าจั่วลำบากแล้ว”

จั่วเฟิงฉีกยิ้มบางๆ “ไม่เลยๆ แค่เรื่องเล็กน้อย ท่านอ๋องอย่าได้เกรงใจเลย” เอินชินอ๋องเป็นองค์ชายในลำดับห้า

หลังจากนำไปนั่งประจำที่แล้ว จั่วเฟิงก็โบกมือ แขกชายหญิงสองฝั่งในชุดงดงามที่มีท่าทางสูงศักดิ์ก็พากันนั่งลงโดยมีบรรดาสาวใช้นำทาง

ถูกนำไปนั่งที่ตำแหน่งเอกของแขกฝ่ายหญิงแล้ว องค์หญิงชิงหวั่นก็เลื่อนดวงตาราวหยดน้ำสองข้างกวาดมองไปยังที่นั่งแขกฝ่ายชายตรงหน้า ปากก็ถามว่า “เหตุใดจึงไม่เห็นคนตระกูลหลี” ที่รับปากเสด็จแม่มาเป็นทูตยังต้าโจวนี้ นางทำไปก็เพราะสามารถพบกับหลีจวิน วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในใจของนางได้!

เสียงไพเราะเสนาะหูราวนกยามราตรีทำให้ชายหนุ่มในที่นั้นพากันใจสั่น สายตาเลื่อนไปทางจั่วเฟิงพร้อมกัน

โอกาสได้ใกล้ชิดกับทูตแคว้นเฉินที่หาได้ยากยิ่งนี้จะให้คนตระกูลหลีเข้าร่วมได้อย่างไร

เพื่อต้อนรับทูตแคว้นเฉิน จั่วเฟิงจึงเชิญคนมีชื่อเสียงมาจนหมด มีแค่เพียงคนตระกูลหลีตระกูลเดียวที่ไม่ได้เชิญ ตอนนี้เห็นองค์หญิงชิงหวั่นถามถึง ในฐานะที่เป็นวาณิชส่งออกไปยังแคว้นเฉินมาหลายปี แขกที่นั่งอยู่จนเต็มในที่นี้นางคงรู้จักเพียงคนตระกูลหลีเท่านั้น เขาจึงถอนหายใจออกมา “นายท่านหลีเป็นถึงผู้นำวงการปรุงเครื่องหอม เจ้าเมืองเล็กๆ อย่างข้าน้อยจะเชิญมาได้อย่างไร”

ความหมายนอกเหนือคำพูดคือ เขาเชิญแล้ว แต่คนเขาไม่ไว้หน้า

นี่เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับเอินชินอ๋อง ไม่ไว้หน้าจั่วเฟิงก็เท่ากับไม่ไว้หน้าเขาเอินชินอ๋อง ได้ฟังคำพูดนี้แล้ว เอินชินอ๋องก็กวาดตาไปยังที่นั่งด้านล่าง มีเพียงคนตระกูลหลีที่รู้จักอยู่เพียงหนึ่งเดียว แต่กลับไม่มีใครมาสักคน เขาขมวดคิ้ว สีหน้าพลันเคร่งเครียดลง

จั่วเฟิงมุมปากขยับ มีรอยยิ้มเย็นชาบางๆ

แปะๆๆ เขายกมือขึ้นตบ

ท่ามกลางเสียงเครื่องสายและขลุ่ย สาวใช้ที่สวมชุดงดงามสองแถวก็ยกถาดไม้แดงแกะสลักซึ่งมีสุราอาหารหลากชนิดเรียงรายกันเข้ามา

ดื่มสุราไปสามจอก เห็นเอินชินอ๋องมีอาการเมาเล็กน้อย จั่วเฟิงจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “เมืองต้าเยี่ยได้ชื่อว่าเป็นเมืองเครื่องหอม ขึ้นชื่อเรื่องเครื่องหอม ท่านอ๋องห้านานๆ จะมาเยือนทั้งที ต้องลองดมเครื่องหอมขึ้นชื่อในเมืองต้าเยี่ยนี้ให้ได้นะพ่ะย่ะค่ะ”

เอินชินอ๋องหัวเราะร่วน “เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว ใต้เท้าจั่วมีเครื่องหอมดีอะไรเข้าตา ต้องเอาออกมาให้หมดเล่า”

จั่วเฟิงปรบมือ มีคนยกเครื่องมือสำหรับแสดงศิลปะการจุดเครื่องหอมออกมาทันที

สายตาพร่ามัว เอินชินอ๋องมองดูหลิ่วเฟิ่งที่บรรเลงพิณประกอบการแสดงการจุดเครื่องหอมนั้นอย่างหลงใหล

นางสวมเสื้อปักลายโบตั๋นสีแดงอ่อน แต่งตัวเอวบางร่างน้อยจนงดงามอย่างมาก ผมงามดำขลับถูกมวยเป็นทรงสาวงามซึ่งเป็นที่นิยมในตอนนี้ ปักด้วยปิ่นที่มีพู่ห้อยระย้างดงามจับตา และส่งเสียงไพเราะเบาๆ ยามที่นางบรรเลงพิณ หรือยามที่นางเลื่อนสายตาก็ดูสวยงามยิ่งนัก ดึงดูดจิตวิญญาณของคนไปได้…

มองดูมือคู่งามเคลื่อนไปบนสายพิณแล้ว เอินชินอ๋องก็รู้สึกคอแห้งผาก เขากลืนน้ำลายอย่างแรง แล้วยกจอกขึ้นดื่มสุรารวดเดียวจนหมด

ได้ยินมาก่อนหน้าว่าเอินชินอ๋องชอบเสียงดนตรี บทเพลงของหลิ่วเฟิ่งนี้เขาจึงเป็นคนออกหน้าขอร้องให้ปรมาจารย์กู่หยางมาเป็นผู้สอน เห็นเอินชินอ๋องจ้าวปินมองจนเหม่อไป จั่วเฟิงก็ฉีกยิ้ม “ท่านอ๋องห้า…” เขาเรียกแต่ไม่ได้พูดว่าเพลงไพเราะ เพียงชี้นิ้วไปที่เตากำยานแล้วพูดว่า “นี่ก็คือเม็ดหอมเศร้าอาดูรที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ท่านอ๋องห้าคิดว่ากลิ่นเป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”

เอินชินอ๋องสะดุ้งก่อนจะดึงสติคืนมา เขาเพิ่งพบว่าการแสดงการจุดเครื่องหอมที่งดงามจบลงไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ ภายในโถงใหญ่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นหอมประหลาดที่ทำให้รู้สึกทุกข์ระทมใจ

ดีดสายพิณเสียงสุดท้ายจบลง หลิ่วเฟิ่งจึงเลื่อนพิณออก แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นย่อตัวคำนับเอินชินอ๋องอย่างงดงาม ก่อนจะเดินกลับไปนั่งประจำที่นั่งแขกฝ่ายหญิง

“เพลงดี!” แปะๆๆ เอินชินอ๋องปรบมือขึ้นก่อน รู้สึกถึงสายตาตกตะลึงของทุกคนจึงพบว่าตนเองพูดผิดไป เขารีบเปลี่ยนคำพูดว่า “เครื่องหอมดี! เครื่องหอมดี!” สองตาที่แดงเรื่อไม่เลื่อนหนีจากตัวหลิ่วเฟิ่งเลย

หร่วนอวี้สีหน้าเคร่งเครียด

จั่วเฟิงกลับหัวเราะเสียงดัง “ท่านอ๋องห้ารู้หรือไม่ว่าเครื่องหอมนี้มาจากฝีมือผู้ใด”

เอินชินอ๋องเลื่อนสายตากลับมา หันมองไปทางจั่วเฟิง

“เครื่องหอมนี้มาจากฝีมือของแม่นางหลิ่ว” จั่วเฟิงพูด “แม่นางหลิ่วเป็นอัจฉริยะมาแต่เกิด สองมือไม่ด้อยไปกว่าปรมาจารย์กู่ที่ได้ฉายาว่าเป็นเทพเลย ไม่นานก่อนหน้าก็เพิ่งจะได้รับพระราชทานตำแหน่งจากฮ่องเต้ให้เป็นนักปรุงเครื่องหอมระดับหนึ่ง” เขาพยายามยกยอหลิ่วเฟิ่งอย่างเต็มที่

“ต่อให้ปรมาจารย์กู่ยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถปรุงเครื่องหอมที่ยอดเยี่ยมอย่างนี้ได้ ใต้เท้าจั่วไม่เห็นหรือว่านับตั้งแต่ร้านอี้เหอเปิดกิจการมา การค้าขายของตระกูลหลีก็ตกต่ำลงมาก” ภายในงานมีคนส่งเสียงพูดดัง

คนที่อยู่ในงานล้วนรู้ว่าเครื่องหอมที่ตระกูลหลีขายไปที่แคว้นเฉินล้วนมาจากฝีมือของกู่ฉิน ตอนนี้หลิ่วเฟิ่งมีความสามารถเหนือกู่ฉินมากแล้ว แคว้นเฉินจะนำเข้าวัตถุดิบเครื่องหอมก็ต้องพิจารณาว่าควรจะเปลี่ยนวาณิชนำเข้าหรือไม่ พอสิ้นเสียงพูด ภายในโถงก็เงียบเสียงลง สายตาทุกคู่เลื่อนไปที่ตัวเอินชินอ๋อง

“คิดไม่ถึงว่าแม่นางหลิ่วอายุยังน้อยกลับมีความสามารถมากเช่นนี้” เอินชินอ๋องพูดชมจากใจจริง “กลิ่นหอมนี้ทำให้คนเหมือนถูกหลอมวิญญาณ เหนือกว่าผลงานชิ้นเอกของปรมาจารย์กู่มากนัก” เขาพูดคำว่า ‘หลอมวิญญาณ’ อย่างหนักแน่น แล้วเปลี่ยนประเด็นพูดไป “ได้ยินว่าปรมาจารย์กู่เสียไปแล้ว ฝ่าบาทของข้ายังคิดอยู่ว่าหลังจากเสียปรมาจารย์กู่ไป ต้าโจวจะไม่มีเครื่องหอมที่ดีอีก ดูไปแล้วฝ่าบาทของข้าคงคิดผิดไป วันนี้ได้กลิ่นเครื่องหอมของแม่นางหลิ่วแล้ว คลื่นลูกหลังกระทบคลื่นลูกหน้าจริงๆ คนใหม่มาเปลี่ยนคนเก่าแล้ว”

เห็นทีรายงานลับจะไม่ใช่รายงานเท็จ ฮ่องเต้แคว้นเฉินองค์ใหม่คิดจะเลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมคนใหม่จริงๆ ครั้งนี้กิจการนำเข้าเครื่องหอมของแคว้นเฉินคงได้เข้ามาอยู่ในมือของหลิ่วเฟิ่งแน่แล้ว!

ได้ฟังคำพูดนี้แล้ว จั่วเฟิงก็หัวใจเต้นรัว เขาอาศัยฤทธิ์สุราโน้มตัวขึ้นหน้าแล้วลดเสียงพูด “ท่านอ๋องห้าคงไม่รู้ว่าไม่เพียงเครื่องหอมชนิดนี้เท่านั้น ระยะที่ผ่านมาหนึ่งเดือนแม่นางหลิ่วยังผลักดันเครื่องหอมชั้นเลิศออกมาสิบกว่าชนิด แต่ละชนิดล้วนเหนือกว่าของปรมาจารย์กู่”

“จริงหรือ” เอินชินอ๋องสีหน้ากรุ้มกริ่ม สายตามองสำรวจหลิ่วเฟิ่งอีกครั้งแล้วพูดพึมพำ “คนมีฝีมือทั้งยังงดงามเช่นนี้ ข้ายังคิดว่า…” เอินชินอ๋องส่ายหน้า ในแววตาฉายความเสียดาย

เดิมคิดว่านางเป็นสาวงามที่จั่วเฟิงตั้งใจเตรียมมาให้ตนเอง ย่อมคิดไม่ถึงว่าจะเป็นอาจารย์เครื่องหอมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อาจารย์เหล่านี้อย่าดูว่ามีฐานะต่ำต้อยเด็ดขาด แต่ละคนนั้นล้วนเย่อหยิ่งจะมาปรนนิบัติคนอื่นอย่างหน้าชื่นตาบานได้อย่างไร

เอินชินอ๋องคิดว่าจะต้องผิดหวังเสียแล้ว

“ข้าน้อยจะกล้าหลอกลวงท่านอ๋องห้าได้อย่างไร” ซ่อนความรู้สึกไว้ในดวงตาแล้ว จั่วเฟิงก็ยิ้มบางๆ “ถ้าท่านอ๋องห้าต้องการลิ้มลอง หลังงานเลี้ยงข้าน้อยจะให้แม่นางหลิ่วไปแสดงให้ท่านอ๋องดูตามลำพังถึงที่พักรับรอง” เสียงนั้นชะงักไป จั่วเฟิงมองหน้าเอินชินอ๋องด้วยแววตาลึกซึ้ง

ไปแสดงให้ดูตามลำพังถึงที่พักรับรอง?

นางคนเดียวน่ะหรือ

ได้ฟังคำพูดนี้แล้ว เอินชินอ๋องก็หน้าแดงก่ำ เขารู้สึกเพียงปากคอแห้งผาก แลบลิ้นเลียริมฝีปากแล้วก็ยกจอกสุราขึ้นชูไปทางจั่วเฟิงก่อนจะดื่มจนหมด สายตาที่มองไปทางหลิ่วเฟิ่งแฝงความหลงใหล ทันใดนั้นเขาก็โน้มตัวมาแนบข้างหูของจั่วเฟิง พูดด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคนเท่านั้น “ใต้เท้าจั่วคงไม่รู้ว่าที่ข้ามาต้าโจวในครั้งนี้ นอกจากขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้แคว้นของท่านแล้ว งานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งก็คือเลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมคนใหม่ให้แก่ฝ่าบาทของข้า…” เขากลืนน้ำลายหนึ่งอึก “ถ้าเลือกได้แล้วจะทำสัญญายาวห้าปี”

“เลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมคนใหม่?” จั่วเฟิงตัวกระตุก เขาแสดงสีหน้าตกใจ “ข้าน้อยไม่รู้เรื่องนี้เลย ไม่ทราบว่าท่านอ๋องห้ามาในครั้งนี้มีเป้าหมายแล้วหรือไม่”

เอินชินอ๋องหัวเราะ “เมืองต้าเยี่ยได้ชื่อว่าเป็นเมืองเครื่องหอม ถ้ามีเป้าหมายสักที่ก็ย่อมอยู่ที่ต้าเยี่ย…” เสียงนั้นชะงักไป เขาเหลือบมองไปทางหลิ่วเฟิ่งเหมือนไม่ได้ตั้งใจ

เลือดในกายพลันพลุ่งพล่าน จั่วเฟิงใบหน้าแดงก่ำ เขาสะกดความตื่นเต้นในใจลงแล้วพูดอย่างไม่กระโตกกระตาก “ได้ยินว่าคุณชายเฮยแห่งโรงธูปไป่เยี่ยเป็นเหลียนจวิ้นอ๋อง คุณชายเฮยเป็นอัจฉริยะ โรงธูปไป่เยี่ยเปิดกิจการมาหนึ่งปีก็ทำเครื่องหอมยอดเยี่ยมออกมาจนมีชื่อเสียงโด่งดัง เหตุใดท่านอ๋องห้าจึงไม่เลือกเขาเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

นี่เป็นจุดที่เขากับหร่วนอวี้ไม่เข้าใจที่สุด ในเมื่อมีโรงธูปไป่เยี่ยอยู่แล้ว เหตุใดแคว้นเฉินยังต้องทิ้งใกล้มาขอไกล กางธงตีกลองมาเลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมเช่นนี้ด้วย ทั้งสองถึงขั้นสงสัยว่าเอกสารทะเบียนเรือนของเฮยมู่เป็นของปลอม คำพูดของเขาแม้จะดูเหมือนไม่ตั้งใจ แต่เป็นคำพูดที่ได้ปรึกษากับหร่วนอวี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อลองหยั่งเชิง พูดจบ จั่วเฟิงก็มองหน้าเอินชินอ๋องอย่างเงียบๆ หัวใจยกขึ้นสูงถึงคอหอย

แต่กลับเห็นเอินชินอ๋องยิ้มหยัน “ก็แค่ท่านอ๋องต่างแซ่คนหนึ่ง ขโมยสูตรลับไปไม่กี่สูตรก็แค่นั้น เป็นอัจฉริยะเสียที่ใด” เขามองไปทางจั่วเฟิง “โรงธูปไป่เยี่ยเปิดกิจการมาหนึ่งปี ก็แค่มีชื่อเสียงที่โด่งดังเท่านั้น ใต้เท้าจั่วเคยเห็นเขาเติบโตขึ้นบ้างหรือไม่”

“เอ่อ…” จั่วเฟิงเกิดความคิดในใจ

นั่นน่ะสิ แม้โรงธูปไป่เยี่ยมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่กลับไม่ขยายใหญ่ เครื่องหอมที่ทำออกมาแม้จะพิเศษ แต่ก็มีเพียงห้าหกชนิด ไม่อาจเทียบกับร้านอี้เหอได้เลย เพียงแค่สองสามเดือนร้านอี้เหอก็ขยายร้านใหญ่โตกว่าโรงธูปไป่เยี่ยสองสามร้านเสียอีก หากไม่ใช่เงื่อนไขทางสถานที่มีจำกัด เกรงว่าคงจะเทียบเท่าร้านหลีจี้ไปแล้ว

“ขนาดของโรงธูปไป่เยี่ยก็เป็นเช่นนี้” เห็นเขาลังเล เอินชินอ๋องก็ยิ้มอย่างลึกลับอีก “ต่อให้ใหญ่กว่านี้ ฝ่าบาทของข้าก็กลัวว่าฝ่าบาทของท่านจะไม่พอใจ…”

จะรุนแรงอย่างนั้นเสียที่ใด

แคว้นต้าโจวที่ผ่านมาทำการค้าอย่างเสรี ขอเพียงเป็นพ่อค้าภายในเขตต้าโจว ไม่แบ่งแว่นแคว้นชนชาติใด ล้วนเห็นว่าเป็นพวกพ้องเดียวกัน นอกเสียจากว่าขนาดของโรงธูปไป่เยี่ยจะสามารถกดดันร้านหลีจี้ได้ ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทคงไม่ใส่ใจ จั่วเฟิงมองเอินชินอ๋องอย่างสงสัยก็เห็นสายตาว่า ‘ท่านก็รู้ดี’ ที่เขาส่งมาให้ ทันใดนั้นจั่วเฟิงก็เข้าใจในทันที

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการงัดข้อกันระหว่างขุนนางคนสำคัญ!

ลองคิดดูว่าหากให้จวิ้นอ๋องคนหนึ่งมาควบคุมเส้นทางการค้าของแคว้นเฉิน พวกเขาที่เป็นชินอ๋องไม่เท่ากับอยู่ไม่ไกลจากความตายหรือ

เห็นทีไม่ต้องให้เขากับอิงอ๋องลงมือ แค่กำลังที่มาจากแคว้นเฉิน โรงธูปไป่เยี่ยก็ไม่มีทางขยายใหญ่ได้แล้ว!

โรงธูปไป่เยี่ยไม่ควรค่าจะให้กลัว!

ความคิดนี้แล่นผ่าน จั่วเฟิงก็หน้าแดงก่ำ ความเมาเพิ่มขึ้นสามส่วนในทันที ประสานสายตากับเอินชินอ๋องอยู่นาน จากนั้นคนทั้งสองก็หัวเราะร่วน จั่วเฟิงเปลี่ยนประเด็นพูดไป “ครั้งนี้ท่านอ๋องห้าคิดจะอยู่ที่เมืองต้าเยี่ยนานเท่าใดพ่ะย่ะค่ะ”

“มีภารกิจติดตัวมา พรุ่งนี้เช้าข้าจะออกเดินทางไปเมืองอันคัง” แล้วแนบข้างหูจั่วเฟิงพูดเสียงเบา “เรื่องนี้ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ ขอแค่ใต้เท้าจั่วรู้ก็พอ อย่าได้แพร่งพรายออกไป”

“ท่านอ๋องห้าวางใจได้ ข้าน้อยรู้ว่าต้องทำอย่างไร” จั่วเฟิงพูดพลางยกจอกสุราขึ้นมา “ท่านอ๋องห้าเชิญ” ทั้งสองชนจอกสุรากันอย่างเป็นสุข แล้วดื่มจนหมดจอก

จั่วเฟิงเลื่อนสายตาไปที่ตัวหลิ่วเฟิ่ง แล้วเอ่ยปากพูดว่า “ปรมาจารย์หลิ่วมีฝีมือปรุงเครื่องหอม มีวิชาอันน่าตกใจ ทำให้ท่านอ๋องห้าชื่นชมไม่ขาดปาก เหตุใดจึงไม่มาดื่มให้ท่านอ๋องสักจอกเล่า”

หลิ่วเฟิ่งนึกอยากทำเช่นนั้นอยู่แล้วจึงลุกขึ้นทันที แล้วเดินนวยนาดมาที่หน้าโต๊ะเอินชินอ๋อง

มีสาวใช้ยกกาและจอกสำหรับดื่มสุราเข้ามา หลิ่วเฟิ่งหยิบกาสุราบนถาดขึ้นเทเองจนเต็มจอก สองมือถือไว้แล้วก้มคำนับ “ท่านอ๋องห้าเป็นมังกรหงส์ในหมู่คน ทั้งยังเป็นยอดบุรุษ ข้าน้อยนับถือยิ่งนัก เชิญ…”

“แม่นางหลิ่วชมเกินไปแล้ว” เอินชินอ๋องหัวเราะแล้วยื่นมือออกไป แต่ไม่ได้แตะไปที่จอก มือใหญ่ข้างหนึ่งกลับประกบไปบนมือลื่นอ่อนนุ่มของหลิ่วเฟิ่งทันทีแล้วลูบไปมา หลิ่วเฟิ่งตัวสั่น หน้าแดงก่ำ “ท่านอ๋อง…” นางเรียกเสียงเบา สายตาแอบเหลือบไปยังหร่วนอวี้ที่อยู่ตำแหน่งถัดจากจั่วเฟิง

หร่วนอวี้สีหน้าเขียวคล้ำ เสียงดังกร๊อบ จอกสุราในมือก็ถูกบีบเป็นผงในทันที เห็นท่าไม่ดีจั่วเฟิงจึงกระแอมเบาๆ แล้วให้สาวใช้รีบเปลี่ยนจอกสุรา “ใต้เท้าหร่วนเชิญ…” จากนั้นจึงลุกขึ้นเทสุรา หันไปคารวะหร่วนอวี้

ถูกจั่วเฟิงเอามือกดหัวไหล่ไว้เช่นนี้ หร่วนอวี้จึงพยายามอดทนไว้ไม่ระเบิดอารมณ์ออกมา แล้วเอ่ยปากพูดกับหลิ่วเฟิ่ง “อาเฟิ่งถอยออกไป!”

เห็นว่าในที่สุดเอินชินอ๋องก็ปล่อยมือหลิ่วเฟิ่งแล้วรับจอกสุราไป จั่วเฟิงจึงหมุนตัวกลับไปนั่งที่เดิม ตบมือแปะๆๆ สามที ภายในโถงพลันมีดนตรีบรรเลงขึ้น นางรำในชุดบางยั่วยวนสิบกว่าคนก็ค่อยๆ เดินออกมา แล้วร่ายรำไปตามเสียงดนตรี

บรรยากาศตึงเครียดในงานผ่อนคลายลงทันที ทุกคนเริ่มดื่มอย่างสนุกสนานอีกครั้ง

จนกระทั่งเห็นสายตาของเอินชินอ๋องเลื่อนไปตามแขนขางดงามของนางรำที่เผยให้เห็นอยู่รางๆ ภายใต้ชุดบางเบา ความสนใจล้วนถูกดึงดูดไปจนสิ้นแล้ว จั่วเฟิงจึงผ่อนลมหายใจออกมาพลางลอบเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก

“คิดไม่ถึงว่าคุณชายเฮยจะเป็นจวิ้นอ๋องของแคว้นเฉิน” เหลิ่งกังโบกพัดด้วยอาการที่ตื่นเต้นอย่างมาก “คราวนี้ดีเลย ใต้เท้าหร่วนคงไม่กล้าคิดร้ายกับบ่อนพนันอีผิ่นอีกแล้ว” แล้วมองไปทางมู่หวั่นชิวที่นั่งดื่มชาอยู่เงียบๆ “เหตุใดแม่นางไป๋ไม่รีบบอกเล่า ไยจึงปิดเป็นความลับไม่ยอมเปิดเผย!” น้ำเสียงแฝงการโอดครวญ

สองเดือนมานี้เขามีชีวิตที่น่าหวาดกลัวอย่างมาก

“ตำแหน่งเหลียนจวิ้นอ๋องนี้ก็เพิ่งได้รับการแต่งตั้งมา” มู่หวั่นชิวพ่นหัวเราะออกมา “ท่านก็รู้ว่าแคว้นเฉินเพิ่งจะผ่านการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ระหว่างนั้นจวิ้นอ๋องที่มีฐานะเป็นพระญาติแคว้นเฉินจะเปิดเผยง่ายดายได้อย่างไร”

“ก็จริง…” เหลิ่งกังพยักหน้าอย่างจริงจัง

เขาเองก็ได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของแคว้นเฉินแล้ว

นิ่งเงียบอยู่นาน มู่หวั่นชิวจึงวางถ้วยชาลง “คุณชายเฮยคิดจะขยายโรงธูปไป่เยี่ย รับปากให้ข้าเข้าหุ้นด้วย บ่อนพนันของคุณชายเหลิ่งจะรวบรวมเงินให้ข้าได้หรือไม่”

โรงธูปไป่เยี่ยจะขยายกิจการและแปรรูปวัตถุดิบเครื่องหอมย่อมต้องการเงินทุนจำนวนมาก ด้วยความคิดเจ้าเล่ห์ของหลีจวิน มู่หวั่นชิวจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยื่นมือไปขอตระกูลหลี แต่ให้ใช้เงินทุนของนางเองดีกว่า เผื่อวันใดทำให้หลีจวินไม่พอใจจะได้ไม่ถูกเขาตัดส่วนแบ่งกำไรไปอีก

จากการเจรจาหลายครั้ง นางได้รับประสบการณ์จากวิธีการของหลีจวินแล้ว

หลีจวินคนนี้ในสนามการค้าถือเป็นมารร้ายที่ไม่แบ่งแยกชายหญิง สามารถฆ่าเจ้าโดยไม่ต้องเจรจา

“รวบรวมเงิน?” เหลิ่งกังตะลึงไปครู่หนึ่ง “แม่นางไป๋ต้องการเท่าใด”

“ยิ่งมากยิ่งดี” มู่หวั่นชิวพูด “นอกจากส่วนแบ่งกำไรของข้า ถ้าคุณชายเหลิ่งมีเงินสด ข้าสามารถให้ดอกเบี้ยท่านได้สามส่วน”

ดอกเบี้ยสามส่วน?

นั่นแทบจะเป็นเงินกู้ดอกเบี้ยสูงแล้ว

เหลิ่งกังมองมู่หวั่นชิวอย่างตกใจ “ดอกเบี้ยสูงอย่างนี้แม่นางไป๋จะได้กำไรหรือ”

เฮยมู่ที่ปกติก็เป็นคนใจกว้างอยู่แล้ว จะให้ดอกเบี้ยเขาสูงเท่าใดกัน

นั่นต้องรอให้โรงธูปไป่เยี่ยขยายใหญ่ได้กำไรแล้วจึงจะได้ เหลิ่งกังรู้สึกรางๆ ว่ากิจการเครื่องหอมนี้ทำได้ยากยิ่ง

อีกทั้งด้วยอำนาจยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้นของตระกูลหลี หากห้ามมิให้ทำการค้านี้ อย่างไรก็ไม่อาจทำได้

“ข้าทำการค้าขายที่ขาดทุนตั้งแต่เมื่อใด” มู่หวั่นชิวยิ้มมั่นใจอย่างมาก “ท่านลองดูว่าจะเอาเงินออกมาได้เท่าใด”

ถลึงตามองนางอยู่นาน เหลิ่งกังจึงพูดบ่น “คนที่ขาดทุนเงินในบ่อนพนันเหล่านั้นล้วนเชื่อมั่นอย่างนี้จึงได้เสียบ้านสูญทรัพย์สิน” เห็นมู่หวั่นชิวเพียงมองมาโดยไม่พูดอะไร เขาจึงถอนหายใจ “เอาล่ะๆ ข้าพูดสู้เจ้าไม่ได้ เงินทุนหมุนเวียนที่เหลือ รวมทั้งเงินของข้าคงสามารถเอาออกมาได้สามสี่แสนกระมัง” แล้วพูดอีกว่า “ไม่ต้องกำไรสามส่วนอะไรหรอก เจ้าอยากใช้ก็เอาไปเถอะ ถ้ารู้สึกไม่ดีจริงๆ ก็ใช้กฎในร้านแลกเงิน ให้กำไรข้าหนึ่งส่วนก็พอ”

“เอ่อ…” มู่หวั่นชิวลังเลใจ

เงินเหล่านี้นางไม่ได้ใช้แค่วันสองวัน อีกทั้งหากวางเงินไว้หมุนเวียนในบ่อนพนันก็ไม่ได้กำไรมากเท่านี้ แต่ถ้าเอาไปที่โรงธูปไป่เยี่ยก็จะมีกำไรไหลมาเทมา ให้เหลิ่งกังเพียงส่วนเดียวดูเหมือนจะเป็นการรังแกกันเกินไป

“คุณหนูๆ” กำลังลังเลใจ โม่เสวี่ยก็รีบเดินเข้ามา อ้าปากกำลังจะพูดอะไรก็มองเห็นเหลิ่งกังนั่งอยู่ในโถง เสียงนั้นจึงชะงักไป “คารวะคุณชายเหลิ่ง…”

“แม่นางไป๋มีธุระ ข้าขอตัวก่อน” เหลิ่งกังยืนขึ้นอย่างรู้ความ

เห็นโม่เสวี่ยเหมือนมีเรื่องด่วน มู่หวั่นชิวจึงไม่ได้รั้งตัวไว้ เพียงพูดต่อไปว่า “คุณชายเหลิ่งค่อยๆ เดิน…”

ส่งเหลิ่งกังกลับมาแล้ว มู่หวั่นชิวจึงถามว่า “มีเรื่องอะไรที่ทำให้เจ้าร้อนใจอย่างนี้”

“ทูตแคว้นเฉินเอินชินอ๋องกับองค์หญิงชิงหวั่นมาแล้วเจ้าค่ะ”

เรื่องนี้นางรู้แล้ว

ใต้เท้าจั่วเรียกให้ชาวเมืองทำความสะอาดพื้นถนนที่เปื้อนฝุ่น ต้อนรับทูตแคว้นเฉินราวกับต้อนรับฮ่องเต้ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไรอยู่แล้ว ได้ฟังคำพูดนี้ มู่หวั่นชิวเพียงแค่มองหน้าโม่เสวี่ยโดยไม่ได้พูดอะไร

“บ่าวเพิ่งได้ข่าว ครั้งนี้แม้เบื้องหน้าทูตแคว้นเฉินจะมาเพื่อขอเข้าเฝ้าฝ่าบาท แต่แท้จริงแล้วกลับแอบมาเลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมของแคว้นเฉินอย่างลับๆ”

“เลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอม?” มู่หวั่นชิวลุกพรวดนั่งตัวตรง เหมือนมีอะไรบางอย่างแล่นผ่านหัวทันใด

“ใช่เจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยพยักหน้า “ที่ใต้เท้าจั่วเตรียมการต้อนรับยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ก็เพื่อหาโอกาสให้แก่ตระกูลหลิ่ว” นางจับมือมู่หวั่นชิว “คุณหนูรีบไปพบคุณชายหลีแล้วคิดหาวิธีกันเถอะเจ้าค่ะ ด้วยฝีมือของท่านต้องสามารถเอาชนะใจทูตแคว้นเฉินได้แน่ โอกาสครั้งนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด!”

หากกิจการนำเข้าเครื่องหอมของแคว้นเฉินถูกตระกูลหลิ่วได้ไปจริง ชีวิตของพวกเขาคงจะยิ่งลำบาก

“เจ้าพูดถูก” มู่หวั่นชิวลุกพรวดขึ้นมา “หลายเดือนมานี้แคว้นเฉินอยู่ในความวุ่นวาย กิจการทั้งหมดล้วนหยุดลง ตอนนี้ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แล้ว ย่อมต้องเลือกวาณิชนำเข้าเครื่องหอมใหม่ ถ้าคว้าโอกาสนี้ได้ เครื่องหอมที่อยู่ในคลังตระกูลหลีเหล่านั้นก็จะมีทางช่วยได้แล้ว”

รีบเดินจนมาถึงประตู มือที่จับประตูของมู่หวั่นชิวก็หยุดชะงัก ก่อนที่นางจะหมุนตัวเดินกลับมา แล้วยื่นมือไปหยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาก้มลงอ่าน

“คุณหนู…” โม่เสวี่ยมองนางอย่างไม่เข้าใจ

“ไม่ต้องแย่งกันหรอก การนำเข้าเครื่องหอมนี้จะเป็นของตระกูลหลี”

“คุณหนู…” เห็นนางสงบนิ่งเช่นนี้ โม่เสวี่ยก็กระแทกเท้า “ด้านนอกลือกันไปทั่ว เพราะข่าวการตายของปรมาจารย์กู่ไปถึงแคว้นเฉิน ฮ่องเต้แคว้นเฉินจึงคิดจะทิ้งตระกูลหลี คุณหนูต้องให้ทูตแคว้นเฉินรู้ว่าฝีมือของท่านเหนือกว่าปรมาจารย์กู่ ตระกูลหลีจึงจะรักษากิจการส่งออกเครื่องหอมไปที่แคว้นเฉินได้!”

“เจ้านี่…” มู่หวั่นชิวยิ้มพลางเขกหัวโม่เสวี่ยหนึ่งที “ฝ่าบาทไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน* จริงๆ!” แล้วพูดอีกว่า “เจ้ายังไม่เชื่อใจการวางแผนของพี่หลีอีกหรือ” นางยิ้มส่ายหน้า “พวกเราน่ะไม่ต้องวุ่นวายใจอะไรหรอก แค่รอดูความคึกคักก็พอ”

ตอนแรกที่ได้ยินว่ากู่ฉินได้รับบาดเจ็บ นางก็เคยทำตัวเหมือนคนโง่มาครั้งหนึ่งแล้ว ผลปรากฏว่านางกลับถูกหลีจวินไล่ออกมาต่อหน้าคนทั้งห้อง การทำตัวเหมือนคนโง่เช่นนั้น นางไม่อยากทำอีกเป็นครั้งที่สอง…

เห็นท่าทางของนางเหมือนเรื่องทุกอย่างอยู่ในกำมือ โม่เสวี่ยก็กะพริบตาอย่างสงสัย

หลังจากอาบน้ำ เปลี่ยนมาสวมเสื้อเนื้อบางที่ใส่แล้วสบายตัว เอินชินอ๋องก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่านใต้แสงไฟ

มีเสียงเคาะประตูดังลอยมา

เอินชินอ๋องไม่ได้เงยหน้าขึ้น เพียงตะโกนไปว่า “เข้ามา!”

จ้าวซิ่นองครักษ์ประจำกายผลักประตูเดินเข้ามา “ท่านอ๋อง…”

“เป็นอย่างไร จวนว่าการเจ้าเมืองมีความเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่”

“ระหว่างทางที่ใต้เท้าจั่วส่งตัวแม่นางหลิ่วมาที่นี่ถูกใต้เท้าหร่วนชิงตัวคนกลับไปพ่ะย่ะค่ะ”

“ชิงตัวกลับไปหรือ” เอินชินอ๋องวางหนังสือลงแล้วเงยหน้าขึ้น

เขาสวมเสื้อเนื้อบางสีขาวนวล หางคิ้วยกสูง สันจมูกสูงโด่ง สายตาลึกล้ำราวกับเหยี่ยวยามค่ำคืน เพียงแค่กวาดมองเล็กน้อยก็ฉายพลังอันน่ากลัวออกมารางๆ จะเหลือความรื่นเริงเหมือนตอนที่อยู่บนโต๊ะสุราตอนกลางวันอีกได้อย่างไร

จ้าวซิ่นพยักหน้า “หลังใต้เท้าจั่วส่งพระองค์กลับมาก็ไปที่คฤหาสน์ตระกูลหลิ่วต่อ อยู่ที่นั่นเกือบหนึ่งชั่วยาม ราวปลายยามโหย่วก็เอารถม้าพาแม่นางหลิ่วมาที่นี่ ไม่รู้ว่าถูกใต้เท้าหร่วนผู้บัญชาการกองรถศึกรู้เรื่องเข้าได้อย่างไร เขารีบควบม้าตามมาแล้วนำตัวแม่นางหลิ่วกลับไปด้วยท่าทีแข็งกร้าว เพราะไม่กล้าเข้าใกล้เกินไป กระหม่อมจึงฟังไม่ชัดว่าพวกเขาพูดอะไรกัน เห็นเพียงสีหน้าของใต้เท้าจั่วโมโหจนดำคล้ำ”

“รู้แล้ว…” เอินชินอ๋องเหมือนจะโล่งอก

ท่านอ๋องเหมือนจะไม่โกรธ?

จ้าวซิ่นกะพริบตา เขาไม่ได้มองผิดไปกระมัง สตรีที่หมายตาถูกคนชิงตัวไปเช่นนี้ ท่านอ๋องก็ยังเบิกบานใจได้อีกหรือ

จ้าวซิ่นกำลังสงสัยอยู่ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง

เป็นองครักษ์เฝ้าประตูที่เดินเข้ามาคำนับแล้วพูดว่า “ทูลท่านอ๋อง ใต้เท้าจั่วส่งนางขับร้องสิบคนมาให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”

นางขับร้องสิบคน?

เอินชินอ๋องขมวดคิ้ว เขาพักที่นี่แค่หนึ่งคืน จั่วเฟิงก็ส่งสาวงามมาสิบคนแล้ว อีกฝ่ายคิดว่าเขาเป็นตาแก่ลามกที่แรงไม่ตกหรือ!

นี่หากถูกคนมีใจไม่ดีเอาไปเล่นงาน ส่งข่าวกลับแคว้นเฉินว่าเขาเอินชินอ๋องอยู่ข้างนอกทำตัวไม่เหมาะสมเช่นนี้ เสด็จพี่คงถลกหนังของเขาแน่!

“ส่งกลับไปให้หมด” น้ำเสียงเอินชินอ๋องแฝงความโกรธที่ยากจะได้เห็น

“ท่านอ๋อง…” จ้าวซิ่นพูดเสียงเบา “ใต้เท้าจั่วทำด้วยความจริงใจ”

เดินทางมาแคว้นต้าโจวครั้งนี้ เมืองต้าเยี่ยต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ส่งสาวงามมาก็ด้วยความรู้สึกดี หากหักหน้าใต้เท้าจั่วเช่นนี้จะดูไม่ค่อยดีเอาได้

“ความจริงใจอะไร!” เอินชินอ๋องแค่นเสียงสบถเย็นชา “เจ้าบอกเขา ถ้าจริงใจก็ส่งแม่นางหลิ่วมา ข้ากำลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อรอเครื่องหอมอยู่!”

เห็นเอินชินอ๋องโมโหจริงๆ แล้ว จ้าวซิ่นจะกล้าพูดอีกได้อย่างไร เพียงรีบก้มหน้าถอยออกไป

เอินชินอ๋องหยิบหนังสือขึ้นมา แต่จะมีอารมณ์อ่านต่อได้อีกหรือ เขาเพิ่งพลิกเปิดไปได้หนึ่งหน้าก็ปิดปังดังเดิม กำลังจะเอ่ยปากเรียกคน ร่างนั้นก็ชะงักไป เขาหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเงยหน้าขึ้นช้าๆ

ราวกับเจอภูตผี ไม่รู้ว่าที่กลางห้องนั้นมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกคนตั้งแต่เมื่อใด คนผู้นั้นสวมชุดทะมัดทะแมงสีดำ ท่ามกลางแสงเทียนวูบไหว ใบหน้าขาวหมดจดสะท้อนแสงจนดูน่าหลงใหล คนผู้นั้นยืนอย่างสง่าอยู่ตรงนั้น ในท่าทางสบายอารมณ์กลับฉายความลึกลับและเยือกเย็นออกมาหลายส่วน

* ตลับก้นหีบ เดิมหมายถึงตลับดินเผาขนาดไม่เกินฝ่ามือ โดยมากทำเป็นรูปผลไม้ ภายในบรรจุตุ๊กตาชายหญิงกำลังร่วมรักกัน สมัยโบราณผู้ใหญ่ในบ้านจะมอบให้ลูกสาวใช้เป็นอุปกรณ์สาธิตเมื่อจะออกเรือน ในที่นี้อาจหมายถึงการเก็บซ่อนของสำคัญให้มิดชิด

** ใบเฟิง หมายถึงใบเมเปิ้ล

*** ชินอ๋อง เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่หนึ่ง โดยมากผู้ที่ได้รับตำแหน่งนี้จะเป็นพระโอรส พระเชษฐา หรือพระอนุชาขององค์จักรพรรดิ

* ฝ่าบาทไม่ร้อนใจ ขันทีร้อนใจแทน เป็นสำนวน หมายถึงเดือดเนื้อร้อนใจในเรื่องของคนอื่น ทั้งที่ตัวเจ้าของเรื่องยังไม่ใส่ใจ

 

(ตอนต่อไปพบกันวันที่ 25 กุมภาพันธ์ค่ะ)

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

Editor Jamsai: