X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนงาม

ทดลองอ่านหวนคืนอีกครา สู่ห้วงเวลาแสนนาน เล่ม 8 บทที่ 589-บทที่ 590

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 589

เฉียวเจาเห็นตู้เฟยเสวี่ยทำท่ากระฟัดกระเฟียดแล้วย้อนถามอย่างใจเย็น “พูดเช่นนี้คุณหนูตู้จะพาพี่สาวข้ากลับจวนโหวใช่หรือไม่”

กลับจวนโหว?

ตู้เฟยเสวี่ยมองหลีเจี่ยวในสภาพเปียกม่อล่อกม่อแล่กทั้งตัวแวบหนึ่ง ค่อยมองไปทางจูเหยียนที่ทำหน้าสงบนิ่งแล้วสองจิตสองใจไปชั่วขณะ

ขณะนี้นางไม่ได้อยู่ในเรือนตนเอง แล้วจะพาพี่เจี่ยวไปพักในจวนโหวตามใจชอบได้เช่นไรเล่า

เหนือสิ่งอื่นใด ญาติผู้พี่จูยังอยู่เรือนติดกัน…

เพียงคิดไปเช่นนี้ตู้เฟยเสวี่ยก็ล้มเลิกความคิดนี้แล้ว

“ตกลงคุณหนูตู้คิดอย่างไรกันแน่” เฉียวเจาถามซักไซ้

ตู้เฟยเสวี่ยตวัดสายตามองหลีเจี่ยวที่ไม่กล่าววาจาสักคำปราดหนึ่งก่อนกัดริมฝีปากกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไรเจ้าจะรังแกญาติผู้พี่ของข้าไม่ได้…”

หลีเจี่ยวก้มหน้าต่ำลงอีก แววเยาะหยันจุดวาบขึ้นในดวงตานาง

คนทรยศแล้งน้ำใจ อุตส่าห์ประจบประแจงทำดีด้วยมาตั้งนานหลายปี พอเจอปัญหาก็ไม่ต่างกันเท่าไร

“เช่นนั้นข้าจะพาพี่สาวข้ากลับจวนแล้ว” เฉียวเจาไม่มองตู้เฟยเสวี่ยอีก นางหันไปพยักหน้าน้อยๆ กับจูเหยียน “วันนี้รบกวนคุณหนูจูมาก”

จูเหยียนคลี่ยิ้มละมุนละไม “คุณหนูหลีซานเกรงใจไปแล้ว เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น คุณหนูใหญ่ดื่มน้ำขิงใส่น้ำตาลทรายแดงไปแล้ว แต่ตกน้ำตอนอากาศอย่างนี้ร่างกายจะทนไม่ไหวเอา รีบกลับเรือนเร็วๆ ดีกว่า รถม้าของพวกข้าอยู่ใกล้ๆ นี่เอง สามารถพาคุณหนูทั้งสองไปส่งได้”

เมื่อคำนึงถึงว่าสภาพในตอนนี้ของหลีเจี่ยวไม่เหมาะจะพบใคร เฉียวเจาจึงไม่ปฏิเสธ นางผงกศีรษะแล้วกล่าว “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมาก รถม้าของพวกข้าจอดอยู่ไกลออกไประยะหนึ่ง พวกคุณหนูจูคงต้องเดินกันเหนื่อยสักหน่อยแล้ว”

 

จูเยี่ยนกับน้องสาวกลับถึงจวนไท่หนิงโหวแล้วดูแลให้ตู้เฟยเสวี่ยเข้าเรือนพำนักเรียบร้อย ทั้งคู่เดินสนทนากันระหว่างทางกลับห้อง

“น้องเจ็ด วันหน้าอยู่ห่างๆ จากคุณหนูใหญ่สกุลหลีผู้นั้นเถอะ”

จูเหยียนยิ้มเจื่อนๆ อย่างจนใจ “พี่ห้า ใช่ว่าท่านไม่รู้ว่าน้องเฟยเสวี่ยกับคุณหนูใหญ่สกุลหลีสนิทสนมกัน น้องเฟยเสวี่ยเพิ่งเสียมารดาไป ท่านย่าเลยตามใจนางทุกอย่าง ถ้าเป็นเรื่องที่นางอยากทำ ข้าไม่มีหนทางใดๆ แม้สักนิดนะเจ้าคะ”

จูเยี่ยนนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “เช่นนั้นวันหน้าเจ้าอย่าเข้าไปยุ่งกับพวกนาง อยู่ว่างๆ ก็ไปเดินหมากกับคุณหนูซูได้”

จูเหยียนปิดปากหัวเราะ “ทราบแล้วเจ้าค่ะ พี่ห้าไม่ต้องกังวลใจเรื่องพวกนี้ ข้ารู้ว่าควรทำอย่างไร”

สองพี่น้องหยุดยืนตรงซุ้มประตูวงเดือน “เจ้ารู้ว่าควรทำอย่างไรก็ดี วันนี้เจอเรื่องวุ่นวายมาคงเหนื่อยแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ”

จูเหยียนพยักหน้า นางมองพี่ชายแล้วทำท่าอึกๆ อักๆ

“มีเหตุใดหรือ” จูเยี่ยนอมยิ้มพลางเอ่ยถาม

“พี่ห้า ข้ายังนึกว่าท่านกับคุณหนูหลีซาน…” พอเห็นแววตาอ่อนโยนของพี่ชาย จูเหยียนชะงักไปเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนเป็นกล่าวว่า “นึกว่าสำหรับท่านแล้วคุณหนูหลีซานเป็นคนพิเศษ…”

คิดไม่ถึงว่าคุณหนูหลีซานจะหมั้นหมายกับกวนจวินโหวสหายสนิทของพี่ห้า

จูเยี่ยนได้ฟังคำนี้แล้วอึ้งงันไป เขาคลายยิ้มช้าๆ “น้องเจ็ด เจ้าเริ่มคิดอะไรเหลวไหลไร้สาระเป็นตั้งแต่เมื่อไร”

“ข้าคิดเหลวไหลไร้สาระจริงๆ หรือ”

จูเยี่ยนยื่นมือไปตบไหล่นางเบาๆ เขาทอดเสียงหนักขึ้น “ใช่ แม่เด็กน้อยอย่างเจ้ากำลังคิดเหลวไหลอยู่ แต่มีจุดหนึ่งที่เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง คุณหนูหลีซานเป็นสตรีที่พิเศษมากจริงๆ หากเป็นไปได้พี่ห้าหวังว่าเจ้ากับนางจะเป็นสหายกันได้”

“เอาล่ะ ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ” จูเหยียนหัวเราะ นางโบกมือให้พี่ชายแล้วหมุนกายเข้าไปด้านใน แต่เดินไปได้สองสามก้าวก็หยุดยืนนิ่ง หันตัวกลับมาบอกว่า “พี่ห้า สองวันก่อนข้าบังเอิญได้ยินท่านแม่เอ่ยว่าจะหาคู่ให้ท่านแล้ว หากท่านมีสตรีในดวงใจต้องบอกกับท่านแม่โดยไวนะเจ้าคะ”

จูเยี่ยนมองตามแผ่นหลังของน้องสาวที่เดินห่างไป เขานิ่งเงียบอยู่นานก่อนจะหมุนกายออกไป

สตรีในดวงใจหรือ ตอนนี้คงยังไม่มี ฉะนั้นข้าขอเชื่อสายตาของมารดาก็แล้วกัน

เฉียวเจาพาหลีเจี่ยวไปนั่งรถม้าของจวนไท่หนิงโหวกลับสู่จวนตะวันตก

ฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งยังแข็งแรงกระฉับกระเฉง แม้นจะสูงวัยแล้วแต่ในเวลานี้ยังมิได้เข้านอน นางได้ยินสาวใช้รายงานว่าคุณหนูทั้งสองนั่งรถม้าของจวนไท่หนิงโหวกลับมาก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล พอได้เห็นหลีเจี่ยวในสภาพเนื้อตัวเปียกน้ำมอมแมมก็อดตกใจยกใหญ่ไม่ได้

“นี่มันอะไรกัน”

“พี่เจี่ยวตกน้ำตอนชมโคมไฟเจ้าค่ะ” เฉียวเจาบอกอย่างกำกวมเพราะมีพวกบ่าวไพร่อยู่ด้วย

ฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งสะดุ้งโหยงในใจ แต่ยังออกคำสั่งด้วยสีหน้าเป็นปกติ “ชิงอวิ๋น ปรนนิบัติคุณหนูใหญ่ชำระกายผลัดอาภรณ์ หงซง ไปต้มน้ำสมุนไพรแก้หนาวให้คุณหนูใหญ่ หรงมามา เจ้าไปเชิญนายท่านใหญ่กับนายหญิงใหญ่มาที่นี่”

หญิงชราสั่งการตามลำดับเรียบร้อยแล้วรอบ่าวรับใช้ในเรือนออกไปทำตามคำสั่ง ถึงกวักมือเรียกเฉียวเจามาหา “หลานเจา นั่งสิ”

เฉียวเจานั่งลงข้างๆ นาง

“ท่านย่าจำได้ว่าเจ้ากับพี่เจี่ยวไม่ได้ออกไปด้วยกัน แล้วเจ้ารู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นโดยละเอียดหรือไม่”

เฉียวเจารู้สึกปลอดโปร่งใจ ท่านย่าของนางเป็นเช่นนี้นี่เอง ไม่เคยด่าทอใครอย่างสาดเสียเทเสียส่งเดช ถึงจะเป็นเรื่องที่ควรร้อนใจปานใดก็ยังมีน้ำอดน้ำทนกับผู้เยาว์เต็มที่เสมอ

ไม่ว่าอยู่ในร่างเดิมหรือร่างนี้ นางล้วนมีท่านย่าที่ดีคนหนึ่ง

เฉียวเจาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคร่าวๆ รอบหนึ่ง แต่จะบอกว่าหลีเจี่ยวโดนฉือชั่นถีบลงน้ำ หรือหลีเจี่ยวล้มไปหาฉือชั่นนั้นเป็นความตั้งใจหรือไร้เจตนาก็ไม่เป็นการดีแน่นอน นางจึงให้ความสำคัญไปที่เรื่องรุ่ยอ๋อง

ฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งผู้สุขุมฟังแล้วก็ตาค้างไป “เจ้าบอกว่าพี่เจี่ยวของเจ้าดึงสายรัดเอวของรุ่ยอ๋องจนหลุดหรือ”

หลีกวงเหวินซึ่งมาถึงอย่างรีบร้อนได้ยินแล้วตะเบ็งเสียงพูด “เจี่ยวเอ๋อร์ดึงสายรัดเอวของรุ่ยอ๋อง?! แล้วกางเกงของรุ่ยอ๋องหลุดลงมาหรือไม่”

เหอซื่อตีแขนสามีเบาๆ ทีหนึ่ง “พูดอะไรกัน อยู่ต่อหน้าบุตรสาวนะ”

หลีกวงเหวินทำหูทวนลม เขาจ้องเฉียวเจาเขม็ง

นางส่ายหน้าเอ่ย “ไม่หลุดเจ้าค่ะ”

“ค่อยยังชั่วๆ ถ้าไม่หลุด จวนเราก็ไม่ต้องรับผิดชอบแล้ว” นายท่านใหญ่สกุลหลีทำสีหน้าผวากลัวไม่หาย หวาดหวั่นสุดใจว่าจะโดนวังอ๋องตามราวี

ฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งโคลงศีรษะพร้อมกับยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่ “คิดเหลวไหลท่าเดียว เขาเป็นท่านอ๋องผู้ทรงเกียรติจะอยากให้พวกรับผิดชอบอะไรเล่า แต่หลานเจี่ยวเป็นต้นเหตุให้รุ่ยอ๋องอับอายต่อหน้าผู้คน ในใจรุ่ยอ๋องต้องขุ่นเคืองเป็นแน่ อืม พระชายารุ่ยอ๋องสิ้นพระชนม์ไปนานแล้ว ข้ากับภรรยาเจ้าจะออกหน้าคงไม่สะดวก เอาอย่างนี้เถอะ พรุ่งนี้เช้าเจ้าถือของขวัญไปที่วังรุ่ยอ๋องมอบให้ผู้ดูแลก็แล้วกัน พวกเราทำตามธรรมเนียมมารยาทก่อน ส่วนรุ่ยอ๋องจะมีอะไรไม่พอใจเพียงใด นั่นก็เป็นเรื่องในภายหลังแล้ว”

หลีกวงเหวินไม่เต็มอกเต็มใจนัก “ข้าไม่รู้ว่าประตูใหญ่ของวังรุ่ยอ๋องเปิดออกทางใดสักหน่อยขอรับ”

เบื่อการพบปะวิสาสะกับพวกเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์เหล่านี้เป็นที่สุด!

“หรือไม่ให้น้องรองไปเถอะ”

ฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งมองค้อนบุตรชายคนโตวงหนึ่ง “ขืนพูดพล่ามอีกจะงดให้เงินเจ้าเดือนหน้า!”

ภรรยาและบุตรสาวก็อยู่ด้วย ส่งผลให้หลีกวงเหวินรู้สึกขายหน้าเป็นอันมาก เขาพูดอุบอิบว่า “จู่ๆ ท่านแม่จะข่มขู่กันด้วยเหตุใดขอรับ ข้าไปก็ได้”

เจ้าบุตรเขยส่งของขวัญวันตรุษมาให้มากมายก่ายกองอย่างนั้น กลับไม่รู้จักเอาแท่งเงินมาแสดงความกตัญญูต่อท่านพ่อตาสักหลายๆ แท่ง ไม่หัวไวเลยสักนิด!

ด้านหลีเจี่ยวได้แช่กายในน้ำร้อนและดื่มน้ำสมุนไพรแก้หนาวแล้ว ชั่วครู่เดียวก็ขับไล่ไอเย็นทั่วสรรพางค์กายให้สลายไป แต่เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในงานโคมไฟเทศกาลหยวนเซียว ไม่ว่าอย่างไรนางก็นอนไม่หลับ

โอกาสดีๆ อย่างนั้นนางกลับคว้าไว้ไม่ได้ จะรอคราวต่อไปก็ไม่รู้ว่าเป็นเมื่อไรแล้ว

พอผ่านเดือนหนึ่งไปท่านย่าจะให้นางหมั้นหมายกับตระกูลชาวนาชานเมืองนั่นแล้ว ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่มาก นางสมควรทำประการใดดีเล่า

หลีเจี่ยวกลัดกลุ้มจนมิได้นอนทั้งคืน ถึงเช้าวันต่อมาคำบอกกล่าวของคนที่ทางวังรุ่ยอ๋องส่งมากลับทำให้ชาวจวนตะวันตกต้องตกใจยกใหญ่ไปตามๆ กัน

บทที่ 590

“อะไรนะ! ท่านอ๋องมีพระประสงค์จะรับตัวคุณหนูใหญ่ของเราเข้าวังอ๋อง?” ฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งฟังคนที่มาจากวังรุ่ยอ๋องจบแล้วงุนงงไปทันใด

เรื่องราวเป็นไปในทิศทางที่เหนือความคาดหมายเกินไป หญิงชราทำหน้าสีตะลึงงัน ในหัวมีเพียงคำว่า ‘เพราะอะไร’ นับไม่ถ้วน

ผู้ดูแลวังอ๋องคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นเช่นนี้แต่แรก เขามีสีหน้ายิ้มละไมขณะรอคำตอบของฮูหยินผู้เฒ่าเติ้ง

“ข้าไม่ตอบตกลง” หลีกวงเหวินสาวเท้าก้าวใหญ่เข้ามา

ในเรือนหยาเหอหลีเจี่ยวปราศจากความง่วงงุนใดๆ นางล้างหน้าบ้วนปากอย่างขอไปทีแล้วรุดไปที่เรือนชิงซง

ไม่รู้ว่าหลีซานบอกเรื่องเมื่อคืนนี้กับท่านย่าอย่างไร คงเหยียบย่ำนางให้จมดินเป็นแน่ หากนางไม่รีบไปอธิบาย วันข้างหน้าจะอยู่อย่างยากลำบากมากขึ้น

จิตใจของหลีเจี่ยวหนักอึ้งไปหมด ทว่าขณะที่เดินไปเรือนชิงซง นางก็รับรู้ได้ทีละน้อยว่าไม่ค่อยชอบมาพากลแล้ว

สาวใช้กับหญิงคนงานที่พบเจอระหว่างทางล้วนแอบมองนางอย่างสำรวจตรวจตรา

หรือว่าทุกคนรู้กันหมดแล้วว่าข้าทำเรื่องน่าอายไว้เมื่อราตรีก่อน

เมื่อคิดไปเช่นนี้นางรู้สึกคล้ายหัวใจถูกบีบรัดอย่างรุนแรง ทั้งปวดร้าวทั้งชอกช้ำ

ไฉนท่านย่าปล่อยให้เรื่องน่าอายพรรค์นี้แพร่ออกมานะ หรือเห็นว่านางไร้อนาคตแล้วเลยไม่สนใจไยดีนางโดยสิ้นเชิง

ไม่ใช่ๆ ถึงแม้ตอนนี้ท่านย่าจะมีใจลำเอียงไปทางหลีซาน แต่น่าจะยังรักใคร่เอ็นดูนางอยู่หลายส่วน ไม่มีทางเป็นท่านย่าไปได้

เช่นนั้นก็ต้องเป็นหลีซานแล้ว!

หลีเจี่ยวกัดริมฝีปากสุดแรงพร้อมกับเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น ในใจนางชิงชังเฉียวเจาถึงขีดสุด

หลีซานอยากให้นางอับอายสูญสิ้นชื่อเสียง จะเหยียบย่ำนางให้โงศีรษะไม่ขึ้นไปตลอดชาติ ตนเองก็ได้เป็นว่าที่ฮูหยินท่านโหวแล้ว เหตุใดยังจะเป็นปรปักษ์กับนางอีก

“คุณหนู ระวังเจ้าค่ะ…” ซิ่งเอ๋อร์ดึงหลีเจี่ยวไว้ได้ทัน นางถึงไม่ชนเข้ากับสาวใช้ที่เดินสวนมาข้างหน้า

หลีเจี่ยวดึงสติคืนมาฝืนส่งยิ้มให้สาวใช้เพื่อแสดงความใจกว้างแล้วออกเดินต่อไป

ใครจะรู้ว่าสาวใช้ผู้นั้นจะกล่าวแสดงความยินดีอย่างเหนือคาด “ข้าขอแสดงความยินดีกับคุณหนูใหญ่ด้วยเจ้าค่ะ”

หลีเจี่ยวหยุดฝีเท้า ขมวดคิ้วมองสาวใช้ที่มีรอยยิ้มระบายเต็มหน้า “ยินดีเรื่องอะไรหรือ”

ไม่ว่านางจะมีสถานะใดในจวน สาวใช้ผู้หนึ่งต้องไม่กล้าพูดจาสัพยอกนาง แต่ตอนนี้นางมีเรื่องน่ายินดีอะไรที่ใดกัน

สาวใช้เห็นนางถามด้วยสีหน้าจริงจังก็หัวเราะ “คุณหนูใหญ่ยังไม่รู้กระมังว่าวังรุ่ยอ๋องส่งคนมาบอกว่ารุ่ยอ๋องต้องพระทัยท่าน ตอนนี้กำลังพูดคุยหารือกับฮูหยินผู้เฒ่าและนายท่านใหญ่อยู่เจ้าค่ะ…”

“เป็นความจริง?” หลีเจี่ยวเบิกตากว้างกะทันหันพลางโพล่งถามออกมา

สาวใช้ยิ้มกว้างขึ้น “ข้าจะกล้าหลอกคุณหนูเล่นได้อย่างไรกันเจ้าคะ วังอ๋องส่งคนมาไม่น้อย ของขวัญที่หาบมาวางกองอยู่เต็มลานเรือนเลย โอ๊ย ข้าน่ะดูจากหน้าตาคุณหนูใหญ่บ่งบอกว่าเป็นผู้มีบารมีสูงแต่แรก ตอนนี้ถึงรู้ว่าแม่นยำอย่างนี้นี่เอง”

หลีเจี่ยวหมดแก่ใจจะพูดอะไรมากอีก รีบยกชายกระโปรงเดินไปที่เรือนชิงซงอย่างเร่งร้อน ในอกพลุ่งพล่านราวกับคลื่นถั่งโถม

รุ่ยอ๋องถูกตาต้องใจนาง? เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า

ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ผุดขึ้นในห้วงความคิดของนาง

ริมทะเลสาบปี้ปอประดับด้วยแสงโคมไฟสว่างไสวดุจกลางวัน นางคว้าสายรัดเอวหยกขาวแฝงไออุ่นกายน้อยๆ ไว้ด้วยความแตกตื่นลนลานตอนตกลงไปในทะเลสาบ ก่อให้เกิดคลื่นน้ำซัดโคมดอกบัวมาหานาง ก่อนภาพเบื้องหน้าสายตาจะดับวูบลง ใบหน้าผอมเรียวฉายแววตื่นตะลึงของรุ่ยอ๋องสะท้อนเข้าคลองจักษุ

รุ่ยอ๋องถูกตาต้องใจนางดูเหมือนมิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

เทศกาลหยวนเซียวนับเป็นวันมงคลสำหรับการหาคู่ของชายหนุ่มหญิงสาวชาวเมืองหลวงมาแต่เดิม รุ่ยอ๋องออกมาเดินเที่ยวงานโคมไฟในวันนี้ บางทีอาจคาดหวังว่าจะได้พานพบสตรีโฉมงามสักคนก็เป็นได้

ฝีเท้าของหลีเจี่ยวคล่องแคล่วฉับไวขึ้น ทว่าตอนวิ่งไปถึงหน้าประตูเรือนชิงซงแล้วได้ยินเสียงหลีกวงเหวินกล่าวว่า ‘ข้าไม่ตอบตกลง’ นางก็อดหน้ามืดไปวูบหนึ่งไม่ได้

“คุณหนู…” ซิ่งเอ๋อร์เรียกขานอย่างกังวลใจ

หลีเจี่ยวยกมือห้ามนางพูด

ส่วนสาวใช้ของเรือนชิงซงเห็นนางมาถึงก็มิได้ส่งเสียงรายงานเพราะคนของวังรุ่ยอ๋องกำลังพูดคุยหารือกับฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งอยู่ในโถง

หลีเจี่ยวยืนหอบหายใจน้อยๆ อยู่หน้าประตู ได้ยินเสียงพูดของบิดาดังลอยออกมา

“รีบๆ กลับไปเสีย บุตรสาวข้าไม่เป็นอนุของใคร”

นางฟังแล้วเข่าอ่อนไปหมด ไม่เป็นอนุของใครหรือ บิดาของนางเลอะเลือนไปแล้วใช่หรือไม่ นั่นเป็นถึงรุ่ยอ๋องนะ!

แม้นางเป็นสตรีแต่ก็รู้ว่าโอรสสวรรค์พระองค์นี้มีพระโอรสเพียงสองพระองค์คือรุ่ยอ๋องกับมู่อ๋อง กระนั้นองค์ชายทั้งสองล้วนมิได้รับสิทธิ์ให้เป็น ‘เชื้อสายตรง’ เพราะมิใช่ทายาทของฮองเฮา ทว่ารุ่ยอ๋องเป็นพระโอรสองค์โต จึงมีโอกาสได้สืบราชบัลลังก์สูงกว่ามู่อ๋องอย่างมาก

ที่สำคัญคือพระชายารุ่ยอ๋องด่วนสิ้นพระชนม์ไปแล้ว รุ่ยอ๋องไม่มีโอรสธิดาแม้สักพระองค์ ถ้าหากนางเข้าวังอ๋องแล้วให้กำเนิดบุตรชายผู้หนึ่ง จะทูลขอแต่งตั้งเป็นพระชายาก็คงไม่นานเกินรอ ทั้งภายภาคหน้าจะขยับฐานะขึ้นไปอีกขั้นกลายเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ในแผ่นดินก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้

หลิวเซียงหนิงหลานสาวของเสนาบดีกรมโยธายังเป็นอนุของหลานชายของสมุหราชเลขาธิการหลันซานได้ นางเป็นเพียงบุตรสาวของอาลักษณ์เล็กๆ ผู้หนึ่ง ได้เป็นอนุของท่านอ๋องผู้ทรงเกียรติเป็นความโชคดีอย่างที่ทำให้คนอิจฉาตาร้อนตั้งมากเท่าไรก็สุดรู้ เหตุใดท่านพ่อถึงหัวรั้นไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเยี่ยงนี้

ท่านพ่อไม่อยากให้นางเข้าสู่วังอ๋อง หรือคิดแต่จะให้นางออกเรือนไปกับหนุ่มชาวนาให้ได้ใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นนางมิสู้ตายให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเสีย!

“ซิ่งเอ๋อร์ เจ้ารีบไปที่ห้องข้า หยิบสายรัดเอวหยกขาวที่ข้าเก็บไว้ใต้หมอนเส้นนั้นมาที่นี่”

ซิ่งเอ๋อร์ละล้าละลังเล็กน้อย

หลีเจี่ยวยื่นมือไปหยิกนางแรงๆ ทีหนึ่ง พูดตวาดเบาๆ “รีบไปสิ”

“เจ้าค่ะ” ซิ่งเอ๋อร์พยักหน้าแล้ววิ่งทะยานออกไป

หลีเจี่ยวตะแคงหูฟังพักหนึ่ง ในใจนางยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้น

จากท่าทีของผู้ดูแลวังอ๋อง นางดูออกว่ารุ่ยอ๋องให้ความสำคัญกับนางมาก ขอเพียงนางเข้าไปในวังอ๋องแล้วจะต้องได้รับความโปรดปรานอย่างแน่นอน

“คุณหนู สายรัดเอวเจ้าค่ะ” ขณะที่หลีเจี่ยวกำลังร้อนรนระคนวาดหวัง ซิ่งเอ๋อร์ก็นำสายรัดเอวหยกขาวมาให้

หลีเจี่ยวรับไว้แล้วสำรวจความเรียบร้อยของตน ก่อนจะก้าวขาเดินเข้าไป

การปรากฏตัวของนางทำให้ภายในโถงเงียบเสียงลง

“ท่านผู้นี้คือคุณหนูใหญ่ของจวนท่านใช่หรือไม่” คนของวังอ๋องเอ่ยปากขึ้น

สีหน้าของหลีกวงเหวินบึ้งตึง “เจ้ามาทำอะไรที่นี่”

เจ้าลูกตัวดีผู้นี้ รู้หรือไม่ว่าเขาตะเบ็งเสียงพูดแทบคอแตกเพื่อมิให้นางต้องพบกับชะตากรรมตกต่ำกลายเป็นอนุ นางกลับวิ่งเข้าหาเสียเอง

“ท่านพ่อ ข้ามาเพื่อขอขมาเจ้าค่ะ” หลีเจี่ยวพูดแล้วคุกเข่าลงตรงหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งดังตุบพร้อมกับชูสายรัดเอวหยกขาวเนื้อดีขึ้นสูงๆ จากนั้นโขกศีรษะให้ท่านย่าของตน

“หลานเจี่ยว ท่านย่ารู้เรื่องเมื่อคืนแล้วว่าเป็นแค่อุบัติเหตุ มิได้ตำหนิโทษเจ้า ชิงอวิ๋น ยังไม่ประคองคุณหนูใหญ่กลับไปนอนพักอีก” ฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งใจหายวาบ รีบเอ่ยสั่งสาวใช้ให้พาตัวหลีเจี่ยวออกไปก่อนค่อยว่ากัน

ฝ่ายหลีเจี่ยวที่คุกเข่าลงครานี้ก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวดังคำกล่าวว่าทุบหม้อข้าวจมเรือไปแล้ว ไหนเลยจะยอมออกไปตามคำเกลี้ยกล่อมคำเดียวของฮูหยินผู้เฒ่าเติ้ง นางชูสายรัดเอวหยกขาวขึ้นทันทีพลางกล่าวแกมขัดเขิน

“ท่านย่า ในงานโคมไฟเมื่อวานนี้ข้ากับท่านอ๋อง…ต่างมีจิตปฏิพัทธ์ต่อกัน สายรัดเอวหยกขาวเส้นนี้ก็คือของแทนใจที่ท่านอ๋องทรงมอบให้ข้า หวังว่าท่านย่ากับท่านพ่อจะส่งเสริม…”

“ลูกไม่รักดี หุบปากเสีย!” หลีกวงเหวินโกรธจนเต้นผางๆ

ตกลงเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ ไหนบอกว่าเจี่ยวเอ๋อร์ตกน้ำแล้วอารามแตกตื่นตกใจถึงดึงสายรัดเอวของรุ่ยอ๋องหลุดไม่ใช่หรือ ไฉนตอนนี้สายรัดเอวกลายเป็นของแทนใจไปแล้วเล่า ใช้สายรัดเอวแทนใจ เช่นนั้นเจี่ยวเอ๋อร์กับรุ่ยอ๋องมิใช่…มิใช่…

หลีกวงเหวินหน้ามืดเป็นระลอก ฝ่ายฮูหยินผู้เฒ่าเติ้งนั้นใจดิ่งวูบลงไปถึงก้นเหว

จบกัน หลานเจี่ยวพูดออกมาเช่นนี้ พวกข้าก็ไม่อาจปฏิเสธทางวังอ๋องได้แล้ว

นางจับน้ำเสียงของคนจากวังรุ่ยอ๋องก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายหมายมั่นปั้นมือเต็มที่ ทั้งยังมีของแทนใจที่หลานเจี่ยวเอ่ยถึง ถ้าหากนางปฏิเสธตอนนี้ชั่วพริบตาเดียวเรื่องนี้จะลือกระฉ่อนไปทั่ว นอกจากเข้าวังอ๋องแล้วหลานเจี่ยวไม่มีทางเลือกอื่นเลยสักนิด

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 6 .. 65  เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: