X
    Categories: ทดลองอ่านบันไดหยกงามมากกว่ารัก

ทดลองอ่านนิยาย บันไดหยกงาม บทที่ 5

หน้าที่แล้ว1 of 15

บทที่ห้า

 

เดือนห้ารัชศกกวงเย่าปีที่หนึ่ง ฮ่องเต้องค์ใหม่มีราชโองการ แต่งตั้งผิงเอินอ๋องหลี่หยวนเพ่ยเป็นหนิงอ๋อง มีบัญชาให้เขากลับเมืองหลวงมาดำรงตำแหน่งข้าหลวงตรวจการเมืองยงโจว

ฉีซู่กับหลี่หยวนเพ่ยได้รับการชี้แนะจากจางฉี่ไท่ จึงออกเดินทางกลับเมืองหลวงทันที พอเห็นหอสูงบนกำแพงเมืองซีจิงในความทรงจำปรากฏขึ้นมาที่เส้นขอบฟ้า สองสามีภรรยาก็อดทอดถอนใจไม่ได้ ตอนจากไปครั้งนั้นทั้งสองเข้าใจว่าคงจะไม่ได้กลับมาอีกแล้ว คิดไม่ถึงว่าหกปีผ่านไป พวกเขาก็ได้มายืนอยู่ที่นี่อีกครั้ง

หลี่หยวนเพ่ยยิ่งทอดถอนใจด้วยความสะท้อนใจ “นึกไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้เห็นเมืองหลวงอีกครั้ง”

สองสามีภรรยาเข้าเมืองไปพร้อมกัน มองถนนหนทางที่นับวันยิ่งเจริญรุ่งเรือง ในใจมีความรู้สึกที่บอกไม่ถูกอย่างหนึ่งทะลักล้นขึ้นมา หลี่หยวนเพ่ยเปลี่ยนจากคนที่เคยชอบพูดเล่นสนุกสนานกลับนิ่งเงียบอย่างผิดปกติ สายตาจับนิ่งไปทั่วทุกหนแห่งบนท้องถนนเป็นระยะ

ฮ่องเต้องค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์ได้ไม่กี่เดือน บนใบหน้าของราษฎรในเมืองหลวงไม่มีความเศร้าอาดูรให้เห็นแล้ว ต่างคนต่างเร่งมือทำงานของตนไปอย่างสงบ ถนนหนทางร้านค้าเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ยุ่งเหยิงแม้แต่น้อย สภาพการณ์เต็มไปด้วยความสงบสุข ไม่ได้เห็นหลายปี เมืองหลวงถึงกับเจริญรุ่งเรืองขึ้นหลายส่วนเช่นนี้ ฉีซู่จำต้องยอมรับในความสามารถด้านการปกครองบ้านเมืองของฮ่องเต้องค์ใหม่อยู่ในใจ

ฮ่องเต้องค์ใหม่ได้จัดเตรียมที่พักหรูหราไว้ให้พวกนางแล้ว พอเข้ามาถึงเมืองหลวงก็มีคนรับใช้กลุ่มใหญ่มารอต้อนรับ ในสายตาคนนอกดูแล้วย่อมเห็นว่าฮ่องเต้องค์ใหม่กำลังแสดงเจตนาดีของตนต่อพี่น้อง หลังจากทั้งสองเข้าพักในคฤหาสน์เรียบร้อยก็เข้าวังไปเข้าเฝ้า หลี่หยวนเพ่ยไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ฉีซู่ก็ไปตำหนักฝ่ายในเข้าเฝ้าฮองเฮา

ไม่ได้พบกันหกปี รูปร่างหน้าตาของฮ่องเต้หลี่เฉิงฮ่วนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก เสื้อผ้าอาภรณ์ก็หาได้งดงามล้ำค่า เพียงสวมชุดปกติสีเหลืองเข้ม หากจะบอกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็คงมีเพียงเรียวหนวดที่ริมฝีปากของเขาเท่านั้น

หลี่หยวนเพ่ยกำลังจะหมอบกราบก็ถูกฮ่องเต้พยุงขึ้น “ครอบครัวเดียวกันไยต้องมากมารยาท”

“กระหม่อม กระหม่อม…ธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างขุนนางกับฮ่องเต้ไม่อาจละเว้น…” เปรียบกับท่าทีสนิทสนมของฮ่องเต้แล้ว หลี่หยวนเพ่ยดูจะพูดน้อยอย่างเห็นได้ชัด

ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยแล้วว่า “เจ้าข้าพี่น้องกัน ไยต้องถือเคร่งในธรรมเนียมปฏิบัติระหว่างขุนนางกับฮ่องเต้ด้วย หลายปีมานี้เจ้าอยู่ที่หย่งโจวได้รับความลำบากแล้ว”

“กระหม่อม…กระหม่อมมิกล้า”

ฮ่องเต้ทรงตบบ่าเขาเบาๆ “อดีตฮ่องเต้มีโอรสธิดาน้อย ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็มีเพียงเจ้าข้าสองพี่น้อง เวลานี้อดีตฮ่องเต้จากไปแล้ว ในโลกนี้ญาติสนิทที่สุดของข้าก็มีเจ้าคนเดียวเท่านั้น ข้าเรียกตัวเจ้ากลับมา ก็ด้วยหวังว่าจะสามารถชดเชยอะไรให้เจ้าได้บ้าง”

ฮ่องเต้ตรัสด้วยท่าทีจริงใจยิ่ง หลี่หยวนเพ่ยได้ยินเขาเอ่ยถึงอดีตฮ่องเต้ขอบตาก็พลันแดงก่ำขึ้นมา “ฝ่าบาทหาได้มีสิ่งใดติดค้างกระหม่อมไม่ เพียงแต่ตอนพระบิดาประชวรหนัก กระหม่อมไม่อาจแสดงความกตัญญูกตเวทีอย่างเต็มที่ รู้สึกเสียใจและละอายใจยิ่งนัก…”

ฮ่องเต้ทรงพาเขาไปนั่งด้วยพระองค์เอง “ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี ข้าเองก็เคยคิดจะเรียกเจ้ากลับเมืองหลวงเพื่อเฝ้าพระอาการ แต่ก็จนปัญญาที่อดีตฮ่องเต้ไม่ทรงอนุญาต สุดท้ายก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้”

“ลูกอกตัญญูเช่นกระหม่อม อดีตฮ่องเต้ไม่ทรงปรารถนาจะพบหน้า ก็เป็นเรื่องสมควร…” หลี่หยวนเพ่ยรู้สึกเจ็บปวดเสียใจยิ่ง “ทว่าในฐานะของผู้เป็นลูก กลับไม่อาจปรนนิบัติพ่อแม่ ย่อมอดที่จะเสียใจไม่ได้ ไม่ทราบจะขอให้ฝ่าบาทช่วยเล่าเหตุการณ์ตอนพระบิดาประชวรหนักให้ฟังจะได้หรือไม่”

ฮ่องเต้ทอดถอนพระทัยเบาๆ “ตั้งแต่รัชศกเสี่ยนเต๋อปีที่สิบเก้าเป็นต้นมา อดีตฮ่องเต้ก็ทรงทุกข์ทรมานด้วยโรคลมอยู่เสมอ เวลาเป็นหนักพระเนตรมองไม่เห็น ปีที่แล้วพระอาการหนักมาก มักสติสัมปชัญญะเลอะเลือน ต่อมาถึงกับไม่อาจออกว่าราชการ…”

หลี่หยวนเพ่ยทูลถามอย่างระมัดระวัง “กระหม่อมได้ยินว่าฝ่าบาทเคยถวายยาที่ปรุงโดยนักพรต”

ฮ่องเต้ผงกพระเศียร “ยาและการฝังเข็มที่ใช้อยู่ตามปกติธรรมดามักไม่ได้ผล พระบิดาทรงเจ็บปวดทรมานมาก มีรับสั่งให้ข้าหาคนที่มีฝีมือการรักษาโรคแปลกพิสดาร ข้าจึงได้ทูลเสนอให้ใช้ยาที่ปรุงโดยนักพรต เสียดาย…”

หลี่หยวนเพ่ยยกชายแขนเสื้อขึ้นซับหางตา แล้วว่า “แล้วพระมารดาของกระหม่อม…”

“ไทเฮาร่างกายแข็งแรงดี” ฮ่องเต้ตรัสเสียงอ่อนโยน “เพียงแต่ไม่ได้พบเจ้าหลายปี ทรงเป็นห่วงและคิดถึงเจ้ามาก สักครู่เจ้าจงไปเข้าเฝ้า ต่อไปเจ้าต้องเข้าวังมาบ่อยๆ ไทเฮาจะได้ดีพระทัย”

หลี่หยวนเพ่ยรับคำ

สองพี่น้องสนทนากันอยู่อีกครู่หนึ่ง ฮ่องเต้จึงแย้มพระสรวล “ไทเฮาคงจะทรงรอจนร้อนพระทัยแล้ว เจ้ารีบไปเถิด”

หลี่หยวนเพ่ยรีบขอบพระทัยแล้วทูลลาออกมา

อีกด้านหนึ่ง ฉีซู่ก็ได้พบฮองเฮาชุยซื่อแล้ว

ชุยฮองเฮายังคงหมดจดงดงามเช่นแต่ก่อน เพียงแต่ท่าทีดูสุขุมเยือกเย็นและภูมิฐานขึ้นหลายส่วน ฮ่องเต้ทรงประหยัดมัธยัสถ์ ฮองเฮาเวลาไม่ได้ออกงานพิธีก็เพียงเกล้ามวยผมซ้อนกันสามชั้น สวมเสื้อแขนสั้น ด้านล่างสวมกระโปรงผ้าเจ็ดชิ้น

หลังจากฉีซู่ทำความเคารพ ชุยฮองเฮาก็ทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ประทานเก้าอี้นั่ง และประทานสิ่งของให้ตามธรรมเนียม ยามนี้พระสนมหลายคนก็กำลังมาสนทนากับฮองเฮาอยู่พอดี ชุยฮองเฮาแนะนำให้ฉีซู่รู้จักทีละคนอย่างใจเย็น

สมัยฮ่องเต้ยังเป็นรัชทายาทเคยรับเหลียงตี้หนึ่งคน เจาซวิ่น* สามคน หลังขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ นางในเหล่านี้ต่างก็ได้รับการแต่งตั้ง

เหลียงตี้สกุลเซียวมีโอรสสององค์ ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นเต๋อเฟย เพียงแต่หลังให้กำเนิดพระโอรสร่างกายก็อ่อนแอมาโดยตลอด เป็นเหตุให้วันนี้ไม่ได้มาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ เจาซวิ่นสามคนต่างได้ขึ้นเป็นสนมทั้งเก้า ซิวอี๋สกุลจ้าวและซิวย่วนสกุลซุนต่างเป็นหญิงสาวที่อ่อนโยนนุ่มนวลละมุนละไม หลังจากทำความเคารพฉีซู่แล้วก็ไม่ค่อยได้พูดอะไร เจาอี๋สกุลเสิ่นรูปโฉมงามเพริศพริ้ง นางหวีมวยผมทรงโหนอาชา** ประดับด้วยช่อดอกไม้ทองคำงามหรู กอปรกับการวาดริ้วแดงที่ปลายหางคิ้ว*** อย่างงดงามวิจิตรบรรจง สวมชุดกระโปรงแขนกว้างสีแดงทับทิมเผยเนินอก ด้านนอกเพียงคลุมด้วยเสื้อแขนสั้นตัวยาวสีแดงเหลือบเงิน แต่งเนื้อแต่งตัวงดงามสะดุดตายิ่ง เปรียบกับฮองเฮาแล้วยังสดใสเพริศพรายกว่าหลายส่วน

ก่อนฉีซู่จะเข้าวังเคยได้ยินว่าเสิ่นเจาอี๋มาจากสกุลเล็กไร้ชื่อเสียง แต่ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท บางครั้งทำอะไรไม่ค่อยระมัดระวัง แล้วก็ไม่ผิดจากที่คิด หลังจากฉีซู่ทำความเคารพแล้ว เสิ่นเจาอี๋กลับไม่ได้ทำความเคารพตอบ หากแต่เลิกคิ้วเรียวงามดุจกิ่งหลิวขึ้น กล่าวยิ้มๆ “พระชายาหนิงอ๋อง รูปโฉมหมดจดงดงามยิ่ง”

* เหลียงตี้และเจาซวิ่น เป็นตำแหน่งนางในของรัชทายาท

** มวยผมทรงโหนอาชา หรือมวยผมตกหลังม้า เป็นทรงผมของผู้หญิงชาวฮั่นที่แต่งงานแล้ว เนื่องจากเกล้ามวยเฉียงแบบหลวมๆ ไว้ด้านข้างศีรษะ คล้ายจะร่วงหลุดแต่ไม่หลุด จึงได้ชื่อดังกล่าว

*** การวาดริ้วแดงช่วงหางคิ้วเป็นการแต่งหน้าของหญิงสาวในสมัยโบราณ

ฉีซู่หลุบคิ้วเอ่ยตอบ “เจาอี๋ชมผิดแล้ว ข้าละอายใจไม่กล้ารับ”

“อย่าไม่กล้ารับ” เสิ่นเจาอี๋พูดด้วยท่าทางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ใครบ้างไม่รู้ว่าพระชายาอ๋องจึงจะเป็นสะใภ้ที่ถูกทำนองคลองธรรมของไทเฮา พวกเราก็แค่คนรับใช้ที่มือไม้หยาบกระด้าง ไหนเลยจะอยู่ในสายพระเนตรวิเศษของไทเฮาได้”

ฉีซู่ยิ้มน้อยๆ “อภัยที่หม่อมฉันโง่เขลา พระสนมที่นั่งอยู่ในที่นี้ใครบ้างไม่ใช่สะใภ้ที่ถูกทำนองคลองธรรมของไทเฮาหรือ”

ครานี้เสิ่นเจาอี๋จึงได้เพ่งพิศฉีซู่อย่างละเอียด ฉีซู่เผชิญกับการมองประเมินของนางด้วยสีหน้ายิ้มน้อยๆ เสิ่นเจาอี๋เห็นฉีซู่ไม่สะทกสะท้าน ตนเองกลับรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา นางหัวเราะออกมาคล้ายกลบเกลื่อน ดึงฉีซู่ไปที่หน้าพระพักตร์ฮองเฮาแล้วว่า “ฮองเฮา ท่านดูปากของชายาท่านอ๋องช่างเจรจาเพียงใด มิน่าไทเฮาจึงเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกขณะจิต”

ชุยฮองเฮาแย้มพระสรวลบางๆ “พระชายาท่านอ๋องเติบโตอยู่ข้างพระวรกายไทเฮาตั้งแต่เล็ก ไทเฮาทรงคิดถึงเป็นห่วงก็เป็นเรื่องธรรมดา” แล้วหันมากล่าวกับฉีซู่ “เจาอี๋ชอบพูดเล่น เจ้าก็อย่าเก็บไปใส่ใจเลย”

ฉีซู่เข้าใจดีว่าฮองเฮากำลังช่วยแก้หน้าให้นาง จึงตอบอย่างเกรงใจ “เจาอี๋เป็นคนตรงไปตรงมา หม่อมฉันชอบมากเพคะ”

ในเวลานี้เองนางกำนัลคนหนึ่งเข้ามาในตำหนัก กระซิบข้างพระกรรณฮองเฮาหลายประโยค ฮองเฮาแย้มสรวลหันมาทางฉีซู่ “หนิงอ๋องเข้าเฝ้าฝ่าบาทแล้ว กำลังจะไปเฝ้าไทเฮา พระชายาไม่ได้พบไทเฮาหลายปีแล้ว น่าจะไปเข้าเฝ้าพร้อมกันกับท่านอ๋องเสียเลย”

ฉีซู่ลุกขึ้นหมอบกราบอีกครั้ง จากนั้นก็ล่าถอยออกจากตำหนักภายใต้การนำของขันที เมื่อพบกับหลี่หยวนเพ่ยแล้วก็ไปเข้าเฝ้าไทเฮาด้วยกัน

หลังจากอดีตฮ่องเต้สวรรคต ไทเฮาก็ย้ายไปอยู่ตำหนักอื่น มุ่งมั่นกับการสวดมนต์ไหว้พระ ตอนฉีซู่กับ หลี่หยวนเพ่ยพบไทเฮานั้น ไทเฮาทรงอยู่ในชุดสีขาว พระหัตถ์ถือลูกประคำนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่ง ไม่ได้พบกันหลายปี เส้นผมที่มวยผมด้านข้างของไทเฮาขาวไปแถบหนึ่งแล้ว หางตาก็ตกลงมา ดูแก่ชราขึ้นไม่น้อย หนุ่มสาวคู่หนึ่งทรุดตัวลงหมอบกราบไทเฮา สีพระพักตร์ไทเฮากลับไม่ปรากฏคลื่นลมใดๆ

หลี่หยวนเพ่ยทำความเคารพแล้วก็คิดจะเดินเข้าไปหา กลับถูกฉีซู่ดึงชายแขนเสื้อไว้ไม่ให้เขาทำเกินขอบเขตอันควร หลี่หยวนเพ่ยถอยกลับมาอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก เป็นนานจึงได้ยินไทเฮาตรัสถาม “การเดินทางราบรื่นดีหรือไม่”

ฉีซู่ทูลตอบ “ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงห่วงใย การเดินทางราบรื่นดีเพคะ”

ไทเฮาผงกพระเศียร เบนสายตาไปที่ร่างหลี่หยวนเพ่ยครู่หนึ่ง แล้วเบนออกโดยเร็ว “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”

ฉีซู่ทูลถาม “ไทเฮาประทับอยู่ในวัง ทรงเกษมสำราญดีหรือไม่เพคะ”

“ดีมาก” ไทเฮาตอบคำ

ฉีซู่สั่งคนให้นำม้วนพระคัมภีร์ขึ้นถวาย “ครั้งนี้มาเมืองหลวงอย่างฉุกละหุก ไม่ทันได้จัดเตรียมของขวัญ ได้ยินว่าไทเฮาทรงมุ่งมั่นกับการสวดมนต์ไหว้พระ หม่อมฉันกับท่านอ๋องจึงคัดลอกพระคัมภีร์ส่วนหนึ่งมาถวาย เพื่อแสดงน้ำใจเล็กน้อยเพคะ”

ไทเฮาผงกพระเศียร “ลำบากแล้ว”

ไทเฮาหันไปส่งสายตาให้หร่านเซียงที่ยืนอยู่ด้านข้าง หร่านเซียงรับเอาม้วนคัมภีร์ที่เต็มไปด้วยตัวอักษรมา ไทเฮามองคัมภีร์บนมือนางแวบหนึ่ง แล้วสั่งให้เก็บขึ้น

ฉีซู่กับหลี่หยวนเพ่ยเห็นไทเฮาคล้ายอ่อนล้ายิ่ง จึงไม่สะดวกจะพูดคุยอะไรมาก นั่งอยู่ไม่นานก็ลุกขึ้นมากล่าวลา แล้วออกจากวังไปด้วยกัน

พอขึ้นรถ หลี่หยวนเพ่ยก็เอ่ยขึ้นทันที “พระมารดานาง…”

ฉีซู่สั่นศีรษะ บอกเป็นนัยไม่ให้เขาพูด นางค่อยๆ ขยับเข้าไปชิดสามี แล้วกระซิบที่ข้างหูของเขา “เมืองหลวงไม่เหมือนกับหย่งโจว เกรงว่าข้างกายจะมีหูตามากมาย ท่านอ๋องโปรดระมัดระวังคำพูด”

หลี่หยวนเพ่ยหันขวับมา “เพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวง เรากระทั่งพูดก็ยังพูดไม่ได้แล้วหรือ ข้างนอกต่างพูดกันว่าฮ่องเต้กตัญญูต่อไทเฮายิ่งนัก แต่วันนี้พระมารดาดูระทมทุกข์ไม่ค่อยเบิกบาน เห็นชัดว่าคำเล่าลือเชื่อถือไม่ได้เลย”

ฉีซู่นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา ฮ่องเต้จะอย่างไรก็ไม่ใช่พระโอรสที่แท้จริงของไทเฮา กตัญญูเพียงใดก็ย่อมมีความห่างเหิน ไทเฮาเองก็ไม่ทรงรู้ว่าฮ่องเต้มีแผนการเช่นไร ย่อมระวังไว้ก่อนดีกว่า แต่…นางมองไปที่สามี คำพูดเหล่านี้นางจะพูดให้เขาฟังได้อย่างไรกัน

นางครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ แล้วจึงกล่าวอ้อมๆ “วันนี้อยู่ในวังเราก็เห็นแล้ว ฝ่าบาททรงดูแลปรนนิบัติไทเฮาเป็นอย่างดี ไม่มีอะไรบ่งบอกถึงความไม่กตัญญู คิดดูแล้วคงเพราะอดีตฮ่องเต้สวรรคตไป ไทเฮากับอดีตฮ่องเต้มีความรักใคร่ผูกพันกันลึกซึ้ง ย่อมเศร้าโศกเสียใจเป็นธรรมดา”

หลี่หยวนเพ่ยมองภรรยาด้วยความสงสัย คล้ายไม่ค่อยเชื่อที่นางกล่าวนัก

เมื่อหลอกล่อไม่สำเร็จ ฉีซู่ได้แต่กุมมือเขาไว้แล้วกล่าวว่า “ก่อนท่านจางจะจากมาไม่ใช่บอกแล้วหรือ หลังกลับมาเมืองหลวงต้องอดทน อดทนตอนนี้ วันหน้าจึงจะมีโอกาสรอด”

“อดทนแล้วมีประโยชน์หรือ” ไม่รู้เพราะเหตุใด น้ำเสียงของหลี่หยวนเพ่ยจึงออกจะเมินเฉย “เจ้าคิดจริงๆ หรือ เขาจะปล่อยพวกเราไปเพราะความอดทนของเราในตอนนี้”

“ผู้อื่นแข็งแกร่งเราอ่อนแอ ไม่อดทนจะทำอย่างไรได้” ฉีซู่ย้อนถามเสียงต่ำ วันเวลาที่มีอิสรเสรีในหย่งโจวไม่มีวันหวนคืนมาอีกแล้ว พวกนางเวลานี้ได้แต่ยืมจมูกผู้อื่นหายใจ จิตใจของฝ่าบาทยากจะคาดเดา ไม่มีใครรู้สิ่งที่รอคอยพวกนางอยู่คืออะไร

และไม่รู้ว่าหลี่หยวนเพ่ยคิดตกแล้วหรือยัง ฉีซู่เพียงได้ยินเขาทอดถอนใจเบาๆ แล้วไม่ได้พูดอะไรอีก

 

ฤดูหนาวเดือนสิบเอ็ดรัชศกกวงเย่าปีที่หนึ่ง ชั่วพริบตาเดียวหนิงอ๋องสองสามีภรรยาก็พำนักอยู่ในเมืองหลวงมาแล้วครึ่งปี

ฮ่องเต้ปฏิบัติต่อหลี่หยวนเพ่ยผู้นี้อย่างใจกว้างยิ่ง นอกจากประทานที่พักหรูหราให้แล้ว ที่ดินศักดินายังมากกว่าที่ชินอ๋องพึงมีอีกหมื่นครัวเรือน ทั้งยังมีรับสั่งเรียกตัวเขาเข้าวังไปพูดคุยสนทนาด้วยอยู่เสมอ และทุกครั้งที่เข้าวังก็จะประทานทรัพย์สินแพรพรรณของล้ำค่าที่เก็บไว้ชมให้ ทำให้คนอดอิจฉาไม่ได้ คนในเมืองหลวงเห็นแล้วมีทั้งที่ยกย่องสรรเสริญฮ่องเต้รักใคร่พี่น้อง และก็มีคนแอบวิจารณ์ว่าตำแหน่งฮ่องเต้เดิมก็เป็นของหนิงอ๋องอยู่แล้ว ฮ่องเต้เวลานี้ก็แค่ชดเชยให้บ้างเท่านั้น

เพียงแต่ฉีซู่พบว่าทุกครั้งที่หลี่หยวนเพ่ยเข้าวังกลับมาก็จะนิ่งขรึมไปพักใหญ่ ตอนแรกนางคาดเดาว่าใช่เพราะฮ่องเต้ทรงตำหนิตักเตือนอะไรเขาหรือไม่ หลี่หยวนเพ่ยกลับบอกว่าไม่มีเรื่องเช่นนั้น ฮ่องเต้ทรงปฏิบัติต่อเขาด้วยความเมตตามาโดยตลอด ไม่เคยพูดจารุนแรงกับเขา ฉีซู่ยังไม่วางใจ หลังจากซักไซ้อยู่หลายครั้ง หลี่หยวนเพ่ยจึงบอกว่าเวลานี้ฮ่องเต้นับวันยิ่งคล้ายอดีตฮ่องเต้ ทุกครั้งที่เข้าเฝ้าเขามักอดไม่ได้ที่จะจิตใจเหม่อลอย ฉีซู่เองก็มีความรู้สึกอย่างเดียวกัน รู้ว่าที่เขาพูดล้วนเป็นความจริง จึงไม่ตามซักไซ้อีก

นอกจากเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ที่หลี่หยวนเพ่ยทำบ่อยที่สุดคือการไปร่วมชุมนุมสังสรรค์กับเหล่าเชื้อพระวงศ์ วันนี้มีหิมะโปรยปรายลงมาเล็กน้อย หลี่หยวนเพ่ยถูกบุตรหลานราชนิกุลหลายคนชวนไปดื่มสุราแต่เช้าตรู่ ฉีซู่กลับนั่งอยู่หน้าเตาผิงทำงานเย็บปักถักร้อย นางเพิ่งจะร้อยด้ายเสร็จ สาวใช้ก็มารายงานว่ามีแขกสตรีมาพบ

ฉีซู่สั่งคนให้ไปเชิญแขกเข้ามา ที่แท้ก็เป็นมารดานางซูอิ่น

หลังกลับมาเมืองหลวงฉีซู่เคยให้คนไปรับมารดามาอยู่ที่จวนท่านอ๋อง แต่ซูอิ่นปฏิเสธอย่างนุ่มนวลโดยอ้างว่าต้องดูแลหลานสาว เพียงบอกว่าต่อไปต่างก็อยู่ในเมืองหลวง ไปมาหาสู่กันสะดวก ไม่จำเป็นต้องมาพำนักในจวนท่านอ๋อง ฉีซู่รู้ว่ามารดาอบรมสั่งสอนบุตรสาวหลายคนของท่านลุงมาด้วยตนเอง ไม่อาจตัดใจแยกจากมา จึงไม่ได้ดึงดันบีบบังคับอะไร

“ท่านแม่จะมาเหตุใดไม่บอกให้รู้ก่อนสักคำ” ฉีซู่ออกไปต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ซูอิ่นมองบุตรสาวด้วยสีหน้าแฝงรอยยิ้ม สายตาเหลือบมองไปที่ข้างมือนาง…ตรงนั้นมีเสื้อทารกตัวเล็กๆ ที่กำลังเย็บอยู่ตัวหนึ่ง ซูอิ่นนัยน์ตาเป็นประกายขึ้น “นี่เป็น…”

ฉีซู่หน้าแดง พยักหน้าเบาๆ

ซูอิ่นมองไปที่หน้าท้องของฉีซู่อย่างเพ่งพิศ เห็นนางรูปร่างยังเป็นปกติจึงถาม “กี่เดือนแล้ว”

“เพิ่งจะสองเดือน”

ซูอิ่นพนมมือ ท่องบทสวดออกมาคำหนึ่ง “พระพุทธองค์คุ้มครอง ในที่สุดก็มีข่าวดีแล้ว ท่านอ๋องคงจะดีใจมากกระมัง”

ฉีซู่ผงกศีรษะ “ตอนรู้ครั้งแรกยิ้มไม่หุบไปทั้งคืน หลังกลับมาเมืองหลวง ยังไม่เคยเห็นเขาดีใจเท่านี้มาก่อน”

ซูอิ่นหลุบตาลงครู่หนึ่ง จากนั้นก็เหลียวมองไปรอบๆ ทั้งซ้ายขวา ฉีซู่เข้าใจความหมายของมารดา จึงสั่งให้ทุกคนในที่นั้นล่าถอยออกไป แล้วพามารดาเข้าไปยังห้องด้านใน

“ฝ่าบาททรงดีกับพวกเจ้าหรือไม่” ซูอิ่นถามขึ้นหลังจากเข้าไปห้องด้านในและนั่งลงแล้ว

ฉีซู่พยักหน้า “ประทานสิ่งของเงินทองไม่เคยขาด ทุกครั้งที่ท่านอ๋องเข้าวัง ฝ่าบาทก็ทรงให้ความเกรงอกเกรงใจ ทว่า…”

“ทว่าอะไร”

“ความคิดของฝ่าบาทแต่ไรมาไม่เคยมีใครมองออก พวกเราย่อมไม่กล้าประมาท”

ซูอิ่นถอนหายใจ “ลุงของเจ้าก็พูดเช่นนี้”

“ท่านลุง?” ฉีซู่แปลกใจเล็กน้อย ซูมู่เป็นคนรอบคอบระมัดระวัง น้อยครั้งที่ฉีซู่จะได้ยินคำวิจารณ์ผู้อื่นจากปากของเขา

ซูอิ่นพยักหน้า “พี่ชายสองคนของเจ้าเดิมเป็นขุนนางอยู่ในราชสำนักดีๆ มาระยะนี้ท่านลุงของเจ้ากลับคิดจะจัดการให้พวกเขาไปอยู่ในกองทัพของเจิ้งกั๋วกง”

ฉีซู่ย่นหัวคิ้ว “ได้ยินว่าชนเผ่าตี๋เหนือกำลังพยายามผูกมิตรกับอี๋ตะวันออก ฝ่าบาทมีพระดำริจะยกทัพไปสยบ ผู้นำทัพในเวลานี้ย่อมต้องเป็นเจิ้งกั๋วกง มีดดาบไร้ดวงตา ท่านลุงทำเช่นนี้ ไยมิใช่จะให้พี่ชายทั้งสองไปอยู่ท่ามกลางอันตราย”

“ข้าเองก็พูดเช่นนี้” ซูอิ่นทอดถอนใจ “แต่ท่านลุงของเจ้ายืนกรานจะทำเช่นนั้น ข้าดูเขาแล้ว คล้ายเขารู้สึกว่าตำแหน่งหัวหน้าสำนักของตนคงเป็นไม่ได้นานเช่นนั้น”

ซูมู่อยู่ในตำแหน่งเจ้าเมืองนครหลวงมาหลายปีไม่เคยมีอะไรผิดพลาด เรียกได้ว่าเปี่ยมความสามารถและประสบการณ์ เขาไม่มีทางทำอะไรโดยไม่มีจุดหมาย การให้ญาติผู้พี่ทั้งสองไปอยู่ในกองทัพของชิวลี่สิงอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ หรือซูมู่เห็นว่าตนจะต้องถูกปลดจากตำแหน่ง ไม่ ถ้าเพียงออกจากตำแหน่ง ท่านลุงคงไม่ถึงกับเอาอนาคตและชีวิตของบุตรชายไปเสี่ยงอันตราย หรือว่าท่านลุงเห็นว่าตนยังอาจได้รับโทษทัณฑ์จากฮ่องเต้ ดังนั้นจึงให้บุตรชายไปเป็นทหาร เพื่อหวังจะให้ชิวลี่สิงช่วยปกป้อง

ฉีซู่ตระหนกในใจ กัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว “หรือว่าท่านลุงมองอะไรออก”

“เขาก็ไม่ได้พูดเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ข้าจึงไม่เข้าใจความคิดของเขา แต่เจ้าวางใจเถอะ ท่านลุงของเจ้าพูดแล้ว ขอเพียงมีเขาอยู่หนึ่งวัน ก็จะปกป้องพวกเจ้าหนึ่งวัน พวกเจ้าไม่ต้องร้อนใจ อย่าหุนหันพลันแล่น อดทนให้มากเข้าไว้ ฝ่าบาททรงใส่พระทัยเรื่องชื่อเสียง ขอเพียงเขาหาความผิดไม่ได้ ก็ไม่อาจแตะต้องพวกเจ้าได้”

ฉีซู่พยักหน้า “เรื่องนี้ข้าเข้าใจ ปกติข้าก็เตือนท่านอ๋องเช่นนี้”

ซูอิ่นกล่าวต่อ “ท่านลุงของเจ้าบอกว่าพักนี้ท่านอ๋องคลุกคลีใกล้ชิดกับเหล่าเชื้อพระวงศ์มาก จึงให้ข้ามาเตือนเจ้า คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพวกใจร้อนหุนหันพลันแล่น ท่านอ๋องไปคลุกคลีอยู่กับพวกเขามากเกินไปไม่ใช่เรื่องดี”

ฉีซู่ถอนใจ “ข้าใช่จะไม่เคยเตือนเขา แต่เรื่องอะไรเขาก็ยอมฟัง ยกเว้นเรื่องนี้เท่านั้น ท่านแม่ก็รู้ เขาในเวลานี้แม้จะมีตำแหน่งเป็นข้าหลวงตรวจการเมืองยงโจว แต่ก็ไม่อาจเข้าร่วมใช้อำนาจบริหารในราชสำนักได้ อยู่เมืองหลวงก็ไม่มีอิสระเป็นตัวของตนเองเช่นอยู่ที่หย่งโจว เขามักเอาแต่กลัดกลุ้ม ข้าคิดว่ายากนักที่เขาจะได้มีอะไรเบิกบานใจบ้าง คนเหล่านั้นแม้จะไม่มีความสามารถอะไร แต่จะอย่างไรก็เป็นญาติพี่น้อง เป็นสหายร่วมหาความสำราญ เขาก็จะได้ไม่ต้องอยู่บ้านคิดอะไรเหลวไหล ก็แค่สิ้นเปลืองเงินทองแพรพรรณสักหน่อยก็เท่านั้น”

ซูอิ่นคิดจะบอกว่าพักหลังมานี้ฮ่องเต้ทรงกำลังตัดลดที่ดินศักดินาของเหล่าราชนิกุลลง ในบรรดาราชนิกุลมีจำนวนไม่น้อยที่มีจิตแค้นเคืองฮ่องเต้ มักแอบตำหนิบ่นว่าอยู่เสมอ ฐานะของหลี่หยวนเพ่ยค่อนข้างละเอียดอ่อน อย่าไปมาหาสู่กับพวกเขามากนักจะดีกว่า แต่พอมาคิดดูอีกที เวลานี้บุตรสาวกำลังตั้งครรภ์ พูดไปแล้วก็เกรงว่านางจะกลัดกลุ้ม ยังคงให้ซูมู่เป็นคนบอกกับหลี่หยวนเพ่ยด้วยตนเองในวันหลังจะดีกว่า

สายตาของซูอิ่นจับนิ่งไปที่ท้องของฉีซู่อีกครั้ง แววตาอ่อนละมุนลง “ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล ฝ่าบาททรงประทานสิ่งของให้มากมาย พวกเจ้าหาได้ขาดแคลนเงินทองเท่านี้ ก็ปล่อยเขาไปเถิด พวกเจ้าอายุก็ไม่น้อยแล้ว คลอดลูกออกมาเลี้ยงดูให้ดีจึงจะถูก”

ฉีซู่ลูบหน้าท้องที่ยังแบนราบของตน มุมปากมีรอยยิ้มผุดขึ้นจางๆ “ใช่ ในที่สุดก็เฝ้ารอคอยจนได้มา”

ซูอิ่นกลับไปได้ไม่นาน หลี่หยวนเพ่ยก็โซซัดโซเซกลับมาบ้าน ตอนเขาล้มลุกคลุกคลานลงมาจากหลังม้า กระทั่งผ้าโพกศีรษะยังเอียงไปข้างหนึ่ง สาวใช้ต้องช่วยกันประคองเข้ามาในบ้าน พอเขาเข้ามาฉีซู่ก็ได้กลิ่นสุราจากร่างของเขาจนอดที่จะนิ่วหน้าไม่ได้ หลี่หยวนเพ่ยรู้ว่าภรรยากำลังตั้งครรภ์มีความรู้สึกเฉียบไวต่อกลิ่นเป็นพิเศษ จึงได้แต่ยิ้มแหยไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วใช้เจ่าโต้ว* ล้างหน้าล้างมือ ยังเอาน้ำสะอาดบ้วนปาก กระทั่งรู้สึกว่าบนร่างไม่มีกลิ่นแล้วจึงกลับเข้ามา

เขานั่งลงข้างกายฉีซู่ ยิ้มพลางเอ่ยถาม “พระชายาอ๋อง วันนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดีหรือไม่”

ฉีซู่เอามืออุดจมูก “ไปดื่มมาจนเนื้อตัวมีแต่กลิ่นสุราอีกแล้ว”

หลี่หยวนเพ่ยก้มลงดมตนเอง ก่อนเอ่ยถาม “ยังมีกลิ่นอีกหรือ ข้าไปล้างมาจนสะอาดแล้วนี่”

* เจ่าโต้ว (ถั่วอาบน้ำ) เป็นสบู่สมัยโบราณทำจากตับอ่อนหมูบดละเอียดผสมผงถั่วและเครื่องหอม นำมาตากแห้งแล้วใช้ถูตัวช่วยขจัดคราบสกปรกและบำรุงผิวพรรณ

“คนพวกนั้นวันๆ ไม่ทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เหตุใดท่านอ๋องจึงชอบไปคลุกคลีอยู่กับพวกเขานัก” แม้จะพูดกับมารดาไปเช่นนั้น แต่ฉีซู่ก็หาได้มีความรู้สึกที่ดีต่อบรรดาลูกหลานราชนิกุลที่วันๆ เอาแต่เอ้อระเหยลอยชายเหล่านั้น จึงอดบ่นว่าไม่ได้

หลี่หยวนเพ่ยกล่าวยิ้มๆ “เอาอีกแล้ว ข้ากับพวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เล็กจนโต ทุกคนสนิทสนมกันเพียงนี้ ไปมาหาสู่กันก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่าว่าแต่…” เขาแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง “ข้าในเวลานี้ยังสามารถทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้อีก”

ฉีซู่ไม่ได้พูดอะไร ทุกอย่างเป็นเช่นที่หลี่หยวนเพ่ยกล่าว เขาในเวลานี้ไม่มีทางทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวได้ ไม่สู้เป็นราชนิกุลที่เอ้อระเหยลอยชายไปวันๆ แต่โดยดี หลังจากหลี่หยวนเพ่ยกลับมาเมืองหลวง นิสัยหยิบหย่งสำรวยเช่นแต่ก่อนก็เริ่มปรากฏให้เห็นอีก ทำให้นางออกจะไม่ค่อยวางใจ

“โกรธแล้วหรือ” หลี่หยวนเพ่ยยิ้มประจบเอาใจ “เช่นนั้นต่อไปข้าจะไม่ไปเที่ยวเล่นกับพวกเขาอีกก็แล้วกัน”

ฉีซู่ได้แต่ยิ้ม “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ระยะหลังมานี้ข้าออกจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ”

หลังกลับมาเมืองหลวง หลี่หยวนเพ่ยก็ดูมีเรื่องในใจมากมาย

ทุกครั้งหลังไปเที่ยวเล่นกลับมาก็มักนั่งอยู่คนเดียวตามลำพัง ไม่รู้คิดเรื่องอะไร สามีที่เป็นเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกออกจะไม่คุ้นเคย

หลี่หยวนเพ่ยโอบไหล่ภรรยาแล้วยิ้ม “เจ้าน่ะเป็นทุกข์เป็นร้อนไปเรื่อยเปื่อย วางใจเถิด ข้ารู้อะไรควรไม่ควร ไปกับพวกเขาก็แค่ดื่มสุราล่าสัตว์ ไม่เคยแตะต้องอิสตรี”

“ท่านกล้า!” ฉีซู่ทำท่าจะตี

“พระชายาโปรดไว้ชีวิต ผู้น้อยมิกล้า” หลี่หยวนเพ่ยวิงวอนขอร้องแกมหยอกเย้ากับนาง

ถูกเขาขัดจังหวะเช่นนี้ ฉีซู่ก็ไม่สะดวกจะรบเร้าหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ต่อไปได้อีก ระหว่างตั้งครรภ์นางอ่อนเพลียง่าย จึงเอนร่างพิงหัวไหล่สามี ก่อนทั้งสองจะพูดคุยกันเรื่องทั่วไป “ท่านว่าครั้งนี้จะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย”

หลี่หยวนเพ่ยลูบไล้ท้องของภรรยา “ไม่ว่าลูกชายหรือลูกสาว ขอแค่สามารถเลี้ยงดูเขาให้เติบโตได้ตลอดรอดฝั่งก็พอ”

ฉีซู่วางมือลงบนมือของสามีพลางเอ่ยเสียงแผ่ว “ต้องได้สิ”

หลี่หยวนเพ่ยฝืนยิ้มน้อยๆ “จริงหรือ”

ฉีซู่ฟังออกถึงความผิดปกติในน้ำเสียงจึงเงยหน้าขึ้นมองสามี เพียงเห็นหลี่หยวนเพ่ยมองจ้องไปนอกหน้าต่าง สีหน้าค่อนข้างลึกล้ำ นางมองสามีอย่างงงงัน เนิ่นนานไม่ได้พูดอะไรออกมา

หลี่หยวนเพ่ยก็รู้สึกได้ถึงความนิ่งเงียบของภรรยา จึงคลี่ยิ้มเบิกบาน “อย่าห่วงไปเลย ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น ลูกคนนี้ต้องเติบโตด้วยดี ต้องมีอนาคตที่ดีแน่นอน”

ฉีซู่ยังคงมองจ้องเขานิ่ง ไม่ได้พูดอะไร

หลี่หยวนเพ่ยลูบๆ หน้าตนเองแล้วถาม “หน้าข้ามีอะไรติดอยู่หรือ”

ฉีซู่สั่นศีรษะ

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงเอาแต่จ้องหน้าข้า หรือเจ้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าระยะหลังมานี้ข้าดูหล่อเหลามากขึ้น”

ฉีซู่ร้องเชอะใส่เขา “ดีแต่พูดเล่น”

หลี่หยวนเพ่ยหัวเราะฮ่าๆ รวบภรรยาเข้ามาในอ้อมกอดอีกครั้ง “ข้าก็ดีแต่พูดเล่น พระชายาเพิ่งรู้จักข้าเป็นวันแรกหรืออย่างไร”

ฉีซู่ยิ้มออกแล้ว เมื่อครู่นางคงตาฝาดไปกระมัง สีหน้าท่าทางของหลี่หยวนเพ่ยในตอนนั้นดูลึกล้ำยากหยั่งถึง ถึงกับคล้ายฮ่องเต้อยู่หลายส่วน ทำให้นางรู้สึกหวาดผวาขึ้นมาชั่วขณะ

พวกเขาเป็นพี่น้องกัน บางครั้งบางคราวจึงดูแล้วคล้ายกันกระมัง นางคิด

ใครต่อใครต่างพูดกันว่าเวลาตั้งครรภ์อารมณ์ของสตรีจะอ่อนไหวง่าย ความหวาดระแวงเหลวไหลในระยะนี้ก็คงเกิดขึ้นเพราะสาเหตุนี้กระมัง นางวิเคราะห์ประโยชน์และความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้หลี่หยวนเพ่ยฟังไม่ใช่แค่เพียงครั้งเดียว คิดว่าเขาคงไม่ทำเรื่องอะไรที่ไม่ฉลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งสองกำลังจะมีลูกด้วยกันเช่นนี้ เพื่อลูกคนนี้ เขาก็ไม่ควรทำอะไรบุ่มบ่ามหุนหัน ต่อไปเมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว เขาก็คงค่อยๆ สงบเยือกเย็นลง นางตั้งความหวังไว้เช่นนี้ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวนางก็ผล็อยหลับไปในอ้อมอกของหลี่หยวนเพ่ยแล้ว

หลี่หยวนเพ่ยเห็นภรรยาหลับไป ก็สั่งให้สาวใช้หยิบเสื้อกันลมมา แล้วคลุมให้ภรรยาอย่างเบามือ เขาไม่อยากทำให้ภรรยาตกใจตื่นจึงนั่งอยู่ท่าเดิมไม่ขยับ ลมพัดกระโชกหน้าต่างที่แง้มอยู่จนเปิดออก พัดพาปุยหิมะเข้ามาในห้อง บางส่วนร่วงหล่นอยู่บนเปลวไฟในเตา เกิดเป็นควันจางๆ โชยออกมา

 

วันที่สิบห้าเดือนอ้ายรัชศกกวงเย่าปีที่สอง เทศกาลซั่งหยวนเวียนมาถึงอีกคำรบหนึ่ง

นี่เป็นเทศกาลซั่งหยวนครั้งที่สองนับแต่ฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์มา ปีที่แล้วอดีตฮ่องเต้สวรรคต ทุกคนยังอยู่ในความเศร้าโศก จึงไม่ได้จัดงานเฉลิมฉลองใหญ่โต เทศกาลซั่งหยวนปีนี้กลับต่างไป ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่น คล้ายรู้สึกได้ถึงความเบิกบานใจของอาณาประชาราษฎร์ในเมืองหลวง ฮ่องเต้จึงทรงนำพาพระสนมนางในและขุนนางทั้งหลายขึ้นไปบนกำแพงเมืองร่วมเฉลิมฉลองกับราษฎร

บุตรชายทั้งสองของหัวหน้าสำนักตรวจสอบซูมู่ต่างออกจากเมืองหลวงไปเป็นทหารแล้ว ในคฤหาสน์จึงไม่ครึกครื้นเช่นแต่ก่อน หลี่หยวนเพ่ยกับฉีซู่เป็นห่วงว่าญาติผู้ใหญ่ทั้งสองจะผ่านเทศกาลด้วยความเงียบเหงา จึงพากันมาที่คฤหาสน์สกุลซู ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลกับมารดาและท่านลุง

ในคฤหาสน์ของซูมู่ก็ประดับประดาโคมไฟหลากหลายรูปแบบ เนื่องจากบนพื้นมีหิมะบางๆ ปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่ง หลี่หยวนเพ่ยเกรงถนนจะลื่น เวลาออกมาชมโคมไฟจึงยิ่งดูแลประคับประคองภรรยาอย่างระมัดระวัง ซูมู่ลูบเครามองเงาร่างสองสามีภรรยาที่อิงแอบแนบชิดอยู่ด้วยกัน ยิ้มแล้วหันไปกล่าวกับซูอิ่น “เดิมทีข้ายังเป็นห่วงว่าหนิงอ๋องจะไม่รู้ประสา หลานสาวแต่งให้เขาจะต้องทุกข์ยากลำบาก มาวันนี้ดูแล้วหนิงอ๋องรักและเอาใจใส่นางเป็นอย่างดี”

ซูอิ่นพยักหน้ายิ้มบาง “เดิมข้าก็ไม่ชอบที่ลูกสาวแต่งให้เขา แต่เห็นพวกเขาสองสามีภรรยารักใคร่กันดี ข้าผู้เป็นแม่ยังจะพูดอะไรได้”

ซูมู่ผงกศีรษะเห็นด้วย แต่ก็อดทอดถอนใจไม่ได้ “ทว่าสามีภรรยารักใคร่ผูกพันกันมากเกินไปก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องดี ดูอย่างเจ้ากับน้องเขย…”

“พี่ใหญ่” ซูอิ่นปรามพี่ชายไม่ให้พูดต่อ “ฉลองเทศกาลอยู่ ยังจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้คนหมดสนุกอีก!”

ซูมู่รู้นิสัยน้องสาว จำต้องยอมหยุดปาก แต่ในใจกลับอดทอดถอนใจไม่ได้ ตอนหานหล่างถึงแก่กรรม ซูอิ่นยังอายุน้อย อีกทั้งฉีซู่ก็เข้าไปอยู่ในวัง เขาเห็นว่าน้องสาวตัวคนเดียวโดดเดี่ยวจึงเกลี้ยกล่อมให้นางแต่งงานใหม่หลายครั้ง แต่ก็จนปัญญาพูดอย่างไรซูอิ่นก็ไม่ยอม ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจ ภายหลังจึงค่อยๆ ขบคิดจนเข้าใจ คนที่น้องสาวแต่งงานด้วยคือหานหล่างบุรุษเพียบพร้อมเช่นนั้น บุรุษทั่วไปจะอยู่ในสายตานางได้อย่างไร เวลานี้เห็นฉีซู่สองสามีภรรยา เขาก็อดที่จะคิดถึงเรื่องในอดีตขึ้นมาไม่ได้ คู่สามีภรรยาในโลกนี้ที่ต่างเห็นกันเป็นศัตรูคู่แค้นย่อมถือว่าโชคร้าย ทว่าสามีภรรยาที่รักใคร่กันดูดดื่มแต่กลับต้องแยกจากกัน ไยมิใช่ยิ่งโชคร้ายกว่า

หลี่หยวนเพ่ยกลัวฉีซู่จะกระทบความหนาวเย็น จึงไม่อนุญาตให้ภรรยาชมโคมไฟนานเกินไป ไม่นานทั้งสองก็กลับเข้ามาในบ้าน หลี่หยวนเพ่ยช่วยถอดเสื้อคลุมกันหนาวให้ภรรยา ประคองนางไปนั่งยังจุดที่อยู่ใกล้เตาผิงมากที่สุด แล้วยกที่เท้าแขนมาอันหนึ่ง ฉีซู่จะได้เอนพิงไม่ต้องนั่งทรงตัวลำบากเช่นนั้น

ซูอิ่นกับซูมู่เห็นหลี่หยวนเพ่ยทำโน่นนี่วุ่นวาย ก็หันมามองตากันแล้วยิ้ม ซูอิ่นเพ่งพิศดูบุตรสาว เห็นนางดูอวบอิ่มขึ้น รูปร่างเริ่มปรากฏเห็นชัดขึ้น

ซูอิ่นเอ่ยถาม “พักนี้ยังอาเจียนหนักหรือไม่”

ฉีซู่ตอบยิ้มๆ “ดีขึ้นมากแล้ว”

ซูอิ่นพยักหน้า แสดงท่าทีพอใจ ซูมู่กลับกล่าวกับหลี่หยวนเพ่ย “เทศกาลสนุกสนานเช่นนี้ จะปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ ได้อย่างไร คืนนี้ข้ากับท่านอ๋องไม่เมาไม่เลิกรา!”

หลี่หยวนเพ่ยโบกมือ “ตั้งแต่ซู่ซู่ตั้งครรภ์ก็ทนกลิ่นสุราไม่ได้ ข้าไม่ได้ดื่มมานานแล้ว ท่านลุงอย่ามายั่วให้ข้าอยากดื่ม”

ฉีซู่หัวเราะ “ดื่มน้อยหน่อยก็แล้วกัน”

“ถ้าไม่ก็ไม่ดื่ม ถ้าจะดื่มก็ต้องดื่มให้สาใจ สองจอกสามจอกจะไปสนุกอะไร” หลี่หยวนเพ่ยกล่าวยิ้มๆ “ท่านลุงกับเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ท่านไม่ตำหนิข้าหรอก รอเจ้าตัวแสบน้อยออกจากท้องเจ้ามาแล้ว ข้าค่อยมาดื่มกับท่านลุงให้สาสมใจ”

ซูมู่ร้องว่าดีติดๆ กัน “ใช่ รอถึงวันที่ซื่อจื่อ* น้อยอายุครบเดือน ข้าจะต้องไปดื่มกับท่านอ๋องไม่เมาไม่กลับ”

ขณะทุกคนในครอบครัวกำลังพูดคุยเล่นกันอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอก จากนั้นก็มีคนรับใช้มารายงาน บอกบนถนนมีกองกำลังทหารออกมาเคลื่อนไหว

“ช่วงเทศกาลเช่นนี้เหตุใดกองกำลังทหารจึงออกมาได้” ซูอิ่นแปลกใจมาก จึงหันไปถามพี่ชาย

ซูมู่บอกอย่างไม่แน่ใจ “เทศกาลซั่งหยวนยกกองกำลังออกมา เกรงว่าอาจจะเกิดเรื่องใหญ่”

ฉีซู่หัวใจเต้นรัวขึ้นมาทันที นางมองหลี่หยวนเพ่ยแวบหนึ่ง

หลี่หยวนเพ่ยลุกขึ้นมากล่าว “ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริง น่ากลัวอีกประเดี๋ยวจะต้องประกาศห้ามออกจากบ้านเรือน เรากลับกันก่อนเถิด”

“ไม่ต้องรีบร้อน” ซูมู่เอ่ย “รอฟังข่าวแน่ชัดก่อนค่อยกลับไปก็ไม่สาย ถ้ามีเรื่องเกิดขึ้นจริง ก็ค้างที่นี่สักคืน คงไม่มีอะไรไม่สะดวก”

“เจตนาดีของท่านลุงข้าไม่ควรปฏิเสธ เพียงแต่พรุ่งนี้ไทเฮามีรับสั่งให้ฉีซู่ไปเข้าเฝ้าในวัง เกรงว่าจะไม่สะดวก ข้าสองสามีภรรยาก็มารบกวนนานแล้ว สมควรต้องกลับเสียที” หลี่หยวนเพ่ยกับฉีซู่ยืนกรานจะลากลับจวน สองสามีภรรยาขึ้นรถม้าภายใต้การห้อมล้อมของคนรับใช้ ค่อยๆ เดินทางกลับถึงจวนอ๋อง ระหว่างทางมีทหารตรวจสอบซักถาม โชคดีที่ไม่ได้เข้มงวดอะไรมาก รถม้าวิ่งกลับถึงจวนโดยราบรื่น

กลับถึงจวนหนิงอ๋อง หลี่หยวนเพ่ยพาฉีซู่เข้าพักผ่อนเรียบร้อยแล้วจึงให้คนออกไปสืบข่าวว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น คนรับใช้หลายคนออกไปราวครึ่งชั่วยามก็กลับมารายงานด้วยท่าทางมีลับลมคมใน “ทูลท่านอ๋อง ได้ยินว่ามีคนร้ายคิดจะฉวยโอกาสช่วงที่ฝ่าบาทเสด็จขึ้นไปบนกำแพงเมืองลอบปลงพระชนม์”

หลี่หยวนเพ่ยตะลึงงัน “ฝ่าบาทได้…ได้รับบาดเจ็บหรือไม่ แล้วจับตัวคนร้ายได้หรือไม่”

* ซื่อจื่อ เป็นคำเรียกลูกชายคนโตที่เกิดจากภรรยาเอกของผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นชินอ๋องหรือโหว

“ฝ่าบาทไม่ได้รับบาดเจ็บ คนร้ายลงมือไม่สำเร็จ ได้รับบาดเจ็บหนีไปแล้ว เวลานี้ในเมืองกำลังตามจับตัวอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

หลี่หยวนเพ่ยกล่าวอย่างครุ่นคิด “ผู้ใดกันหาญกล้าเพียงนี้ ข้างกายฝ่าบาทมีการเตรียมการป้องกันเข้มงวด คนร้ายปะปนเข้าไปได้อย่างไร เบื้องหลังมีใครบงการอยู่”

“เรื่องนี้…กระหม่อมสืบข่าวมาไม่ได้”

หลี่หยวนเพ่ยพยักหน้า “รู้แล้ว เจ้าออกไปเถิด”

สั่งคนรับใช้ให้ล่าถอยออกไปแล้ว เขาก็เดินไปยังห้องด้านใน ฉีซู่กำลังพยุงตัวยืนอยู่หลังฉากบังลม เห็นสามีเข้ามาก็เอ่ยถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”

“ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา” หลี่หยวนเพ่ยเกรงว่าภรรยาจะตกใจจึงรีบพูดกลบเกลื่อน

เห็นสีหน้าของฉีซู่ยังมีแววสงสัย หลี่หยวนเพ่ยจึงโอบนางไว้ “อย่าเที่ยวกลัดกลุ้มไม่เข้าเรื่องเลย พักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังต้องเข้าวังอีกไม่ใช่หรือ”

เขาไม่ให้ฉีซู่ซักถามต่อ นอนลงบนเตียงทั้งยังไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่นานก็มีเสียงกรนเบาๆ ดังขึ้น

ฉีซู่มองสามีแล้วทอดถอนใจ

วันรุ่งขึ้นคนรับใช้นำข่าวมาแจ้ง ฉางซานอ๋องหลี่อี้ซิงถูกคุมขัง จวนของเขาก็ถูกตรวจสอบและปิดตายแล้ว ระหว่างที่ฉีซู่หันหน้ามาก็เห็นสีหน้าหลี่หยวนเพ่ยแปรเปลี่ยนขนานใหญ่ จึงอดสงสัยไม่ได้

หลี่หยวนเพ่ยเห็นภรรยามองตนด้วยสีหน้าจับผิดค้นหา จึงฝืนยิ้มพลางกล่าว “ฉางซานอ๋องกับข้าเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เล็กจนโต เขาเกิดเรื่อง…” กล่าวไปได้เพียงครึ่งพลันพบว่าตนเองรีบร้อนอธิบายเช่นนี้กลับจะทำให้ภรรยายิ่งสงสัย จึงหยุดพูดด้วยสีหน้าเหยๆ

ฉางซานอ๋องเป็นนัดดาของไท่จง ลำดับศักดิ์สูงกว่าหลี่หยวนเพ่ยรุ่นหนึ่ง อายุกลับรุ่นราวคราวเดียวกับเขา ตั้งแต่เล็กทั้งสองมักเล่นด้วยกันเสมอ หลี่หยวนเพ่ยเป็นห่วงเขาก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้

“แต่ค้นหาจับกุมคนร้ายเหตุใดจึงค้นไปถึงจวนฉางซานอ๋องได้ เรื่องนี้ไม่สมเหตุสมผล” ฉีซู่ถามด้วยความสงสัย

“ได้ยินว่ามีคนเห็นคนร้ายหนีเข้าไปในจวนท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”

ฉีซู่มีความคิดหนึ่งเกิดขึ้นมาทันที จึงหันไปสั่งการคนรับใช้ “ออกไปสืบข่าวอีกที ต้องสืบมาให้รู้แน่ชัดว่าฉางซานอ๋องทำความผิดอะไร”

คนรับใช้รับคำสั่งออกไปแล้ว

หลี่หยวนเพ่ยเดินไปเดินมาอยู่ในห้อง ฉีซู่มองออกว่าเขากำลังเคร่งเครียดมาก แต่ไม่รู้สาเหตุ ใจคอจึงเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมา

“ซู่ซู่” หลี่หยวนเพ่ยพลันหยุดเดิน “วันนี้พระมารดาให้เจ้าเข้าวังมิใช่หรือ เหตุใดเจ้ายังไม่ไปอีก”

“ฉางซานอ๋องเกิดเรื่อง ข้าไหนเลยจะมีแก่ใจไปสนทนากับไทเฮา ข้ากำลังคิดจะให้คนไปกราบทูลไทเฮา บอกวันนี้ข้าไม่ค่อยสบาย วันหน้าค่อยไปเฝ้า”

“ไม่ เจ้าไปตอนนี้เลย บางทีพระมารดาอาจช่วยสืบข่าวได้บ้าง”

ฉีซู่จับตามองสามีนิ่ง หลี่หยวนเพ่ยถูกนางจ้องจนรู้สึกอึดอัด เบือนหน้าหนีแล้วเอ่ยช้าๆ “ข้ากับฉางซานอ๋องสนิทสนมกันดี เขาเกิดเรื่อง ข้าไม่อาจไม่สนใจ ถ้าพระมารดารั้งเจ้าไว้ เจ้าก็อย่าเพิ่งกลับมา…”

ตอนเขาพูดขึ้น ฉีซู่ก็ดึงสายตากลับมา สั่งคนให้เตรียมรถม้าเดินทางเข้าวังเงียบๆ นางเรียกสาวใช้มา ช่วยนางผลัดเปลี่ยนและจัดเตรียมเสื้อผ้า เมื่อรถจัดเตรียมเรียบร้อย ฉีซู่กำลังจะขึ้นรถ พลันเหลือบไปเห็นที่มุมกำแพงมีคนชะโงกหน้ามา เป็นคนรับใช้ที่ออกไปสืบข่าวผู้นั้น

ฉีซู่เรียกเขาไว้กล่าวเอ่ยถาม “สืบได้เรื่องอะไรหรือไม่”

คนรับใช้ผู้นั้นมองไปรอบๆ แน่ใจแล้วว่าไม่มีใครจึงกระซิบบอก “ได้ยินว่าค้นได้อาวุธและเสื้อเกราะจากจวนฉางซานอ๋องจำนวนไม่น้อย…”

ฉีซู่เดิมก็นึกสงสัยอยู่แล้ว เวลานี้พอได้ยินสีหน้าก็พลันซีดขาวลงทันที ร่างกายโงนเงนแทบจะยืนไม่มั่น คนรับใช้เห็นนางสีหน้าแปรเปลี่ยนก็เรียกด้วยความร้อนใจ “พระชายา!”

“ไม่มีอะไรๆ” ฉีซู่สงบใจลงอย่างรวดเร็ว “เจ้าเข้าไปรายงานเถิด บอกท่านอ๋องอย่าทำอะไรบุ่มบ่ามหุนหันเป็นอันขาด มีเรื่องอะไรรอข้ากลับมาค่อยว่ากัน”

เมื่อคนรับใช้รับคำสั่ง ฉีซู่ก็สั่งรถม้าออกเดินทาง ท่ามกลางเสียงล้อรถกึงกัง รถม้าก็วิ่งตรงไปยังวังหลวงด้วยความเร็ว

ขณะที่นางกำลังเดินทางเข้าเมืองหลวง ฮ่องเต้หลี่เฉิงฮ่วนก็ได้เรียกซ่งเหยาเข้าเฝ้าที่ตำหนักจื่อเฉิน

สมัยฮ่องเต้ยังเป็นรัชทายาท ซ่งเหยารับตำแหน่งขุนนางสำนักการกิจ* หลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์เขาก็รับตำแหน่งรองเสนาบดีกรมปกครอง เป็นคนสนิทของฮ่องเต้มาโดยตลอด เพราะคุณวุฒิและประสบการณ์ของเขายังน้อย เมื่อเข้าร่วมสภาขุนนางก็ทำหน้าที่ร่วมปรึกษาหารือจัดการข้อราชการร่วมกับสำนักราชเลขาธิการและสำนักตรวจสอบ เมื่อวานตอนสืบหาจับกุมคนร้าย ถึงกับค้นได้อาวุธและเสื้อเกราะสองร้อยชุดในจวนฉางซานอ๋องหลี่อี้ซิง ทำให้ฮ่องเต้ตื่นตระหนกอย่างมาก จึงเลือกซ่งเหยาเสนาสภาขุนนางที่ทรงไว้เนื้อเชื่อใจมากที่สุดมาทำสำนวนและไต่สวนคดีหลี่อี้ซิงโดยเฉพาะ

ชั่วเวลาเพียงหนึ่งคืน ซ่งเหยาก็ได้คำให้การของฉางซานอ๋องหลี่อี้ซิงมาแล้ว ฮ่องเต้พลิกอ่านดูคำให้การที่เป็นลายลักษณ์อักษรเงียบๆ แล้วเงยพระพักตร์ขึ้นถามซ่งเหยา “ได้ใช้เครื่องมือทรมานนักโทษหรือไม่”

ซ่งเหยาสั่นศีรษะ “ตอนค้นเจออาวุธและเสื้อเกราะเขาก็ตกใจขวัญกระเจิงแล้ว ไม่ต้องทรมานก็สารภาพจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่อาจเปลี่ยนพลิกเป็นอย่างอื่นได้แล้วจริงหรือ”

“หลักฐานเป็นจริง ไม่อาจปฏิเสธได้ หนิงอ๋องไม่อาจสลัดหลุดจากการพัวพันได้” ซ่งเหยาบอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“ตัวเขาเล่า”

“จวนหนิงอ๋องถูกล้อมไว้แล้ว กำลังรอรับสั่งจากฝ่าบาท”

ฮ่องเต้เคาะโต๊ะเบาๆ ตรัสอย่างเด็ดขาด “เรียกประชุมเสนาสภาขุนนาง”

ผู้รับใช้ในวังได้รับคำสั่ง ไม่นานก็เชิญเสนาสภาขุนนางหลายคนเข้ามาในตำหนัก คณะเสนาเพิ่งถวายบังคมและลงนั่ง ฮ่องเต้ก็ยกพระหัตถ์ขึ้น โยนคำให้การพึ่บลงตรงหน้าขุนนางทั้งหลาย ถามด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เราไม่ดีต่อพี่น้องอย่างไร เขาจึงได้คิดก่อการกบฏในครั้งนี้”

ฮ่องเต้ตรัสกับขุนนางทุกคนในที่นั้น ทว่าสายพระเนตรกลับจับจ้องไปที่หัวหน้าสำนักตรวจสอบซูมู่เพียงคนเดียว

* สำนักการกิจ (จันซื่อฝู่) แรกเริ่มเป็นหน่วยงานที่ดูแลเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับอัครมเหสี (ฮองเฮา) และรัชทายาท ภายหลังดูแลจัดการกิจต่างๆ ในวังตะวันออกซึ่งเป็นที่พำนักของรัชทายาทโดยเฉพาะ

ซูมู่กระสับกระส่ายประหนึ่งมีเข็มแทงอยู่กลางหลัง ค่อยๆ หยิบคำให้การขึ้นมาอ่านเร็วๆ รอบหนึ่ง สีหน้าซีดเผือดลงทันที ก่อนจะหมอบกราบลงกับพื้น “กระหม่อมมีความผิด”

“ท่านมีความผิดอันใดหรือ” พระสุรเสียงเยียบเย็นของฮ่องเต้ดังอยู่เหนือศีรษะของเขา

“กระหม่อม…” ซูมู่มีเหงื่อเย็นไหลรินจากหน้าผาก “กระหม่อมควบคุมดูแลไม่ดี จึงทำให้หนิงอ๋อง…”

“พอแล้ว!” ฮ่องเต้ตัดบทคำพูดของเขา “เรื่องนี้ยังไม่พูดถึงชั่วคราว เราขอถามเจ้า ควรลงโทษหนิงอ๋องอย่างไร”

ซูมู่ครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะแล้วจึงกล่าวอย่างระมัดระวัง “วางแผนก่อกบฏต้องรับโทษหนัก ตามกฎ…”

เขายังพูดไม่จบ ฮ่องเต้ก็ยกพระหัตถ์ขึ้นยับยั้งเขา “ช้าก่อน”

ซูมู่ไม่กล้าพูดต่อไปแล้ว ฮ่องเต้หลุบพระเนตรคล้ายขบคิดอยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงทอดถอนใจช้าๆ “จะอย่างไรเขาก็เป็นพี่น้องของเรา แม้จะบอกว่าบ้านเมืองมีกฎหมาย เราก็ใจไม่แข็งพอจะเอาชีวิตของเขา…”

ซูมู่ฟังแล้วหัวใจเย็นเฉียบ คำพูดประโยคนี้ของฮ่องเต้เหนือชั้นอย่างแท้จริง ดูคล้ายมีเมตตากรุณา แต่ความจริงแล้วไม่เปิดโอกาสให้เขาได้วิงวอนขอร้องใดๆ เพียงคำพูดไม่กี่คำเรื่องนี้ก็ถูกกำหนดลงเป็นที่แน่นอนแล้ว ขุนนางสำคัญคนอื่นๆ ก็ฟังเข้าใจความหมายของฮ่องเต้แล้ว…ฮ่องเต้คิดจะจัดการหนิงอ๋องอย่างหมดจดในคราเดียว แต่ไม่อยากได้ชื่อเลวร้ายว่าทำร้ายพี่น้อง จึงจงใจแสดงให้รู้เป็นนัยเช่นนั้น หลายคนต่างหันมามองสบสายตากัน ในใจพอจะรู้แล้วว่าหลี่หยวนเพ่ยจะถูกลงโทษเช่นไร

ฮ่องเต้เห็นขุนนางหลายคนนอกจากซูมู่ต่างมีท่าทีเข้าใจ จึงโบกพระหัตถ์ให้พวกเขาล่าถอยออกไป ขุนนางทั้งหลายต่างทำความเคารพตามธรรมเนียม จากนั้นก็ล่าถอยออกจากตำหนักไปเงียบๆ ซูมู่อยู่ในตำหนักก็ฟังความหมายของฮ่องเต้ออกแล้ว เวลานี้เห็นขุนนางหลายคนต่างมีท่าทีรับทราบ ก็รู้ว่าพวกเขาต่างรู้แก่ใจกันดีอยู่แล้ว จุดจบของหลี่หยวนเพ่ยไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว

ในวังหลวงยังมีโคมไฟหลากสีในงานซั่งหยวนที่ยังไม่ได้ปลดออก หลังจุดมาทั้งคืนก็ดูริบหรี่มัวซัว พอลมหนาวพัดมาก็เกิดเสียงดังสวบสาบ ซูมู่เดินรั้งอยู่ด้านหลังขุนนางคนอื่น แหงนมองโคมไฟที่เหลืออยู่เหล่านั้นด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง เขากล่าวเตือนหลี่หยวนเพ่ยทั้งโดยตรงและบอกเป็นนัยหลายครั้งหลายหน ไม่ให้ทำอะไรหุนหันบุ่มบ่าม สุดท้ายหลี่หยวนเพ่ยก็ไม่ได้รับฟัง ถ้าหลี่หยวนเพ่ยสามารถช่วงชิงตำแหน่งฮ่องเต้คืนมาได้จริงก็แล้วไปเถิด เห็นได้ชัดเจนว่าความสามารถของหลี่หยวนเพ่ยห่างชั้นจากฮ่องเต้มาก ข้างกายก็มีแต่พวกเหลาะแหละหลงระเริง ไม่เพียงไม่อาจทำงานให้สำเร็จได้ ยังมอบโอกาสให้ฮ่องเต้กำจัดพวกเขาอย่างถึงรากถึงโคนอีกด้วย

ซูมู่เห็นอย่างกระจ่างแจ้ง ตอนฮ่องเต้เป็นรัชทายาทได้ทูลเสนอให้เขาเข้ามาอยู่ในเสนาสภาขุนนาง ก็แค่ต้องการให้อดีตฮ่องเต้สบายพระทัย…อย่างไรเสียหลานสาวของเขาก็แต่งให้หลี่หยวนเพ่ย วันหน้าเขาย่อมต้องปกป้องหลี่หยวนเพ่ย เรื่องนี้ฮ่องเต้ไม่ได้คาดการณ์ผิด ซูมู่มีความคิดเช่นนั้นจริง เขาจัดการให้บุตรชายทั้งสองไปอยู่ในกองทัพของชิวลี่สิงก็เพื่อจะเหลือหนทางถอยให้พวกเขา วันหน้าถ้ามีเรื่องอะไร บ้านสกุลซูก็ยังมีวันโงหัวขึ้นมาได้ ไม่ว่าอะไรเขาก็คิดไว้แล้ว เพียงคิดไม่ถึงว่าการจู่โจมของฮ่องเต้จะมาถึงเร็วเช่นนี้

ไม้นี้ของฮ่องเต้แม้จะเรียบง่าย แต่ก็ใช้ได้ผล ไม่เพียงควบรวมเอาหลี่หยวนเพ่ยเข้าไปด้วย ยังถือโอกาสกวาดล้างปัจจัยความไม่สงบในหมู่ราชนิกุลลงอย่างราบคาบ กระทั่งเสนาสภาขุนนางที่เกะกะตาเช่นเขาก็ถูกจัดการไปด้วยในคราเดียว

ซูมู่ถอนหายใจยาว วิธีการเช่นนี้อย่าว่าแต่หลี่หยวนเพ่ยคนเดียว ต่อให้หลี่หยวนเพ่ยแปดคนสิบคนรวมเข้าด้วยกันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฮ่องเต้

หลังเข้ามาในวังหลวง ฉีซู่ก็ตรงดิ่งไปตำหนักไทเฮา

ไทเฮากำลังรอฉีซู่อยู่ที่ห้องพระ นับแต่มีข่าวว่าฉีซู่ตั้งครรภ์ นี่เป็นครั้งแรกที่ไทเฮาเรียกนางเข้าวัง พอได้รับรายงานก็ให้คนมาพานางเข้าไปข้างในด้วยความดีอกดีใจ คิดไม่ถึงว่าพอฉีซู่เข้ามาก็คุกเข่าหมอบกราบต่อพระพักตร์ไทเฮา “ไทเฮาโปรดช่วยหนิงอ๋องด้วยเพคะ”

พระหัตถ์ที่กำลังนับลูกประคำของไทเฮาหยุดชะงัก “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

ฉีซู่คลานเข่าเข้าไปหลายก้าว “อาวุธและเสื้อเกราะที่แอบซุกซ่อนไว้ในจวนฉางซานอ๋องถูกค้นออกมาได้ เวลานี้ถูกริบไว้เพคะ”

ลูกประคำเกิดเสียงดังขึ้นมาเบาๆ เห็นชัดถึงความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นในพระทัยของไทเฮา นางสงบใจลง แล้วเอ่ยกับฉีซู่ “เจ้าอย่าเพิ่งร้อนใจ นั่งลงค่อยพูดจากัน”

ระหว่างทาง ฉีซู่พอจะจับต้นชนปลายได้แล้ว ดูจากสีหน้าท่าทางของหลี่หยวนเพ่ย เรื่องที่ฉางซานอ๋องซุกซ่อนอาวุธและเสื้อเกราะ เห็นชัดว่าเขารู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว ต่อให้เขาไม่รู้จริงๆ ฮ่องเต้จะถือโอกาสนี้ยัดเยียดความผิดมาให้เขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก

นางลุกขึ้นนั่งยังตั่งนุ่มที่ไทเฮารับสั่งให้คนยกเข้ามา จากนั้นก็กล่าวอย่างรีบร้อน “ซุกซ่อนอาวุธกับคิดก่อกบฏไม่มีอะไรต่างกัน ฉางซานอ๋องประสบหายนะเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่พ้น ยิ่งไปกว่านั้นระยะนี้ในหมู่ราชนิกุลคนที่ไม่พอใจฝ่าบาทก็มีไม่น้อย หากฝ่าบาทคิดจะใช้โอกาสนี้โยงไปถึงราชนิกุลกลุ่มใหญ่ก็ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ หลังจากท่านอ๋องกลับมาเมืองหลวงก็คลุกคลีใกล้ชิดสนิทสนมกับฉางซานอ๋อง เกรงว่า…เกรงว่ายากจะหลุดพ้นความพัวพัน…”

“ไม่ต้องพูดแล้ว” ไทเฮาเข้าใจถึงความหนักหนาของเรื่องราวแล้ว จึงยกพระหัตถ์ขึ้นไม่ให้นางพูดต่อไป ไทเฮาขยับลูกประคำจนเกิดเสียงดัง ครู่ใหญ่จึงตรัสด้วยความเจ็บปวดใจ “ช่างเป็นลูกที่เหลวไหลเลอะเลือน”

“เวลานี้นอกจากไทเฮาแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครสามารถช่วยเขา…” ฉีซู่ลงไปหมอบกราบกับพื้นอีกครั้ง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น

ไทเฮาพยุงฉีซู่ให้ลุกขึ้น ตรัสปลอบ “เจ้ากำลังท้องกำลังไส้ ไม่อาจทำเช่นนี้” ทรงให้ฉีซู่เข้าไปพักผ่อนข้างใน จากนั้นก็หันมาตรัสกับหร่านเซียง “เจ้าหาคนไปดูฮ่องเต้ใช่ยังจัดการราชกิจอยู่หรือไม่ ถ้าไม่ก็ทูลเชิญให้มาที่นี่ ข้ามีเรื่องจะพูดคุยด้วย”

หร่านเซียงออกไปแล้ว หลังจากนั้นราวครึ่งชั่วยาม นางกำนัลก็มารายงานว่าฮ่องเต้เสด็จมาแล้ว

ฉีซู่ทำตามความประสงค์ของฮองเฮา ไปหลบอยู่ข้างหลังฉากบังลม ตั้งแต่กลับมาเมืองหลวงแม้นางจะเคยเห็นฮ่องเต้หลายครั้ง แต่ก็ล้วนแต่เป็นการเข้าร่วมพิธีสำคัญต่างๆ ร่วมกับสตรีที่มีบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย นับเป็นครั้งแรกที่ได้มองประเมินฮ่องเต้ในระยะใกล้เช่นนี้

ไม่ได้พบกันหลายปี หลี่เฉิงฮ่วนไม่เหลือเค้าความเป็นเด็กหนุ่มเยาว์วัยแล้ว เขาในเวลานี้รูปร่างสูงโปร่ง บนใบหน้าหล่อเหลามีความสุขุมคัมภีรภาพเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน อากัปกิริยาเต็มไปด้วยความน่าเกรงขามของผู้เป็นกษัตริย์ หลังทำความเคารพแล้ว สายตาของเขากวาดผ่านมาทางฉากบังลมด้านหลังไทเฮาคล้ายไม่ตั้งใจ เพียงมองผ่านมาคราเดียว กลับทำให้หัวใจของฉีซู่เต้นระรัวขึ้นมาพักใหญ่ นึกสงสัยว่าเขาใช่เห็นตนแล้วหรือไม่

ไทเฮาพูดเข้าประเด็นทันที “เชิญเจ้ามาก็เพราะมีเรื่องหนึ่งอยากจะถาม”

ฮ่องเต้ก้มศีรษะน้อยๆ “เชิญพระมารดาชี้แนะ”

ไทเฮาขยับมือบิดฟั่นลูกประคำ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยคำ “ได้ยินว่าฉางซานอ๋องก่อคดีขึ้น ความจริงเรื่องเหล่านี้ข้าไม่ควรเข้ามายุ่งด้วย ทว่าฉางซานอ๋องจะอย่างไรก็เป็นเชื้อพระวงศ์ แตกต่างจากคนอื่น ข้าอยากรู้ ที่แท้แล้วเรื่องเป็นมาอย่างไร”

ฮ่องเต้ตอบอย่างนอบน้อม “พระมารดาต้องการทราบรายละเอียด ลูกควรบอกทุกอย่างที่รู้ ทว่าเวลานี้ลูกยังไม่ทราบมูลเหตุแน่ชัด เพียงทราบว่าค้นได้อาวุธและเสื้อเกราะจำนวนไม่น้อยจากจวนฉางซานอ๋อง เรื่องเกี่ยวพันถึงราชวงศ์ ลูกไม่กล้าประมาทเลินเล่อ ได้สั่งการให้ซ่งเหยาเป็นผู้ตรวจสอบคดีนี้แล้ว วันนี้เขาเข้าเวร คิดว่าตอนนี้คงยังอยู่ในวัง พระมารดาลองเรียกเขามาเข้าเฝ้าซักถามรายละเอียดดูก็ได้”

“นี่…เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะ” ได้ยินว่าจะให้ขุนนางมาเข้าเฝ้า ไทเฮาก็ตรัสด้วยความลังเล

“ลูกไม่คิดว่ามีอะไรไม่เหมาะ พระมารดาประทับอยู่กับอดีตฮ่องเต้เสมอ ความฉลาดเฉียบแหลมเข้าใจในเหตุผลไม่ต้องพูดถึง ลูกเพิ่งบริหารราชกิจได้ไม่นาน ประสบการณ์ยังตื้นเขิน ถ้ามีอะไรสะเพร่าผิดพลาด หวังว่าพระมารดาจะช่วยอบรมสั่งสอน” ฮ่องเต้ตรัสยิ้มๆ

ไทเฮาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก็ผงกพระเศียร “ก็ดี เรียกเขามาเถิด”

ฮ่องเต้มีรับสั่งให้ไปตามซ่งเหยา ไม่นานก็เห็นซ่งเหยาเร่งรุดมา ฮ่องเต้นั่งอยู่หลังม่านกับไทเฮา ร่วมพูดคุยกับซ่งเหยา

“รองเสนาบดีซ่ง” ไทเฮาตรัสขึ้นช้าๆ “ตามเหตุผลข้าที่เป็นสตรีผู้หนึ่งไม่ควรก้าวก่ายราชกิจ ทว่าฉางซานอ๋องเป็นนัดดาของฮ่องเต้ไท่จง เรื่องเกี่ยวพันถึงเกียรติยศของเชื้อพระวงศ์ หญิงชราอย่างข้าจำต้องก้าวก่ายสักเล็กน้อย หวังว่าท่านจะให้อภัย”

ซ่งเหยารีบบอกมิกล้า แล้วหยิบคำให้การที่เตรียมไว้แล้วออกมาจากในแขนเสื้อ “นี่เป็นคำให้การของฉางซานอ๋อง ไทเฮาโปรดทอดพระเนตร”

นางกำนัลรับคำให้การมาส่งมอบให้ไทเฮา ไทเฮารับคำให้การมา เพียงอ่านได้ไม่กี่บรรทัด หัวคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน ตวาดเสียงเฉียบขาด “ซ่งเหยา!”

“กระหม่อมอยู่นี่พ่ะย่ะค่ะ”

“ใส่ร้ายเชื้อพระวงศ์มีความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง สิ่งที่เขียนอยู่ในคำให้การมีหลักฐานหรือไม่”

“มีพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งเหยาตอบเสียงดังกังวาน “อาวุธและเสื้อเกราะสองร้อยชุดที่ซุกซ่อนอยู่ในจวนฉางซานอ๋องเป็นพยานวัตถุ คนรับใช้ในจวนท่านอ๋อง ทหารที่อยู่ในที่นั้นล้วนเป็นพยานบุคคล”

“แล้วหนิงอ๋อง…” น้ำเสียงไทเฮาสั่นสะท้าน “ในคำให้การบอกว่าหนิงอ๋องเป็นผู้ร่วมสมคบคิด…”

“ทูลไทเฮา ฉางซานอ๋องสุรุ่ยสุร่ายใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา หรูหราฟุ่มเฟือย เบี้ยรายเดือนและรายได้จากที่ดินศักดินาของเขาเกรงว่าคงไม่พอที่จะสนับสนุนแผนการของเขาได้ กระหม่อมเห็นว่าเรื่องนี้ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิด”

ไทเฮาตบโต๊ะ “ต่อให้เป็นเช่นนั้น แล้วเจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่าหนิงอ๋องก็คือผู้สมรู้ร่วมคิด”

ซ่งเหยาเงยหน้ามองตรงไปที่หลังม่าน ก่อนตอบเสียงดังฟังชัด “เรื่องนี้ฉางซานอ๋องยอมรับด้วยปากตนเอง หย่งอี้อ๋อง เล่ออันอ๋องต่างก็ให้การชี้ชัดว่าฉางซานอ๋องกับหนิงอ๋องมักแอบพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันอยู่เสมอ คิดจะกระทำการนอกลู่นอกทาง กระหม่อมทราบดีหนิงอ๋องเป็นพระโอรสที่ไทเฮาทรงรักใคร่ ทว่าหลักฐานแน่นหนา ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้!”

“บังอาจ!” ไม่รอไทเฮาเอ่ยปาก ฮ่องเต้ก็ลุกขึ้นมาตำหนิ “ซ่งเหยา เจ้าถึงกับกล้าพูดจาโอหังกับไทเฮา”

ซ่งเหยาเห็นฮ่องเต้พิโรธก็รีบหมอบกราบลงกับพื้น แต่ปากกลับยังโต้แย้งเสียงดัง “พระโอรสทำผิดกฎหมายโทษเท่าสามัญชน กระหม่อมได้รับพระบัญชาให้สอบสวนคดีนี้ มีแต่ต้องทำตามกฎหมายบ้านเมืองจึงจะไม่ผิดต่อฝ่าบาท ไม่ผิดต่ออาณาประชาราษฎร์ในใต้หล้า”

ฮ่องเต้คว้าถ้วยทองคำที่มีน้ำนมขว้างไปที่ข้างเท้าซ่งเหยา ตวาดลั่น “ไสหัวไปให้พ้น!”

ซ่งเหยารู้นี่เป็นสัญญาณของฮ่องเต้ จึงไม่โต้แย้งอีก เขากราบลงแล้วล่าถอยออกไปทันที

ไทเฮาประทับอยู่บนตั่ง มองซ่งเหยาล่าถอยออกไปด้วยจิตใจห่อเหี่ยว ฮ่องเต้มีท่าทางไม่ค่อยสบายพระทัย ตรงเข้าไปจับพระหัตถ์แล้วเรียกเบาๆ “พระมารดา”

“พวกเจ้า…จะลงโทษเขาอย่างไร” ไทเฮาตรัสถามอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง

ฮ่องเต้ก้มพระเศียรอยู่ครู่หนึ่ง ตรัสอย่างลังเล “ลูกจะพยายามรักษาชีวิตของเขาไว้”

ไทเฮาหลับพระเนตรลง หางตามีน้ำใสๆ ไหลออกมาเป็นทาง เนิ่นนานผ่านไปจึงเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “ชายา หนิงอ๋องตั้งครรภ์อยู่ เรื่องนี้นางไม่รู้อะไรด้วยเลย…”

ฮ่องเต้พยักพระพักตร์ “ลูกเข้าใจดี ได้ยินว่าชายาอ๋องเชี่ยวชาญหลักพุทธศาสนา ไม่สู้พระมารดารับนางเข้ามาอยู่ในวัง ให้นางสวดมนต์ภาวนาให้อดีตฮ่องเต้แทนพระมารดา”

ไทเฮารู้นี่เป็นการจัดการอย่างใจกว้างที่สุดของฮ่องเต้แล้ว ความผิดที่หลี่หยวนเพ่ยทำลงไปคือก่อกบฏ นางไม่อาจหวังให้ฮ่องเต้อภัยให้หลี่หยวนเพ่ยมากไปกว่านี้ได้อีก นางโบกพระหัตถ์อย่างอ่อนล้าให้ฮ่องเต้กลับไปเสีย

ฮ่องเต้ก็เหมือนไม่อยากอยู่นานกว่านี้ จึงบอกลาไทเฮาทันที

พอฮ่องเต้จากไป ฉีซู่ก็วิ่งโซซัดโซเซออกมา ฟุบอยู่เบื้องหน้าไทเฮาร้องไห้สะอึกสะอื้น “ไทเฮา! พระมารดา!”

ไทเฮาพยุงนางลุกขึ้น ทั้งสองเกาะกุมมือกัน ต่างน้ำตารินไหล สุดท้ายก็ได้แต่กอดคอกันร้องไห้

“ลูกคนนี้เหตุใดจึงโง่งมเช่นนี้” ขณะนัยน์ตาพร่าเลือนไปด้วยน้ำตา ฉีซู่ได้ยินไทเฮาพึมพำออกมา “เหตุใดเขาจึงโง่งมเช่นนี้ได้”

“พระมารดา” ฉีซู่ถามเสียงสั่น “ท่านอ๋องจะเป็นเช่นไร”

ไทเฮาสั่นพระเศียร น้ำตาร่วงดุจหยาดฝน “อย่าถามข้า ข้าไม่รู้ ฮ่องเต้ยอมละเว้นชีวิตเขาก็…” พูดมาถึงตรงนี้ นางก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ ทุบอกกระทืบเท้า “ถ้ารู้แต่แรกว่าจะเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงตามอดีตฮ่องเต้ไปแล้ว จะอย่างไรก็ดีกว่าวันนี้ต้องมาเห็นเขาเดินไปบนเส้นทางนี้โดยทำอะไรไม่ได้เลย”

ฉีซู่เห็นไทเฮาประเดี๋ยวก็ร้องไห้คร่ำครวญถึงพระโอรส ประเดี๋ยวก็คร่ำครวญถึงอดีตฮ่องเต้ นางจึงไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญอีก เพียงหลั่งน้ำตาอยู่เงียบๆ ในใจของนางรู้สึกเจ็บปวดอ้างว้างเอกาแทบทนไม่ไหว ไม่ต่างจากปีนั้นที่ท่านพ่อจากไป ท่านแม่พานางกลับเมืองหลวง เจ็บปวดรวดร้าวไปถึงส่วนลึกของหัวใจเช่นเดียวกัน หวาดหวั่นอับจนสิ้นไร้หนทางเช่นเดียวกัน…ท่านแม่ไม่อาจรั้งชีวิตท่านพ่อไว้ได้ หรือว่านางก็มีชะตาชีวิตที่ไม่ต่างจากมารดาตน

แต่ท่านแม่ในตอนนั้นแม้จะเศร้าอาดูร แต่ก็ไม่ต้องกังวลถึงชีวิตของพวกนางสองแม่ลูก แต่นาง…ฉีซู่ลูบท้องที่นูนขึ้นมาน้อยๆ ของตน ในนี้มีลูกที่นางตั้งตารอมานานกำลังเจริญเติบโตอยู่ นอกจากหลี่หยวนเพ่ยแล้ว ลูกก็คือคนสำคัญที่สุดในชีวิตของนาง แต่ลูกคนนี้ยังไม่ได้ออกมาลืมตาดูโลกก็กลายเป็นลูกของนักโทษไปแล้ว นางไม่กล้าจินตนาการเมื่อลูกคนนี้ถือกำเนิดมา อนาคตที่รอต้อนรับเขาอยู่จะเป็นเช่นไร หรือ…ลูกคนนี้จะมีอนาคตหรือไม่

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 15

Comments

comments

Jamsai Editor: