X
    Categories: everYทดลองอ่านปราชญ์กู้บัลลังก์

ทดลองอ่านนิยายวาย ปราชญ์กู้บัลลังก์ บทที่ 5.2 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 12

สามารถอ่านบทก่อนหน้าได้ที่ >> บทที่ 5.1

 

“ถอดลงมาล้างดีหรือไม่”

“อย่า! อย่ารบกวนนกนางแอ่น”

ใต้ชายคามีรังนกนางแอ่นเป็นลางดีมาก แม้ว่าโหยวเหมี่ยวจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องโชคลางสักเท่าไร แต่ก็คุ้นเคยกับความเชื่อของชาวบ้าน เวลานี้เขาเริ่มเชื่อมั่นกับอนาคตของปราสาทเขาเจียงปัวแล้ว อีกอย่างถ้าเขาทายไม่ผิด ที่นี่อาจจะมีซากโบราณสถานอยู่ก็เป็นได้

หลี่จื้อเฟิงวิ่งขึ้นกำแพงสองก้าวแล้วดีดตัวขึ้นไปยืนบนหลังสิงโตหิน เอานิ้วเคาะป้ายเหนือประตูเบาๆ ฝุ่นหนาเตอะก็ร่วงกราว โหยวเหมี่ยวเข้าไปหาบันได ทั้งสองคนช่วยกันยกบันไดออกมาพาด โหยวเหมี่ยวยังหาผ้าเก่าขาดมาผืนหนึ่ง จากนั้นปีนป่ายขึ้นไป ส่วนหลี่จื้อเฟิงคอยโอบอยู่ทางด้านหลัง

โหยวเหมี่ยวค่อยๆ เช็ดฝุ่นดินที่เกาะป้ายอย่างระมัดระวัง จนเผยให้เห็นตัวอักษรใหญ่ๆ สองคำ…สวนเสิ่น

“…”

ตัวอักษรปิดทองจืดจางไปนานแล้ว โหยวเหมี่ยวโคลงศีรษะแล้วทอดถอนใจ “ที่แท้ก็เป็นที่นี่…”

“ที่ไหน” หลี่จื้อเฟิงอุ้มโหยวเหมี่ยวลงมา ทั้งสองคนยืนมองป้ายเหนือศีรษะ

นกนางแอ่นโผล่หัวออกมาจากด้านหลังป้าย และมองพวกเขาสองคนด้วยความประหลาดใจ โหยวเหมี่ยวเอ่ยว่า “ที่นี่เป็นที่พักอาศัยของนักกวีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของชาวฮั่น…มิน่าท่านแม่ข้าถึงได้ซื้อไว้”

“ซ่อมแซมได้หรือไม่” หลี่จื้อเฟิงรับคำแล้วถามต่อ

“เวลานี้สวนเสิ่นเป็นของข้าแล้ว แน่นอนว่าได้” โหยวเหมี่ยวยิ้มก่อนตอบ

เขากับหลี่จื้อเฟิงยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ครู่หนึ่ง โหยวเหมี่ยวมองท้องฟ้าสีครามสดใสแล้วเอ่ยว่า “เจ้าขี่ม้าไปที่หมู่บ้านอันลู่ ซื้อข้าวสาร แป้ง น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มอะไรพวกนั้นกลับมา ถือโอกาสสอบถามข่าวคราวในเมืองด้วย ดูสิว่ามีคนงานหรือไม่ จ้างมาสักหลายๆ คน บอกไปว่ามากินอยู่ที่นี่ไม่ต้องเสียเงิน”

โหยวเหมี่ยวเดินเข้าไปหยิบเงินสิบตำลึงกับจดหมายที่เขาเขียนถึงจ้าวเฉากับหลี่เหยียนแล้วกำชับว่า “เงินใช้ประหยัดหน่อย จงนำจดหมายสองฉบับนี้ไปที่ค่ายทหารแล้วไหว้วานให้ช่วยส่งจดหมายไปที่เมืองหลวง รีบไปรีบกลับล่ะ”

“ที่ข้ายังมี” หลี่จื้อเฟิงพูดพลางล้วงถุงเงินใบเล็กออกมา นั่นเป็นเงินที่โหยวเหมี่ยวมอบให้ตอนไล่เขาไป ทั้งหมดยี่สิบตำลึง หลี่จื้อเฟิงยังเก็บไว้อย่างดี

“ดีมาก ไปเถอะ” โหยวเหมี่ยวเห็นดังนั้นก็ตื่นเต้นยินดี

หลี่จื้อเฟิงพลิกตัวขึ้นหลังม้าแล้วกระตุ้นม้าออกเดินทาง

เวลานี้จะใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้ หนึ่งตำลึงทองเท่ากับสามสิบตำลึงเงิน หนึ่งตำลึงเงินเท่ากับเงินหนึ่งก้วน เงินหนึ่งก้วนเอาไปทำอะไรได้ตั้งมากมาย ข้าวสารหนึ่งชั่งแค่แปดอีแปะ ไก่หนึ่งตัวแค่ยี่สิบห้าอีแปะ เมื่อก่อนโหยวเหมี่ยวไม่เคยเป็นผู้นำครอบครัวไม่รู้ราคาข้าวสารฟืนถ่าน เวลานี้คำนวณดูแล้ว บิดามอบเงินให้เขาหนึ่งร้อยตำลึงเงิน เพียงพอให้กินอยู่ใช้จ่ายในสวนเสิ่นถึงห้าปีสิบปี

แต่เงินแค่นี้ยังไม่พอ เขาขบคิดไม่หยุดว่าจะใช้เงินจำนวนนี้หาเงินเพิ่มอย่างไร ก่อนอื่นสิ่งแรกที่ต้องทำคือซ่อมแซมบ้านให้เรียบร้อย แน่นอนว่าบ้านทั้งหลังจะรื้อทิ้งสร้างใหม่ส่งเดชไม่ได้ โหยวเหมี่ยวเห็นคำว่าสวนเสิ่นก็รู้ว่าต้นไม้ใบหญ้าแต่ละต้น ภูเขาจำลอง และเก้าอี้หินในบ้านนี้ล้วนมีความเป็นมา บางทีอาจจะมีวัตถุโบราณเยอะมากก็เป็นได้ ถ้าหากบุ่มบ่ามโยนทิ้งอาจทำลายข้าวของเสียหายโดยเปล่าประโยชน์

โหยวเหมี่ยวเดินวนรอบบ้านรอบหนึ่ง สวนเสิ่นแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก เดินจนเมื่อยขายังไม่พ้นเขตกำแพงบ้าน โหยวเหมี่ยวใช้เวลาเดินกว่าหนึ่งถ้วยชา* กว่าจะถึงด้านหลังเรือน เขาจูงม้าอีกตัวออกจากโรงม้าแล้วพลิกตัวขึ้นหลังม้า ควบวิ่งออกไปทางทุ่งหญ้า

คนเช่าที่ทั้งสี่ครอบครัวอาศัยอยู่ทางตะวันออกและตะวันตก โหยวเหมี่ยวตัดสินใจว่าจะเรียกคนมาช่วยเก็บกวาดก่อน พอถึงตอนเที่ยงๆ พบว่าบ้านที่เห็นอยู่ไกลๆ มีควันลอยขึ้นมา โหยวเหมี่ยวหยุดม้าที่หน้าบ้านหลังหนึ่งแล้วถามว่า “ที่นี่เป็นบ้านใคร”

“คุณชาย!” หลี่จวงรีบร้อนออกมาต้อนรับ

“เจ้าว่างหรือไม่”

ครอบครัวหลี่จวงกำลังอยู่ในช่วงพักจากการทำนา หลี่จวงเพิ่งถึงบ้านและพักดื่มน้ำ คงกำลังปรึกษาหารือกับภรรยา ครั้นได้ยินโหยวเหมี่ยวตะโกนถามก็รีบออกมาต้อนรับทันที “ว่างขอรับ คุณชายมีอะไรจะสั่งอย่างนั้นหรือ”

โหยวเหมี่ยวสังเกตเห็นบ้านอีกหลังที่อยู่ตรงกันข้ามจึงถามว่า “แล้วบ้านที่อยู่ตรงข้ามเป็นของใคร”

“บ้านเจ้าจางเอ้อร์”

“จางเอ้อร์!” โหยวเหมี่ยวตะโกนเรียก

จางเอ้อร์ตะโกนรับคำมาจากในบ้านหลังนั้น โหยวเหมี่ยวเอ่ยต่อว่า “ถ้าพวกเจ้าสองคนว่างอยู่ก็ขึ้นไปที่ปราสาทเขาที ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”

โหยวเหมี่ยวพูดทิ้งท้ายแล้วกระตุ้นม้ากลับไป เพราะรถม้ายังทิ้งไว้ในสวนเสิ่น เงินทองก็อยู่ในนั้น

เมื่อมองสวนเสิ่นจากภายนอกจะเห็นว่าเก่าทรุดโทรมมาก อย่างไรก็ตามบ้านใหม่ที่เห็นอยู่ใต้แสงตะวันนี้กลับไม่ได้ดูหดหู่อ้างว้างแม้แต่น้อย แต่ยังมีพลังชีวิตแห่งความรุ่งเรืองตกค้างอยู่ในซากกำแพงแตกหักเหล่านั้น ราวกับมีอะไรบางอย่างเติบโตอยู่ใต้เศษซากกระเบื้องอิฐหิน งอกเงยขึ้นเรื่อยๆ จนแทบดันทะลุซากปรักหักพังเหล่านั้นขึ้นมายืนตระหง่านค้ำฟ้า

โหยวเหมี่ยวผูกม้าไว้ที่ต้นไม้หน้าประตูตรงบริเวณที่มีหญ้าขึ้นรกเพื่อให้มันและเล็มกินหญ้าเอง จากนั้นถอดเสื้อคลุมตัวนอกท่อนบนออก เอาแขนเสื้อผูกเป็นปมตรงเอวแล้วปล่อยให้มันห้อยอยู่อย่างนั้น จากนั้นก็เดินไปขนข้าวของบนรถลงมา

สิ่งสำคัญที่สุดในบ้านก็คือเงินทองของตัวเอง เงินหนึ่งร้อยตำลึงเงินที่เหลือต้องเก็บรักษาไว้ให้ดี โหยวเหมี่ยวยกหีบเงินเข้าไปในห้องนอน ฉากกั้นล้มระเนระนาด ฟูกและผ้านวมก็เก่าขาดจนไส้ทะลักออกมา

โหยวเหมี่ยวกวาดตามองไปรอบๆ ตรงมุมห้องมีหีบตั้งอยู่ใบหนึ่ง เขาออกแรงผลักแต่ผลักไม่ไหว พอก้มมองพื้นก็พบว่าเจ้าสิ่งนี้ดูเหมือนจะหลอมติดกับพื้น

มันไม่ได้ใส่กลอนไว้ โหยวเหมี่ยวเปิดฝาแล้วชะโงกมองเข้าไป ข้างในมีหนังสือตำราแค่ไม่กี่ม้วน ในหีบยังมีพื้นที่ว่าง ตัวหีบจมลึกลงไปในพื้นสามเชียะ* โหยวเหมี่ยวเข้าใจแล้ว มันคงถูกฝังไว้ตั้งแต่ตอนสร้างบ้านนี้ โดยใช้ก้อนอิฐยึดไว้

* ‘หนึ่งถ้วยชา’ ใช้เปรียบถึงช่วงเวลาที่สั้นมาก บางตำราเทียบว่าประมาณ 10-15 นาที

* เชียะ (ฉื่อ) เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน เทียบความยาวได้ประมาณ 10 นิ้ว หรือหนึ่งส่วนสามเมตร ปัจจุบันยังใช้คำนี้อยู่ในความหมายว่า ‘ฟุต’

เช่นนี้ก็ดี หนึ่งคือไม่ต้องกลัวคนขโมย สองจะได้เอาไว้เก็บข้าวของมีค่า

โหยวเหมี่ยวขนของที่อยู่ข้างในออกมา แล้วเอาถุงเงินที่โหยวฮั่นเกอมอบให้ใส่เข้าไปรวมกับเงินหนึ่งร้อยตำลึงในหีบเงิน แล้ววางหีบเงินใบเล็กไว้ในหีบเหล็กใบใหญ่ จากนั้นไปหยิบกุญแจจากรถม้ามาคล้องหีบ เสียงกลอนลั่นดังกริ๊ก

มีกุญแจสองดอก ตนเองเก็บไว้ดอกหนึ่ง ส่วนอีกดอกมอบให้หลี่จื้อเฟิง

วันหน้าต้องเลี้ยงสุนัขไว้เฝ้าบ้านสักตัว โหยวเหมี่ยวคิดในใจ ถ้ารู้แต่แรกคงสั่งให้หลี่จื้อเฟิงซื้อสุนัขกลับมาด้วยสักตัวแล้ว

“คุณชาย…” เสียงตะโกนของหลี่จวงดังมาจากข้างนอก

“เข้ามาสิ” โหยวเหมี่ยวปัดฝุ่นบนตัวแล้วเดินออกไป “ช่วยขนหีบในรถเข้ามาให้ข้าที”

หลี่จวงกับจางเอ้อร์เดินเข้ามา จางเอ้อร์มองไปรอบๆ แล้วแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา “คุณชายจะอยู่ที่นี่หรือ”

โหยวเหมี่ยวรู้ดีว่าพวกเขาคงคิดไม่ถึง แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นนั้น จากความคิดของคนทั่วไป คุณชายน้อยที่ได้รับการปรนนิบัติพัดวีมาอย่างดีอาจจะอยู่ได้แค่คืนเดียวแล้วรีบเก็บข้าวของกลับปราสาทเขาปี้อวี่ก็เป็นได้

“ช่วยไม่ได้” โหยวเหมี่ยวพาพวกเขาไปขนของจากรถม้า “พ่อไม่รักแม่ไม่เอ็นดู ในบ้านยังมีพี่ชายอีกคน ทรัพย์สมบัติย่อมมาไม่ถึงข้า”

ทั้งสองคนมองสบตากันแล้วรับหีบมา โหยวเหมี่ยวไม่ได้ปิดบังพวกเขา กลับย้อนถามว่า “เรื่องพวกนี้พวกเจ้าคงเคยได้ยินมาก่อนกระมัง”

“เคยได้ยินมาบ้างขอรับ” จางเอ้อร์ตอบ

หลี่จวงส่งสายตาให้จางเอ้อร์ ทั้งสองคนช่วยกันยกหีบเข้าไปในบ้าน

“ทุกอย่างก็ต้องพึ่งตัวเอง” โหยวเหมี่ยวเอ่ย

หลี่จวงยิ้มแล้วกล่าวว่า “น้องชายที่ติดตามคุณชายมา ข้าว่าเขาเป็นคนใช้ได้”

“ใช่ ยังดีที่มีเขา” โหยวเหมี่ยวกลับไปที่เรือนใหญ่ เปิดหน้าต่างทั้งหมด แสงตะวันสาดส่องเข้ามาทั้งสองทางทำให้ข้างในสว่างขึ้นไม่น้อย เครื่องเรือนที่มีฝุ่นเกาะหนาก็ไม่ได้มืดทึบอีก

“เครื่องเรือนไม่มีใครขโมยเลยหรือ” โหยวเหมี่ยวถามด้วยความประหลาดใจ

“ใครจะวิ่งมาขโมยของในสวนเสิ่น” หลี่จวงตอบยิ้มๆ

“ที่นี่กลางคืนไม่ต้องลงกลอน ของตกข้างทางไม่มีใครเก็บ* อย่างนั้นหรือ มา ช่วยกันขนไม้ผุๆ พวกนี้ไปทิ้งที”

โหยวเหมี่ยวชอบเตียงในห้องนอนใหญ่มาก แค่เตียงหลังเดียวก็มีราคาไม่น้อยแล้ว แม้ว่าสีสันของลายแกะสลักจะหลุดลอกไปแล้ว แต่แค่ทาสีใหม่ก็กลับเป็นเหมือนเดิม เหนือเตียงมีแสงลอดเข้ามาได้ มุ้งที่ห้อยแขวนขาดวิ่นหมดแล้ว แต่เปลี่ยนม่านใหม่ ผ้าปูผ้านวมใหม่ก็กลายเป็นสวรรค์น้อยๆ แล้ว

หลี่จวงขนข้าวของออกไปนอกเรือน เครื่องเรือนในบ้านมีทั้งไม้ฮว่ามู่และไม้อีกชนิดหนึ่ง โหยวเหมี่ยวลองเคาะดูจนแน่ใจว่าเครื่องเรือนในห้องนอนใหญ่ทำมาจากไม้ฮวาหลิวทั้งหมด เพราะไม้ฮวาหลิวมีราคาสูง หนักและไม่ผุง่ายๆ ตู้ที่ทำจากไม้ฮว่ามู่ผุพังหมดแล้ว เห็นกองอยู่ตรงมุมสวน เหมาะจะเอาไว้ทำฟืนพอดี ส่วนประตูทำจากไม้ดอกสาลี่ ไม้ชนิดนี้ก็ดีมากเช่นกัน แข็งแรงทนทาน อย่างน้อยประตูหน้าต่างก็ไม่ต้องเปลี่ยน แค่ตอกหมุดใหม่ ขูดสักครั้งแล้วทาสีใหม่ก็พอ

* ของตกข้างทางไม่มีใครเก็บ เป็นสำนวน อุปมาถึงสังคมที่ดีและสงบสุข ไม่มีโจรลักเล็กขโมยน้อย

โหยวเหมี่ยวเก็บกวาดห้องเสร็จก็เดินออกมา หีบหลายใบตั้งวางเรียบร้อย หลี่จวงกำลังปัดกวาดเช็ดถูอยู่ในห้อง โหยวเหมี่ยวจึงพาจางเอ้อร์ไปที่ห้องหนังสือ

ชั้นวางหนังสือกับโต๊ะเขียนหนังสือก็ทำจากไม้ฮวาหลิวเช่นกัน แค่เครื่องเรือนทั้งบ้านก็ขายได้เงินหลายร้อยตำลึงแล้ว ทิ้งไว้เกือบร้อยปีกลับไม่มีใครเข้ามาขโมย ช่างน่าแปลกเสียจริงๆ หรือจะเป็นเพราะโจรไม่รู้จักคุณค่าของ?

“แปลกจริง” โหยวเหมี่ยวส่งยิ้มให้จางเอ้อร์ “นับร้อยปีไม่เคยมีโจรเข้ามา”

จางเอ้อร์ช่วยเปิดหีบ หีบใหญ่สิบใบ ข้างในอัดแน่นไปด้วยหนังสือตำรา…กองพะเนิน

“ทั้งหมดนี้เป็นของเจ้าหรือ” จางเอ้อร์ถาม แต่แล้วรู้ตัวว่าเผลอเรียกผิดก็รีบเอ่ยว่า “หนังสือของคุณชายเยอะมากจริงๆ”

โหยวเหมี่ยวรับคำว่าอืม ปัดฝุ่นบนชั้นหนังสือแล้วจามหลายที “บ้างก็เป็นของท่านแม่ข้า บ้างก็เป็นของน้าเล็กข้า”

“ล้วนแต่เป็นบัณฑิตสินะ” จางเอ้อร์หยิบหนังสือวางบนชั้น โหยวเหมี่ยวเดินไปเปิดหน้าต่าง หน้าต่างด้านหลังห้องหนังสือหันหน้าเข้าหาสวนดอกไม้พอดี ในภูเขาจำลองมีต้นหญ้างอกสูง ผิวน้ำในสวนมีจอกแหนลอยเป็นแพ จะว่าไปแล้วก็เป็นทัศนียภาพที่สวยงามไม่น้อย คงต้องเชิญคนทำสวนมาจัดการสักที ขณะนั้นจางเอ้อร์ที่กำลังรื้อหนังสือออกมาก็เอ่ยว่า “หนังสือเยอะขนาดนี้ อย่าชื้นจนเสียหายเลย”

โหยวเหมี่ยวทรุดนั่งบนเก้าอี้ตัวใหญ่แล้วดึงลิ้นชักออกมา ข้างในยังมีสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ* แท่นวางพู่กันที่ทำจากเครื่องกระเบื้องเคลือบสีขาวขาบ แท่นฝนหมึกลายเมฆมงคลแดง และหมึกตราประทับสีแดงโบตั๋น

หมึกตราประทับแห้งหมดแล้ว โหยวเหมี่ยวเช็ดโต๊ะจนสะอาดแล้วหยิบข้าวของออกมาทีละชิ้น “ชื้นไม่ว่า กลัวแต่จะมีคนขโมยเท่านั้น”

“ไม่มีใครมาขโมยของที่นี่หรอก” จางเอ้อร์เอ่ย

โหยวเหมี่ยวเจอกำไลหยกที่หักเป็นสองท่อนในลิ้นชักจึงลองหยิบมาประกบกัน “ปราสาทเขาเจียงปัวไม่มีคนเฝ้ายามสักคน ในสวนเสิ่นก็ไม่มีใครทำความสะอาด ทำไมถึง…”

“เพราะที่นี่มีผีอาละวาด” จางเอ้อร์ลุกขึ้นตอบ

“…”

“มีสตรีนางหนึ่งล้มป่วยตายในสวนเสิ่น”

สีหน้าของโหยวเหมี่ยวดูไม่ค่อยดี จางเอ้อร์เล่าต่อว่า “ต่อมาได้ยินว่าคนที่ซื้อสวนแห่งนี้ล้วนตายหมด…”

“นั่นมันท่านแม่ข้า…”

“…พลั้งปากแล้วๆ” จางเอ้อร์เพิ่งรู้ตัวว่าพูดผิดก็รีบแก้ตัว

“สาเหตุที่ปราสาทเขาเจียงปัวไม่ค่อยมีคนเช่าที่ก็เพราะพวกเจ้ากลัวผีอย่างนั้นหรือ”

“เปล่า ไม่ใช่เพราะเหตุนี้ ต่อมามีหลายคนที่ใจกล้าเข้ามาหยิบข้าวของในสวนเสิ่นกลับไปใช้ที่บ้าน ผลคือมีคนตายในบ้านคนแล้วคนเล่า…”

“เจ้าล้อเล่นสินะ” มุมปากโหยวเหมี่ยวกระตุกอย่างห้ามไม่อยู่

* สี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ ได้แก่ พู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก และกระดาษ

จางเอ้อร์ลดเสียงลงเอ่ยว่า “ลุงเหลียงมีลูกชายสามคน ลูกชายคนโตเข้ามาขโมยของในปราสาทเขา…ผลคือสองสามีภรรยาป่วยตาย ลุงเหลียงต้องเอาของกลับมาคืนด้วยตัวเอง”

โหยวเหมี่ยวขนลุกซู่ไปทั้งตัว กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุก ไม่รู้ว่าสิ่งที่จางเอ้อร์พูดมาเป็นเรื่องจริงหรือโกหก แต่ก็ไม่ได้ซักถามต่อ

บัณฑิตกับหญิงงาม จากลากันปีก่อน มาวันนี้หญิงงามกลายเป็นผีสาว ถ้าโลกนี้มีภูตผีจริง โหยวเหมี่ยวก็อยากเชื่อว่าที่นางไม่ยอมจากไปเพราะยังอาลัยอาวรณ์คู่รัก

จางเอ้อร์ออกไปตักน้ำมาเช็ดถู โหยวเหมี่ยวจัดหนังสือพลางพูดว่า “ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดต่อนาง ชีวิตนี้ไม่เคยทำเรื่องที่ต้องละอายใจ ดึกดื่นไม่กลัวภูตผีมาเคาะประตู”

“คุณชายเป็นลูกเศรษฐี ตั้งแต่เด็กก็มีดาวเศรษฐีคอยปกปักคุ้มครอง ไม่ต้องกลัวเรื่องพวกนี้”

โหยวเหมี่ยวค้นหนังสือ ในนั้นมีหนังสือจำนวนไม่น้อยที่กระทั่งตัวเขาเองยังไม่เคยอ่าน เขานึกได้ว่าจางเอ้อร์จะเข้าเมืองหลวงจึงถามว่า “เจ้าจะเข้าเมืองหลวงไปสอบคัดเลือกขุนนาง หรือว่าเข้าไปหางานทำ”

“พ่อแม่ข้า” จางเอ้อร์ตอบ “ล้วนอยากให้ข้าเป็นบัณฑิต อีกไม่กี่ปีรอให้ถึงตอนสอบเอินเคอ* หรือไม่ก็สอบเคอจวี่ที่จัดขึ้นทุกสามปี แต่อาจารย์ในหมู่บ้านอันลู่บอกให้ข้าลองไปสอบเซียงซื่อ** ดูก่อน”

โหยวเหมี่ยวพยักหน้าแล้วบอกว่า “ถ้าเจ้ายังไม่รีบร้อนจากไปก็แวะมาอ่านหนังสือที่สวนเสิ่นได้ทุกเมื่อ”

จางเอ้อร์ตกตะลึงอย่างมาก โหยวเหมี่ยวรีบบอกว่า “ข้าคิดว่าเจ้าคงยังเข้าเมืองหลวงทันทีไม่ได้ ก่อนไปเมืองหลวง จำไว้ว่าอย่าลืมแวะมาบอกข้าสักคำ จะได้ฝากจดหมายข้าไปด้วย ข้ามีสหายในเมืองหลวงหลายคน มีคนคอยดูแลย่อมเป็นเรื่องดี จริงหรือไม่”

“ขอบคุณคุณชาย!” จางเอ้อร์ได้ยินว่าโหยวเหมี่ยวจะช่วยสนับสนุนและแนะนำเขาก็คุกเข่าขอบคุณทันที

โหยวเหมี่ยวรีบประคองอีกฝ่ายลุกขึ้นและบอกว่าไม่ต้องเกรงใจ จากนั้นจางเอ้อร์ก็ไปจัดห้องหนังสือต่อ โหยวเหมี่ยวค้นหนังสือแล้วเปิดหีบเล็กใบสุดท้าย

ในหีบมีตัวอักษรตวัดเส้นอ่อนช้อยเขียนว่า ‘ในตำราแต่ละเล่มมีห้องทองคำ ในตำราแต่ละเล่มมีสาวงามเพริศแพร้ว”

โหยวเหมี่ยวยิ้ม คิดถึงตอนมารดาจับพู่กันสอนตนเองรู้จักตัวหนังสือ เฉียวเคอเอ๋อร์ชื่นชอบคำสอนของสำนักโม่เจียที่ว่า ‘ความรักสากล ไม่โจมตี’*** ซึ่งแตกต่างจากความคิดของพวกบัณฑิตในแถบเจียงหนานและราชสำนักที่นับถือแนวคิดของสำนักขงจื่อ เต๋า และพุทธในตอนนั้น สำนักโม่เจียเน้นกลยุทธ์การศึก การช่าง และการเกษตร โดยเฉพาะวิชาความรู้ที่ ‘โม่จื่ออภิปราย’ สามารถนำมาโต้แย้งกับโหยวเต๋อชวนจนทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก

โหยวเต๋อชวนคิดว่าการศึกษาสี่ตำราห้าคัมภีร์**** ขนบธรรมเนียมตามหลักของขงจื่อและเมิ่งจื่อต่างหากที่เป็นแนวทางอันถูกต้อง จึงดูถูกสำนักโม่เจียที่เฉียวเคอเอ๋อร์ชื่นชอบ ต่อมามักจะสั่งสอนโหยวเหมี่ยว บอกว่ามารดาเขาประหลาดคน และสอนเจ้าลูกบัดซบอย่างเขาออกมาประหลาดคนด้วย

* เอินเคอ คือการสอบเข้ารับราชการที่จัดขึ้นเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

** เซียงซื่อ คือการสอบเข้ารับราชการในระดับระดับมณฑล ผู้ที่สอบผ่านจะเรียกว่าจวี่เหริน โดยผู้ที่สอบได้คะแนนอันดับหนึ่งเรียกว่าเจี่ยหยวน

*** แนวคิดของโม่จื่อ ผู้ให้กำเนิดสำนักโม่เจีย ‘ความรักสากล’ คือการรักทุกคนในโลกโดยไม่แบ่งชนชั้น ส่วน ‘ไม่โจมตี’ หมายถึงการต่อต้านสงครามที่ไร้คุณธรรม

**** เป็นตำรามาตรฐานและปรัชญานิพนธ์ของลัทธิขงจื๊อ (ขงจื่อ) นักปราชญ์ผู้เสนอแนวคิดในการปฏิบัติตนให้อยู่ในจารีตประเพณีและคุณธรรมอันดีงาม สี่ตำรา ได้แก่ หลุนอวี่ ต้าเสวีย จงยง และเมิ่งจื่อ ใช้กำหนดเนื้อหาของการสอบเข้ารับราชการของจีนโบราณ ห้าคัมภีร์ ได้แก่ ซือจิง ซูจิง อี้จิง หลี่จิง และชุนชิว

โหยวเหมี่ยวเปิดหีบ หยิบหนังสือตำราของมารดาตอนยังมีชีวิตอยู่ออกมาเปิดหาข้อมูลที่มีประโยชน์ ทันใดนั้นก็สังเกตเห็นหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า ‘เกร็ดความรู้ชาวบ้าน’ ดวงตาทั้งคู่ทอประกายจัดจ้าด้วยความพึงพอใจ

‘ตำรารวมสิ่งประดิษฐ์’ ‘บันทึกลำธารแห่งความฝัน’ ‘เทพกสิกรรมเสินหนง’ ‘บทกวีเหยี่ยเหล่า’***** นอกจากนี้ยังมี ‘คัมภีร์โม่จิง’ ด้วย!

โหยวเหมี่ยวรู้สึกเหมือนค้นพบสมบัติล้ำค่า หีบหนังสือที่มารดาทิ้งไว้ให้เขาเหล่านี้เป็นสมบัติล้ำค่าในการดูแลปกครองปราสาทเขาจริงๆ ดังนั้นโหยวเหมี่ยวจึงไม่เก็บกวาดห้องหนังสือต่อ แต่หอบหนังสือออกไปนั่งอ่านอยู่ตรงระเบียงอย่างตั้งใจ

เริ่มจาก ‘ตำรารวมสิ่งประดิษฐ์’ ในนั้นบันทึกวิธีสร้างกังหันน้ำ สีวาดรูป น้ำตาล กลั่นเกลือ สร้างคลองส่งน้ำ ผลิตโลหะทั้งห้า เป็นต้น กระทั่งความยาวและปริมาณก็เขียนระบุไว้อย่างชัดเจน

โหยวเหมี่ยวอ่านเรื่องกังหันน้ำอยู่ครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้นพลิก ‘คัมภีร์โม่จิง’ เพื่อเอามาเทียบกับวิชากลไกสกุลโม่ หลังจากเทียบกันแล้วก็ไปหยิบถ่านมาก้อนหนึ่ง จากนั้นนั่งลงวาดบนพื้น

ดวงตะวันเคลื่อนคล้อยตกลงทางทิศตะวันตก หลี่จวงที่อยู่ในเรือนเอ่ยว่า “คุณชาย เรือนใหญ่กับห้องนอนปัดกวาดเสร็จแล้ว คุณชายโปรดสั่งการด้วย”

จางเอ้อร์เช็ดถูห้องหนังสือเสร็จแล้วเช่นกัน และกำลังยืนดูหนังสือของโหยวเหมี่ยวอยู่หน้าชั้นวางหนังสือ

“เจ้าหยิบถุงเงินบนชั้นมาสิ” โหยวเหมี่ยวรับคำโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ

หลี่จวงรีบปฏิเสธว่ารับเงินจากคุณชายไม่ได้ โหยวเหมี่ยวกล่าวย้ำว่า “ไม่เป็นไร เจ้าไปหยิบเถอะ ข้ายังมีเรื่องจะให้พวกเจ้าช่วยอีก”

อีกไม่ถึงสิบวันจะเป็นวันปีใหม่แล้ว พวกคนเช่าที่กำลังอยู่ในช่วงพักจากการทำเกษตรนั่งอยู่บ้านเฉยๆ ไม่สู้ออกมาช่วยโหยวเหมี่ยวทำงาน โหยวเหมี่ยวหยิบเงินออกมายี่สิบอีแปะยื่นให้จางเอ้อร์ “เจ้ารับไว้”

“ข้ารับเงินจากคุณชายไม่ได้ แค่คุณชายอนุญาตให้ข้าขึ้นมาอ่านหนังสือ ข้าก็ซาบซึ้งใจมากแล้ว”

โหยวเหมี่ยวขบคิด ในเมื่อยืนยันเช่นนี้ก็ดูสมเป็นบัณฑิตจึงไม่ได้บังคับอะไรอีก จากนั้นยื่นเงินยี่สิบอีแปะให้หลี่จวงแล้วพูดว่า “ยี่สิบอีแปะนี้มอบให้เจ้าเป็นค่าแรงในวันนี้ และจะให้เจ้าเพิ่มอีกหนึ่งพวง พรุ่งนี้เจ้าช่วยเข้าเมืองแทนข้าที ซื้อของตามนี้กลับมาให้ข้า ใช้เงินไปเท่าไร จงจดจำให้แม่นยำ เพราะข้าจะถามดูอีกที”

โหยวเหมี่ยวยื่นกระดาษหนังวัวที่ใช้ถ่านขีดเขียนให้หลี่จวง “พวกไม้เจ้าแค่ถามราคามาก็พอ หลี่จื้อเฟิงไม่คุ้นกับเมือง อย่าให้โดนคนหลอก”

หลี่จวงตอบรัวๆ ว่าได้ๆๆ โหยวเหมี่ยวเอ่ยต่อว่า “กลับบ้านไปกินข้าวเถอะ”

“อีกครู่ข้าจะให้เมียข้าขึ้นมาทำอาหารให้คุณชาย”

“ไม่ต้อง หลี่จื้อเฟิงน่าจะกลับมาแล้ว พวกเจ้าไปกินกันเถอะ วันหลังค่อยจ้างเมียเจ้ามาทำอาหาร”

โหยวเหมี่ยวไล่หลี่จวงกับจางเอ้อร์กลับไปกินข้าว ส่วนตัวเองออกมานั่งอยู่หน้าเฉลียง ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือต่อ ทราบดีว่าหลี่จวงเปลี่ยนท่าทางจากที่แวะมาตอนเช้าแล้ว เพราะเขามีเงิน

***** บทกวีเหยี่ยเหล่า เป็นบทกวีที่ตู้ฝู่ กวีเอกในสมัยถังเป็นผู้เขียน

มีเงินจ้างผีโม่แป้งได้* ออกไปทำงานข้างนอกได้เงินแค่วันละสิบอีแปะเท่านั้น แต่ทำงานให้คุณชายโหยวกลับได้เงินตั้งยี่สิบอีแปะ

ดวงตะวันคล้อยลงทางทิศตะวันตก เสียงรถม้าวิ่งเข้ามาจากข้างนอก โหยวเหมี่ยวเงยหน้าขึ้นทำท่าจะตะโกนเรียกชื่อหลี่จื้อเฟิง แต่แล้วก็รู้สึกแปลกชอบกล จู่ๆ นึกได้ว่าตัวเองซื้อทาสเฉวี่ยนหรงคนนี้มาตั้งนาน แต่ยังไม่เคยตั้งชื่อใหม่ให้อีกฝ่าย ยังคงใช้ชื่อแซ่เดิมที่หลี่เหยียนตั้งให้

ปกติเวลาโหยวเหมี่ยวเรียกใช้อีกฝ่ายจะเรียกว่า ‘นี่’ เหมือนเรียกสุนัข เวลานี้หลี่จื้อเฟิงกลับมาแล้วจริงๆ

“กลับมาแล้วหรือ”

“กลับมาแล้ว” ม้าร้องคำรามฮี้ เสียงของหลี่จื้อเฟิงดังมาจากข้างนอก

โหยวเหมี่ยวไม่ได้ขยับตัวไปไหน ยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงเฉลียงตามเดิม ท้องเริ่มรู้สึกหิวนิดๆ ครู่ต่อมาหลี่จื้อเฟิงก็เดินเข้ามาหา ร่างสูงใหญ่บดบังแสงตะวัน

“หลบไปข้างๆ อย่าบังแสง”

หลี่จื้อเฟิงไม่ขยับหลบ แต่คุกเข่าข้างเดียวลงมาด้านข้าง หัวใจโหยวเหมี่ยวกระตุกวูบ เงยหน้าขึ้นมองก็เห็นอีกฝ่ายกำลังยิ้ม

รอยยิ้มนั่นอ่อนโยนและงดงามมาก แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดสายตาโหยวเหมี่ยวที่สุด สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือหลี่จื้อเฟิงอุ้มสุนัขตัวเล็กมากตัวหนึ่งอยู่ในอ้อมแขน

“เอามาจากไหน” โหยวเหมี่ยวโยนหนังสือทิ้งทันที

หลี่จื้อเฟิงหัวเราะ จับขาหน้าทั้งสองข้างของเจ้าสุนัขตัวน้อยมาวางซ้อนกันหยอกโหยวเหมี่ยวเล่น

สุนัขตัวนั้นเป็นสุนัขลายด่าง ลำตัวสีขาว แต่มีแต้มสีดำใหญ่ๆ อยู่ทางซ้ายและขวา ลูกตาดำกลมๆ ของมันกำลังจ้องมองโหยวเหมี่ยว รอบดวงตาก็มีแต้มดำ ดูใสซื่อน่ารักมาก

“ส่งมาให้ข้าอุ้มเร็วเข้า” โหยวเหมี่ยวรับสุนัขมาอุ้มแล้วถามว่า “ซื้อมาเท่าไร”

“ไม่ต้องจ่ายเงิน แม่สุนัขหน้าร้านขายข้าวสารเพิ่งออกลูกมาหนึ่งครอก ข้าจึงขอจากเถ้าแก่มาตัวหนึ่ง”

เจ้าสุนัขเห่าโฮ่งๆ โหยวเหมี่ยวตื่นเต้นดีใจมาก “ข้ากำลังคิดว่าควรหาสุนัขสักตัวมาเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน เจ้าก็เอากลับมาเสียก่อน”

หลี่จื้อเฟิงยกมุมปากขึ้นนิดๆ รับคำว่าอืมแล้วลูบหัวลูกสุนัข ตามด้วยลูบหัวโหยวเหมี่ยว

โหยวเหมี่ยวไม่รู้จะหัวเราะหรือร่ำไห้ดี ลุกขึ้นเดินตามอีกฝ่ายไปที่ลานด้านหลังแล้วถามว่า “ของซื้อมาหมดแล้วหรือ”

“ซื้อแล้ว ใช้เงินไปทั้งหมดสามตำลึงเงิน รวมรถเข็นไม้อีกคัน”

ในสวนเสิ่นมีม้าสองตัว ม้าตัวหนึ่งลากรถกำลังดี โหยวเหมี่ยวเดินออกไปดูก็เห็นหลี่จื้อเฟิงซื้อมาเต็มคันรถ มีทั้งเนื้อเค็ม หน่อไม้ ผักดองหลายไหใหญ่ ข้าวสาร แป้ง น้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้ม ผักกวางตุ้ง ครบถ้วนทุกอย่าง และมีไก่เป็นๆ อีกหลายตัวร้องกุ๊กๆ อยู่ในสุ่ม ข้างหน้ารถยังห้อยกระต่ายป่าไว้อีกตัว

หลี่จื้อเฟิงขนข้าวของลงจากรถแล้วย้ายเข้าไปในครัว

“จดหมายส่งแล้วหรือยัง”

* มีเงินจ้างผีโม่แป้งได้ เป็นสำนวนที่หมายความว่าหากใช้เงินเป็นเครื่องล่อใจ ก็สามารถว่าจ้างคนให้ทำงานต่างๆ ได้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเต็มใจหรือรู้สึกผิดหรือไม่ก็ตาม

“อื้ม”

“หาคนงานได้แล้ว?”

“อืม”

“เมื่อไรจะมา”

“พรุ่งนี้”

บทสนทนาระหว่างโหยวเหมี่ยวกับหลี่จื้อเฟิงเรียบง่ายและไร้สาระมาก หลี่จื้อเฟิงวางของแล้วลงมือกวาดพื้น โหยวเหมี่ยวเดินไปเปิดเตาดินดู หม้อขึ้นสนิมหมดแล้ว หลี่จื้อเฟิงหยิบน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว น้ำส้มออกมาจัดวางให้เข้าที่ ทั้งสองคนทำอะไรกับครัวไม่ถูก

“เจ้า…ทำอาหารเป็นหรือ” โหยวเหมี่ยวถาม

“เป็นนิดหน่อย”

หลี่จื้อเฟิงเดินออกไป พอกลับเข้ามาก็ถือหม้อใหม่มาด้วยสองใบ ขนาดกำลังพอเหมาะกับช่องวางเตาพอดี ทางซ้ายเป็นกระทะเอาไว้ผัด ทางขวาเป็นหม้อเอาไว้ต้ม ทั้งยังหิ้วกะละมังเหล็กใบใหญ่เข้ามาด้วยอีกใบ จากนั้นเอาวางไว้บนเตาอั้งโล่ที่อยู่ข้างๆ เตาดิน ตามด้วยซึ้งนึ่ง ที่แท้ก็เป็นหม้อนึ่งนั่นเอง

“…”

“…”

“เจ้าทำอาหารเป็นด้วยหรือ ดีจริงๆ” โหยวเหมี่ยวเอ่ย

“เมื่อก่อนเคยทำ”

“เมื่อก่อนเคยทำอะไร”

“เนื้อย่าง”

“…ข้าวดูเหมือนต้องนึ่ง” โหยวเหมี่ยวกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ เห็นหลี่จื้อเฟิงเอาขันไม้ตักข้าวสาร และเตือนเขาว่า “ต้องแช่น้ำด้วย? นึ่งเลยไม่ได้หรือ”

หลี่จื้อเฟิงนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าตอบว่า “ใช่”

โหยวเหมี่ยวหมดอารมณ์

“เจ้าไปอ่านหนังสือเถอะ” หลี่จื้อเฟิงเอ่ย “ไม่ต้องสนใจหรอก”

มุมปากโหยวเหมี่ยวกระตุก ตอนออกไปข้างนอกยังบอกทิ้งท้ายว่า “วันนี้หลี่จวงทำความสะอาดบ่อน้ำให้แล้ว ข้าจะไปตักน้ำแล้วกัน”

“ข้าทำเอง” หลี่จื้อเฟิงดึงดันแย่งถังน้ำไป โหยวเหมี่ยวจึงยกเก้าอี้ไปนั่งดูอยู่ตรงลานหน้าห้องครัวแทน เจ้าสุนัขตัวน้อยวิ่งดักหน้าดักหลังหลี่จื้อเฟิง แลบลิ้นกระดิกหางรัวๆ หลี่จื้อเฟิงมองมันแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “ไปนั่งเสีย”

“มานี่ เจ้าดำ” โหยวเหมี่ยวกวักมือเรียก

สุนัขลายด่างวิ่งเข้ามาหมอบอยู่แทบเท้าโหยวเหมี่ยว หลี่จื้อเฟิงหาบน้ำเข้ามา ล้างโอ่งรอบหนึ่งแล้วหิ้วโอ่งออกมาด้วยมือเดียว เขาหิ้วโอ่งกระเบื้องหนักหกสิบชั่งเหมือนถังน้ำใบเล็กๆ ก็ไม่ปาน พอเทน้ำก้นโอ่งทิ้งก็วางตั้งกับพื้นเรียบแล้วเอาผ้าเช็ด

เจ้าคนนี้มีเรี่ยวแรงมหาศาลจริงๆ…โหยวเหมี่ยวอดคิดในใจไม่ได้ ถ้าลงมือต่อสู้กันคงบีบคอตัวเองตายได้ง่ายๆ เหมือนฆ่าไก่ตัวเล็กๆ โหยวเหมี่ยวนึกถึงคำพูดที่หลี่เหยียนเล่าไว้ ตอนนั้นหลี่จื้อเฟิงกินยาชนิดหนึ่งเข้าไป หลังจากกินเข้าไปแล้วก็สูญเสียวรยุทธ์ทั้งหมด

“ตอนนี้วรยุทธ์เจ้าฟื้นคืนหรือยัง” โหยวเหมี่ยวถาม

“ยัง คืนมาแค่ห้าส่วนเท่านั้น” หลี่จื้อเฟิงหิ้วโอ่งน้ำเข้าไปในห้องครัวแล้วตอบออกมาจากข้างใน

โหยวเหมี่ยวตกตะลึง นี่แค่ห้าส่วน?!

“แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะฟื้นคืนทั้งหมด” โหยวเหมี่ยวอดถามไม่ได้

“แค่ไม่กินยานั่นก็ค่อยๆ ดีขึ้นเอง”

โหยวเหมี่ยวคิดถึงวันที่หลี่จื้อเฟิงขี่ม้าถือทวนบุกเข้าไปช่วยพวกเขาออกมาจากหมู่บ้านของชาวต๋าต๋า ลูกศรหนึ่งดอกยิงทะลุสองคน แรงดึงธนูคันนั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็นร้อยชั่งแน่ น่ากลัวเกินไปแล้ว

ขณะกำลังจะถามต่อก็มีควันลอยโขมงออกมาจากในครัว เหมือนมีอะไรลุกไหม้ หลี่จื้อเฟิงเองก็ไอไม่หยุด โหยวเหมี่ยวตะโกนถามอย่างร้อนรนว่า “ไฟไหม้หรือ?!”

“แค่ก…แค่ก…อย่าเข้ามา…”

ครั้นโหยวเหมี่ยวเข้าไปในครัวก็สำลักควันจนน้ำหูน้ำตาไหล หลี่จื้อเฟิงไออยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสองคนวิ่งออกมาจากครัว ใบหน้าเปื้อนคราบเขม่าไปหมด โหยวเหมี่ยวไอพลางเอ่ยว่า “ปล่องไฟ…ปล่อง…”

หลี่จื้อเฟิงคว้าชายคาแล้วพลิกตัวขึ้นหลังคาอย่างคล่องแคล่ว เสียงนกกาดังมาจากปล่องควันด้านบน นกกาหลายตัวบินแตกฮือ ปล่องไฟโดนอุดด้วยเศษหญ้ากับรังนก หลี่จื้อเฟิงตบพลัวะลงไป ก้อนอิฐร่วงกราวลงมาเสียงดังโครม

“ได้แล้วๆ” โหยวเหมี่ยวรีบโพล่ง “อย่าทุบครัวพังล่ะ”

ควันลอยกระจายออกไป ในที่สุดก็จุดไฟในเตาสำเร็จ โหยวเหมี่ยวเอากระบอกเป่าไฟจ่อกับเตาแล้วออกแรงเป่า แต่กลับสูดควันเข้าคอโดยไม่ตั้งใจจึงส่งเสียงไอออกมาอีกระลอก

“ข้าทำเอง” หลี่จื้อเฟิงหัวเราะลั่นอย่างห้ามไม่อยู่

หลี่จื้อเฟิงหัวเราะพลางวุ่นวายกับเตาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มหั่นผัก โหยวเหมี่ยวยืนชี้แนะอยู่ข้างๆ “หั่นเป็นแผ่น”

“ทราบแล้ว” หลี่จื้อเฟิงตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นมอง

ท้องฟ้าค่อยๆ มืด อากาศข้างนอกเริ่มเย็นลง โหยวเหมี่ยวเห็นว่าตัวเองช่วยอะไรไม่ได้เลยว่าจะออกไปเดินเล่นในสวนเสิ่น แต่หลี่จื้อเฟิงโพล่งขึ้นก่อนว่า “สวมเสื้อเพิ่มอีกชั้นเถอะ”

โหยวเหมี่ยวคิดในใจว่าพูดมาก แล้วฉุกคิดขึ้นมาได้ ดูเหมือนหลี่จื้อเฟิงไม่ค่อยเรียกชื่อตน ตอนแรกยังเรียกคุณชายอยู่บ้าง แต่ตอนนี้กระทั่งคุณชายยังไม่เรียกแล้ว ตั้งแต่วันที่เดินทางออกจากปราสาทเขา หลี่จื้อเฟิงก็เริ่มทำอะไรเองมากขึ้น ดูเหมือนเขาจะคอยดูแลโหยวเหมี่ยวเหมือนเป็นน้องชายของตัวเอง

แต่ไหนแต่ไรมาโหยวเหมี่ยวไม่ใช่คนยึดถือกฎเกณฑ์ธรรมเนียมอะไรมากมายอย่างพวกหลี่เหยียน ที่จริงต่อให้หลี่จื้อเฟิงเรียกเขาว่า ‘เจ้าเด็กแซ่โหยว’ โหยวเหมี่ยวก็ไม่ถือสาอยู่ดี เพราะทำอย่างนี้ดูสนิทสนมใกล้ชิดกว่าด้วย

เขายืนอยู่ด้านหน้าเรือนแล้วมองลงไปจากที่สูง บ้านที่อยู่ไกลๆ มีควันลอยอ้อยอิ่ง ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัว สายลมในเหมันตฤดูพัดกรูจนต้นไผ่ในสวนเสิ่นส่ายไปมา เป็นบรรยากาศที่แปลกออกไปอีกอย่าง

ตัวเองตกอับจนต้องฝากชีวิตไว้กับทาสคนหนึ่ง ช่างเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกปวดร้าวใจไม่น้อย แต่ถ้าจะมีความพิเศษก็พิเศษตรงที่ทาสคนนั้นเป็นหลี่จื้อเฟิง และเขาก็ไม่เหมือนบ่าวไพร่ทั่วไป ถ้าเปลี่ยนเป็นคนอื่น อย่างสือฉีเอ๋อร์ มู่ฉีเอ๋อร์…โหยวเหมี่ยวคงบ่นโวยวายอยู่พักหนึ่ง เพราะแค่เห็นหน้าบ่าวรับใช้ก็รำคาญใจแล้ว

แต่หลี่จื้อเฟิงไม่เป็นเช่นนั้น โหยวเหมี่ยวก็รู้สึกขันตัวเองเหมือนกัน วันเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหลี่จื้อเฟิง ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนเล่นสร้างครอบครัว ดูน่าสนุกอย่างบอกไม่ถูก

บางทีตอนหลี่จื้อเฟิงอยู่นอกด่านอาจจะใช้ชีวิตเหมือนคุณชายคนหนึ่งก็เป็นได้ เพราะดูจากการพูดจา กิริยาท่าทาง โหยวเหมี่ยวลอบรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าคนผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา

ครู่ต่อมา ไฟในห้องโถง ห้องนอน และห้องหนังสือก็ถูกจุดสว่าง แม้บ้านหลังใหญ่จะมีคนอาศัยอยู่แค่สองคน แต่กลับรู้สึกอบอุ่นมาก เจ้าดำวิ่งตามติดข้างเท้า โหยวเหมี่ยวไปที่ไหน มันก็วิ่งตามไปที่นั่น

โหยวเหมี่ยวรู้สึกหิวมาก ตอนกลางวันกินบะหมี่ไปนิดเดียว ตลอดทั้งวันก็ไม่มีอะไรลงท้องเลยด้วย พอเดินกลับเข้าไปในบ้านก็ได้กลิ่นไหม้

“…”

“…”

มีข้าววางอยู่บนโต๊ะ ข้าวนึ่งสุกดี เรียงตัวเป็นเม็ดสวย ส่งกลิ่นหอมของข้าวออกมา น้ำแกงเห็ดฟางก็พอดูได้ โรยต้นหอมสับเล็กน้อย แต่เนื้อผัดกลับดำเมี่ยมเหมือนก้อนถ่าน ผักกวางตุ้งก็โดนผัดจนเหลือนิดเดียววางแหมะอยู่ตรงกลางจาน

“ฮ่าๆๆๆๆ…”

หลี่จื้อเฟิงพูดอะไรไม่ออก โหยวเหมี่ยวหัวเราะจนน้ำตาเล็ด แต่ไม่ได้บ่นอะไร แค่บอกว่า “นั่งลงเถอะ”

“ฟืนไฟไม่มีคนดู” หลี่จื้อเฟิงตอบ

“ไม่เป็นไรๆ”

หลี่จื้อเฟิงจัดเก้าอี้แล้วยืนอยู่ด้านหลังเพื่อคอยปรนนิบัติโหยวเหมี่ยวกินข้าว แต่โหยวเหมี่ยวดึงมือเขาแล้วพูดว่า “เจ้ามากินเถอะ ไม่ต้องรักษากฎระเบียบอะไรมากมาย”

“ไม่ได้ เจ้าเป็นเจ้านาย”

“อย่าพูดมาก” โหยวเหมี่ยวสั่ง “ในสวนเสิ่นมีแค่เราสองคน กินเถอะ ไม่มีใครกินข้าวเป็นเพื่อน น่าเบื่อจะตาย ข้าคงกินไม่ลง”

หลี่จื้อเฟิงได้ยินดังนั้นค่อยทรุดตัวลงนั่งแล้วเช็ดชามให้โหยวเหมี่ยว แต่โหยวเหมี่ยวพูดต่อว่า “เอาให้เจ้าดำกินด้วย”

จากนั้นหลี่จื้อเฟิงก็ลุกขึ้นตักน้ำแกงเห็ดฟางคลุกข้าวเล็กน้อย เจ้าดำก้มหน้าก้มตากินข้าวในชาม เขมือบลงท้องอย่างตะกละตะกลาม โหยวเหมี่ยวยังไม่ยอมขยับตะเกียบ นั่งมองดูมันแล้วหัวเราะร่วน

“กินเถอะ” หลี่จื้อเฟิงตักข้าวให้โหยวเหมี่ยวแล้วบอกว่า “ขอเวลาข้าศึกษาไม่กี่วัน เดี๋ยวก็ค่อยๆ ทำได้เอง”

โหยวเหมี่ยวยิ้มแล้วลองชิมดู “เค็มนิดหน่อย”

หลี่จื้อเฟิงรับคำ ลองกินดูคำหนึ่งแล้วทำหน้าพิลึกดูไม่ได้

“ข้าจะไปที่บ้านหลี่จวง ทอดไข่มาสักสองใบ” หลี่จื้อเฟิงผุดลุกขึ้น

“ช่างเถอะๆ อย่าไปรบกวนคนอื่นเลย มากินเถอะ ผักเค็มกินกับข้าวกำลังดี”

โหยวเหมี่ยวหิวมาทั้งวันจึงไม่เลือกมากอะไรอีก ถ้าเป็นเวลาปกติไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหลวงหรือที่บ้าน ถ้าพ่อครัวทำอาหารอย่างนี้ออกมา โหยวเหมี่ยวคงเรียกมาหาแล้วเอาอาหารสาดใส่หน้าไปแล้ว แต่หลี่จื้อเฟิงทำออกมาเช่นนี้ โหยวเหมี่ยวกลับรู้สึกซึ้งใจ เพราะทราบดีว่าตอนอยู่นอกด่านนอกจากย่างเนื้อแล้ว อีกฝ่ายคงไม่เคยทำอะไรพวกนี้มาก่อน

“น้ำแกงนี่จืดไป” โหยวเหมี่ยววิจารณ์ “คราวหน้าตอนเจ้าผัดผัก ใส่เกลือซีอิ๊วน้ำมัน ใส่ไปชิมไป ให้รสชาติกำลังดีก็พอ”

หลี่จื้อเฟิงรับคำแล้วทำท่าอยากพูดอะไรบางอย่าง โหยวเหมี่ยวจึงเอ่ยว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องกฎระเบียบนักหรอก เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเราสองคนเคยทำอะไรกัน น้ำลายยังกินมาแล้ว จะมากลัวอะไรกับผักนี่”

หลี่จื้อเฟิงอดหัวเราะไม่ได้ เขาหัวเราะพลางโคลงศีรษะแล้วก็พยักหน้ายิ้ม

โหยวเหมี่ยวค่อยๆ รู้สึกว่าหลี่จื้อเฟิงเริ่มดูเป็นมนุษย์มากขึ้น ตอนรู้จักกันใหม่ๆ เหมือนท่อนไม้ก็ไม่ปาน ต่อมาเริ่มมีอารมณ์สุขทุกข์ดีใจเสียใจ เริ่มเปิดปากพูดกับเขา คิดว่าชีวิตความเป็นอยู่ดี อารมณ์จึงดีตามไปด้วย

“ข้าอยากทำกังหันน้ำ”

“ได้ ข้าจะไปทำ พรุ่งนี้จะลงมือเลย”

“ไม่รีบ ข้าสั่งให้หลี่จวงไปสอบถามราคาแล้ว ข้าว่าด้านหลังภูเขาน่าจะมีต้นไม้อยู่บ้าง ไม่รู้ว่าพอใช้ได้บ้างหรือไม่”

หลี่จื้อเฟิงพยักหน้า โหยวเหมี่ยวกล่าวต่อ “คงต้องถางพื้นที่รอบๆ ก่อนสักแปลง ไถดินเสร็จแล้วจะได้ปลูกอะไรบ้าง นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปเจ้าดูแลนอกบ้าน ส่วนในบ้านข้าจัดการเอง”

หลี่จื้อเฟิงรับคำ

พอกินข้าวเสร็จหลี่จื้อเฟิงก็เก็บจานชามไปล้างแล้วต้มน้ำให้โหยวเหมี่ยวอาบ หลังจากวุ่นวายมาทั้งวัน โหยวเหมี่ยวรู้สึกเหนื่อยล้ามาก อาบน้ำเสร็จก็ล้มตัวนอนบนเตียง ถึงจะเหนื่อยแต่ก็รู้สึกเต็มอิ่ม

ภายในห้องนอนส่วนใหญ่เก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว สวนเสิ่นกว้างใหญ่มาก มีสี่ปีกสิบแปดห้อง ถ้าจะเก็บกวาดทั้งหมดอย่างน้อยคงต้องใช้เวลาครึ่งปี ที่จริงโหยวเหมี่ยวก็ไม่ได้ทำอะไรมาก แต่ก็รู้สึกเหนื่อยอย่างบอกไม่ถูก คงเพราะต่างจากชีวิตเมื่อก่อนที่วันๆ เอาแต่กินเล่นเที่ยวเตร่มากนัก

แต่เขาก็เจริญอาหารดี กินข้าวไปสองชามกับไช้เท้าดองอีกเล็กน้อย

หลี่จื้อเฟิงยุ่งวุ่นวายจนถึงยามสองกว่าจะหยุดมือ โหยวเหมี่ยวสะลึมสะลือทำท่าจะหลับ จู่ๆ ได้ยินเสียงน้ำดังมาจากในสวนก็ผุดลุกขึ้นมานั่ง มองออกไปเห็นหลี่จื้อเฟิงเปลือยกายอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวของเดือนสิบสอง กล้ามเนื้อแน่นกระชับสวยเหมือนม้างามตัวหนึ่ง ยืนสาดน้ำเย็นเฉียบเสียดกระดูกใส่ตัวเองอยู่ใต้แสงจันทร์

“เอ้ย!” โหยวเหมี่ยวตะโกน “เจ้าอย่าแข็งตายล่ะ”

“ไม่เป็นไร” หลี่จื้อเฟิงตอบเรียบๆ “เจ้านอนเถอะ”

“เจ้ามานอนในห้องข้าสิ”

หลี่จื้อเฟิงรับคำ โหยวเหมี่ยวตื่นมาหนหนึ่งก็รู้สึกเหมือนนอนต่อไม่หลับ พลิกตัวไปมาจนกระทั่งได้ยินหลี่จื้อเฟิงเดินเข้ามา ปิดประตูแล้วหยิบผ้านวมมาคลี่ปูบนพื้น

โหยวเหมี่ยวชะโงกหน้าดู ผ้านวมที่หลี่จื้อเฟิงใช้ห่มนอนยังคงเป็นผืนที่โหยวเหมี่ยวยกให้ตั้งแต่หลายเดือนก่อน ผ้านวมตอนอยู่ในเมืองหลวง

เสียงสายลมที่พัดเข้ามาจากข้างนอกดังเหมือนผีสาวร้องคร่ำครวญ โหยวเหมี่ยวนึกถึงเรื่องที่จางเอ้อร์เล่าให้ฟังตอนกลางวันว่าบ้านหลังนี้มีผีอาละวาด ทันใดนั้นก็ขนลุกชันขึ้นมา

“ขึ้นมานอนกับข้า”

หลี่จื้อเฟิงนอนเฉย ไม่ขยับ ลมหายใจสม่ำเสมอ คงเพราะตอนกลางวันทำงานเหนื่อยมาก

“หลี่จื้อเฟิง?”

คราวนี้หลี่จื้อเฟิงขยับแล้ว โหยวเหมี่ยวถามต่อว่า “หลับแล้วหรือ ขึ้นมานอนบนเตียงกับข้าสิ”

หลี่จื้อเฟิงขึ้นมานอนบนเตียง เนื่องจากเพิ่งอาบน้ำเย็นมา ผิวกายจึงร้อนผ่าว พอโหยวเหมี่ยวดึงแขนอีกฝ่าย หลี่จื้อเฟิงก็ยื่นท่อนแขนแกร่งให้โหยวเหมี่ยวนอนหนุนแล้วโอบกอดไว้ข้างกาย

ตอนแรกโหยวเหมี่ยวยังรู้สึกกลัวนิดหน่อย แต่พอกอดหลี่จื้อเฟิงกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องผีอีกต่อไป ลมหายใจของเขาเริ่มกระชั้น ต้นขาเสียดสีกับท่อนขาแกร่ง เขายื่นมือไปลูบส่วนนั้นของหลี่จื้อเฟิง

ลมหายใจของหลี่จื้อเฟิงสะดุดเล็กน้อย ตอนแรกส่วนที่อยู่ตรงหว่างขายังอ่อนตัว แต่พอโหยวเหมี่ยวเกาะกุมลูบคลำไม่นานก็เริ่มแข็งขึงขึ้นมา

โหยวเหมี่ยวเงยหน้ามองก็เห็นอีกฝ่ายลืมตามองมาที่ตนเช่นกัน

“ต้องการหรือ” หลี่จื้อเฟิงถามเสียงต่ำ

โหยวเหมี่ยวรับคำว่าอืม หลี่จื้อเฟิงจึงปลดผ้าคาดเอว โอบกอดโหยวเหมี่ยวแล้วดันตัวเขาลงไปอยู่ใต้ร่าง มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปลูบคลำใต้เสื้อ ส่วนมืออีกข้างกอดเอวบางไว้ พร้อมก้มหน้าลงไปจุมพิตกลีบปากของโหยวเหมี่ยว

“อืม…” โหยวเหมี่ยวหลับตาลง เขารู้สึกสบายมาก คราวนี้สิ่งที่อีกฝ่ายทำกับเขาไม่เหมือนครั้งก่อน ระหว่างทั้งคู่ดูเหมือนจะมีอะไรมากกว่าเดิม

หลี่จื้อเฟิงถอดเสื้อผ้าโหยวเหมี่ยวจนเปลือยเปล่า มือข้างหนึ่งค้นห่อผ้าที่วางอยู่ตรงหัวเตียง หยิบเอาน้ำมันแพะป้องกันผิวแตกมานวดคลึงอย่างช้าๆ โหยวเหมี่ยวร้องด้วยความทรมานเมื่อหลี่จื้อเฟิงแทรกกายเข้ามาจนช่องทางแทบปริ แต่พออีกฝ่ายขยับตัวเข้าออกหลายครั้งเข้าก็เริ่มอาลัยอาวรณ์ไม่อยากให้ผละออกจากตัวเอง ทั้งสองคนกอดรัดกันแนบแน่น ขยับตัวขึ้นลงอยู่ใต้ผ้านวม โหยวเหมี่ยวร้องครางออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ “ลึกอีกหน่อย เข้ามาลึกอีกนิด…”

หลี่จื้อเฟิงกระทั้นกายเข้าไปจนกระทบกับส่วนลึกในตัวโหยวเหมี่ยว เมื่อจุดกระสันถูกกระทบเข้าอย่างจัง ร่างของโหยวเหมี่ยวพลันหดเกร็ง กอดหลี่จื้อเฟิงแน่น ทั้งขบทั้งกัดไหล่อีกฝ่าย แต่หลี่จื้อเฟิงกลับจับท้ายทอยเขาหันมาประกบริมฝีปาก จุมพิตดูดดื่มลึกล้ำจนโหยวเหมี่ยวแทบหายใจไม่ออก

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน โหยวเหมี่ยวเริ่มทนไม่ไหว หลี่จื้อเฟิงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงเหมือนสัตว์ป่าอยู่เหนือร่างเขา ฝ่ามือลูบไล้ใบหน้าโหยวเหมี่ยวและพรมจุมพิตลงมาตรงติ่งหู ร่างกายท่อนล่างขยับผละออกห่างจนส่วนนั้นถอนออกจากกาย

โหยวเหมี่ยวยังรู้สึกไม่เพียงพอแต่ก็โอบกอดอีกฝ่ายแล้วนอนเงียบๆ อยู่เช่นนั้น หลี่จื้อเฟิงอุ้มเขาขึ้นมานอนกอดซบบนอกแล้วพูดว่า “วันนี้เร็วจริง”

“พวกเขาบอกว่าที่นี่มีผี” โหยวเหมี่ยวหัวเราะตอบ

“ไม่ต้องกลัว ข้ากอดเจ้าไว้แล้ว”

“อื้ม” โหยวเหมี่ยวฝังใบหน้ากับแผงอกของหลี่จื้อเฟิง ความง่วงงุนเริ่มเข้ามาแทนที่จึงผล็อยหลับไป

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

สามารถอ่านบทอื่นๆได้ที่ >> บทที่ 1.1 | บทที่ 1.2 | บทที่ 2.1 | บทที่ 2.2 | บทที่ 3.1 | บทที่ 3.2 | บทที่ 4.1 | บทที่ 4.2 | บทที่ 5.1 | บทที่ 5.2

หน้าที่แล้ว1 of 12

Comments

comments

Jamsai Editor: