X
    Categories: กราฟหัวใจ... อุ่นละไมไอรักความรู้สึกดีที่เรียกว่ารักทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน กราฟหัวใจ… อุ่นละไมไอรัก บทที่ 5-บทที่ 6

หน้าที่แล้ว1 of 8

(5)

เช้าวันเสาร์ฉันโทรศัพท์ไปเล่าให้เจ๊กี้ฟังเรื่องการแข่งขันชิงตำแหน่ง เรื่องที่พี่อี๊ดจะลาออก เรื่องการดำเนินชีวิตของฉันในแต่ละวัน และที่ลืมไม่ได้คือความบังเอิญที่ต้องพบเจอกับคุณณัฐอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“แหม สงสัยคงเป็นพรหมลิขิตแล้วล่ะหนู”

“พรหมลิขิตที่โหดร้ายน่ะสิคะเจ๊ หนูยังอายไม่หายเลย”

“โถ เรื่องนี้ตั้งเดือนมาแล้วนะ”

“ก็ถ้าไม่ต้องเจอกัน หนูก็ลืมไปแล้ว”

“เอาล่ะ เจ๊มีวิธีที่จะทำให้หนูไม่ต้องอาย”

“อะไรคะ บอกหน่อยๆ”

“จีบเขาเลยไง เป็นแฟนกันไปเลย เท่านี้ก็ไม่ต้องอายเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่แล้ว เพราะความรักยังมีเรื่องที่ต้องให้ค้นหาอีกเยอะแยะไป” เจ๊ทำเสียงเล็กเสียงน้อย “แสดงว่าช่วงนี้ก็ต้องลุยทั้งเรื่องงานแล้วก็เรื่องหัวใจเลยสิ”

“เรื่องหัวใจที่ไหน…ไม่มีสักหน่อย เอาเรื่องงานให้รอดก่อนเถอะ” ฉันพูดเสียงดัง

“แล้วเจ้านายหนูเขาจะออกไปทำธุรกิจอะไรเหรอ”

“ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่ได้คุยอะไรกันมาก เพราะพี่อี๊ดยังไม่ได้คุยกับบอสเลยค่ะ”

“อ้าว แล้วถ้าบอสไม่ให้ออกล่ะ”

“อันนั้นให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่เขาแล้วกันเจ๊ ตอนนี้หนูต้องเร่งทำผลงานก่อน”

“มีอะไรให้เจ๊แนะนำก็บอกได้นะ ถ้าเรื่องสื่อสิ่งพิมพ์ล่ะก็เจ๊พอจะช่วยได้”

“ค่ะ ขอบคุณเจ๊มากเลย”

หลังจากนั้นเราก็คุยกันถึงเรื่องนายแบบสุดหล่อที่มีขนยุ่บยั่บทั้งตัว เจ๊บอกว่าเซ็กซี่มาก แต่ฉันขอเถียงขาดใจว่ามันน่าขนลุกพิลึก

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้า ฉันไม่คิดจะออกไปไหนจึงเลือกนั่งทำงานหน้าโทรทัศน์แทน ฉันเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อเช็กดูว่ามีอีเมลเข้ามาหรือไม่ ก็เห็นมีจดหมายเข้ามาในถาดเข้าหนึ่งฉบับ ลองกดเข้าไปดูปรากฏว่ามันมาจากกินรี…คุณณัฐนั่นเอง ข้อความในจดหมายมีสั้นๆ ว่า

‘สวัสดีครับคุณเมษินี

เมื่อวานผมจำคุณแทบไม่ได้ ยินดีที่ได้ร่วมงานกันครับ ผมคิดว่าต่อไปเราน่าจะติดต่อกันทางอีเมลเพื่อส่งข้อมูลที่สำคัญๆ คุณช่วยยืนยันกับผมทางแอดเดรสนี้ด้วยนะครับ ขอให้มีความสุขในวันหยุด

ณัฐ

 

เอาล่ะ…สรุปว่าเขาจำฉันได้ นอกจากนั้นยังมีดอกกุหลาบสีแดงดอกเล็กๆ อยู่ใต้ชื่อพร้อมข้อความในวงเล็บอีกว่า…ผมคิดว่าคุณคงชอบสีแดง

…อึ๋ย ผิดแล้วย่ะ ฉันชอบสีม่วง แล้วนี่เขากำลังล้อฉันเรื่องสีชุดชั้นในรึเปล่านะ

หวังว่าจะไม่ใช่ โอย เขากำลังทำให้ฉันเป็นโรคหวาดระแวงและไม่เป็นตัวของตัวเองเลย

ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะประกาศความเป็นตัวของตัวเองบ้าง

 

‘สวัสดีค่ะคุณณัฐ

ยินดีเช่นกันค่ะ คุณสามารถติดต่อดิฉันที่แอดเดรสนี้ได้ค่ะ ขอบคุณสำหรับดอกไม้ แต่คุณคิดผิด ดิฉันไม่ได้ชอบสีแดง หากมีอะไรที่ทำให้คุณคิดเช่นนั้น ดิฉันขอยืนยันว่าคุณเข้าใจผิด ขอให้มีความสุขเช่นกัน

เมษินี

 

ฟังดูห้าวหาญและเชื่อมั่นในตัวเองดีมาก จากนั้นฉันก็เซฟแอดเดรสของนายณัฐไว้ในคอมพิวเตอร์ รู้สึกว่าตัวเองแสดงความเป็นมืออาชีพออกมาได้ดี มีระยะห่างระหว่างลูกค้าแต่ก็ไม่สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง

ก่อนบ่ายฉันทานอาหารกลางวันง่ายๆ คนเดียวในห้อง พอหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน แต่ไม่อยากจะล้มตัวลงนอนเลยเพราะกลัวจะนอนเพลินจนมืดค่ำ แล้วเป็นปัญหาว่าตอนดึกจะนอนไม่หลับอีก สงสัยบ่ายนี้ต้องหากิจกรรมทำสักหน่อย ฉันตัดสินใจเลือกจะไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสของคอนโดฯ เพื่อลดไขมันส่วนเกินออกซะบ้าง นอกจากนั้นก็ยังเป็นการเก็บข้อมูลมาทำงานอีกทางหนึ่งด้วย ในระหว่างนี้ก็คิดงานพร้อมกับย่อยอาหารไปพลางๆ ก่อน

เวลาสิบหกนาฬิกาฉันก็ลงมาที่ชั้นสามซึ่งเป็นชั้นที่มีห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำในร่ม ห้องซาวน่า ห้องแต่งตัว และห้องอาบน้ำชาย-หญิง รวมถึงห้องโถงว่างสำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ เช่นแอโรบิกหรือโยคะ ฟิตเนสที่นี่โด่งดังและมีสมาชิกทั้งในและนอกคอนโดฯ อยู่มากมาย บางครั้งฉันก็ชวนเจ๊กี้มาเล่นโยคะเหมือนกัน แต่อาจเป็นเพราะวันนี้ฝนตกปรอยๆ ทั้งวันจึงไม่ค่อยมีคนมาออกกำลังกายกันมากนัก ฉันแจ้งชื่อและหมายเลขห้องที่เคาน์เตอร์ แล้วรับกุญแจล็อกเกอร์ก่อนเดินเข้าไปในห้องแต่งตัว ฉันเปลี่ยนเสื้อผ้ามาจากห้องแล้ว จึงแค่เปิดล็อกเกอร์เพื่อเอากุญแจห้อง โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าเงินเก็บไว้เท่านั้น

วันนี้ฉันเลือกไปห้องออกกำลังกายที่มีครูฝึกหุ่นแรมโบ้คอยแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเราอยู่ แม้ว่าฉันจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่เกือบสามเดือนแล้ว แต่ก็ไม่ได้ลงมาที่นี่บ่อยนัก (นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันจึงเป็นแหล่งรวบรวมไขมันส่วนเกิน) จึงไม่รู้จักใครสักคนที่กำลังออกกำลังกายอยู่ในห้องนี้ ครูฝึกเดินมาแนะนำอุปกรณ์ออกกำลังกาย โดยให้ฉันวอร์มร่างกายเล็กน้อย แล้วเดินบนลู่วิ่งสิบห้านาที วิ่งเหยาะๆ อีกสิบห้านาที แต่เมื่อลองทำมันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะหลังจากเริ่มวิ่งได้ไม่ถึงห้านาที หัวใจฉันก็สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอย่างบ้าคลั่ง ลำคอแห้งผาก ระบบการหายใจติดขัด แต่ถ้าจะหยุดวิ่งตอนนี้ก็ขายหน้าเกินไปเพราะผู้คนที่อยู่รอบกายฉันยังคงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย บางคนมีเหงื่อท่วมตัวเหมือนไปว่ายน้ำมาก่อนที่จะกระโดดขึ้นลู่วิ่ง ฉันพยายามกัดฟันวิ่งต่อไป จนเวลาที่ตั้งไว้บนหน้าปัดเครื่องวิ่งบอกว่าฉันวิ่งมาได้แปดนาทีแล้ว คงดูไม่น่าเกลียดถ้าจะหยุด ฉันกดปุ่มปิดเครื่องก่อนจะหมดเวลาตามที่ตั้งไว้ แล้วกระโดดลงจากลู่อย่างรวดเร็ว ยืนหอบเหมือนสุนัขหอบแดด และเพิ่งยอมรับกับตัวเองเดี๋ยวนี้นี่เองว่าอายุของฉันเริ่มมากขึ้นแถมยังอ้วนอีกด้วย

ขณะที่หัวใจยังไม่กลับเข้าจังหวะปกตินั้น ฉันเห็นครูฝึกกำลังเดินมาพร้อมรอยยิ้มเยาะหยัน

“ไม่ไหวแล้วเหรอครับ ใหม่ๆ ก็อย่างนี้กันทุกคน ไม่ต้องผิดหวังหรอกครับ ออกกำลังกายต้องทำทุกวัน ร่างกายจึงจะอยู่ตัว”

…ขอบใจย่ะที่บอก…

ฉันยืดตัวขึ้นเพื่อให้เขาเห็นว่ายังไหว

“แล้วให้ทำอะไรต่อคะ” พยายามเข้มแข็งสุดฤทธิ์

“ขี่จักรยานแล้วกัน ยี่สิบนาทีนะครับ”

ฉันพยักหน้าแล้วแอบยิ้ม คราวนี้คงสบายกว่าวิ่งแน่…

 

ฉันฟังคำอธิบายจากครูฝึกแล้วก็รู้ว่าที่ตัวเองคิดนั้นผิด เพราะถ้าเราต้องการจะใช้พลังงานในการออกกำลังกายจากกีฬาประเภทนี้ เราต้องตั้งหน้าตั้งตาปั่นอย่างหนักหน่วงให้ได้ความเร็วตามมาตรฐานที่ครูบอกไว้ แรกๆ ก็สนุกดี แต่เมื่อผ่านไปสิบนาที ขาทั้งสองข้างของฉันก็หนักเหมือนมีใครเอาตะกั่วมาถ่วงไว้ เหงื่อเม็ดโตๆ ไหลลงมาอาบแก้ม ส่วนเนื้อตัวก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ด้วยความที่กลัวเสียหน้าฉันจึงมุ่งมั่นว่าต้องขี่เจ้าจักรยานบ้านี่ให้ครบยี่สิบนาที แม้ผลที่ได้รับคือมันก็ยังคงตั้งอยู่ที่เดิม

ในที่สุดฉันก็ทำได้สำเร็จ คราวนี้ขาทั้งสองข้างไม่มีเรี่ยวแรงโดยสมบูรณ์ ฉันนั่งพักเหนื่อยอยู่บนจักรยานพักใหญ่ จนเหลือบไปเห็นว่ามีหญิงสูงวัยกว่าฉันหลายปีแต่หุ่นดีมากๆ คนหนึ่งแสดงความจำนงทางสีหน้าว่าต้องการให้ฉันไปให้พ้นๆ ฉันจึงลากสังขารลงมาจากเครื่อง แล้วโซซัดโซเซมายืนอยู่หน้าอุปกรณ์ยกน้ำหนักหลายขนาดที่วางเรียงกันเป็นตับ คราวนี้ครูฝึกก็เดินมาหาอีกครั้ง เสมือนมีเรดาร์คอยจับความเคลื่อนไหวของฉันอยู่ตลอดเวลา

“สนใจยกน้ำหนักใช่ไหมครับ ดีเลย ช่วงแขน หัวไหล่ แล้วก็หน้าอกจะสวยมากครับถ้าเรายกอย่างถูกวิธี”

แล้วก็ไม่รอให้ฉันปฏิเสธ เขาเลือกดัมเบลล์ขนาดหนึ่งจุดห้ากิโลกรัมขึ้นมา แล้วให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพราะการใช้อุปกรณ์ไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อได้ ฉันทำทุกท่าที่เขาแนะนำ รู้สึกเหมือนแขนจะหลุดออกจากบ่า

จากนั้นฉันก็ไปใช้อุปกรณ์ทรมานร่างกายชิ้นต่อไป โดยต้องนอนราบลงไปกับเก้าอี้แล้วครูฝึกจะใช้สายรัดช่วยล็อกข้อเท้าไว้ให้อยู่กับที่ จากนั้นฉันต้องช่วยตัวเองโดยผงกหัวขึ้นให้มากที่สุดเป็นจำนวนสามสิบครั้ง ฟังดูเหมือนไม่ยากเลย แต่ขอโทษเถอะ มันคือเครื่องสลายไขมันหน้าท้องนั่นเอง! ฉันนับได้สิบสองครั้งในตอนที่รู้สึกเหมือนไขมันหน้าท้องมันขาดออกเป็นริ้วๆ คราวนี้ล้มเหลวเหมือนการวิ่ง ฉันทนได้สูงสุดสิบห้าครั้งแล้วโอดโอยให้ครูฝึกช่วยดึงสายรัดออกโดยเร็ว หลังจากเขายอมปล่อยแล้วฉันก็ต้องยืดแข้งยืดขาเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย และก่อนออกจากห้องทรมานร่างกาย ครูฝึกก็ขู่ว่าพรุ่งนี้ฉันจะปวดเมื่อยปางตาย แต่ไม่ต้องตกใจ ให้พยายามมาที่นี่อย่างต่อเนื่อง ฉันกล่าวขอบคุณเบาๆ แล้วไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาใดๆ กลับไปเลย…

 

เมื่อกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวอีกครั้ง นาฬิกาที่ฝาผนังบอกเวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสามสิบนาที ฉันจัดการล้างหน้าล้างตาแล้วนั่งจุมปุ๊กอยู่หน้าล็อกเกอร์ เมื่อมีสาวๆ กลุ่มเต้นแอโรบิกที่หุ่นเหมือนซูเปอร์โมเดลเดินเข้ามาในห้องกลุ่มหนึ่ง ฉันก็ลุกเดินออกมาเพราะทนฟังพวกเธอคุยกันไม่ได้ว่าเธออ้วนเกินไป มีไขมันส่วนเกินมากเกินไป

…ขอโทษนะคะสาวๆ ต้นขาของพวกคุณยังเล็กกว่าต้นแขนของฉันซะอีก

เอาล่ะ ความรู้อีกอย่างสำหรับ ‘กินรี’ คือสินค้าทุกชนิดต้องไม่มีไขมัน

…แล้วคนเราจะอยู่ไปเพื่ออะไรกัน เพราะของอร่อยๆ ครึ่งหนึ่งในโลกนี้ มันมีไขมันเป็นส่วนผสมนะ…

 

หลังจากกลับขึ้นมาที่ห้อง ฉันคิดว่านั่งพักสักครู่ก่อนอาบน้ำท่าจะดี จึงเดินไปเปิดวิทยุแล้วเลือกไปนั่งที่ระเบียงพร้อมน้ำส้มคั้นหนึ่งแก้ว ท้องฟ้าข้างนอกเริ่มมืดลงแล้ว ฝนก็ยังคงตกปรอยๆ อยู่ ในสวนสาธารณะข้างล่างไม่มีผู้คนออกมาวิ่งจ๊อกกิ้ง ขี่จักรยาน หรือรำมวยจีนเหมือนทุกวัน ดวงไฟในสวนเริ่มทยอยติดขึ้นทีละดวงสองดวง ยิ่งทำให้ฉันมองเห็นสายฝนที่สะท้อนกับแสงไฟได้ง่ายขึ้น แม้ว่าจะได้ยินเสียงรถราหรือเสียงผู้คนแว่วๆ บ้าง แต่ภาพที่ฉันเห็นอยู่เบื้องหน้านั้นก็ทำให้ฉันรู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจ ดีเจในวิทยุเหมือนจะรับคลื่นความเหงาของฉันได้ เขาจึงอยากเปิดเพลงให้กับคนที่กำลังเหงาอยู่ทุกคน คิดถึงพ่อกับแม่จัง หลังจากนั่งปล่อยใจไปกับเสียงเพลงได้ครู่หนึ่งก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

“สวัสดีค่ะ บัวค่ะ”

“ฮัลโหล ลูกรัก”

“หวัดดีค่ะแม่ กำลังคิดถึงอยู่พอดีเลย”

“แม่กับพ่อก็คิดถึงลูกจ้ะ”

“ปิดร้านแล้วเหรอคะ” พ่อกับแม่ฉันเปิดร้านขายผ้าไหมอยู่ในจังหวัดเชียงราย

“ปิดแล้วจ้ะ เมื่อไรจะกลับบ้านล่ะเรา”

“ตอนนี้งานยุ่งมากเลยค่ะ” หลังจากนั้นฉันก็เล่าเรื่องงานให้แม่ฟัง

“เอ หัวหน้าบัวนี่ก็ใจร้ายเหมือนกันนะ”

“ยังไงคะแม่ เรื่องที่ให้เราแข่งขันกันเหรอคะ”

“เรื่องนั้นแม่พอเข้าใจ แต่การเลือกคนหนึ่งให้ขึ้นเป็นนายอีกคนหนึ่งนี่สิ มันเป็นการทำร้ายจิตใจกันนะ ลูกคิดดูสิ ถ้าใครสักคนไม่ว่าบัวหรือเพื่อนของบัวเป็นคนที่ไม่ถูกเลือก เขาจะไปอยู่ตรงไหน บัวบอกแม่ว่าตอนนี้ลูกกับเพื่อนตำแหน่งเท่าๆ กัน แล้วลูกจะทนได้ไหมถ้าลูกต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และต้องกลายเป็นลูกน้องของเพื่อน นี่ต่างหากที่แม่ว่ามันทำร้ายจิตใจกัน”

เออ ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย อาจเป็นเพราะคิดว่ายังอีกไกลกว่าที่เราจะรู้ผลว่าใครจะเป็นคนที่ถูกเลือก และหลังจากประชุมร่วมกันแล้ว ฉันคิดว่างานนี้ก็เหมือนกับงานอื่นที่เราต้องทำออกมาให้ลูกค้าพอใจที่สุด แล้วก็ไม่ได้เตรียมตัวเลยว่าถ้าต้องเป็นคนที่ไม่ถูกเลือก…จะทำยังไงต่อไป แต่กลับเป็นแม่ของฉัน…คุณนายร้านขายผ้าที่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้

“ว่าไงจ๊ะ เงียบไปเลย”

“บัวว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของธุรกิจค่ะ เขาแค่ต้องการได้คนที่เก่งที่สุดมาทำงานให้บริษัทเท่านั้นเอง บัวก็มีหน้าที่ทำงานออกมาให้ดีที่สุด ผลจะออกมาเป็นยังไงก็จะรับมันไว้ค่ะ” ฉันยอมรับด้วยเสียงเศร้า

“นั่นเป็นข้อดีของลูกนะจ๊ะ การทุ่มเททำงานอย่างเต็มความสามารถแล้วก็ยอมรับกับผลที่เกิดจากการตัดสินใจของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แม่ภูมิใจในตัวลูกนะ”

“แต่ตอนนี้บัวก็ยังตอบแม่ไม่ได้ค่ะว่าจะทำยังไง ถ้าต้องแพ้ครั้งนี้” ฉันเสียงอ่อยกว่าเดิม

“อุ๊ย นี่แม่ทำให้บัวไม่สบายใจรึเปล่า เอาเป็นว่าค่อยๆ คิดไปนะจ๊ะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น จำไว้ว่าแม่กับพ่อเป็นที่พึ่งของลูกได้เสมอ แม่อยากให้ลูกกลับมาอยู่บ้านเราจะตาย”

ฉันยิ้มกับคำพูดนั้นเพราะแม่พยายามอย่างมากเพื่อให้ฉันกลับไปใช้ชีวิตที่เชียงราย

“ค่ะ ขอบคุณค่ะแม่ บัวรักแม่จัง ขอคุยกับพ่อบ้างได้ไหมคะ ไม่ได้ยินเสียงหลายวันแล้ว”

แม่รับคำแล้วตะโกนเรียกพ่อดังลั่น ฉันไม่ได้คุยกับพ่อเรื่องงานเลย พ่อเป็นผู้ชายที่น่ารัก ประนีประนอม ไม่ค่อยมีปากมีเสียง และเป็นคนที่ให้เกียรติแม่ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ พ่อบอกว่าอยากเจอฉันแต่ไม่อยากมากรุงเทพฯ ฉันจึงสัญญาว่าถ้างานไม่รัดตัวมากจะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่เอง

หลังจากวางหูไปแล้ว ฉันก็เข้าไปนอนแช่ในอ่างอาบน้ำพร้อมกับคิดถึงเรื่องในอนาคต ใช้เวลาอยู่นานจนนิ้วมือเริ่มเหี่ยวแต่ก็ยังหาข้อสรุปให้กับตัวเองไม่ได้ ได้แต่คิดวกไปวนมาว่าถ้าชนะ ฉันก็สามารถอยู่เอคโค่ต่อไปได้อย่างภาคภูมิในตำแหน่งผู้อำนวยการแผนก แต่ถ้าแพ้ล่ะ ฉันจะทนอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อเพื่อนที่ทำงานกันมา (บางครั้งก็กัดกัน) จะขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สามารถบังคับบัญชาฉันได้ อยากรู้จังว่ายายน้ำจะกังวลกับเรื่องนี้บ้างไหมนะ

(6)

แล้ววันอาทิตย์ฉันก็อยู่ในภาวะปวดตึงไปทั้งตัว เมื่อถึงเช้าวันจันทร์ แม้ฉันจะยังไม่ได้ตัดสินใจวางแผนอนาคตของตัวเองอย่างชัดเจนแต่ฉันก็มาทำงานด้วยสภาพร่างกายที่ดีขึ้นมานิดหน่อย พร้อมกับร่างแผนงานของกินรีที่ได้คิดมาตลอดวันหยุด ฉันวางแผนการประชาสัมพันธ์ไว้มากมายหลายวิธีซึ่งต้องรอประชุมร่วมกับยายน้ำก่อนที่จะเอาความคิดเหล่านี้ไปเสนอให้พี่อี๊ดพิจารณา หลังจากแวะซื้อกาแฟร้อนจากร้านสตาร์บัคส์แล้ว ฉันก็ขึ้นไปที่ห้องทำงานของตัวเอง บรรยากาศของเอคโค่เงียบเหงามาก โดยเฉพาะฝ่ายครีเอทีฟ พวกนี้ต้องทำงานร่วมกับฉัน แต่ส่วนมากชอบทำตัวเหมือนแวมไพร์ นิยมทำงานตอนค่ำมืด โดยให้เหตุผลว่าสมองจะลื่นไหลดีตั้งแต่หกโมงเย็นเป็นต้นไป ส่วนตอนเช้ากว่าจะมาทำงานได้ก็สิบโมงไปแล้ว ดังนั้นเช้านี้จึงเห็นเพียงลูกน้องในแผนกของตัวเองที่กำลังยืนเม้าท์กันเรื่องหนังที่ไปดูกันมาเมื่อวันหยุด หลังจากหยุดทักทาย ฉันก็เดินมาถึงห้องทำงานเล็กๆ ที่กั้นด้วยพาร์ทิชั่นของตัวเอง เหลือบไปเห็นโพสต์อิตสีเหลืองติดไว้ที่กระจกหน้าห้องจึงดึงออกมาดู ในนั้นเขียนว่า…

 

‘บัวบาน…

วันนี้สิบโมง คุยกันเรื่องกินรีก่อนเอาข้อมูลไปคุยกับพี่อี๊ด

 

อ้อ คุณหนองน้ำนั่นเอง แหม ยังไม่ได้เป็นเจ้านายฉันเลยนะยะ เล่นจิกหัวกันตั้งแต่เช้า นี่แสดงว่าหล่อนมาทำงานแล้วสิ

นี่ไง คู่แข่งที่น่ากลัว ฉันว่าตัวเองทำงานเร็วแล้วนะ ยังมีคนที่เร็วกว่าซะอีก ฉันบอกให้ลูกน้องที่อยู่หน้าห้องโทรไปบอกยายน้ำด้วยว่ารับทราบเรื่องนัดประชุมเรียบร้อยแล้ว เพราะก่อนจะดื่มกาแฟ…ฉันยังไม่อยากคุยกับเธอ เดี๋ยวกาแฟไม่อร่อย

 

ตอนแรกฉันคิดว่าเราจะเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง แต่ปรากฏว่าการหารือเป็นไปได้ด้วยดี ความคิดหลายๆ อย่างของเราใกล้เคียงกัน เพียงแค่ปรับนิดหน่อยก็เข้ากันได้ (โดยเฉพาะเรื่องการโนบราของสัญลักษณ์นกกินรี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ถ้าต้องออกสื่อโทรทัศน์) ในขณะที่ยายน้ำกำลังอธิบายแนวคิดเพิ่มเติมนั้น ฉันก็แอบคิดว่าเธอจะกังวลเรื่องในอนาคตเหมือนฉันบ้างไหมนะ…บางทีเธออาจจะเชื่อมั่นว่าตัวเองจะเป็นผู้ชนะก็ได้ เพราะเธอไม่ได้แสดงท่าทางวิตกกังวลอะไรเลย แต่ฉันก็ไม่คิดจะถามเธอหรอก เสียฟอร์มเปล่าๆ หากเธอมั่นใจในตัวเอง ฉันก็ควรจะมั่นใจบ้างเหมือนกัน

หลังจากเราสรุปความคิดได้ในแนวทางเดียวกันแล้ว ฉันจะทำหน้าที่สรุปเป็นเอกสารเพื่อให้พี่อี๊ดอนุมัติเบื้องต้นก่อน จะได้นำไปคุยกับลูกค้าต่อไป เมื่อเราแยกย้ายกันที่หน้าห้องประชุมเพื่อกลับไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ฉันเหลือบไปเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ แต่ไม่เห็นพนักงานประชาสัมพันธ์อยู่ สงสัยคงจะเข้าห้องน้ำ ฉันจึงเดินเข้าไปหาเด็กคนนั้น

“มาส่งเอกสารเหรอจ๊ะ”

ฉันถามในขณะที่เพิ่งสังเกตเห็นว่าเด็กคนนั้นไม่ได้ถือเอกสารอะไร นอกจากดอกลิลลี่สีขาวช่อใหญ่

“สวัสดีครับ ที่นี่บริษัทเอคโค่ใช่ไหมครับ”

“ใช่จ้ะ”

“คือผมมาจากร้านบ้านดอกไม้ครับ คุณชลธรอยู่ไหมครับ”

ว้าว คุณหนูชลธรมีคนส่งดอกไม้ช่อใหญ่มาให้ซะด้วย ฉันจะไม่ยอมพลาดโอกาสพิเศษของเธอครั้งนี้แน่

“อยู่จ้ะ ฉันเซ็นรับแทนได้ไหม แล้วจะเอาไปให้เธอเอง”

“ได้ครับ” เด็กยื่นกระดาษแผ่นเล็กๆ มาให้ฉันเซ็นชื่อแล้วก็ลากลับไป

ฉันถือช่อดอกลิลลี่สีขาวไว้ในอ้อมแขน นึกอิจฉายายน้ำขึ้นมานิดหน่อยแล้วเดินไปที่ห้องทำงานของเธอ เสียงลูกน้องผิวปากวิ้วว้าว คงคิดว่ามีคนส่งดอกไม้มาให้ฉันแน่ ฉันส่ายหัวแล้วบุ้ยใบ้ไปทางห้องยายน้ำ เมื่อมาถึงหน้าห้อง ฉันเคาะพาร์ทิชั่นก่อนยื่นหน้าเข้าไป

“ห้องนี้มีกลิ่นอะไรตุๆ”

ฉันยื่นหน้าเข้าไปในห้องแล้วทำจมูกฟุดฟิด

“ไม่เห็นจะมีกลิ่นอะไรเลย จมูกหาเรื่อง”

ยายน้ำนั่งอยู่ที่เก้าอี้หน้าคอมพิวเตอร์ของตัวเอง

“สงสัยกลิ่นน้ำเน่า เนี่ย มันส่งกลิ่นไปไกลมากจนคนข้างนอกทนไม่ไหว” ฉันเริ่มกวน

“นี่เธอไม่มีงานทำรึไง กวนคนอื่นอยู่ได้”

รู้สึกว่าอุณหภูมิในร่างกายของยายน้ำคงสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ฉันเริ่มสนุก

“เอ้า จริงๆ นะ ไม่รู้ใครเขาทนไม่ได้ เลยส่งของหอมๆ มาให้ดับกลิ่นไง” ฉันพูดจบแล้วเอาดอกไม้ไปวางให้เธอที่โต๊ะทำงาน “ยังไม่ได้เปิดการ์ดดูนะ แค่เซ็นรับมาให้เฉยๆ สงสัยเจ้าของเขาจะเหม็นมาก ดูซิ ส่งมาให้ซะช่อเบ้อเริ่มเลย”

ฉันยืนกอดอกเพื่อรอดูปฏิกิริยาของเธออยู่ ยายน้ำตกใจเล็กน้อยแล้วหน้าก็แดงแจ๋

“นี่เธอ เสร็จแล้วก็ออกไปได้แล้วย่ะ” เธอหันมาดุฉัน ดูเหมือนจะไม่โกรธแล้ว

“คำขอบใจล่ะ ยังไม่ได้ยินเลย”

“ขอบใจ” ยายน้ำพูดเบาๆ แล้วเอื้อมมือไปแตะกลีบดอกลิลลี่

“ไม่ใช่ฉันคนเดียวนะ อย่าลืมโทรไปขอบใจคนที่ส่งมาให้ด้วย”

“ยุ่ง!!!”

ฉันเดินหัวเราะออกมาจากห้องทำงานของยายน้ำ วันนี้ยายน้ำน่ารักดี ฉันไม่ค่อยได้เห็นเธอแก้มแดงด้วยความอายหรอก ถ้าจะเห็นก็ตอนอารมณ์โกรธซะมากกว่า การที่มีคนใส่ใจเรานี่มันดีจริงน้า แม้ฉันจะไม่เดือดร้อนเรื่องที่ยังเป็นโสดอยู่จนทุกวันนี้ แต่ฉันก็อยากมีเรื่องอะไรให้กุ๊กกิ๊กหัวใจบ้างเหมือนกัน แต่คิดไปคิดมาอย่าดีกว่า เพราะเรื่องงานยังตัดสินใจไม่ได้เลย เอาเรื่องความรักเข้ามาอีกคงจะยุ่งน่าดู คิดได้อย่างนี้แล้วก็ไปทำงานต่อดีกว่า

เมื่อกลับมาที่โต๊ะของตัวเอง ฉันเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเช็กอีเมลที่วันนี้ยังไม่มีอะไรเป็นงานเป็นการเลยนอกจากจดหมายขยะซึ่งส่งมาเพื่อขายสินค้ากับจดหมายลูกโซ่จากเพื่อนที่ตั้งใจส่งให้คนทั่วโลกได้อ่านข้อความเดียวกัน ฉันจัดการกำจัดจดหมายที่ไม่สำคัญทิ้งไปจากกล่องข้อความ ระหว่างนั้นลูกน้องคนหนึ่งก็ยื่นหน้าเข้ามาในห้อง

“พี่บัว ตกลงแผนกเราขายหัวหน้าออกคนนึงแล้วใช่เปล่า”

ฉันรู้ว่าเจ้าลูกน้องมันต้องเม้าท์กันเรื่องดอกไม้ของยายน้ำแน่

“อยากรู้ก็ไปถามเจ้าตัวเขาเองสิ แต่ที่แน่ๆ พี่ยังขายไม่ออก ถ้ารู้จักใครที่อาการครบสามสิบสองก็ช่วยบอกเขาด้วยว่ายังมีของค้างสต็อกอยู่ชิ้นนึง”

ลูกน้องตัวแสบหัวเราะดังลั่น “โอ๊ะ เดี๋ยวลืม หนูจะมาบอกพี่ว่าตอนที่พี่ประชุมมีเพื่อนชื่อกี้โทรมา บอกให้โทรกลับด้วยค่ะ”

“แท้งกิ้ว แกไปทำงานได้แล้ว”

ฉันโบกไม้โบกมือไล่แล้วก็กดโทรศัพท์ไปหาเจ๊กี้ เสียงรอสายดังอยู่ไม่นาน เจ๊ก็รับสาย

“ฮัลโหล กี้พูดฮะ”

“โอ้ ประหลาดมากเลย วันนี้เจ๊นั่งโต๊ะด้วย”

“วันนี้หมอดูทักจ้ะ ว่าให้อยู่กับโต๊ะนิ่งๆ แล้วจะได้ลาภ”

“ได้ลาบเหรอเจ๊ มีส้มตำไก่ย่างด้วยไหม หนูจะได้ตามไปกิน”

“แหม เจ้าเด็กคนนี้ แล้วเมื่อกี้ประชุมเหรอจ๊ะ ตบตีกับใครมาบ้างล่ะ”

“ก็หามส่งโรงพยาบาลไปคนนึง อีกคนกำลังปฐมพยาบาลอยู่…เฮ้ย เจ๊ หนูประชุมนะ ไม่ได้ไปรบ แล้วเจ๊มีอะไรให้หนูรับใช้คะ”

“ดิฉันไม่บังอาจหรอกค่ะ ท่านผู้อำนวยการ” เจ๊พูดล้อเลียนเสียงหวาน

“อุ๊ย! อย่าเพิ่งเรียกอย่างนั้น เดี๋ยวขี้กลากขึ้นหัวกันพอดี”

“ก็ได้ๆ ที่เจ๊โทรมาเนี่ย เพราะอยากชวนหนูไปงานปาร์ตี้ฉลองครบรอบสิบปีของหนังสือเจ๊จ้า”

“งานที่ต้องแต่งตัวสวยๆ แล้วยิ้มจนเหงือกแห้งเหรอเจ๊ ไม่เอาหรอก ขี้เกียจแต่งตัว”

“อุ๊ย! นี่คุณหนูบัว คุณมีเพื่อนเป็นอะไรจ๊ะ เรื่องแต่งตัวไม่ใช่ปัญหาเลย เจ๊แค่อยากให้หนูมาสนุก งานนี้ไม่ต้องราตรียาวหรอก แค่ชุดงานกลางคืนแบบสั้นก็พอ เดี๋ยวเจ๊หาชุด รองเท้า กระเป๋าให้ครบเซ็ต”

“เจ๊ต้องมีแผนอะไรแน่เลย บอกมาซะดีๆ นะ”

“ไม่มี้ ก็แค่เห็นว่าหนูจะทำโฆษณาให้อะไรนะ ชื่อไทยๆ น่ะ”

“กินรีเหรอคะ”

“เออ นั่นแหละ แล้วกลุ่มเป้าหมายคือพวกไฮโซใช่ไหมล่ะ เจ๊ก็เลยอยากให้หนูมาดูงานนี้ไง ไฮโซแท้ไฮโซเทียมมีเพียบ เผื่อมาเก็บข้อมูลด้วยไง นะ…มาเหอะนะ” เจ๊คะยั้นคะยอ

ฉันมาคิดดูแล้ว เห็นมีแต่ประโยชน์สำหรับตัวเองทั้งนั้นจึงตอบตกลง “ไปก็ได้”

“เย้! แล้วบ่ายนี้จะแฟ็กซ์กำหนดการมาให้นะ” ฟังจากน้ำเสียงดูเหมือนเจ๊จะดีใจมาก “มีอีกเรื่อง หนูอ่านหนังสือผู้จัดการเล่มล่าสุดรึยัง”

“ยัง…ทำไมจ๊ะ เจ๊ให้สัมภาษณ์ลงหนังสือเหรอ”

“ไม่ใช่เจ๊ เอาเป็นว่าไปหาดูก่อนแล้วกัน แค่นี้ก่อนนะ เจ๊ต้องไปดูแลเด็กๆ ทำงานแล้วล่ะ”

หลังจากเจ๊วางหูไป ฉันก็เดินออกมาหาลูกน้องที่หน้าห้อง

“เด็กๆ หนังสือผู้จัดการเล่มล่าสุดมาส่งรึยัง”

“มาส่งแล้วค่ะ พี่บัวจะใช้เหรอคะ เดี๋ยวหนูเอาไปให้” ลูกน้องคนเดิมตะโกนข้ามห้องมาบอก

“แท้งกิ้ว”

หนังสือผู้จัดการเป็นนิตยสารที่แนะนำนักบริหารหน้าใหม่ให้กับวงการธุรกิจได้รู้จัก บริษัทของเรารับหนังสือนี้เป็นประจำเพราะบางครั้งต้องใช้ข้อมูลด้านการตลาดจากหนังสือเล่มนี้ด้วย เจ้าลูกน้องวางหนังสือให้ที่โต๊ะแล้วออกจากห้องไป ฉันหยิบมันขึ้นมาดูปรากฏว่าหน้าปกฉบับนี้แนะนำ…‘คุณณัฐ เตชะวินทร์’ ผู้อำนวยการโครงการกินรี!

ฉันเปิดเข้าไปอ่านประวัติและประสบการณ์การทำงานของเขาแล้วก็ต้องทึ่ง อายุสามสิบสี่ปี จบปริญญาโทสองใบด้านการตลาดและการบริหารงานทั่วไปจากเมืองนอกและเคยทำงานอยู่ที่ต่างประเทศด้วย ตอนนี้ก็เพิ่งย้ายกลับมาทำงานที่เมืองไทยโดยเลือกทำงานกับบริษัทนิมมานนท์เป็นแห่งแรก นอกจากนั้นเขายังมีพ่อเป็นนักการทูตอีกด้วย โอ้โฮ ช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกิน หน้าตาดี ฉลาด รวย เนี้ยบทุกตารางนิ้ว แถมโสด (มีแนวโน้มเป็นเกย์มาก…อันนี้ฉันคิดเอง) หลังจากขึ้นปกหนังสือเล่มนี้แล้วหัวกระไดบ้านคงแห้งยาก ป่านนี้สาวๆ ในวงสังคมคงตั้งตัวเป็นแฟนคลับของเขาเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าน่าสนใจที่จะสมัครเป็นสมาชิก แต่ฉันเป็นคนประเภทสงสัยในความสมบูรณ์แบบ ของทุกชิ้นมันต้องมีตำหนิทั้งนั้นแหละ ดังนั้นงานนี้ขอดูอยู่ห่างๆ ดีกว่า

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 12 .. 64 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: