X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักยอดหญิงเซียนเครื่องหอม

ทดลองอ่าน ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม เล่ม 7 ตอนที่ 6

หน้าที่แล้ว1 of 9

ตอนที่ 6

 “คนตระกูลหลีขนกระทั่งเตียงเข้าไปในคุก นี่เรียกว่าติดคุกเสียที่ใด ปรมาจารย์ไป๋ติดคุกยังสบายกว่าฮองเฮาเสียอีก ทหารองครักษ์เหล่านั้นแทบจะกลายเป็นบ่าวของตระกูลไป๋อยู่แล้ว ปรมาจารย์ไป๋กระแอมทีหนึ่ง ก็มีคนเข้ามาสอบถามทันที” ยกชาขึ้นดื่มอึกใหญ่แล้ว จางจวิ้นก็นั่งลงอย่างแรง เริ่มพูดโอดครวญกับหร่วนอวี้ไม่หยุด สุดท้ายก็ถามว่า “ใต้เท้า พวกเราจะเข้าไปยุ่งสักนิดดีหรือไม่” แล้วพูดอีกว่า “ใต้เท้าก็แจ้งจั่วเฟิงโทษฐานสมคบกับคนร้ายในคุก ผ่อนปรนให้คนทำผิด”

โตมาจนป่านนี้ ทว่านี่กลับเป็นครั้งแรกที่จางจวิ้นเห็นว่ามีคนติดคุกในสภาพเช่นนี้ หากแม้แต่การติดคุกยังเป็นเรื่องดีเช่นนี้ เขาก็ไม่อยากเป็นแม่ทัพนำกองทหารแล้ว ทุกคนไปติดคุกให้หมดเสียเลยดีกว่า!

ได้ฟังเรื่องเหล่านี้แล้ว หร่วนอวี้ก็หัวเราะออกมา “หลีจวินคนนี้ช่างมีความสามารถเสียจริง ถึงกับเอาจั่วเฟิงอยู่ได้” เดิมทีอยู่ในค่ายเดียวกัน เขากับจั่วเฟิงก็มีเรื่องขัดแย้งกันมาตลอด รอยยิ้มเผ็ดแสบซ่อนมีดและนิสัยไร้น้ำใจของจั่วเฟิงนั้นเขาหร่วนอวี้รู้เป็นอย่างดี

สามารถเอาเขาอยู่ได้? หลีจวินนับว่ามีความสามารถดี?

“ใต้เท้าคิดว่าใต้เท้าจั่วคิดจะทำอะไรกันแน่หรือ!” เห็นหร่วนอวี้ยิ้มออกมา จางจวิ้นก็ขมวดคิ้ว

“ช่างเขาเถอะ คุกจวนว่าการเจ้าเมืองไม่ใช่ความดูแลของพวกเรา” หร่วนอวี้พูดอย่างคลุมเครือ “ปรมาจารย์ไป๋เป็นคนระดับสูงของต้าเยี่ย แล้วก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ถ้ายังไม่มีโทษพวกเราก็ไปล่วงเกินไม่ได้” ในคุกหนาวเกินไปจริงๆ ไม่ใช่สถานที่ที่สตรีควรจะอยู่ หากว่าหลีจวินยังไม่ลงมือ ที่จริงเขาก็อยากให้คนส่งพวกฟูก ผ้าห่มไปให้มู่หวั่นชิวเช่นกัน

“ที่แท้ก็เป็นห่วงชื่อเสียงของปรมาจารย์ไป๋” คิดถึงชื่อเสียงราวตะวันบนฟ้าของมู่หวั่นชิว จางจวิ้นก็พยักหน้าว่าเข้าใจ เขาไม่รู้สึกอิจฉามากมายอย่างนั้นอีกแล้ว เห็นหร่วนอวี้ยืนขึ้นจึงถามว่า “ใต้เท้าจะไปที่ใดขอรับ”

“ไปดูในคุกสักหน่อย” หร่วนอวี้พูดพลางก้าวเท้าเดินออกไป

 

หร่วนอวี้ยืนอยู่นอกประตูคุก มองดูคุกที่เก็บกวาดจนไม่มีฝุ่นผง ทั้งยังตกแต่งจนใหม่เอี่ยม เขาก็เกิดความรู้สึกปวดใจขึ้นมารางๆ ตนเองก็อยากจะทำอะไรเพื่อสตรีที่อยู่ข้างในนั้นบ้างเช่นกัน แต่ไม่เคยคิดจะทำอะไรใหญ่โตเช่นนี้ ที่นี่มิใช่บ้านพักทั่วไปข้างนอกที่แค่จ่ายเงินแล้วจะตกแต่งอย่างไรก็ได้ ทว่าที่นี่คือคุก เอาเข็มเล่มเดียวเข้ามาก็ยังไม่อนุญาต ทว่าหลีจวินสามารถทำได้ถึงขั้นนี้ เห็นได้ว่าเขาต้องเสียแรงกายแรงใจไปมากเพียงใด

โดยเฉพาะตอนที่เดินเข้ามา คนอื่นอาจไม่สังเกต แต่เขารับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ามียอดฝีมือไม่ต่ำกว่าสามสิบคนซ่อนตัวอยู่ในเงามืด วรยุทธ์ที่มีนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นหน่วยเงาของตระกูลหลีแน่นอน ขอเพียงมีลมพัดต้นหญ้าไหว คนเหล่านี้ต้องบุกเข้าไปสู้ตายปล้นตัวคนไปทันที

ปล้นคุกหนีคุกล้วนเป็นโทษตาย ประหารทั้งตระกูล!

หากเป็นเวลาปกติก็แล้วไปเถอะ แต่ตอนนี้เขาก็ใช้ทหารเฝ้าคุกเอาไว้แล้ว แต่หลีจวินกลับไม่ห่วงชีวิต เพื่อสตรีในคุกผู้นี้จะเอาชีวิตและชื่อเสียงของคนทั้งตระกูลหลีมาแลกเชียวหรือ

ทันใดนั้นเขาเห็นเตียงหนึ่ง ม่านหนึ่ง และโต๊ะหนึ่งเก้าอี้หนึ่งอยู่ในคุก หร่วนอวี้รับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงความรักหมดหัวใจที่หลีจวินมีต่อมู่หวั่นชิว เขาแอบคิดในใจว่ามิน่าเล่าอาชิวจึงยอมติดตามเขาโดยไม่เปลี่ยนใจ ข้าเทียบเขาไม่ได้เลย

กำลังจะก้าวเข้าไปก็มีองครักษ์เข้ามารายงานว่า “คุณชายใหญ่ตระกูลหลีต้องการพบปรมาจารย์ไป๋ขอรับ”

หลีจวินมาหรือ

หร่วนอวี้ขมวดคิ้ว “ไม่อนุญาต!”

องครักษ์รับคำเพิ่งจะหมุนตัวกลับก็ถูกหร่วนอวี้เรียกรั้งตัวไว้ “ให้เขาเข้ามาเถอะ”

หลีจวินมาเยี่ยมมู่หวั่นชิวเช่นนี้คงจะมาเพื่อส่งข่าว อีกทั้งนางก็ฟังแต่คำพูดของหลีจวิน ไม่ว่าเขาจะอิจฉาเพียงใดก็ต้องให้พวกเขาได้พบหน้ากัน

หร่วนอวี้พูดพลางโบกมือเป็นสัญญาณให้ทหารองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูคุกถอยหลังไป ส่วนตนเองกระโดดลอยตัวไปซ่อนตัว

ทหารประจำจวนเห็นทหารองครักษ์ถอยออกไปแล้วก็ถอยหลังตามไปหลายก้าว ก่อนจะเปิดประตูคุกให้

กำลังนั่งก้มหน้าอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ได้ยินเสียงประตูคุกดัง มู่หวั่นชิวก็เงยหน้าขึ้นมา “พี่หลี…”

เห็นเป็นหลีจวิน นางจึงยืนขึ้นอย่างยินดี

ทั้งที่แค่แยกจากกันเพียงวันเดียว พอได้เจอหลีจวินอีกครั้งมู่หวั่นชิวก็มีความรู้สึกราวกับห่างกันเป็นชาติ ทั้งที่นางอยากจะยิ้ม แต่น้ำตากลับไหลลงมาอย่างไม่เชื่อฟัง

ความเย็นชาเงียบเฉยคล้ายไม่หวาดกลัวสิ่งใดตอนที่เข้าคุกมานั้นล้วนหายไปจนหมด นางเป็นเพียงหญิงสาวที่ได้รับความไม่เป็นธรรมเท่านั้น

“อาชิวลำบากแล้ว” หลีจวินนึกสงสาร ยื่นมือไป อยากจะดึงนางเข้ามาในอ้อมกอด แต่คิดได้ว่าด้านหลังยังมีทหารองครักษ์อยู่ เขาจึงอดกลั้นเอาไว้ เพียงแค่หยิบผ้าเช็ดหน้าในแขนเสื้อยื่นไปให้ “อาชิวไม่ต้องกลัว ข้ารู้ว่าเจ้าบริสุทธิ์ ลือกันว่าลูกสาวของอัครเสนาบดีมู่เป็นคนเอาแต่ใจ ชอบวรยุทธ์เกลียดตำรา เรื่องดีดพิณ เดินหมากเขียนอักษร วาดภาพล้วนทำไม่เป็นเลย เจ้าไม่ใช่นางเป็นอันขาด” แล้วพูดอีกว่า “นี่ต้องมีคนอิจฉาเจ้าแน่จึงได้สร้างเรื่องใส่ร้าย สมาคมกิจการเครื่องหอมเมืองต้าเยี่ยกำลังล่ารายชื่อคนมีชื่อเสียงในเมืองต้าเยี่ยมาเพื่อขอความเป็นธรรมให้เจ้าแล้ว”

คำพูดของเขานี้หมายความว่าให้ข้ายึดคำให้การเดิม รับผ้าเช็ดหน้ามาแล้ว มู่หวั่นชิวก็เช็ดน้ำตาไปพลางใคร่ครวญคำพูดของหลีจวินไปพลาง ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนบนผ้าเช็ดหน้าจะมีตัวอักษรอยู่ นางจึงอาศัยตอนที่หลีจวินเอาตัวบังอยู่ตรงหน้ารีบเปิดออกดู

‘ถ้ามีเรื่องด่วน สามารถใช้อาวุธลับบนข้อมือเจ้าได้ ทำให้ทหารนอกคุกหมดสติ แล้วจะมีคนเข้ามารับเจ้าเอง’

เพียงกวาดตามองแล้วมู่หวั่นชิวก็รวบผ้าเช็ดหน้าไว้ในมือ

เขาคิดจะปล้นตัวนางออกไปหากจนหนทางจริงๆ หรือ

เขาจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร

ปล้นคุกหนีคุกล้วนเป็นโทษประหารเก้าชั่วโคตร!

หากไม่มีทหารยังพอว่า เขากับหน่วยเงาของตระกูลหลีสามารถปล้นตัวนางไปโดยไม่มีใครรู้และไม่ทิ้งร่องรอยได้ ทว่าตอนนี้ที่นอกประตูคุกกลับมีทหารจำนวนมากคอยเฝ้าอยู่ พวกเขาจะเอาชนะได้อย่างไรเล่า

หากทำพลาด ตระกูลหลีทั้งตระกูลจะต้องพลอยรับเคราะห์ไปด้วย!

นางลูกกำพร้าคนเดียวตายไปก็ช่างเถิด แต่จะให้เขาและตระกูลของเขาต้องตายไปด้วยได้อย่างไร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาจวนจะได้เห็นแสงสว่างกันอยู่แล้ว เขายังมีอนาคตที่ดี!

มู่หวั่นชิวส่ายหน้าโดยไร้เสียง ยื่นผ้าเช็ดหน้าคืนให้หลีจวิน “ขอบคุณพี่หลีที่มาเยี่ยมข้า” นางพูดพลางขยับปากพูดไปทางหลีจวิน “ข้างนอกมีทหารมากเกินไป พี่หลีอย่าทำอะไรส่งเดชเป็นอันขาด” แล้วพูดเสียงดังว่า “อย่างไรข้าก็ติดคุกอยู่ พี่หลีขนของเหล่านี้เข้ามาด้วยเหตุใดเล่า เดี๋ยวจะถูกคนเข้าใจผิดเอาได้”

ส่งสายตาบอกให้นางวางใจแล้ว หลีจวินก็พูดว่า “อาชิวมีชื่อเสียงโด่งดังแต่กลับต้องมาถูกคนใส่ร้ายเช่นนี้ เพียงแค่ต้องตรวจสอบเรื่องราวให้กระจ่างจึงไม่กล้าปล่อยเจ้าออกไปเท่านั้นเอง ใต้เท้าจั่วก็กลัวว่าเจ้าจะเดือดร้อนจนกลายเป็นที่ครหาของคนนับหมื่น” พูดราวกับยกจั่วเฟิงให้สูงขึ้นโดยไม่ตั้งใจ “อาชิวยังขาดอะไรอีกก็สั่งทหารข้างนอกให้ไปเอาก็พอ”

ได้ฟังคำพูดนี้แล้ว หร่วนอวี้ที่ซ่อนตัวอยู่ในคุกก็ขมวดคิ้ว

เห็นคำพูดของหลีจวินประโยคเดียวก็ซื้อจั่วเฟิงได้จนหมด มู่หวั่นชิวจึงหัวเราะออกมา แอบคิดในใจว่า เจอพี่หลีที่เป็นจอมวางแผน นับว่าเขาโชคร้ายแล้ว ปากก็ถามว่า “ไม่รู้ว่าคดีนี้จะเปิดศาลเมื่อใด”

“คดีของอาชิวเกี่ยวพันเป็นวงกว้าง ใต้เท้าจั่วก็ไม่กล้าตัดสินความส่งเดชจึงได้ร่วมลงชื่อกับใต้เท้าหร่วนยื่นฎีกาถึงฝ่าบาทเพื่อขอคำตัดสินแล้ว”

ร่วมลงชื่อยื่นฎีกาถึงฝ่าบาทหรือ

มู่หวั่นชิวสะดุ้ง นางนึกขึ้นได้ทันใดว่าในตอนที่นางเข้าคัดเลือกเป็นนางในนั้นเคยมีภาพวาดตนเองทิ้งไว้ที่สำนักพระราชวัง

ตอนนั้นนางเอาแต่ใจสร้างความอับอายให้ท่านพ่อ หากไม่ใช่ท่านแม่รักใคร่เอ็นดู นางคงถูกท่านพ่อตัดชื่อออกไปแล้ว ท่านพ่อมักจะบอกกับคนข้างนอกว่ามีลูกสาวเพียงสามคน ภายนอกมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าตระกูลมู่ยังมีนางที่เป็นคุณหนูสี่คนนี้อยู่ อีกทั้งไม่มีใครเคยเห็นหน้านาง ภายหลังถูกประหารทั้งตระกูล คนที่เคยเห็นหน้านางล้วนตายหมดแล้ว พอพบหลีจวินแล้วนางก็กัดปากแน่น ไม่บอกความจริง นางเองก็เชื่อว่าอิงอ๋องไม่มีทางส่งคนมาลอบฆ่าแน่นอน ตราบใดที่ยังมีหลีจวินคอยลงมือจัดการอยู่ข้างนอก หากต้องขึ้นศาลจริง อย่างน้อยนางคงพอดึงให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ แต่ตอนนี้เรื่องไปถึงฮ่องเต้แล้ว ย่อมมีคนคิดถึงภาพวาดภาพนั้น

หากเอาภาพวาดมาเทียบแล้ว นางจะมีทางรอดได้อย่างไร

เห็นมู่หวั่นชิวหน้าซีดขาว หลีจวินก็ใจเต้น เขารีบใคร่ครวญสิ่งที่ตนเองเตรียมการเอาไว้ตั้งแต่ต้นจนจบหนึ่งรอบ ในสมองคิดทบทวนว่ายังขาดอะไรไปหรือไม่ ปากก็ถามว่า “อาชิวเป็นอะไรไป”

“หนาวเล็กน้อย…” มู่หวั่นชิวกอดแขนอย่างแรง

มองนางด้วยสายตาลึกซึ้งแวบหนึ่ง หลีจวินก็ก้มหยิบแท่งเหล็กขึ้นเขี่ยถ่านในอ่างแล้วพูดว่า “ความหนาวในฤดูใบไม้ผลินี้หนาวที่สุด เดี๋ยวข้าจะให้คนส่งเสื้อผ้ามาให้เจ้าเพิ่มอีก”

“อืม…” มู่หวั่นชิวตอบรับเสียงเบาหวิว

รู้สึกว่ามีไออุ่นแผ่มาที่ปลายเท้า มู่หวั่นชิวจึงเดินเข้าไปแล้วนั่งคุกเข่าลงผิงไฟตรงข้ามกับหลีจวิน

หลีจวินไม่เคยทำงานที่ต้องใช้แรงเช่นนี้มาก่อน การกระทำของเขาจึงดูเก้กัง แต่ก็ดูตั้งใจเป็นพิเศษ เขาเขี่ยถ่านอย่างตั้งใจเป็นพิเศษครั้งแล้วครั้งเล่า ถ่านไฟร้อนระอุย้อมให้เสื้อสีขาวหิมะของเขาเป็นสีแดง เปล่งประกายแสงเป็นวงราวกับนั่งอยู่บนภูเขาไฟที่ลุกไหม้ ทำให้มู่หวั่นชิวรู้สึกอบอุ่นทั่วร่าง นางคุกเข่าเงียบๆ อยู่ตรงข้ามเขาโดยไม่พูดอะไรสักคำ เพียงแค่มองท่าทางชักช้าและเก้กังของเขา มู่หวั่นชิวก็รู้สึกสบายใจอย่างมาก

ความรู้สึกอบอุ่นกระจายไปทั่ว ภายในคุกเงียบสงบอย่างประหลาด

เสียงเคาะประตูเหล็กดังลอยมาท่ามกลางความเงียบทำให้ทั้งสองคนสะดุ้ง พอดึงสติคืนมาหลีจวินจึงนึกได้ว่าที่นี่คือคุก คนด้านนอกเร่งแล้ว เขาจึงโยนแท่งเหล็กทิ้ง ตบปัดมือแล้วยืนขึ้น

“อาชิวดูแลตัวเองด้วย” เขาพูดกำชับหนึ่งประโยค แล้วหมุนตัวเดินออกไป

กลัวว่าหากมองนางมากไป เขาจะอาวรณ์จนไม่อยากจากไป

เมื่อเห็นเขาจะจากไป มู่หวั่นชิวจึงเกิดความรู้สึกเหมือนจะตายจากกันขึ้นทันใด นางรู้สึกขึ้นมารางๆ ว่า เขาไปครั้งนี้ พวกนางคงไม่ได้พบกันอีก มองดูแผ่นหลังสูงสง่านั้นแล้ว ในใจนางก็เกิดความเข้าใจขึ้นทันใด

สามารถตกแต่งคุกให้สบายเช่นนี้ได้ก็หมายความว่าเขาได้ซื้อคนในจวนไว้แล้ว เขาส่งสัญญาณลับให้ข้ายืนยันคำให้การเดิมและให้ข้าเตรียมพร้อมสำหรับการปล้นคุก ก็แสดงว่าเขารู้เช่นกันว่าอิงอ๋องต้องการให้ข้าตาย กังวลว่าอิงอ๋องจะส่งคนมาฆ่าข้าในคุกก่อนจะขึ้นศาล ในเมื่อจะฆ่าข้า อิงอ๋องก็ต้องคิดได้ว่าเขาจะต้องปล้นคุก หากเขามาปล้นคุกจริงไม่เท่ากับตกหลุมพรางของอิงอ๋องหรือ ความคิดนี้แล่นผ่าน มู่หวั่นชิวก็ส่ายหน้าอย่างแรง

ไม่ ถ้าต้องตาย อิงอ๋องมีข้าตายเป็นเพื่อนไปคนเดียวก็พอแล้ว จะให้เดือดร้อนถึงเขาและครอบครัวของเขาไม่ได้! มู่หวั่นชิวลูบปิ่นทองบนผมแล้วขบกรามแน่น ถ้าอิงอ๋องคิดจะหลอกใช้ข้าเพื่อบีบให้เขาปล้นคุกก่อกบฏ ข้าจะฆ่าตัวตายทันที จะไม่ให้แผนร้ายของอิงอ๋องสำเร็จได้!

คิดถึงความตาย คิดว่าต้องอยู่คนละโลกกับเขาแล้ว หัวใจมู่หวั่นชิวก็รู้สึกเจ็บปวดแทบขาดใจขึ้นมาทันที

ทันใดนั้นนางก็รีบเดินเข้าไปกอดหลีจวินจากทางด้านหลัง

หลีจวินตัวแข็งเกร็ง “อาชิว…”

“อย่าขยับ ข้าแค่อยากกอดสักหน่อย” มู่หวั่นชิวแนบใบหน้าไปบนแผ่นหลังของเขา ปากก็พูดพึมพำ

“อาชิวอย่ากลัวเลย ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าอีก” รับรู้ถึงความเศร้าสลดอันไร้ขอบเขตปะทะเข้ามา หลีจวินจึงไม่กล้าขยับเขยื้อน ได้แต่พูดปลอบเสียงอ่อนโยน

“พี่หลี…” ผ่านไปครู่ใหญ่มู่หวั่นชิวจึงเอ่ยปากเรียก

“อาชิว…”

“วันนั้นข้า…” มู่หวั่นชิวเสียงเบาลง พูดจาติดขัด “วันนั้นข้า…ยืมเงิน…เป็นเพียงข้ออ้าง ข้าตั้งใจจะให้พี่หลีจริงๆ” รู้สึกว่าร่างของหลีจวินสั่นเทา มู่หวั่นชิวจึงกอดเขาไว้แน่น เสียงสั่นเล็กน้อย แต่พูดทีละคำอย่างชัดเจน “ข้าตั้งใจ…อยากได้ลูกสักคน ลูกชายที่มีหน้าตาเหมือนพี่หลี ที่มีความสง่างามเหมือนๆ กันมาเป็นที่พึ่งครึ่งชีวิตที่เหลือ”

ใกล้ตายแล้วแต่ความปรารถนาหนึ่งเดียวในชาตินี้ มู่หวั่นชิวก็ไม่อยากจะนำมันเข้าโลงไปด้วย นางจึงไม่อยากเก็บงำไว้อีก

นางอยากได้ลูกของเขาหรือ

นางต้องการลูกที่เป็นของพวกเขาสักคน?!

สตรีจะไม่คลอดลูกให้กับบุรุษที่ตนเองไม่ชอบเด็ดขาด นางมีความปรารถนาเช่นนี้ก็แสดงว่าในใจนางชอบเขา! ทันใดนั้นหลีจวินก็เกิดความรู้สึกเหมือนไม่ใช่ความจริง หัวใจพลันเต้นรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

ทว่าทั้งที่เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ายินดีเรื่องหนึ่ง เหตุใดเขากลับรู้สึกผิดหวังเช่นนี้

เวลาชั่วพริบตาหลีจวินราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้ เขาหมุนตัวกลับทันใด มู่หวั่นชิวกำลังเงยหน้าขึ้นจึงไม่ทันระวังว่าเขาจะหมุนตัวมามองนางเช่นนี้ ริมฝีปากบังเอิญแตะผ่านแก้มเขาเบาๆ ทั้งคู่ตัวสั่นเทา ตะลึงมองหน้าของอีกฝ่าย

ทันใดนั้นมู่หวั่นชิวก็ไม่สนใจเงาร่างที่อยู่นอกคุกซึ่งกำลังเร่งหลีจวิน นางเขย่งปลายเท้า สองมือโอบรอบคอของหลีจวิน แล้วจูบอีกฝ่ายราวคนคลุ้มคลั่ง

ไม่เคยเห็นมู่หวั่นชิวควบคุมตนเองไม่ได้เช่นนี้มาก่อน หลีจวินรับรู้ได้ถึงความอาวรณ์ราวกับตายจากกันที่ส่งผ่านมาจากริมฝีปากของนาง เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก จูบตอบนางอย่างละโมบ ริมฝีปากเลื่อนมาที่มุมปากของนาง ไร้ซึ่งคำเตือนใดๆ เขาก็กัดลงไปอย่างแรง

ความเจ็บแปลบที่ส่งมาจากริมฝีปากทำให้มู่หวั่นชิวได้สติขึ้นมาก นางหยุดชะงักไป แล้วมองหลีจวินอย่างตกใจ

หลีจวินก้มหน้าลง ก่อนจะจูบซับคราบเลือดที่ริมฝีปากของนางไปทีละนิด ปากแนบติดข้างหูแล้วถามอย่างช้าๆ “อาชิวไม่เชื่อว่าข้าช่วยเจ้าได้หรือ อาชิวไม่เชื่อการเตรียมการของข้าหรือ” เสียงพูดหอบแฝงความหวาดหวั่นรางๆ

มู่หวั่นชิวร่างสั่นกระตุก ไม่ได้พูดจา

“องค์รัชทายาทเริ่มคืนอำนาจแล้ว แม้ข้าจะช่วยเจ้าไม่ได้ แต่ก็ยังมีองค์รัชทายาท อาชิวเป็นอัจฉริยะ มีชีวิตอยู่ก็เป็นวาสนาของคนต้าโจว ชีวิตไม่ได้เป็นของเจ้าคนเดียว ไม่ว่าเวลาใดเจ้าก็อย่ายอมแพ้ อย่าไม่รักชีวิต!” เสียงของหลีจวินเบาลง แต่กลับมีพลังในการบังคับใจคน “ถ้าอาชิวกล้าฆ่าตัวตาย ถึงข้าตายก็จะไม่ปล่อยเจ้า!”

เห็นนางไม่พูดจา หลีจวินจึงช้อนอุ้มตัวนางขึ้นมา “ได้ ข้าจะพาเจ้าบุกออกไปตอนนี้เลย!”

เห็นเขาจะพานางบุกออกไปจริงๆ มู่หวั่นชิวก็ขนลุก นางรีบกอดหลีจวินเอาไว้ “พี่หลี อย่า!”

เห็นหลีจวินหยุดยืนแล้ว นางจึงส่ายหน้าช้าๆ พูดเสียงเบาว่า “ข้างนอกคุ้มกันแน่นหนา พี่หลีอย่าบุ่มบ่ามเด็ดขาด”

เห็นหลีจวินจะก้าวออกไปอีกครั้ง นางจึงโอบคอเขาไว้ ริมฝีปากแนบข้างหูเขาแล้วพูดด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ข้ามีภาพวาดทิ้งไว้ในตำหนักเทียนลู่ พี่หลีออกไปแล้วต้องช่วยสับเปลี่ยนภาพวาดนั้นให้ข้า มิเช่นนั้นข้าคงไม่มีทางรอดอีกแล้ว”

ภาพวาด?

หลีจวินตัวสั่นเทา ทันใดนั้นก็คิดถึงตอนที่เจิงฝานซิวไหว้วานเขาให้ตามหาลูกสาวอัครเสนาบดีมู่ที่หายตัวไป เคยบอกว่าปีที่นางเข้าคัดเลือกเป็นนางใน อัครเสนาบดีมู่กลัวว่าบุตรสาวผู้เอาแต่ใจและดื้อรั้นหลังจากที่เข้าวังไปแล้วจะนำภัยร้ายมาสู่จวนอัครเสนาบดี เขาจึงแอบใช้เส้นสายทำให้นางไม่ผ่านการคัดกรองรอบแรกที่มอบให้ฝ่ายตรวจสอบของตำหนักใน ทว่าภาพวาดนั้นกลับถูกทิ้งไว้ในตำหนักเทียนลู่

นางเป็นลูกสาวอัครเสนาบดีมู่จริงๆ!

แม้จะเดาได้แต่แรกว่านางเป็นลูกสาวอัครเสนาบดีมู่ แต่ไม่เคยได้ยินนางยอมรับเองกับปาก หลีจวินจึงยังมีความสงสัยอยู่หลายส่วน

วันนี้มาเยี่ยมที่คุก เดิมทีเขาก็อยากจะถามนางให้ชัดเจน แต่ข้างนอกมีการคุ้มกันแน่นหนา โดยเฉพาะตอนที่เขาเข้ามาเหมือนเห็นรางๆ ว่าหร่วนอวี้ซ่อนตัวอยู่แถวนี้ เขาจะกล้าพูดส่งเดชได้อย่างไร

วรยุทธ์การฟังเสียงของหร่วนอวี้มิใช่คนทั่วไปจะเทียบได้!

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นเขากลัวว่าถ้าถามไปตรงๆ มู่หวั่นชิวจะไม่เชื่อใจเขา

อย่างไรเสียอยู่ด้วยกันมานานถึงเพียงนี้มู่หวั่นชิวก็ไม่เคยพูดกับเขาเลย นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงชีวิต หากนางจะปิดบังเขาก็กล่าวโทษอะไรมากไม่ได้

ตอนนี้นางบอกเขาอย่างชัดแจ้ง นางก็คือลูกสาวของอัครเสนาบดีมู่ นั่นก็หมายความว่านางเชื่อใจเขา เอาชีวิตของนางมอบไว้ในมือเขาแล้ว เขาก้มหน้าลงมองมู่หวั่นชิวที่อยู่ในอ้อมกอด สายตาของนางเปลี่ยนจากสิ้นหวังเป็นสุกใสและเชื่อมั่น

หลีจวินรู้สึกเบาใจ

ได้ยินเสียงเคาะประตูเหล็กด้านนอกเร็วขึ้นทุกที มู่หวั่นชิวจึงสะบัดตัวออกจากอ้อมกอดของหลีจวินแล้วกระโดดลงพื้น “พี่หลีรีบไปเถอะ ข้าจะดูแลตนเองให้ดี!” น้ำเสียงหนักแน่นเป็นพิเศษ

เดินไปสองก้าวหลีจวินก็หมุนตัวมากอดมู่หวั่นชิวเอาไว้ แล้วพูดเสียงเบาข้างหูของนาง “อาชิวต้องมีชีวิตต่อไป อนาคตพวกเราต้องมีลูกมากมาย ข้าชอบลูกสาวมากกว่า อาชิวต้องมีลูกให้ข้าหลายๆ คน เอาให้สวยเหมือนอาชิวทุกคน” น้ำเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมไปด้วยรักทำให้มู่หวั่นชิวใบหน้าแดงก่ำ นางอ้าปากอยากจะตำหนิเขา แต่ลำคอเหมือนถูกอุดด้วยปุยฝ้าย ส่งเสียงอะไรไม่ออกแม้แต่น้อย มู่หวั่นชิวรู้สึกเพียงทรวงอกเจ็บปวดขมขื่น

ระหว่างที่กำลังอาวรณ์กันนอกประตูก็มีเสียงตะคอกดังขึ้น

หลีจวินปล่อยตัวนางแล้วหมุนตัวเดินออกไป

พอหลีจวินจากไป ความอบอุ่นภายในคุกก็ลดลงไปหลายส่วน มองดูคุกที่ว่างเปล่าเย็นเยือกนี้ หัวใจมู่หวั่นชิวก็ว่างเปล่าตามไป ทั้งยังมีความห่อเหี่ยวจางๆ วนเวียนอยู่ด้วย

มู่หวั่นชิวดึงม้านั่งมานั่งลงข้างกองถ่าน แล้วหยิบแท่งเหล็กที่หลีจวินโยนไว้ด้านข้างขึ้นมา นางเลียนแบบเขาด้วยการเขี่ยถ่านแดงๆ นั่นเล่น ก่อนจะเข้าสู่ภวังค์แห่งความคิด

เสียงดังแอ๊ด ประตูคุกถูกผลักเปิดมาจากข้างนอก มู่หวั่นชิวตัวสั่นกระตุก คิดว่าหลีจวินจากไปแล้วกลับมาอีก นางจึงหันหน้าไปอย่างยินดี “พี่หลี…” เสียงพูดชะงักไป หร่วนอวี้ยืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ร่างในชุดดำแผ่กลิ่นอายความผิดหวังออกมา

เหตุใดจึงเป็นเขาไปได้

มู่หวั่นชิวสีหน้าเศร้าสลด นางยืนขึ้นอย่างช้าๆ “ข้าน้อยคารวะใต้เท้าหร่วน”

เห็นแววตาเปลี่ยนเป็นสิ้นหวังไร้ความสดใสทันใดของนางแล้ว หร่วนอวี้ก็รู้สึกเจ็บปวดใจ ทั้งที่คิดว่าตนเองคิดตกแล้ว แต่พอเห็นภาพพวกเขาอาลัยอาวรณ์กัน ไม่อยากจากกันเช่นนี้ ในใจหร่วนอวี้ยังคงเกิดความอิจฉาเคืองแค้นที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างควบคุมไม่อยู่ แฝงซึ่งความเจ็บปวดราวถูกกระบี่คมแทงทะลุ ทำให้เขาแทบอยากจะตาย

หากไม่ได้อยู่ในคุกที่มีการคุ้มกันแน่นหนา หากไม่ได้กลัวมู่หวั่นชิวจะยิ่งเกลียดเขา เขาก็อยากจะประมือตัดสินกับหลีจวินอย่างแท้จริง ไม่ใช่หลีจวินฆ่าเขาก็เป็นเขาที่ฆ่าหลีจวิน สรุปก็คือพวกเขาสองคนจะมีเพียงคนเดียวที่มีชีวิตต่อไปได้!

เห็นมู่หวั่นชิวดึงปิ่นเงินบนผมลงมาถือไว้ในมือ หัวใจหร่วนอวี้ก็รู้สึกไร้เรี่ยวแรง แอบคิดว่าถึงที่สุดนางก็ยังไม่เชื่อว่าข้าจะไม่ทำร้ายนาง ยังคงป้องกันข้าถึงเพียงนี้

กลิ่นอายความผิดหวังบนร่างหายไปในพริบตา หร่วนอวี้เดินเข้ามาถึงหน้าอ่างไฟ นั่งลงบนม้านั่งที่มู่หวั่นชิวเพิ่งนั่งลงเมื่อครู่ แล้วหยิบแท่งเหล็กขึ้นมาเขี่ยถ่านที่มู่หวั่นชิวเขี่ยเล่นจนใกล้มอดให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงถังไม้ด้านข้างมาเติมถ่านเข้าไปทีละก้อน

ภายในคุกเงียบงันอย่างประหลาด ได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตกพื้น

รู้สึกได้ว่ากลิ่นอายดุร้ายน่ากลัวเมื่อครู่หายไปแล้ว มู่หวั่นชิวก็แอบโล่งอก นางพิงหลังกับเสาเตียงแล้วมองหร่วนอวี้อย่างเงียบๆ

ใบหน้าเขายังคงเหมือนเดิม เป็นใบหน้าที่มีโครงหน้าชัดเจน ทั้งยังคงงามสง่าอยู่มาก ยามที่เผชิญหน้าอีกครั้ง มู่หวั่นชิวรู้สึกว่านั่นเป็นเพียงภาพวาดขึ้นชื่อที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงภาพหนึ่ง อาจเกิดจากปลายพู่กันใหม่บ้าง เก่าบ้าง แต่สิ่งนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ช่างตั้งใจสร้างขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ไม่อาจทำให้เกิดเกลียวคลื่นใดในใจนางได้อีก รวมไปถึงความโกรธแค้นที่ทำให้นางแทบคลั่งนั่นด้วย

สำหรับเขาแล้วนางเป็นเพียงคนร่วมชมภาพวาดที่ไม่เกี่ยวข้องกันเท่านั้น

“ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าเหตุใดอาชิวจึงโกรธแค้นข้าเช่นนี้” ท่ามกลางความเงียบหร่วนอวี้เงยหน้าขึ้นทันใด

มู่หวั่นชิวตกใจ แอบคิดว่าคำพูดของเขาหมายความว่าอย่างไร กำลังหยั่งเชิงข้าหรือ ครอบครัวของนางถูกเขากับอิงอ๋องให้ร้าย หากนางยอมรับว่าตนเองเป็นลูกสาวของอัครเสนาบดีมู่ ย่อมมีเหตุผลที่จะโกรธแค้นเขาแล้ว มู่หวั่นชิวขยับหัวคิ้ว มองดูความเคร่งเครียดบนใบหน้าเขาแล้วแอบคิดว่าเพราะอะไรข้าจึงมองไม่เห็นแผนร้ายในดวงตาของเขาเลย

ราวกับคำพูดนี้ออกมาจากใจจริงของเขา

แฝงด้วยความสำนึกผิด

ชั่วพริบตามู่หวั่นชิวครุ่นคิดในใจไปมาหลายรอบ ทว่าบนใบหน้ายังคงราบเรียบ ว่างเปล่า และสงบนิ่ง

ราวกับรู้ว่านางไม่มีทางตอบ หร่วนอวี้เพียงแค่มองนางเงียบๆ “ข้าไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรจึงจะลบความโกรธแค้นที่อาชิวมีต่อข้าได้” ในน้ำเสียงแฝงความอ้างว้างไว้จางๆ

มู่หวั่นชิวส่ายหน้า “ใต้เท้าหร่วนกล่าวผิดแล้ว ข้าน้อยกับใต้เท้าเดิมทีก็เป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องกัน จะมีความโกรธแค้นมาจากที่ใดได้เล่า”

เสียงพูดของมู่หวั่นชิวราบเรียบและรวดเร็ว ราวกับว่าถ้าไม่จับสังเกตในรายละเอียด ภาพฝันของเขาที่เห็นในคืนนั้นคงเป็นแค่ความฝันที่จับต้องไม่ได้

ทว่าหร่วนอวี้กลับรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าคำพูดของมู่หวั่นชิวมาจากใจจริง ไม่ใช่เพียงเพื่อปิดบังฐานะลูกสาวขุนนางต้องโทษ หากแต่นางยังอยากบอกออกมาจากใจจริงว่านางกับเขาเป็นเพียงคนผ่านทางเท่านั้น

หร่วนอวี้หัวใจสั่นกระตุก เขาจ้องมองไปที่นางอีกครั้ง เป็นจริงดังคาด ดวงตาลึกล้ำในความทรงจำคู่นั้นกระจ่างใส ไม่มีความอาลัยอาวรณ์ลุ่มหลงเฉกเช่นในฝันของเขา และไม่มีความโกรธแค้นล้นฟ้าที่ยากจะปิดบังเอาไว้ได้ ราวกับนั่นเป็นเพียงภาพฝันที่แตกออกเป็นเสี่ยง แต่ละส่วนล่องลอยหายไปหมดอย่างไม่มีวันย้อนกลับ

นางวางทุกอย่างลงแล้วจริงๆ ไม่โกรธแค้นข้าแล้วหรือ

หร่วนอวี้รู้สึกยินดี ทว่าเพียงชั่วครู่ในหัวใจเขาก็เกิดความขมขื่นขึ้นอีกครั้ง ความขมขื่นที่แฝงด้วยความเจ็บปวดเหมือนกับการถูกแทงทะลุหัวใจ

ความรู้สึกที่นางมีต่อเขามันจืดจางลงแล้วจริงๆ จืดจางจนไม่เหลือความรู้สึกใดๆ ราวกับน้ำที่ไร้รสถ้วยหนึ่ง

ไม่มีรักแล้วจะมีโกรธแค้นได้อย่างไร

เมื่อเป็นความโกรธแค้นก็ถือเป็นอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่ง อย่างน้อยเพราะยังโกรธแค้น นางถึงจะสามารถจดจำเขาคนนี้ได้

แต่ตอนนี้ในดวงตาคู่นั้นไม่มีแล้วซึ่งรัก ไม่มีทั้งความโกรธแค้น ล้วนว่างเปล่าสงบนิ่ง

นางได้ลบเขาไปจากความทรงจำจนหมดสิ้นแล้ว!

ในขณะที่เขารักจนไม่เป็นตัวเอง ทุกครั้งที่คิดถึงนางแม้หายใจก็ยังรู้สึกเจ็บ นางกลับลบเขาไปจากความทรงจำจนหมดสิ้น ไม่ยอมแม้แต่จะโกรธแค้นอีกแล้ว

หร่วนอวี้จ้องหน้านาง มีความรู้สึกเหมือนว่านี่มิใช่ความจริง ทั้งที่พวกเขาอยู่ใกล้กันแค่เอื้อม แต่เหตุใดเขาจึงรู้สึกเหมือนกับอยู่ในความฝัน เหมือนอยู่ในฝันร้ายของคืนนั้น ทั้งที่เขาเห็นนางอย่างชัดเจน แต่ระหว่างเขากับนางกลับถูกกั้นไว้ด้วยร่องน้ำที่มองไม่เห็น คลำไม่ถูก แต่ก็ไม่อาจทำลายได้

หัวใจของเขาแหลกไปทีละชิ้น เจ็บจนเลือดหยด แต่นางยังคงเย็นชาเหมือนเก่า เพียงแค่ทำเรื่องของตนเองไปตามเดิมโดยไม่เปลี่ยนแปลง ราวกับเขาเป็นวัตถุโปร่งใสไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้

สายตาเลื่อนจากตัวมู่หวั่นชิวไปที่เตียงงามที่อยู่ด้านหลังนาง ไม่ว่าจะเป็นม่านเตียง หมอนหนุน ฟูก ผ้าห่มหนา แม้จะไม่หรูหรา แต่ก็เป็นแบบที่สบายตัวมาก สายตาจ้องไปบนเตียงนุ่มสบาย ในใจหร่วนอวี้เกิดความคลุ้มคลั่งขึ้นทันใด เขาอยากจะกระโจนเข้าไปกดนางลงบนเตียงอย่างแรง บดขยี้นางเข้าสู่ร่าง แล้วกลืนกินทีละคำ มีเพียงเช่นนี้จึงจะระบายความเจ็บปวดแทบขาดใจในทรวงอกนี้ได้

ขอเพียงบังคับให้ได้ตัวนางมา ทำให้นางเป็นคนของเขา นางคงจะลุ่มหลงและรักในตัวเขาเช่นในฝัน ถึงตายก็ไม่ยอมแยกจาก!

เส้นเลือดบนหลังมือหร่วนอวี้ค่อยๆ นูนขึ้นทีละเส้น บิดเบี้ยวไม่เป็นรูป ในอากาศราวกับมีไฟร้อนแรงลุกโชน ทำให้คนแทบหายใจไม่ออก

รับรู้ถึงกลิ่นอายรุนแรงปะทะเข้ามา จิตใต้สำนึกของมู่หวั่นชิวทำให้นางค่อยๆ ยกมือที่กุมปิ่นเงินไว้แน่นนั้นขึ้นมา

ในตอนที่หร่วนอวี้คิดจะกระโจนเข้าใส่ก็ได้ยินเสียงดังกึก ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ จู่ๆ ก็มีเศษแผ่นกระเบื้องตกลงมาจากบนหลังคาคุก กระทบบนราวเหล็กหน้าต่างคุกเข้าพอดี เกิดเป็นเสียงดังก้องท่ามกลางความเงียบ หร่วนอวี้สะดุ้งพลางดึงสติคืนมาได้ในทันที

เห็นมู่หวั่นชิวสองมือกอดอก ปิ่นเงินใต้แขนเสื้ออันหนึ่งจ่อที่ทรวงอกของนาง หร่วนอวี้ก็สะดุ้งจนขนลุกซู่ เหงื่อผุดทั่วตัวในทันที แอบคิดในใจว่าเมื่อครู่ข้าเป็นมารไปได้อย่างไร

ที่นี่เป็นคุก อีกทั้งด้านนอกก็มีการคุ้มกันที่แน่นหนา ไม่รู้ว่ามีสายตาจับจ้องมากมายเท่าใด เขาเกิดความคิดโสมมเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ถึงกับคิดจะบังคับให้ได้ตัวนางมาเสียอย่างนั้น

หร่วนอวี้ยกแขนเสื้อขึ้นซับเหงื่อบนหน้าผาก มองเศษแผ่นกระเบื้องที่ตกลงบนกรอบหน้าต่างนั้นอย่างตกตะลึง ทันใดนั้นเขาก็ลุกขึ้นก้าวยาวออกไป ฝีเท้าเบาหวิวเดินเซไปเล็กน้อย

มองดูทหารลงกลอนประตูคุกแล้วมู่หวั่นชิวจึงผ่อนลมหายใจออกมา นางทรุดตัวลงนั่งบนเตียง กลิ่นอายน่ากลัวเมื่อครู่ทำให้นางตกใจจนใจสั่นมาถึงตอนนี้ ในเวลานี้นางรู้สึกว่าตนเองเพิ่งจะเดินเฉียดกับความตายมา

 

หลีจวินซ่อนตัวอยู่บนต้นไทรที่เพิ่งมีกิ่งใหม่งอกออกมา สายตาจับจ้องคุกที่ขังมู่หวั่นชิวถูกขังอยู่ไม่วางตา จนกระทั่งเห็นหร่วนอวี้เดินออกไปแล้ว หลีจวินจึงโล่งอก ทันทีที่ได้ยินเสียงกิ่งไม้เหนือหัว เขาจึงโคจรพลัง กำลังจะซัดฝ่ามือออกไป เสียงพูดเบาบางของเซี่ยอีก็ดังลอยมา “คุณชาย บ่าวเอง”

หลีจวินเงยหน้าขึ้น เซี่ยอีก็โรยตัวลงมายืนข้างกายราวนกนางแอ่น พูดเสียงเบาว่า “บ่าวตรวจสอบจนแน่ชัดแล้ว เป็นกู่ฉินที่เห็นธูปไหว้พระที่ปรมาจารย์ไป๋ทำมีรูปแบบคล้ายตระกูลเว่ยจึงสงสัยว่าตำราวิชาปรุงเครื่องหอมตระกูลเว่ยจะตกอยู่ในมือปรมาจารย์ไป๋ นางก็คือลูกสาวอัครเสนาบดีมู่ หลิ่วอู่เต๋อจึงแจ้งความลับๆ และรีบปล่อยข่าวออกมา”

หลีจวินร่างสั่นกระตุก ก่อนจะถามเสียงเข้ม “หาที่ซ่อนตัวของกู่ฉินเจอหรือยัง”

“หาเจอแล้วขอรับ” เซี่ยอีตอบ “คุณชายจะไปชิงตัวกลับมาตอนนี้เลยหรือไม่”

“ยังไม่ต้อง” หลีจวินส่ายหน้า “เจ้าแค่จับตาดูไว้ก็พอ”

เซี่ยอีรับคำแล้วจากไป

สายตาเลื่อนไปที่หน้าต่างคุกซึ่งใช้ขังมู่หวั่นชิว หลีจวินค่อยกำหมัดอย่างช้าๆ กิ่งไม้กิ่งหนึ่งในฝ่ามือพลันแหลกเป็นผุยผงในทันที

ลอบทำร้ายมู่หวั่นชิวเช่นนี้ ตระกูลหลิ่วกับกู่ฉินก็อย่าคิดว่าจะหนีไปได้แม้แต่คนเดียว!

‘รอให้อิงอ๋องล้ม ข้าจะทำให้นางไม่เหลืออะไรเลย!’

ข้างหูมีเสียงคำสาบานด้วยความโกรธของมู่หวั่นชิวในวันนั้นดังก้องรอบแล้วรอบเล่า ในดวงตาหลีจวินฉายความเหี้ยมโหดอย่างที่น้อยนักจะมี

ถึงช่วงเวลาที่ควรจะทำให้ความปรารถนานี้ของอาชิวเป็นจริงแล้ว

 

ติดตามฉบับเต็มที่…ยอดหญิงเซียนเครื่องหอม 7

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

Jamsai Editor: