บทที่ 69 ยอมตายเพื่อคนรู้ใจ
วันศุกร์บ่าย หนิงเหมิงไปบริษัทฮุ่ยมีเดียตามนัด
เธอมองเห็นคนสองคนยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าบริษัทฮุ่ยมีเดีย คนที่อยู่ด้านหน้ารูปร่างสูงโปร่ง สวมสูทรองเท้าหนัง ดูมีมาด คนที่อยู่ด้านหลังรูปร่างบึกบึน ใส่ชุดดำ สวมแว่นตากันแดดสีดำ กุมสองมือไว้ด้านหน้า ยืนแยกขา ท่าทางอย่างกับบอดี้การ์ดชัดๆ
หนิงเหมิงเดินตรงเข้าไป ชายร่างสูงโปร่งยื่นมือออกมาพร้อมทักทายเธอว่า “สวัสดีครับ”
หนิงเหมิงจับมือตอบรับพร้อมทักทายกลับ “สวัสดีค่ะ”
ชายร่างสูงโปร่งหันข้างพร้อมผายมือเชิญหนิงเหมิงเข้าบริษัท
หนิงเหมิงผายมือพร้อมพูดว่า “เชิญค่ะ” แต่ไม่ได้พูดกับชายร่างสูงโปร่ง เธอพูดกับชายร่างใหญ่ดูดุดันที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ประธานหลิ่ว เชิญค่ะ”
หลิ่วหมิ่นฮุ่ยถอดแว่น ใบหน้าชายหนุ่มแมนๆ ปรากฏขึ้นเต็มตา เขาเบิกตากลมโตเหมือนตกใจมาก
“ผมไม่ได้บอกสักหน่อยว่าผมคือหลิ่วหมิ่นฮุ่ย!”
หนิงเหมิงกลั้นหัวเราะ “คุณอันจง พนักงานของคุณได้แนะนำลักษณะของคุณให้ฉันฟังก่อนหน้านี้แล้วค่ะ!”
หลิ่วหมิ่นฮุ่ยโมโหมาก “ผอ. หนิง คุณพอจะรู้จักหมอที่รักษาอาการปากไม่มีหูรูดบ้างรึเปล่า”
“…ขออภัยด้วยค่ะ ฉันไม่ค่อยรู้จัก”
หนิงเหมิงกลั้นหัวเราะและตอบไป ทันใดนั้นเธอรู้สึกว่าบางทีถ้าเอาความบ้าๆ บอๆ ในแต่ละวันของเจ้านายและพนักงานฮุ่ยมีเดียมาเรียบเรียงและเขียนบททำเป็นซิตคอม* ออนไลน์เรื่อง ‘เซอร์ไพรส์’** ไม่แน่นะอาจจะดังเป็นพลุแตกเลยก็ได้
หนิงเหมิงกลั้นหัวเราะและถามหลิ่วหมิ่นฮุ่ยว่า “ประธานหลิ่วคะ ทำไมต้องแอบสังเกตการณ์ฉันล่ะคะ”
หลังจากถูกจับได้หลิ่วหมิ่นฮุ่ยก็เปลี่ยนท่าที พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “เมื่อก่อนคนที่มาพูดคุยกับผมเรื่องการลงทุนพีอีอะไรนั่นลูกไม้เต็มไปหมด ฉวยโอกาสตอนที่ผมคิดช้าตามไม่ทันจะให้ผมรับปากนั่นโน่นนี่ หลอกล่อจนผมจะลอยแล้ว ผมโดนหลอกล่อจนกลัวเลย ก็เลยส่งมือขวาออกไปรับหน้าซะก็หมดเรื่อง เพราะยังไงถ้าเขาถูกหลอกล่อ จะตอบรับอะไรก็ไม่เป็นผลอยู่แล้ว”
หนิงเหมิงทนไม่ไหวหัวเราะพรืดออกมา
ช่างหายากจริงๆ ที่ยังมีกลุ่มผู้ผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ที่ใสซื่อและตรงไปตรงมาเช่นนี้อยู่ในวงการบันเทิงในปัจจุบัน แม้ว่าพวกเขาอาจดูบ้าๆ บอๆ ไปบ้าง แต่การจุดประกายของศิลปะก็มาจากความบ้าๆ บอๆ ไม่ใช่เหรอ
เธอถามอีกฝ่ายว่า “ที่คุณทำแบบนี้ไม่กลัวว่าพอพวกพีอีบิ๊กๆ รู้ว่าคุณคือเจ้าของตัวจริง พวกเขาจะรู้สึกว่าคุณไม่ให้ความเคารพพวกเขารึเปล่าคะ”
หลิ่วหมิ่นฮุ่ยหัวเราะฮ่าออกมา “อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นเรื่องไร้รสนิยมอยู่แล้ว คุยเรื่องไม่มีรสนิยมก็ต้องยอมรับวิธีที่ไม่มีรสนิยมได้ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นอยากได้อยากมีแต่ก็ไม่อยากถูกคนต่อว่าหรือดูถูก”
จู่ๆ หนิงเหมิงก็รู้สึกว่าหลิ่วหมิ่นฮุ่ยมีลักษณะเหมือนวัยรุ่นขี้โมโห เขาเสียดสีสังคมและยิ่งเสียดสีตัวเอง
เมื่อมองย้อนกลับไปที่เนื้อหาของซีรี่ส์ทั้งสองเรื่องที่ทำให้ผู้คนขบคิดหลังจากได้หัวเราะ หนิงเหมิงรู้สึกว่าหลิ่วหมิ่นฮุ่ยไม่ต้องการให้สิ่งที่เขากำลังทำกลายเป็นศิลปะตามกระแสนิยม แต่ในยุคที่เงินคือพระเจ้า ศิลปะจึงต้องก้มหัวให้เงินทุน งานศิลปะที่ดีก็หลีกเลี่ยงพันธนาการของเงินทุนไม่ได้ พวกหลิ่วหมิ่นฮุ่ยไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการนี้ได้ หากหลุดพ้นได้พวกเขาก็จะขาดเงินทุนสร้างภาพยนตร์สร้างสรรค์งานศิลปะ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเยาะเย้ยตัวเองในขณะที่ผลักตัวเองออกไปฝืนยิ้มให้กับเงินทุนตรงหน้า
หนิงเหมิงรู้สึกเศร้าใจกับยุคที่เงินคือพระเจ้าขึ้นมาทันที เงินตรากำลังทำให้ผลงานศิลปะหลั่งน้ำตาอย่างเงียบๆ
จู่ๆ เลือดในตัวหนิงเหมิงก็พลุ่งพล่านขึ้นมา เกือบจะไม่ต้องเจรจาใดๆ เธอก็ตัดสินใจร่วมลงทุนกับบริษัทฮุ่ยมีเดียไปซะเลย
เธอพยายามควบคุมให้ตนเองสงบลงในขณะที่เลือดในตัวกำลังพลุ่งพล่าน
อันที่จริงเธอก็เป็นแบบนี้เช่นกัน อยู่ในจักรวรรดิแห่งเงินตราก็ไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ คึกคักก็เรื่องหนึ่ง ผลตอบแทนจากการลงทุนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในฐานะนักลงทุนมืออาชีพ เธอต้องระลึกไว้เสมอว่าต้องคำนึงถึงเรื่องหลังนี้ไว้ด้วย