X
    Categories: everYGlass and Steelทดลองอ่าน

ทดลองอ่านนิยายวาย Glass and Steel บทที่ 5 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 5

กระจกเงาที่สะท้อนความเกลียดชัง

ดวงอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว ร่างสูงเดินย่ำพื้นดินปนหญ้าซึ่งตัดไถเป็นทางเดินเล็กๆ ทอดไปยังตึกเก่าด้านหลังกรมทหาร ชุดเครื่องแบบสีเขียวแก่ที่สวมอยู่เต็มไปด้วยคราบเลือดและกลิ่นควันไฟ ตอนแรกเขาคิดจะถอดมันออกก่อนพบหน้าคนที่อยู่ในความคิดคำนึงมาตลอดทั้งวัน แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนใจ เพราะถึงจะปลดเสื้อเปื้อนเลือดตัวนี้ออกก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขาเพิ่งกระทำลงไปได้

โซ่คล้องประตูถูกปลด ประตูหนาหนักเปิดออก คราวนี้คนภายในไม่ได้รอหาจังหวะแทรกตัวหนีไปเช่นคืนก่อน

ร่างโปร่งยังคงอยู่ในชุดนอนตัวเดิม นั่งก้มหน้านิ่งอยู่บนเตียง เมื่อได้ยินเสียงประตู ใบหน้าขาวนั้นก็เงยขึ้นแล้วหันมาช้าๆ ดวงตาแห้งผากจ้องมองคนที่เดินเข้ามาภายใน ก่อนจะเบนสายตากลับไปจ้องมองมือของตน

เหวินอี้ปิดประตูห้องขัง กดล็อก ก่อนจะก้มลงมองถาดที่วางอยู่บนพื้น คราวนี้อาหารในนั้นพร่องหายไปบ้าง นายทหารหนุ่มเดินไปจนหยุดยืนตรงหน้าอีกฝ่าย ดวงตาคมมองมือเรียวที่วางอยู่บนตัก รอยถลอกและแดงช้ำบ่งบอกว่าผู้เป็นเจ้าของคงใช้มันทุบประตูเหล็กบานนั้นอยู่นาน ก่อนจะตัดใจเมื่อรู้ชัดว่ามันไม่เกิดผล

พวกเขานิ่งอยู่ในความเงียบงันหลายอึดใจ เสียงแหบพร่าของคนที่ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยถามเบาราวกับกระซิบ “มีคนรอดไหม”

“ส่วนใหญ่ไม่…” คนถูกถามส่ายหน้า ตอบเพียงสั้นๆ เช่นกัน

เฟยหมิงยิ้มขม เงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ ร่องรอยเขม่าสีดำและบาดแผลเล็กน้อยตามจุดต่างๆ บ่งบอกว่าอีกฝ่ายตรงมาที่นี่ทันทีที่กลับมาถึงกรม

เขาควรถามจำนวนผู้รอดชีวิต อาจมีผู้บาดเจ็บ หรือคนที่ถูกจับมาทรมานมากมาย แต่คุณชายรองสกุลหลี่กลับเอ่ยถามอีกเรื่องหนึ่ง

“เมื่อไหร่คุณจะปล่อยผม”

“พรุ่งนี้” คนที่จองจำเขาไว้เอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “หากคุณสาบานว่าจะไม่ให้การสนับสนุนหรือเข้าร่วมกับกองกำลังใต้ดินของพวกกบฏคอมมิวนิสต์อีก พรุ่งนี้เช้าผมจะส่งคุณกลับคฤหาสน์สกุลหลี่”

“…แล้วถ้าผมไม่สาบานล่ะ” ดวงตากลมโตจ้องมองเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้าอย่างท้าทาย “ถ้าผมตั้งใจว่าจะเข้าร่วมกับกองทัพประชาชน ล้มล้างรัฐบาลทหารเลือดเย็นที่เห็นชีวิตของเด็กๆ เป็นเครื่องสังเวยอำนาจล่ะ คุณจะทำอะไรผม”

“เฟยหมิง”

เหวินอี้ขมวดคิ้ว เผลอหลุดคำเรียกชื่ออีกฝ่ายออกมา แต่เจ้าของชื่อกลับเอ่ยต่อ ไม่ได้สะดุดใจกับท้ายเสียงทุ้มที่ทอดอ่อนลง

“ผมจะสนับสนุนพวกเขา ผมจะให้ความช่วยเหลือทุกอย่างที่ผมทำได้ ต่อให้เป็นงานเสี่ยงอันตรายแบบเมิ่งอี้หราน ผมก็จะทำ” คุณชายรองสกุลหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาแผ่วราวกับเสียงกระซิบ หากหนักแน่นเหมือนกำลังสัญญากับตนเอง

“คุณทำแบบนั้นไม่ได้…และจะไม่มีวันได้ทำ”

นายทหารหนุ่มส่ายหน้าช้าๆ ร่างสูงก้มลงจับต้นแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายไว้ ปั้นรอยยิ้มเหยียดแคลนและดูหมิ่นขึ้นมาบนใบหน้าเย็นชา

ในเมื่อใช้ไม้นวมไม่ได้ผล เขาก็เลือกจะใช้ไม้แข็ง

“การที่ทั้งเมิ่งอี้หรานและหยู้ฝูหายตัวไป แล้วรังนกกระจอกตัวน้อยๆ ของพวกคุณก็ถูกฝ่ายผมทำลายราบคาบ แต่คุณกลับยังอยู่ดีครบสามสิบสอง คุณคิดว่าสหายกบฏของคุณจะคิดอย่างไรกัน”

คนฟังหายใจสะดุด “นี่คุณจะป้ายสีผมว่าเป็นคนทรยศงั้นหรือ”

“ไม่จำเป็นต้องลำบากป้ายสีคุณหรอก คุณชาย แค่คุณเดินออกไปจากกรมทหารอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน พวกกบฏนั่นย่อมต้องสงสัยอยู่แล้วว่าคุณอยู่ที่นี่ตั้งสองสามวัน ทำไมผมถึงไม่ทำอะไรคุณเลย”

“คุณทำ!”

ร่างโปร่งหลุดเสียงลอดไรฟันสวนขึ้นมา ภาพความทรงจำเลวร้ายที่เกิดขึ้นแล่นเข้ามาในสมอง ทั้งภาพ เสียง และสัมผัส เขารู้ดีว่าตนคงไม่สามารถลบฝันร้ายนี้ออกไปได้ตลอดชีวิต บางทีตายไปเสียเลยอย่างเมิ่งอี้หรานอาจจะดีกว่า

“ใช่ ผมทำ”

นายทหารหนุ่มยิ้มเยาะที่มุมปาก มือข้างหนึ่งละจากต้นแขนเรียวขึ้นมายึดคางของอีกฝ่าย กระซิบถามด้วยน้ำเสียงเสียดสี “แล้วคุณจะชี้แจงกับเหล่าสหายของคุณได้ไหมล่ะว่าถูกผมจับมา ‘ทรมาน’ อย่างไร คุณชายรอง คุณมีความกล้ามากพอจะพูดเรื่องนั้นออกไปรึเปล่า”

“คุณ! ที่คุณทำแบบนั้นเพราะคิดจะใช้เรื่องนี้ปิดปากผมงั้นเหรอ!”

มือเรียวกำแน่น แทบไม่รู้สึกถึงความเจ็บแสบของบาดแผลถลอกที่ถูกเล็บกดซ้ำ อีกฝ่ายพร่าเกียรติของเขาลงไปจนย่อยยับเพียงเพื่อจะใช้มันต่างห่วงโซ่ผูกคอ ไม่ให้เขากล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้กับใคร

รอยวูบไหวปรากฏขึ้นแวบหนึ่งในดวงตาคม หากผู้เป็นเจ้าของกลับจงใจรับข้อกล่าวหา เขาหัวเราะเบาๆ

“วิธีนี้ง่ายที่สุด ซ้ำยังไม่ทิ้งร่องรอย ยกเว้นแต่…บางจุด”

ปลายนิ้วหัวแม่มือที่ยึดคางมนไว้เลื่อนขึ้นมาไล้ริมฝีปากล่างของอีกฝ่ายเบาๆ ใบหน้าหล่อเหลาแกล้งปรายตามองรอยจ้ำสีแดงจางตรงสาบเสื้อนอนด้วยสายตาจาบจ้วง จนคนถูกมองต้องกัดริมฝีปากพยายามเบี่ยงหน้าหนี หากมือแกร่งที่ยึดคางเขาไว้ไม่อนุญาต

เหวินอี้ก้มลงไปใกล้กับใบหน้าของอีกฝ่ายจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของกันและกัน กระซิบด้วยน้ำเสียงข่มขู่

“เห็นแก่สายสัมพันธ์เก่าแก่ของสกุลหยางและสกุลหลี่ และท่านพ่อของเราก็เคยเป็นมิตรที่ดีต่อกัน ผมจะรักษาสายเลือดของท่านอาโดยไว้ชีวิตคุณ แต่ขอให้จำไว้ว่าต่อไปอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับกองกำลังกบฏอีก”

“ไม่!”

เฟยหมิงเลือกที่จะจ้องตากลับไปอย่างท้าทาย เขารู้ดีตั้งแต่เมื่อคืนก่อน ไม่ว่าอย่างไรพละกำลังของตนคงไม่สามารถต่อกรกับอีกฝ่ายได้ แต่คุณชายรองสกุลหลี่ก็ยังเลือกที่จะยืนหยัดอยู่บนอุดมการณ์ของตน

“ผมไม่ยอมรับรัฐบาลเผด็จการที่ดีแต่โกงกินอย่างพรรคก๊กมินตั๋ง และจะไม่มีวันก้มหัวให้คนโหดร้ายอำมหิตที่เห็นชีวิตคนเป็นผักปลาอย่างคุณ!”

ใบหน้าคมที่จ้องมองเขาอยู่นั้นขมวดคิ้วคล้ายโกรธกรุ่น ส่งให้บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง

เฟยหมิงกลั้นใจ คิดว่าอีกเดี๋ยวคนตรงหน้าคงจะเดินออกจากห้อง สั่งให้ทหารมาลากตัวเขาเข้าห้องทรมาน หรือไม่ก็เอาไปยิงทิ้งเสียให้จบๆ

…แต่อีกฝ่ายกลับก้มตัวลง ประคองใบหน้าเขาไว้ด้วยสองมือ ก่อนจะก้มหน้าลงมาแตะริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา

ร่างโปร่งสะดุ้งนิดหนึ่งก่อนจะรีบดันตัวถอยหนี แต่คนที่ยืนอยู่กลับขยับตัวตามมา มือเรียวยาวยึดกรอบหน้าและต้นคอของเขาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก หากสัมผัสที่ริมฝีปากซึ่งแตะย้ำซ้ำๆ นั้นกลับนุ่มนวลและอ่อนโยนราวกับเป็นการร้องขอ

แม้สัมผัสนี้จะแตกต่างจากครั้งแรกลิบลับ แต่ก็ยังคงเรียกความทรงจำเลวร้ายให้ย้อนกลับคืนมาในสมอง

เฟยหมิงขยับมือดันแผ่นอกของอีกฝ่ายตามปฏิกิริยาต่อต้านโดยอัตโนมัติ แต่แล้วกลับชะงัก คิดขึ้นมาได้ว่าแล้วมันจะต่างจากเมื่อคืนก่อนตรงไหน สุดท้ายเขาก็ไม่อาจสู้แรงคนตรงหน้า การดิ้นรนขัดขืนรังแต่จะทำให้อีกฝ่ายย่ามใจว่าสามารถสยบเขาลงได้ด้วยสองมือตน

มือเรียวขาวจึงตกลงไปข้างตัว ร่างโปร่งนั่งนิ่ง เลิกปัดป้องและไม่ตอบรับสัมผัสที่ถูกกดย้ำลงบนริมฝีปาก

ถ้านายทหารเลือดเย็นผู้นี้คิดว่าการทำลายเกียรติของเขาจะทำให้เฟยหมิงยอมแพ้ และใช้ชีวิตที่เหลือของตนปิดปากเงียบอยู่ในฝันร้ายไปตลอดกาล อีกฝ่ายก็คิดผิด

มันก็แค่สัมผัสทางกาย…ซึ่งเกิดขึ้น…แล้วก็จะผ่านไป

เหวินอี้ละจากริมฝีปากนุ่ม ไล้ปลายจมูกลงไปตามข้างแก้มเนียนและซอกคอขาว เขาสังเกตเห็นมือที่เลื่อนขึ้นมาดันร่างตนออกแต่แล้วกลับร่วงผล็อยลงไปอยู่ข้างกายผู้เป็นเจ้าของ ร่างโปร่งนิ่งเงียบแม้เมื่อยามที่ถูกเขากดให้เอนราบลงไปบนที่นอน ราวกับว่าร่างนั้นกลายเป็นรูปปั้นหิน หากกลิ่นหอมจางของผิวละมุนนั้นยังคงอยู่ และเขาก็หลงวนอยู่กับรสหวานของเรือนกายงดงามที่อยู่ตรงหน้าจนหลงลืมตน

รสหวานที่เคยมีเพียงในความฝัน…และเขาไม่คิดว่าตนจะมีวันได้สัมผัสมันในความจริง

กระดุมเสื้อนอนสีเข้มถูกปลดออกทีละเม็ด เฟยหมิงกัดฟันเมื่อมือของอีกฝ่ายแตะไล้กระตุ้นจุดไวสัมผัสด้านหน้าก่อนจะเลื่อนไปตามลำตัวจนถึงช่วงเอว ขณะที่ริมฝีปากและปลายจมูกยังและเล็มอยู่กับริมฝีปากและผิวแก้มของเขา ยามเมื่อร่างกายแนบชิด กลิ่นคาวเลือดและควันไฟซึ่งลอยจากเสื้อเครื่องแบบสีเขียวแก่นั้นก็ยิ่งแจ่มชัด ใบหน้าขาวสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ให้กลิ่นแห่งความตายซึมซับผ่านเข้าไปยังสมอง ย้ำเตือนถึงสิ่งที่อีกฝ่ายได้ทำลงไป

กางเกงนอนนุ่มลื่นถูกถอดจากร่างลงไปกองอยู่กับพื้นปูนเยียบเย็น ตามด้วยเครื่องแบบหนาหนักและเสื้อเชิ้ตสีขาว ร่างโปร่งยังคงนอนนิ่งแม้เมื่อกายอุ่นร้อนทาบสัมผัสลงมา มือขาวกำแน่นจิกเล็บลงกับผิวเนื้อเมื่อมือเรียวยาวหยาบกระด้างเพราะการฝึกฝนนั้นกอบกุมจุดอ่อนไหว และร่างกายของเขาก็ตอบสนองตามสัญชาตญาณ ความรู้สึกภายในพุ่งสูงขึ้นทีละน้อย

เหวินอี้มองใบหน้าเรียวขาวที่ฝืนกัดริมฝีปากตนเองแน่น สะกดกลั้นเสียงร้องเอาไว้แม้เมื่อยามถูกพาไปจนถึงจุดสูงสุดแห่งอารมณ์ เขาก้มลงกดริมฝีปากของตนลงบนริมฝีปากแดงช้ำ บังคับให้ฟันคมละออกก่อนจะไล่ปลายลิ้นไล้เลียรอยช้ำราวกับต้องการจะรักษาบาดแผล

มือที่เปียกชุ่มลากไล้ไปทางด้านหลัง ร่างโปร่งสะดุ้งเมื่อถูกกระตุ้นเตือนถึงความเจ็บปวดครั้งแรกเมื่อคืนก่อน หากคราวนี้สัมผัสของอีกฝ่ายกลับอ่อนโยน ปลายนิ้วเรียวยาวสำรวจภายใน แตะต้องสัมผัสแผ่วเบา มืออีกข้างกอบกุมด้านหน้า เรียกไฟอารมณ์ที่เพิ่งดับลงไปให้ลุกโชนขึ้นมาอีกอย่างเงียบๆ

นิ้วเรียวยาวผละออกไป ก่อนที่คนด้านบนจะขยับสอดแทรกตัวตนของตนเข้ามาช้าๆ เฟยหมิงหลับตา ขบฟันแน่นเมื่อร่างกายท่อนล่างเกร็งเครียด ความเจ็บร้าวแล่นขึ้นมาตามจุดที่เสียดสี ใบหน้าขาวแหงนเงยไปทางด้านหลัง สูดลมหายใจเข้าลึก สัมผัสได้ถึงริมฝีปากของอีกฝ่ายที่กดย้ำลงไปบนลำคอเหมือนจะดึงดูดให้เขาละเลยความเจ็บปวด

พวกเขาทั้งสองคนไม่มีใครพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมอยู่ในห้องเล็ก คนที่สอดแทรกเข้ามาเริ่มขยับตัวเนิบช้า ก่อนจะค่อยๆ กระชั้นถี่ขึ้นตามอารมณ์ที่วูบไหว เฟยหมิงตะแคงใบหน้า หันหนีจากดวงตาคมที่จ้องมองตนอยู่ แต่มือเรียวยาวกลับเลื่อนมาแตะปลายคาง บังคับให้หันกลับไป

“มองผม” เสียงทุ้มปนหอบเล็กน้อยสั่ง

ใบหน้าขาวจ้องมองราวกับเชื่อฟัง แต่ริมฝีปากสั่นระริกกลับเผยอขึ้น ส่งเสียงเอ่ยแผ่วเบา หากช้าชัด

“ผม…เกลียด…คุณ”

ดวงตากลมโตเจือหยาดน้ำใสแต่เจ้าตัวกลับสะกดกลั้นไม่ยอมปล่อยให้มันหยดลงมา เขาส่งความเกลียดชังทั้งหมดผ่านทางดวงตา สาดไปยังคนที่กำลังค้ำอยู่เหนือร่าง

ใบหน้าหล่อเหลานั้นชะงัก ดวงตาคมปรากฏแววอ่อนล้าและเจ็บลึกขึ้นมาวูบหนึ่ง หากแล้วใบหน้านั้นก็กลับมาเย็นชาราวกับถูกฉาบด้วยน้ำแข็ง

ร่างสูงเร่งจังหวะ ส่งแรงกระแทกรุนแรง สะท้อนอารมณ์เคียดแค้นที่ถูกมอบให้นั้นกลับไป

ระหว่างพวกเขามีเพียงความเกลียดชัง เย็นชา และหน้าที่บนจุดยืนของตน…จุดยืนซึ่งอยู่กันคนละฝั่ง

ค่ำคืนแห่งความเงียบงันนั้นก็มีเพียงเสียงออดแอดของเตียงเหล็ก และเสียงกระซิบแหบพร่าซึ่งดังซ้ำราวกับย้ำสลักลงบนแผ่นหิน

“ผมเกลียดคุณ”

 

…………………………………………………………..

 

ร่างโปร่งก้มลงหยิบเสื้อผ้าชุดใหม่ซึ่งมีคนสอดผ่านช่องอาหารที่ประตูเข้ามาให้ในยามสายวันต่อมา เขาจำได้ว่าเป็นเสื้อผ้าของตนจึงสวมมันลงไปแล้วนั่งรออยู่เงียบๆ

ครู่หนึ่งก็มีเสียงไขกุญแจ ประตูเหล็กถูกเปิดออก ชายชราซึ่งเขาเพิ่งเคยเห็นหน้าแต่พอจะเดาได้ว่าคงเป็นคนส่งอาหารให้เขาทุกมื้อก้มลงคำนับ ชี้ไม้ชี้มือเป็นทำนองบอกให้เขาออกไปได้

คุณชายรองสกุลหลี่พยักหน้าแล้วจึงตามร่างผอมที่เดินเตาะแตะนำไปยังทางออกด้านหลังกรมทหาร รถยนต์คันเดียวกับที่ไป ‘เชิญ’ เขามาจากบ้านจอดรออยู่ตรงประตูเล็ก คนขับรถคงได้รับคำสั่งมาแล้วจึงออกรถโดยไม่เอ่ยปากทักทายหรือถามอะไรเขาแม้แต่คำเดียว

รถยนต์คันนั้นแล่นเข้าไปยังคฤหาสน์สกุลหลี่ พ่อบ้านประจำตระกูลรีบเดินเข้ามารายงาน บิดาของเขาเพิ่งออกไปติดต่อธุระต่างเมืองเมื่อตอนเช้าตรู่ แต่สั่งฝากไว้ว่าหากเขากลับมาเมื่อไรให้อยู่กับบ้านอย่าเพิ่งออกไปเตร็ดเตร่ค้างคืนที่ไหนเพราะท่านมีเรื่องจะสอบถาม

เฟยหมิงพยักหน้ารับคำรายงาน เขาปฏิเสธไม่กินอาหารเช้าที่บ่าวหญิงจะไปจัดหามาให้ แล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนชั้นสอง

ร่างโปร่งทิ้งกายลงบนที่นอนนุ่ม มองเพดานเตียงสี่เสาเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะข้างเตียงแล้วดึงลิ้นชักชั้นบนออกมา

ตุ๊กตาทหารทำด้วยเหล็กขนาดเล็กตัวหนึ่งวางอยู่ มือเรียวขาวหยิบมันขึ้นมา สีที่เคลือบอยู่บนผิวหลุดลอกออกไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังพอเห็นเค้าหน้าเคร่งขรึมของนายทหารในเครื่องแบบชุดตะวันตกที่ยืนถือปืนอยู่ในท่าเฝ้าระวังได้บ้าง เนื้อเหล็กหนักอึ้งให้สัมผัสเยียบเย็นไม่ต่างจากครั้งแรกที่เขาได้รับมันมาจากมือเล็กๆ คู่นั้น

เด็กชายร่างบางที่เกือบเข้าวัยรุ่นยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางคนที่มายืนรอส่งที่สถานีรถไฟ ใบหน้าขาวจำต้องฝืนยิ้มทำตัวให้ร่าเริง แม้ในใจจะหวาดหวั่น

ผู้เป็นบิดาเข้ามาตบบ่าบุตรชาย กำชับให้ตั้งใจเล่าเรียนและอยู่ในกฎระเบียบของโรงเรียนประจำที่กำลังจะเข้าศึกษา เขาพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น แต่มือกลับสั่นน้อยๆ

ผู้โดยสารเริ่มทยอยกันเดินขึ้นรถไฟ พ่อบ้านซึ่งจะไปเป็นเพื่อนคุณชายรองของตนเดินหิ้วกระเป๋านำไปก่อนแล้ว เด็กชายเอ่ยลาญาติสนิทและสหายของผู้เป็นบิดา ก่อนจะมาถึงเด็กชายตัวเล็กที่ยืนอยู่ท้ายแถว

“เหวินอี้ พี่ไปก่อนนะ”

ใบหน้าเล็กที่เงยขึ้นมองเขานั้นมีน้ำตาเต็มตา เหมือนวันแรกที่พวกเขาได้เจอกัน วันนั้นเขานึกอ่อนใจในความเป็นเด็กของอีกฝ่าย แต่ครั้งนี้คนอายุมากกว่ากลับรู้สึกอิจฉา เขาเองก็อยากจะร้องไห้ กอดขาบิดามารดาขอร้องอ้อนวอนให้ตนไม่ต้องจากบ้านไปไกลได้บ้าง

เด็กชายตัวเล็กพยายามกัดฟันกลั้นน้ำตา สูดน้ำมูกเสียงดังก่อนจะถาม

“พี่เฟยหมิง พี่จะไปแป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับมาแล้วใช่ไหม”

เขาส่ายหน้า เอ่ยปลอบพลางเช็ดน้ำตาให้ “พี่คงต้องอยู่ที่นั่นนาน แต่ก็จะกลับมาบ้านตอนตรุษจีนทุกปี เดี๋ยวเราก็ได้เจอกันนะ”

“อือ พี่ไปอยู่ทางโน้นจะเหงาไหม”

อีกฝ่ายเอ่ยถาม โดยไม่รู้ว่าคำว่าเหงานั้นกระแทกใจของคนฟัง เด็กชายร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึก มองไปรอบตัวอย่างใจหาย

โชคดีที่บรรดาผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกันเรื่องโรงเรียนของเขาจึงไม่มีใครทันสังเกตท่าทางเสียขวัญนี้นอกจากร่างเล็กตรงหน้า เจ้าตัวเห็นเขาตัวสั่นก็จับมือเรียวขึ้นมา หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกงวางลงบนมือนั้น

“เอ้า ผมให้ เอาไว้คุ้มครองพี่นะ”

เฟยหมิงก้มลงมอง ตุ๊กตาทหารทำด้วยเหล็กถือปืนอยู่ในท่าเฝ้าระวัง ใบหน้าขึงขังจริงจังทำให้คนมองรู้สึกว่ามันให้ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงอย่างประหลาด ใจที่กำลังสั่นไหวสงบลง

ใบหน้าเรียวขาวคลี่ยิ้มสว่าง เก็บตุ๊กตาตัวนั้นไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างทะนุถนอม

“ขอบใจนะ เหวินอี้ พี่ไปก่อนล่ะ”

ใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นเงยขึ้นมองเขา พยักหน้าพร้อมกับยิ้มตอบ

“อืม พี่ไปแล้วก็รีบกลับมาหาผมเร็วๆ นะ ผมจะรอ”

.

.

น้ำตาหยดหนึ่งตกลงบนตุ๊กตาทหารเหล็กตัวนั้น เฟยหมิงมองมันนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปที่หน้าต่าง พอมองออกไปว่าไม่มีใครอยู่ด้านล่าง เขาก็ขว้างตุ๊กตาเหล็กออกไปยังสวนป่ากว้างที่อยู่หลังตัวตึก

ร่างโปร่งเดินกลับมานอนคว่ำหน้ากับหมอน ปล่อยให้น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้ตั้งแต่เมื่อคืนหลั่งไหลออกมาเงียบๆ

เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่บอกว่าจะรอเขานั้น ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

Jamsai Editor: