บทที่ 1
แคว้นต้าฉีถือเป็นผู้ปกครองแห่งใต้หล้า โดยมีเมืองลั่วอันที่รุ่งโรจน์เป็นเมืองหลวง ที่นั่นเป็นสถานที่รุ่งเรืองมั่งคั่งซึ่งทุกคนต่างหวังจะได้มาเยือนสักครา
ทว่าก็มีชาวบ้านจำนวนมากในเมืองห่างไกลตามชนบทรอบแคว้นต้าฉีที่ตลอดทั้งชีวิตไม่เคยมาเยือนที่นี่เลยก็มี
แต่ถึงชาวบ้านพวกนั้นจะขาดความรู้ไปบ้าง กลับไม่เป็นอุปสรรคที่พวกเขาจะเพ้อฝันอย่างวิจิตรเลิศล้ำว่าอิฐที่ปูทางเดินในเมืองลั่วอันมีส่วนผสมของทองคำบริสุทธิ์ น้ำที่ไหลอยู่ในสระและแม่น้ำเป็นสุราหวานฉ่ำ สาวงามในเมืองแต่ละคนมีทรวงอกอวบอัดขาวปานหิมะที่นวลเนื้อโผล่พ้นเสื้อผ้าออกมาครึ่งหนึ่ง ราวกับหมั่นโถวที่หมักจนขึ้นฟูหยุ่นเด้งยั่วยวนผู้คน
คนที่มีวาสนาจะได้ไปเที่ยวเล่นในลั่วอันก็เบียดเสียดอยู่ที่หน้าประตูเมืองอันสูงตระหง่านในเวลานี้นั่นเอง สีหน้าแต่ละคนเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นลิงโลด อยากจะลอยข้ามผ่านแถวขบวนรถม้าที่กลายเป็นมังกรตัวยาวเหยียดเพื่อเข้าเมืองไปชื่นชมความงามในทันทีเสียเหลือเกิน
แต่คนที่จะเข้าเมืองวันนี้ต่อให้ร้อนใจสักเพียงใดก็ได้แต่เข้าแถวยาวเหยียดอยู่ที่ประตูเมืองเท่านั้น
เพราะว่าระยะนี้ทุกแว่นแคว้นโดยรอบที่ลงนามเป็นพันธมิตรกับต้าฉีต่างพากันมาที่เมืองลั่วอันแล้ว เพื่อส่งบุตรชายไม่ก็บุตรสาวของบรรดาอ๋องเจ้าแคว้นทั้งหลายให้มาเป็นตัวประกันเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
ประตูตะวันตกซึ่งปกติเปิดให้ชาวบ้านเข้าออกถูกนำมาใช้เป็นเส้นทางผ่านสำหรับขบวนทูตของแต่ละแคว้นด้วยเช่นกัน รถม้าทุกคันจะต้องตรวจสอบสถานะผู้ที่มาให้กระจ่างชัด ทำการตรวจค้นรถ แล้วถึงจะปล่อยให้เข้าเมืองไปได้
เจียงซิ่วรุ่นบุตรสาวปออ๋องถึงแม้จะมีอายุเพียงสิบหกปี แต่ก็ไม่มีทางเหมือนชาวบ้านโง่เขลาเหล่านั้นที่คิดไปว่าทุกหนแห่งในเมืองลั่วอันล้วนเต็มไปด้วยทองคำ กระนั้นหากได้มาทัศนาจรเพียงอย่างเดียว นางย่อมต้องยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างรถม้าพลางสำรวจอย่างคึกคักตื่นเต้น ดูสภาพความเป็นอยู่ของเมืองใหญ่ที่ฝูงชนไม่เคยหลับใหลแห่งนี้สักหน่อยเช่นกัน
ทว่าเวลานี้นางที่กำลังจะกลายเป็นตัวประกันกลับนั่งอยู่ในรถม้าอย่างซึมเซา นัยน์ตาประหนึ่งเงาจันทร์สะท้อนบนน้ำคู่หนึ่งฉายแววหวาดหวั่นด้วยความสิ้นหวังอยู่รางๆ ผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือผืนนั้นถูกขยำขยี้จนยับย่นสุดทน
เจียงจือผู้เป็นพี่ชายที่มาพร้อมกับนางรู้สึกได้ว่าน้องสาวไม่ได้เอ่ยวาจาเป็นเวลานานแล้ว จึงถามจากด้านนอกรถม้าอย่างห่วงใย “เจ้ากระหายแล้วหรือไม่ พวกเราดื่มน้ำที่นำมาหมดแล้ว อีกประเดี๋ยวพอเข้าเมืองค่อยหาน้ำให้เจ้าดื่ม”
เจียงซิ่วรุ่นเลิกม่านหน้าต่างขึ้นมองดูพี่ชายที่ขี่ม้าอยู่ด้านนอก เห็นเพียงพี่ชายที่อายุมากกว่านางแค่ปีเดียวกำลังอยู่ท่ามกลางลมหนาวที่เย็นยะเยือก แก้มถูกลมเป่าจนบวมแดงแล้ว นางจึงยื่นเสื้อคลุมกันลมของตนเองออกไป แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “ข้าไม่กระหาย ท่านพี่สวมนี่เถิด จะได้ไม่หนาวจนตัวแข็ง”
เจียงจือกลับส่ายหน้า ไม่ยอมสวมเสื้อคลุมกันลมของน้องสาว เพียงพลิกกายลงจากม้าไปยืนอยู่ในบริเวณที่หันหลังให้กับลม แล้วรอต่อแถวเข้าเมือง
เวลานี้ภายนอกรถม้ากางกั้นด้วยขบวนแถวยาวเหยียด แต่สามารถมองเห็นประตูเมืองสีดำมันเงาที่ทาด้วยน้ำมันต้นถง ได้แต่ไกล ในสายตาของเจียงซิ่วรุ่น ประตูเมืองของต้าฉีบานนั้นก็ประหนึ่งสัตว์ร้ายที่กำลังอ้าปากกว้างแยกเขี้ยวอย่างสยดสยองน่าสะพรึงกลัว เนื่องจากนางเป็นผู้ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง จึงรู้ว่าหากตนเองผ่านเข้าประตูเมืองนี้ไปแล้วจะมีสภาพเป็นเช่นไร!
ในชาติก่อนที่ผ่านมาราวกับความฝันนั้น รูปโฉมที่ชวนตื่นตะลึงของนางก็คือความผิดมหันต์ที่ไม่อาจให้อภัยได้ รัชทายาทเฟิ่งหลีอู๋ผู้ยึดกุมอำนาจที่แท้จริงของแคว้นต้าฉีผู้นั้นจะชี้นิ้วประณามนางกลางท้องพระโรงว่าเป็นวิญญาณปีศาจจิ้งจอก เป็นหญิงงามปีศาจชักนำหายนะสู่บ้านเมือง ไม่อาจอยู่ใกล้ฮ่องเต้ได้เด็ดขาด
วาจาที่ไม่ไว้หน้ากันนี้ไม่เพียงทำให้ศักดิ์ศรีของแคว้นเล็กแสนอ่อนแออย่างแคว้นปอร่วงหล่นอยู่บนท้องพระโรงเท่านั้น แต่ยังทำให้นางซึ่งมีฐานะเป็นตัวประกันหญิงที่แคว้นปอส่งมาถูกผลักเข้าสู่ดินแดนแห่งเคราะห์กรรมที่ไม่อาจพลิกฟื้นคืนได้อีกตลอดกาล
ส่วนตวนชิ่งฮ่องเต้ที่เชื่อฟังคำพูดโอรสก็ได้ล้มเลิกความคิดที่จะรับเจียงซิ่วรุ่นเข้าวังเป็นสตรีตำหนักในไปโดยสิ้นเชิง ทั้งยังลดขั้นนางโดยส่งเข้าหน่วยซักผ้าเพื่อซักเสื้อผ้าให้เหล่าผู้สูงศักดิ์ในวังด้วย
หน่วยซักผ้าเป็นหน่วยงานภายนอก มีข้ารับใช้ชายกับทหารองครักษ์ที่ไปๆ มาๆ มากมายคอยกดขี่ใช้งาน นางซึ่งมีฐานะเป็นตัวประกันหญิงแคว้นปอ ซ้ำยังมีท่าทางอ่อนแอบอบบางน่ารังแก จึงยิ่งดึงดูดหมู่ภมรคลั่งให้มาห้อมล้อม แต่ละคนล้วนแต่อยากจะลากอดีตเชื้อพระวงศ์หญิงแคว้นปออย่างนางไปยังมุมที่ไร้ผู้คนเพื่อลิ้มรสชาติเนื้อหนังมังสาเนียนละเอียดของสตรีผู้งดงามอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ
โชคดีที่เจียงจือพี่ชายนางซึ่งเป็นตัวประกันเหมือนกันได้จำนำของมีค่าและใช้เงินติดสินบนขันทีฝ่ายในให้ช่วยเหลือบ้างเล็กน้อย ถึงได้รอดพ้นจากการโดนกระทำชำเราจากคนหยาบช้าเหล่านั้นได้
ทว่าแคว้นปอก็คือแคว้นที่อ่อนแอแคว้นหนึ่ง เดิมทีก็ไม่ได้รับความสำคัญจากผู้คนอยู่แล้ว
เจียงจือเองก็เป็นแค่หนึ่งในตัวประกันที่ไร้ชื่อเสียงจากหลายๆ แว่นแคว้นที่อยู่ในเมืองหลวงของแคว้นที่ทรงอำนาจแห่งนี้เท่านั้น ต่อให้อยากช่วยเหลือจุนเจือเจียงซิ่วรุ่นผู้เป็นน้องสาวร่วมมารดาเดียวกันผู้นี้เพียงใด แต่ก็ไร้กำลังจะทำตามใจหวังได้
หลังจากผ่านไปหนึ่งปีในที่สุดนางก็ถูกฉินจ้าวผู้ใต้บังคับบัญชาที่มีความสามารถของรัชทายาทเฟิ่งหลีอู๋ใช้กำลังข่มเหงยึดครองเรือนร่างนางในคืนที่มีพายุฝนฟ้ากระหน่ำคืนหนึ่ง
เพียงแต่ฉินจ้าวไม่ได้ทอดทิ้งสตรีในคืนนั้น เขาถึงกับไม่คำนึงถึงคำปรามาสของเจ้านายตนเองที่มีต่อนางว่าเป็น ‘หญิงงามปีศาจชักนำหายนะสู่บ้านเมือง’ และรับนางออกมาจากหน่วยซักผ้า เพียงแต่ติดขัดที่สถานะตัวประกันหญิงของนางทำให้ไม่สามารถรับเข้าจวนได้ จึงจัดหาเรือนข้างนอกให้อาศัย กลายเป็นอนุที่ไร้ศักดิ์ฐานะของเขาไป
พี่ชายเจ็บปวดและโกรธแค้นจึงขวางรถม้าของฉินจ้าวด่าว่าอย่างรุนแรง อยากให้ฉินจ้าวปล่อยตัวน้องสาวของเขา กลับถูกฉินจ้าวทุบตีจนซี่โครงหัก สลบเหมือดอยู่ข้างถนน
สุดท้ายยังคงเป็นเจียงซิ่วรุ่นที่ล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าตัวตาย และร่ำไห้ขอร้องฉินจ้าวให้ช่วยพี่ชายของนาง ฉินจ้าวผู้นั้นถึงได้สั่งให้คนหามเจียงจือไปส่งหมอ
ส่วนบิดาที่อยู่ไกลออกไปนับหมื่นหลี่เมื่อได้ยินข่าวสภาพการณ์ของบุตรสาวอย่างนางกลับยินดีแทบจะคลุ้มคลั่ง เปลี่ยนจากที่ไม่เคยถามไถ่อะไรมาจับพู่กันเขียนจดหมายด้วยตนเอง เกลี้ยกล่อมนางว่าจะต้องใช้ประโยชน์จากฉินจ้าวที่เป็นขุนนางคนสำคัญของแคว้นต้าฉีนี้ให้ดีๆ เพื่อแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีให้กับแคว้นปอ
นางเองก็เชื่อฟังจริงๆ รู้สึกว่าหากตนเองทำให้ดีแล้วล่ะก็ บางทีบิดาอาจจะไถ่ตัวพี่ชายกลับแคว้นปอ แล้วฟื้นคืนความรุ่งเรืองของฐานะองค์ชายในอดีตได้อีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้ จึงใช้เครื่องประทินโฉมกลบรอยแดงช้ำที่หางตา เพื่อปลอบประโลมหัวใจที่มีบาดแผลนับไม่ถ้วน
จากนั้นเป็นต้นมาหญิงงามปีศาจแห่งยุคก็ปรากฏขึ้นอย่างเฉิดฉัน โปรยรอยยิ้มเปี่ยมเสน่ห์ให้กับผู้คน ใช้ประโยชน์จากเงินที่ฉินจ้าวมอบให้นางตามเขาเข้าออกงานเลี้ยงสังสรรค์ทุกประเภท สร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนอย่างระมัดระวัง แขนเสื้อยาวร่ายรำอย่างช่ำชอง อยู่ในเมืองหลวง เข้าร่วมกลุ่มคนอย่างกว้างขวาง เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว สามารถปรับตัวและเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี
เพื่อตอบสนองต่อคำกล่าวว่า ‘หญิงงามปีศาจชักนำหายนะสู่บ้านเมือง’ ที่รัชทายาทประทานให้ประโยคนั้น นางที่ถูกผู้คนเรียกขานกันว่า ‘เจียงจี’ จึงอยู่ในเมืองลั่วอันโดยคอยเคลื่อนลมชักนำฝน วางแผนการลับ เพื่อให้แคว้นปออันอ่อนแอได้โอกาสในการดิ้นรนเอาตัวรอดแม้เพียงชั่วครู่
บางทีพายุปีศาจที่นางก่อขึ้นอาจจะโอ้อวดเกินไป ทำให้ในงานเลี้ยงดื่มสุราสังสรรค์หลายครั้งไปกระตุ้นให้เฟิ่งหลีอู๋รัชทายาทผู้มีสีหน้าเย็นชาคอยจับจ้องนางไม่วางตา
สายตาของคนผู้นั้นฉายแววร้ายกาจเต็มที่อย่างชัดแจ้ง
แคว้นเล็กๆ ที่อ่อนแอแคว้นหนึ่งจะสามารถพลิกผันชะตากรรมของแคว้นเพียงเพราะสตรีนางหนึ่งได้อย่างไรกัน
หลังจากผ่านไปห้าปีในที่สุดแคว้นปอก็ถูกแคว้นเหลียงที่อยู่ติดกันผนวกรวมไป
เจียงจือพี่ชายผู้ถูกบิดาลืมเลือนไปนานแล้วยืนอยู่บนกำแพงเมืองต้าฉี มองไปยังทิศทางของบ้านเกิดและทิ้งตัวลงไป ใช้ความตายอุทิศแด่ผืนดิน
ช่างเป็นพี่ชายผู้คร่ำครึมากเหลือเกิน!
ทั้งที่บิดาของนางเป็นคนสวมชุดขาวนำบรรดาแม่ทัพพลทหารทั้งเมืองคุกเข่ายอมจำนนต่อแคว้นเหลียงเอง แล้วให้ตนเองที่อายุสี่สิบปียอมรับเจ้าแคว้นเหลียงที่อายุเพียงยี่สิบปีเป็นบิดาบุญธรรม หมอบกราบกรานยินยอมเป็นทาส คอยจูงม้าให้กับบิดาเยาว์วัยที่เพิ่งยอมรับหมาดๆ ด้วยตนเองอยู่ไม่ห่าง เพื่อปกป้องชีวิตของตนเองเอาไว้
ส่วนต้าฉีที่เป็นแคว้นพันธมิตรของแคว้นปอก็เพียงมองดูอยู่เฉยๆ ที่ด้านข้างมาโดยตลอด จวบจนตอนที่แคว้นปอล่มสลาย และแคว้นเหลียงก็มีอำนาจลดลงไปมากแล้ว ถึงค่อยยกทัพออกไปอย่างสง่าผ่าเผยเพื่อปราบปรามแคว้นเหลียง
ก่อนฉินจ้าวจะยกทัพไปได้เคยรับปากกับนางด้วยตนเองว่าจะสังหารเจ้าแคว้นเหลียงกับมือและใช้ศีรษะของอีกฝ่ายมาเซ่นไหว้พี่ชายของนาง แต่หลังฉินจ้าวยกทัพไปได้ไม่นาน สวีซื่อภรรยาเอกของเขาก็มาเยือนถึงบ้าน จับนางมัดไว้ และกล่าวหาว่านางเป็นปีศาจยั่วราคะ ก่อนจะจับนางถ่วงน้ำ…
เพียงแต่ตอนที่สวีซื่อมัดเจียงซิ่วรุ่นด้วยเชือกอยู่นั้น ด้วยอาจกลัวว่าหลังจากนางตายแล้วจะอาฆาตแค้นและสาปส่งอีกฝ่าย สวีซื่อจึงยืนอยู่ด้านข้างเปิดปากเผยเบาะแสสำคัญ โดยพูดเพียงว่าอย่าได้กล่าวโทษกันเลย หากจะโทษก็ต้องโทษตัวนางเองที่มีพฤติกรรมโอ้อวดให้คนสนใจมากเกินไป มีฐานะเป็นตัวประกันแท้ๆ แต่กลับไม่ยอมอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตน วางแผนแทรกแซงราชสำนักของต้าฉีอย่างไม่หวั่นเกรงสิ่งใด กระตุ้นให้ผู้มีอำนาจสูงสุดไม่พอใจเข้าแล้ว…
เมื่อนางลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งทุกสรรพสิ่งก็หวนกลับไปช่วงเวลาก่อนหน้า เป็นเวลาที่โชคชะตาเลวร้ายเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
หวั่นซื่อมารดาผู้ให้กำเนิดนางกับพี่ชายซึ่งเป็นชายาเอกปออ๋องเพิ่งจะตายไป เซินซื่ออนุคนโปรดของบิดาก็ขึ้นมาแทนที่ แล้วอาศัยข้ออ้างว่าเพื่อแสดงความจริงใจในการเป็นพันธมิตรกับต้าฉีที่เป็นแคว้นปกครองใต้หล้า ถือโอกาสนี้ส่งลูกๆ ของหวั่นซื่อที่มีอยู่เพียงสองคนมาเมืองหลวงของต้าฉีในฐานะตัวประกันชายและตัวประกันหญิง
เจียงซิ่วรุ่นทั้งดีใจและเสียใจ ที่ดีใจคือพี่ชายผู้เป็นญาติสนิทที่สุดเพียงหนึ่งเดียวของนางในขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ เขาอยู่ด้านนอกรถม้านี่เอง ที่เสียใจคืออีกประเดี๋ยวเมื่อเข้าประตูเมืองยื่นพระราชสาส์นของแคว้นแล้ว นางก็จะถูกนำตัวไปที่ท้องพระโรง ถูกเฟิ่งหลีอู๋ที่ภูตผีเห็นแล้วยังต้องหวาดวิตกผู้นั้นวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หลังจากได้รับความอัปยศอดสูนางก็จะถูกโยนไปที่หน่วยซักผ้า…
อุตส่าห์ได้โอกาสเกิดใหม่อีกชาติหนึ่ง เจียงซิ่วรุ่นไม่อยากจะเป็นหมากของผู้ใดอีกแล้ว โดยเฉพาะเป็นหมากของบิดานาง
บิดาเองก็มีความสามารถโดดเด่นไปหมดทุกอย่างจริงๆ เช่นกัน แรกเริ่มเมื่อยี่สิบปีก่อนก็ชิงอำนาจแย่งบัลลังก์มาจากอ๋องเจ้าแคว้นคนก่อน ต่อมาถูกแคว้นเหลียงผนวกไปก็ยังสามารถทิ้งศักดิ์ศรีของอ๋องเจ้าแคว้นยอมรับศัตรูเป็นบิดาได้อีก
เช่นนั้นชีวิตนี้ก็เชิญบิดาดูแลตนเองเถิด ให้เขาดิ้นรนกอบกู้สถานการณ์ รักษาความรุ่งเรืองมั่งคั่งที่เขาช่วงชิงมาด้วยตนเองก็แล้วกัน!
ชาตินี้ของนางเพียงคิดปกป้องตนเองกับพี่ชายในทุกๆ เรื่อง ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมั่นคงราบรื่นภายในโลกอันแสนวุ่นวายแห่งนี้เท่านั้น…
น่าเสียดาย นางกลับมามีชีวิตอีกครั้งในตอนที่สายเกินไป เป็นช่วงเวลาที่ออกเดินทางมายังเมืองหลวงต้าฉีไปแล้ว หากจะหลบหนีระหว่างทางนั้นไม่มีโอกาสเลยสักนิด เพราะมารดาคนใหม่ของนางนั้นความคิดชั่วร้ายและเป็นคนเจ้าเล่ห์ยิ่ง แม่ทัพที่ส่งมาอารักขาพวกนางสองพี่น้องสู่ต้าฉีก็คือเซินยงพี่ชายแท้ๆ ของเซินซื่อชายาเอกอ๋องเจ้าแคว้นผู้เยาว์วัย พี่ชายชายาเอกอ๋องคนนี้สั่งกองทหารองครักษ์ให้ป้องกันทั้งกลางวันกลางคืน ไม่เปิดโอกาสให้พวกนางพี่น้องได้หลบหนีเลยสักนิด
ในเมื่อหลบหนีไม่ได้ เรื่องราวหลังการเข้าเมืองก็เป็นเหตุการณ์ที่ต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว
คิดถึงตรงนี้เจียงซิ่วรุ่นก็หันกายไปเปิดหีบเสื้อผ้าข้างตัว หยิบพระราชสาส์นที่ประทับตราลัญจกรของแคว้นปอปิดผนึกด้วยยางไม้สีแดงฉบับหนึ่งออกมา
ในชาติที่แล้วเจียงซิ่วรุ่นแขนเสื้อยาวร่ายรำอย่างช่ำชองอยู่ในเมืองลั่วอัน ผูกไมตรีกับสามคำสอนเก้าสำนัก เรื่องอื่นไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญชำนาญ แต่ฝีมือในการลอบแก้จดหมายของนางนี้กลับอยู่ในระดับชั้นยอด
มองดูข้าวของในรถม้าแล้วนางก็ยกหีบหนังสือที่วางอยู่บนชั้นมา หยิบมีดตัดกระดาษออกมาอังบนเตาให้ความอบอุ่นที่อยู่ด้านข้างครู่หนึ่ง รอจนใบมีดร้อนจัดก็ค่อยใช้แซะเปิดด้านล่างของผนึกยางไม้ด้วยความรวดเร็ว เช่นนี้ยางไม้ปิดผนึกที่ประทับไว้อย่างดีก็จะถูกเอาออกจนหมด
เจียงซิ่วรุ่นเอาผนึกยางไม้วางไว้ด้านข้างอย่างระมัดระวังเป็นที่สุด แล้วคลี่พระราชสาส์นออก
จะว่าไปบิดาขึ้นครองราชย์ได้ไม่เกินยี่สิบปี ก่อนที่จะแย่งอำนาจชิงบัลลังก์มา บิดาก็คือขุนนางอาวุโสที่มีความสามารถโดดเด่นด้านอักษร ต่อมาได้แต่งงานกับหวั่นซื่อมารดาผู้เป็นบุตรสาวปออ๋องคนก่อน หลังจากกระโดดคราเดียวกลายเป็นราชบุตรเขยปออ๋องแล้ว เขาถึงรอคอยโอกาสชิงบัลลังก์ และเปลี่ยนแปลงแผ่นดินแคว้นปอของสกุลหวั่นภายในพริบตา
เวลานี้ท่านผู้เฒ่าก็ได้กลายเป็นอ๋องเจ้าแคว้นแล้ว พรสวรรค์ไม่ได้ถดถอยลง ยังคงใช้วาจาประจบประแจงราวกับออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ และยังใช้ถ้อยคำนัยลึกซึ้งอย่างเชี่ยวชาญช่ำชอง ทำให้ผู้ที่พบเห็นได้ยินแล้วจิตใจหวั่นไหว
เจียงซิ่วรุ่นในชาติที่แล้ว ถึงแม้ตอนอยู่ในท้องพระโรงของต้าฉีได้ฟังคนอ่านออกเสียงดังและซาบซึ้งถึงความสามารถในการประจบสอพลอของบิดาแล้ว แต่เมื่อกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งและได้อ่านพระราชสาส์นอีกรอบ นางก็ยังคงรู้สึกอับอายอย่างมากจนทนอ่านไม่ไหว
เวลากระชั้นชิด ขบวนที่เข้าเมืองกำลังค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้า อีกประเดี๋ยวจะถึงรอบที่รถม้าของคณะทูตแคว้นปอเข้าเมืองแล้ว
นางรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองไม่มีตราลัญจกรของแคว้น จึงไม่มีวิธีปลอมแปลงพระราชสาส์นฉบับใหม่ออกมาอีกฉบับหนึ่งได้ แต่…ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่สามารถทดลองดูได้
ในเวลาอันรวดเร็วเจียงซิ่วรุ่นก็หาพบประโยคที่เขียนว่า
‘บุตรสาวเราเจียงซิ่วรุ่นอุปนิสัยอบอุ่นอ่อนโยน รูปโฉมงามเฉิดฉัน ยินดีอยู่เคียงข้างพระวรกายตวนชิ่งฮ่องเต้ผู้เปรื่องปราด หนุนเขนยอย่างสงบสุข ศึกษาคุณธรรมอันเปรื่องปราดของฮ่องเต้ เพื่อเอิบอาบซึมซับมารยาทประเพณีอันงดงามอย่างที่สุดของราชวงศ์อันรุ่งเรือง…’
เจียงซิ่วรุ่นอดทนต่อความขยะแขยงขณะอ่านอยู่เที่ยวหนึ่ง มั่นใจแล้วว่ามีเพียงถ้อยคำตรงตำแหน่งนี้เท่านั้นที่จำเป็นต้องแก้ไข จึงหยิบสะดึงที่ปักผ้าออกมา ขึงผ้าไหมเนื้อบางที่เป็นพระราชสาส์นฉบับที่ถูกต้องแท้จริงลงไป แล้วค่อยใช้มีดตัดตัวอักษรในประโยคนั้นออกไปสองตัวด้วยความระมัดระวังเป็นที่สุด
เนื่องจากผ้าที่พระราชสาส์นฉบับนี้ใช้คือผ้าไหมที่ทอจากหนอนไหมซึ่งเปล่งประกายระยิบระยับอันเป็นของที่มีเฉพาะแคว้นปอ คุณสมบัติของผ้าละเอียดเรียบลื่นอ่อนนุ่ม เหมาะแก่การเขียนอักษรและวาดภาพเป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันเพราะสีโดยธรรมชาติของหนอนไหมนั้นเปล่งประกายระยิบระยับอยู่แล้ว ต่อให้วัสดุของผ้าสองผืนไม่เหมือนกัน สีก็ไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด
เจียงซิ่วรุ่นรื้อค้นผ้าผืนหนึ่งออกมาจากในหีบที่ใส่ของบรรณาการ ฝนหมึกจุ่มพู่กัน ใจจดจ่อกับการคัดลอกแบบตัวอักษรของบิดา แล้วเขียนอักษรคำว่า ‘บุตรชาย’ กับคำว่า ‘เหอ’ ลงไปสองตัว
รอจนหมึกแห้งแล้วค่อยตัดผ้าออกมา จัดแนวเส้นด้ายของผ้าให้ดี ใช้ทักษะอันเชี่ยวชาญในการปะผ้าของนางอย่างสุดฝีมือ จัดการเย็บปะขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ภายในเวลาไม่นานนักผ้าชิ้นนั้นก็ถูกเย็บปะอย่างสนิทแน่นเรียบร้อย หากมิใช่คนที่เชี่ยวชาญด้านนี้จะไม่มีทางดูรอยเย็บปะออกอย่างเด็ดขาด
และข้อความที่ต้องการยกบุตรสาวให้เป็นของบรรณาการแด่ตวนชิ่งฮ่องเต้อย่างโจ่งแจ้งนั้นก็เปลี่ยนเป็น
‘บุตรชายเราเจียงเหอรุ่นอุปนิสัยอบอุ่นอ่อนโยน รูปโฉมงามเฉิดฉัน ยินดีอยู่เคียงข้างพระวรกายตวนชิ่งฮ่องเต้ผู้เปรื่องปราด หนุนเขนยอย่างสงบสุข ศึกษาคุณธรรมอันเปรื่องปราดขององค์ฮ่องเต้ เพื่อเอิบอาบซึมซับมารยาทประเพณีอันงดงามอย่างที่สุดของราชวงศ์อันรุ่งเรือง…’
เจียงซิ่วรุ่นรู้ดีแก่ใจว่าตวนชิ่งฮ่องเต้นั้นไม่ใช่ผู้นิยมรักชอบบุรุษแม้แต่น้อย พระราชสาส์นเช่นนี้น่าจะทำให้ฮ่องเต้ผู้เปรื่องปราดของต้าฉีขยะแขยงจนประหยัดอาหารไปได้หลายมื้อเลยทีเดียว
ถึงแม้จะเดินหมากอันตรายตาหนึ่งแล้ว แต่ ณ ขณะนี้ก็มีแค่วิธีนี้เท่านั้นแล้วที่จะสามารถให้นางลองทำเพื่อเปลี่ยนโชคชะตาเลวร้ายของนางกับพี่ชายได้
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้นางก็สูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง หยิบเสื้อตัวยาวกับเกี้ยวครอบผมของพี่ชายออกมา แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
ในชาติก่อนเพราะว่าอยู่ที่เมืองหลวงติดตามฉินจ้าวออกไปล่าสัตว์ นางจึงแต่งกายเป็นบุรุษ ตอนเปลี่ยนไปสวมชุดล่าสัตว์เคยพบด้วยความบังเอิญว่ารูปโฉมอันงดงามเย้ายวนดุจปีศาจแต่เดิมของตนนั้น ยามที่แต่งกายเป็นชายความงามล่อลวงใจคนนั้นถึงกับหายไปไม่น้อย รวมเข้ากับมือยาวขายาว รูปร่างสูงสง่า นางจึงค่อนข้างเหมือนเด็กหนุ่มองอาจสง่างามที่ดูอ่อนแออยู่หลายส่วน
เวลานี้นางสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์ของพี่ชาย ถึงแม้ไม่เคยถือคันฉ่องส่องดูรูปโฉมตนเอง แต่ก็รู้อยู่ลึกๆ เช่นกันว่าตนเองดูเหมือนเด็กหนุ่มที่หล่อเหลาผู้เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
ในชาติที่แล้วบางทีอาจเพราะนางเข้าเมืองมาอย่างไม่ทันตั้งตัว นางจึงเหมือนจอกแหนที่ลอยละล่องไปในโลกอันยุ่งเหยิงวุ่นวาย เผชิญชะตากรรมอันยากลำบากไปทั้งชีวิต
ครั้งนี้สวรรค์เบื้องบนอนุญาตให้นางมีชีวิตใหม่อีกครั้ง เช่นนั้นนางก็จะเปลี่ยนวิธีการตอนเข้าเมือง ใช้ศักดิ์ฐานะของบุตรชายปออ๋อง ลองเข้าเมืองแห่งพยัคฆ์และสุนัขป่าของต้าฉีแห่งนี้ดู!
บทที่ 2
โชคดีที่แถวคนรอเข้าประตูเมืองนี้ยาวมาก ทำให้นางมีโอกาสขโมยวันเปลี่ยนดวงอาทิตย์ได้
ทว่าพระราชสาส์นที่ถูกลอบแก้ไขนี้ก็เป็นแค่ก้าวแรกเท่านั้น จะทำอย่างไรให้เซินยงที่อารักขานางเปลี่ยนคำพูดตามไปด้วยถึงจะเป็นจุดสำคัญที่สุด
เจียงซิ่วรุ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในใจมีแผนการแล้ว
ตอนที่เจียงซิ่วรุ่นในชุดบุรุษลงจากรถม้า เมื่อเจียงจือผู้เป็นพี่ชายได้เห็น ‘น้องชาย’ ที่หล่อเหลาเหนือใครก็ตะลึงงันไปทันที
เซินยงผู้นั้นลงจากม้ามานั่งบนเก้าอี้ไม้ไผ่ที่มีเบาะรองทำจากฝ้าย แล้วดื่มน้ำกินเนื้อแห้งอย่างทนรอไม่ไหว…นั่นเป็นน้ำถุงสุดท้ายที่เขาเก็บเอาไว้ดื่มเอง
ภารกิจครั้งนี้ของเขาเพียงแค่คอยอารักขาบุตรชายและบุตรสาวอ๋องที่สูญเสียอำนาจไปแล้วคู่นี้มายังต้าฉีเพื่อเป็นตัวประกันเท่านั้น พี่ชายชายาอ๋องที่ใจร้อนวู่วามอย่างเขาผู้นี้ไม่ได้ให้เกียรติลูกหงส์ขนร่วงคู่นี้สักเท่าใดอยู่แล้ว
เมื่อเห็นเจียงซิ่วรุ่นที่แต่งกายผิดปกติไปหมด เขาก็ถ่มเศษเนื้อแห้งที่เหลืออยู่ในซอกฟันออกมา แล้วกล่าวเย้ยหยันว่า “เจียงจีช่างล้อเล่นเสียจริง อยู่ดีๆ เหตุใดจึงสวมชุดบุรุษเล่า”
เจียงซิ่วรุ่นมือกำพระราชสาส์นที่ลอบแก้ไขแล้ว กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง “เดิมข้าก็คือบุรุษอยู่แล้ว สวมใส่ชุดบุรุษมีอันใดไม่เหมาะสม”
คราวนี้เซินยงอยากจะตบหน้าท้องอวบอ้วนอุดมด้วยมันเหลวและหัวเราะเสียงดังลั่นแล้วจริงๆ “เจียงจี คงไม่ใช่อยู่ในรถม้าจนโง่ไปแล้วกระมัง กล่าววาจาเลอะเทอะอันใดกันเล่า”
ในสายตาของเซินยง เจียงซิ่วรุ่นถึงแม้จะสูงศักดิ์เป็นบุตรสาวอ๋อง แต่ชายาอ๋องคนก่อนที่สูญสิ้นความโปรดปรานได้จากไปแล้ว ขณะนี้ไม่มีมารดาแท้ๆ คอยปกป้องคุ้มครอง ชีวิตจึงตกต่ำกลายเป็นตัวประกันหญิงถูกควบคุมอยู่ในแว่นแคว้นอื่นไปทันที จะช้าหรือเร็วก็ต้องตายอยู่ต่างแดนอย่างโดดเดี่ยวนั่นเอง
เจียงซิ่วรุ่นผู้นี้ยังมีนิสัยสุภาพเรียบร้อยมาโดยตลอด ตลอดทางจากแคว้นปอมานี้ล้วนเอาแต่คร่ำครวญร่ำไห้ ทำให้ผู้คนเบื่อหน่ายรำคาญใจนัก
เขาเป็นถึงพี่ชายของชายาอ๋องคนปัจจุบัน ยามที่กล่าววาจากับผู้เยาว์ที่อ่อนแอน่ารังแกถึงเพียงนี้ กล่าวได้ว่าไม่มีความเคารพเลยสักนิด
เจียงซิ่วรุ่นมองดูการตรวจสอบรถม้าที่ใกล้มาถึงกลุ่มแคว้นปอของพวกเขาแล้ว ทันใดนั้นก็ไม่อ้อมค้อม เพียงยื่นมือส่งพระราชสาส์นที่ยังไม่ปิดผนึกด้วยยางไม้ออกไปให้กับเซินยง
เซินยงเบิกตากว้าง เพิ่งคิดจะตำหนินางว่าเหตุใดจึงกล้าแกะผนึกประทับตราโดยพลการ ก็เห็นนางคลี่พระราชสาส์นฉบับนั้นออกอย่างสงบนิ่งแล้วชี้ไปที่อักษรแถวหนึ่งในนั้นให้เขาดู
หลังจากอ่านครานี้เซินยงรู้สึกเลือดพุ่งสูงขึ้นขมับทันที ทั้งแตกตื่นทั้งโมโหจนอยากฟาดแส้ม้าใส่เจียงซิ่วรุ่นสักแส้หนึ่งเหลือเกิน
“ท่าน…เหตุใดท่านถึงกล้า…”
ก่อนที่เขาจะอ้าปากด่ากราดยกใหญ่ เจียงซิ่วรุ่นก็บีบมือของเขาเอาไว้ทันที เล็บยาวที่ยังไม่ทันได้ตัดเล็มจิกเข้าไปในเนื้อของเขาจนลึก นางกดเสียงลงต่ำกล่าวว่า “แม่ทัพเซิน หากเวลานี้ท่านตะโกนเสียงดังว่าพระราชสาส์นถูกปลอมแปลงล่ะก็ เมื่อไม่มีพระราชสาส์น พวกเราก็ต้องถูกทหารยามที่เมืองลั่วอันเห็นว่าเป็นสายลับจับมัดแน่ ต่อให้ฮ่องเต้แคว้นต้าฉีไม่สังหารท่าน แต่รอข่าวที่ท่านคุ้มครองส่งพระราชสาส์นไม่สำเร็จแพร่กลับไปถึงแคว้นปอ พระบิดาของข้าจะยกโทษให้ท่านหรือ”
วาจานี้พูดกระทบใจของเซินยงพอดี อ๋องเจ้าแคว้นของเขาผู้นั้นเวลานี้รีบร้อนจะประจบเอาใจแคว้นต้าฉี เรื่องการเป็นพันธมิตรของแคว้นปอกับต้าฉีไม่อาจให้เกิดข้อผิดพลาดได้แม้แต่น้อยนิด
หากตอนกำลังจะถึงกำแพงเมืองหลวงแคว้นต้าฉีแล้วเกิดเรื่องน่าขบขันด้วยการโวยวายออกมาว่าพระราชสาส์นถูกลอบแก้ไขแล้วล่ะก็ ภารกิจคราวนี้คงไม่อาจสำเร็จได้แล้ว…
เมื่อเห็นเซินยงลังเลขึ้นมา เจียงซิ่วรุ่นก็พูดต่อไป “เวลานี้อยู่ห่างจากแคว้นปอไกลนับพันหลี่ ขอแค่แม่ทัพเซินไม่ป่าวประกาศออกไป จัดการปิดปากของผู้ใต้บังคับบัญชาให้สนิท ยังจะมีใครสงสัยและก่อเรื่องรบกวนความดีความชอบในการคุ้มครองส่งตัวประกันของแม่ทัพเซินได้อีกเล่า ข้าไม่ปรารถนาจะปรนนิบัติชายเฒ่าแห่งต้าฉีจึงได้ปลอมตัวเป็นบุรุษ และก็ไม่ได้ถ่วงเวลาการเป็นพันธมิตรของแคว้นปอกับต้าฉีเสียหน่อย ท่านก็เพียงทำเป็นไม่ทราบ ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องนี้ไปแจ้งกับพระบิดาของข้า ต้องรู้ว่าเขาพยายามอย่างสุดกำลังเพื่อที่จะให้บ้านเมืองมั่นคงปลอดภัยมาตลอด หากเห็นอยู่ว่าไม่อาจจัดวางบุตรสาวไว้ที่ข้างกายของฮ่องเต้ต้าฉีได้ จะต้องส่งบุตรสาวที่รูปโฉมงดงามมาอีกอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นก็มีเพียงน้องสาวของข้า…เจียงซิ่วเหยาบุตรสาวแท้ๆ ของชายาอ๋องที่สามารถส่งมาได้ กลัวแต่ว่า…ชายาอ๋องจะโทษว่าท่านอย่างเจ็บปวดใจที่ท่านไม่รู้จักรักถนอมหลานสาวแท้ๆ ของตนเอง…”
วาจาเหล่านี้ของเจียงซิ่วรุ่นพูดเพื่อให้เซินยงล้มเลิกความคิดที่จะกลับไปแจ้งต่อบิดา
เซินยงกำลังถูกเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้แตกตื่นจนหลั่งเหงื่อเย็นออกมาทั้งร่าง ต่อให้นี่เป็นความชั่วร้ายที่เจียงซิ่วรุ่นสร้างขึ้นมา แต่โทษที่ป้องกันพระราชสาส์นได้ไม่ดีจนถูกคนลักลอบแก้ไขโดยพลการเช่นนี้ เขาย่อมหนีความผิดไม่พ้น
ท่ามกลางสายลมเย็นของฤดูใบไม้ผลิ บนศีรษะของเซินยงราวกับมีไอขาวพลุ่งพล่าน
เขามองดูสตรีวัยเยาว์ที่สงบนิ่งเยือกเย็นตรงหน้าผู้นี้ด้วยความฉงนสงสัยและไม่แน่ใจพลางคิดในใจว่า…นางเด็กดื้อรั้นคนนี้คิดคำนวณมานานแล้ว? มิน่าเล่า ก่อนหน้านี้จึงหลอกลวงข้า บอกว่าต้าฉีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก กลัวว่ามีน้ำฝนในหิมะด้วย ให้ม้าของข้าแบกหีบที่บรรจุพระราชสาส์นไว้บนหลังคงดูไม่เหมาะ มิสู้ส่งเข้าไปในรถม้าที่กันน้ำได้จะดีกว่า
ระยะเวลาเพียงแค่ครึ่งวันนี้ ถึงกับอยู่ในรถม้าออกอุบายมากมายเช่นนี้ได้!
ยิ่งกว่านั้น…เด็กสาวที่ในยามปกติเอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวมใส่ชุดบุรุษหรือไม่ ถึงกับพลันเปลี่ยนจากความอ่อนแอนุ่มนิ่มในวันวานเป็นสงบนิ่งเยือกเย็น น้ำเสียงยามที่กล่าววาจานั้นทั้งไม่เร่งร้อนไม่เชื่องช้า ถึงกับทำให้ผู้คนอยากที่จะยอมรับวาจาอันเหิมเกริมเหล่านั้นของนางอย่างช่วยไม่ได้…
เซินยงมีความรู้ความสามารถแค่ระดับทั่วไป สมองก็มิได้มีไหวพริบเท่าใดนัก แต่เป็นเพราะได้รับบารมีจากชายาอ๋อง เขาถึงได้รับตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ได้
ชั่วขณะนี้เกิดเรื่องขึ้นกะทันหัน แล้วยังเป็นเพราะวาจาเหล่านั้นของเจียงซิ่วรุ่นปลุกปั่นจนเขาไม่มีความเห็นใดๆ ดังนั้นเมื่อทหารที่เฝ้าประตูเมืองมาซักถามพวกเขาว่าเป็นขบวนผู้แทนจากแคว้นใด จึงได้ยินเจียงซิ่วรุ่นชิงตอบก่อนว่า “แม่ทัพเซินยงแห่งแคว้นปอ อารักขาบุตรทั้งสองของอ๋องเจ้าแคว้นมายังต้าฉีเพื่อผูกสัมพันธ์เป็นพันธมิตร!”
ทหารองครักษ์คนอื่นๆ ต่างประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นว่าเซินยงไม่ได้เอ่ยปากอันใด พวกเขาก็พลอยนิ่งเงียบไม่ส่งเสียงไปด้วย ส่วนเจียงจือก็เบิกตาโตมองดูน้องสาวกับเซินยง ไม่รู้ว่าในน้ำเต้าของพวกเขาขายยาอะไร
จนกระทั่งทหารองครักษ์ของต้าฉีที่เฝ้ารักษาการณ์ได้นำแผ่นป้ายของพวกเขาไปบันทึก ตอนที่บันทึกชื่อแซ่ของตัวประกันชายทั้งสองนั้นเอง เซินยงถึงได้นึกเสียใจอยู่บ้าง แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่อาจคิดวิธีอื่นได้ในทันทีเช่นกัน
เจียงซิ่วรุ่นมองดูสีหน้าหงุดหงิดใจของเซินยงด้วยสายตาเยียบเย็น แน่นอนว่าล่วงรู้ความคิดในใจเขาจนหมดสิ้น ครึ่งชีวิตหลังของนางในชาติก่อนได้ฝึกฝนทักษะการจับสังเกตสีหน้าและน้ำเสียงเพื่อประเมินความคิดของผู้คนจนอยู่ในระดับสุดยอดแล้ว
ด้วยเหตุนี้นางจึงกล่าวกับเซินยงอย่างอ่อนโยนว่า “แม่ทัพเซิน ท่านเองก็ไม่ต้องวิตกจนเกินไป เมืองหลวงของต้าฉีแห่งนี้ตัวประกันชายมีไม่ต่ำกว่าร้อยคน ตวนชิ่งฮ่องเต้จะใส่พระทัยห่วงใยดูแลทุกๆ คนได้อย่างไร หลังจากนี้ข้ากับพี่ชายก็เพียงแค่อยู่ในเมืองลั่วอันแล้วใช้ชีวิตอย่างสบายใจไปวันๆ เท่านั้น ไม่มีทางก่อเรื่องอะไรได้อยู่แล้ว”
ขณะนี้ในสมองของเซินยงได้เกิดความคิดโหดเหี้ยมวนกลับมาหลายรอบแล้ว จิตใจเขาก็ค่อยๆ สงบลง เฮอะ…เลวร้ายที่สุดคือรอให้สองแคว้นเป็นพันธมิตรกันก่อน หลังจากที่ข้านำพระราชสาส์นกลับไปอย่างราบรื่นแล้วค่อยลอบส่งคนมาสังหารนางเด็กชั่วนี่ เลี่ยงไม่ให้ตัวตนของนางถูกเปิดโปงจนก่อภัยร้ายให้กับข้า!
บุตรสาวอ๋องเจ้าแคว้นที่สูญเสียอำนาจและต้องตายอยู่ต่างแดนคนหนึ่ง น้องเขยที่เป็นอ๋องเจ้าแคว้นผู้นั้นของเขาคงคร้านถามไถ่ถึงแล้ว หากเป็นเช่นนี้หน้าที่การงานในอนาคตของเขาก็ไร้ความวิตกกังวล ย่อมจะเป็นภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ ที่ปกปิดได้ทั้งสองด้านอย่างแน่นอน
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เขาจึงถลึงตาใส่เจียงซิ่วรุ่นอย่างดุดันคราหนึ่ง แล้วไม่พูดอะไรให้มากความอีก เข้าเมืองไปจัดหาที่พักก่อนแล้วค่อยว่ากัน
โดยปกติหลังจากขบวนทูตของแต่ละแคว้นเข้าเมืองแล้วจะต้องพำนักอยู่ในจุดพักม้าที่จัดเตรียมไว้ให้คณะทูตโดยเฉพาะ
ถึงแม้คณะของแต่ละแคว้นจะมาเพื่อเป็นตัวประกันเหมือนกัน แต่เพราะขนาดพื้นที่ใหญ่เล็กของแคว้นไม่เท่ากัน ความสนิทสนมใกล้ไกลกับต้าฉีก็ต่างกัน ครั้งนี้การให้เกียรติต้อนรับในจุดพักม้าจึงไม่เหมือนกันด้วย
อย่างเช่นเฉาซีตัวประกันหญิงแคว้นเยียน เพราะว่ามารดาของนางคือน้องสาวแท้ๆ ของฮองเฮาต้าฉี จึงถือเป็นญาติผู้น้องฝั่งมารดาของรัชทายาทอย่างแท้จริง ที่มาในครานี้เบื้องหน้าคือเป็นตัวประกันในการผูกสัมพันธ์ แต่ในความเป็นจริงคืออยากเพิ่มความสัมพันธ์เหนือกว่าชั้นญาติ โดยหมายจับคู่เฉาซีกับเฟิ่งหลีอู๋
แล้วก็เป็นเพราะความสัมพันธ์นี้เอง เรือนพักที่ดีที่สุดในจุดพักม้าจึงจัดเตรียมไว้ให้กับแขกผู้เอาแต่ใจตัวจากแคว้นเยียนตั้งนานแล้ว น้ำร้อนที่ใช้ล้างหน้าบ้วนปากก็ทยอยส่งต่อเข้าไปที่เรือนพักของเฉาซีไม่ขาดสาย
ภาพตรงหน้านี้กระตุ้นความทรงจำของเจียงซิ่วรุ่นขึ้นมา
สายตาของนางเลื่อนไปทางพี่ชายที่ยืนอยู่ข้างตัว เห็นริมฝีปากกับลิ้นของเขาเริ่มขาวซีด ร่างกายสั่นเทาอยู่บ้าง นางก็ลอบเจ็บปวดใจ รู้ว่าในที่สุดเขาก็เป็นไข้หวัดเสียแล้ว
ในชาติก่อนเจียงซิ่วรุ่นอายุน้อยเกินไป ยิ่งกว่านั้นตอนอยู่ที่แคว้นปอยังมีมารดาคอยปกป้องทะนุถนอม ในฐานะที่เป็นบุตรสาวอ๋องเจ้าแคว้นที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างเอาอกเอาใจมาตลอด จึงอ่านสายตาผู้คนและสถานการณ์ไม่ค่อยเข้าใจนัก
ตอนที่เพิ่งมาถึงเมืองลั่วอัน นางรีบร้อนไปขอน้ำร้อนให้พี่ชายที่ป่วยแล้วถูกคนเมินเฉยละเลยเข้า นางจึงตำหนิบ่าวรับใช้ในจุดพักม้าว่าไม่รู้จักวิธีดูแลแขก เอาแต่ดูแลทางนั้นละเลยทางนี้ และเพราะเหตุนี้จึงทะเลาะวิวาทกับสตรีเอาแต่ใจป่าเถื่อนไร้เหตุผลท่านนี้ของแคว้นเยียนที่ห้องโถงใหญ่จนผูกปมขัดแย้งขึ้นมา
อย่าได้เห็นว่าปกติเจียงซิ่วรุ่นมีนิสัยอ่อนโยนเป็นอันขาด เพราะเมื่อนางโมโหขึ้นมาแล้วก็สามารถกัดคนไม่ปล่อยได้ นั่นถึงเรียกได้ว่าด่าคนโดยไม่มีคำหยาบ แทงคนโดยไม่เห็นเลือด คำพูดนางแค่ไม่กี่คำในยามโมโหและร้อนใจถึงขั้นยั่วโทสะเฉาซีจนค้อนตาเหลือกขาวได้ และยังทำให้บรรดาบุตรชายและบุตรสาวอ๋องเจ้าแคว้นทั้งหลายที่ไม่ได้น้ำร้อนพากันหัวเราะเสียงดังลั่น ร้องสนับสนุนนางไม่ขาดปาก
เพียงแต่ในตอนนั้นเจียงซิ่วรุ่นไม่รู้ว่าในจุดพักม้าแห่งนี้เต็มไปด้วยหูตาของรัชทายาท ถึงแม้เป็นเพียงการแย่งชิงน้ำร้อนกันของบุตรสาวอ๋องสองคน แต่ก็ไปถึงหูของเฟิ่งหลีอู๋อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ดังนั้นสามวันให้หลังจึงได้เกิดเรื่องกล่าวหากันกลางท้องพระโรงขึ้น รัชทายาทประณามนางว่าจริยธรรมไม่เหมาะสม หน้าตายั่วยวน เป็นรูปโฉมของหญิงงามปีศาจชักนำหายนะสู่บ้านเมือง
นี่เป็นเรื่องราวในภายหลังที่ฉินจ้าวเล่าให้เจียงซิ่วรุ่นฟังเป็นเรื่องขบขันตอนที่อยู่ว่างๆ นางถึงรู้ว่าเหตุใดรัชทายาทถึงรังเกียจนางเพียงนี้ และสร้างความลำบากให้นางกลางท้องพระโรง
เวลานี้เมื่อย้อนกลับมาในสถานการณ์เดิมอีกครั้ง ความคิดอ่านของเจียงซิ่วรุ่นกลับไม่เหมือนเดิมแล้ว
บุตรสาวปออ๋องอาจจะเคยเป็นที่เคารพยกย่อง แต่เมื่ออยู่ในเมืองหลวงของต้าฉี หงส์ที่ถูกถอนขนยังมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าไก่ฟ้ามิได้เลย ท่ามกลางบุตรหลานอ๋องเต็มจุดพักม้านี้ บุตรชายและบุตรสาวอ๋องแคว้นเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจแคว้นหนึ่งจะนับเป็นอะไรกัน
แทนที่จะรอพวกบ่าวรับใช้ส่งน้ำมาให้ มิสู้คิดหาหนทางเอาน้ำมาด้วยตนเองให้เร็วหน่อยดีกว่า จะได้เลี่ยงไม่ให้ร่างกายที่ป่วยไข้ของพี่ชายอาการทรุดลงจนทิ้งอาการป่วยเรื้อรังที่ต้องไอทุกครั้งเมื่อเข้าฤดูหนาวเหมือนเมื่อชาติก่อน
เมื่อพวกเขาเข้าไปพักที่ห้องปีกด้านหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลจากห้องอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว เซินยงที่ไม่อาจทนความลำบากได้อีกต่อไปก็ออกคำสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคอยเฝ้าดูแลบุตรชายท่านอ๋องทั้งสองให้ดี แล้วปิดปากของแต่ละคนให้สนิท อย่าได้พูดบางสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไปโดยเด็ดขาด
หลังจากสั่งการแล้วเซินยงก็พาคนสนิทไปเสาะหาตรอกฮวาหงหลิ่วในตัวเมือง ซื้อหญิงงามนุ่มนวลอ่อนโยน และดื่มสุราที่อุ่นจนร้อน
ส่วนทหารองครักษ์ที่เหลืออยู่แต่ละคนก็เหนื่อยล้า แม้จะไม่มีน้ำร้อน แต่ก็ซื้อสุราร้อนๆ จากนอกจุดพักม้ามาดื่มได้ โดยไม่คิดสนใจเจียงจือบุตรชายอ๋องว่าอาการป่วยย่ำแย่เพียงใด
ตอนที่เริ่มออกเดินทางจากแคว้นปอ ชายาอ๋องท่านนั้นถึงขั้นไม่จัดเตรียมบ่าวรับใช้มาให้กับลูกเลี้ยงชายหญิงทั้งสองของนางเลยสักคน
หลังจากเจียงซิ่วรุ่นขอสุราร้อนขวดหนึ่งมาจากมือของทหารองครักษ์นายหนึ่งแล้วนางก็เอามาให้พี่ชายถูนวดลำคอและหน้าอกที่ร้อนผ่าวของพี่ชายก่อน เพื่อขับไล่ความหนาวเย็นที่ส่วนปอด
เจียงจือเวลานี้ป่วยจนเซื่องซึมไปแล้ว ได้แต่นอนอยู่บนเตียงให้น้องสาวจัดการ ปากก็ส่งเสียงแหบแห้ง “รุ่นเอ๋อร์ เจ้ากล้าเปลี่ยนพระราชสาส์นได้อย่างไร…”
เจียงซิ่วรุ่นลูบๆ ศีรษะของพี่ชายเหมือนกับตอนที่ยังเป็นเด็กพลางตอบอย่างนุ่มนวล “ท่านพี่อย่าได้ร้อนใจไป แม่ทัพเซินรับปากว่าจะปกปิดให้แล้ว ข้าไม่ต้องเข้าวัง ได้อยู่ในเมืองสร้างเรือนเหมือนกับท่านไม่ใช่ดีมากหรอกหรือ”
พูดจบนางก็ให้พี่ชายพักผ่อนก่อน ตนเองเดินออกไปหาทหารองครักษ์ที่พูดด้วยได้ง่ายนายหนึ่ง บอกให้เขาใช้ถังไม้ตักน้ำเย็นจากในบ่อมาหนึ่งถัง
“เจียงจี มิใช่สิ คุณชายเจียง…ท่านให้ผู้น้อยไปตักน้ำก็ไม่มีประโยชน์ ผู้น้อยถามมาแล้ว หม้อใหญ่บนสี่เตาของจุดพักม้าล้วนกำลังต้มน้ำร้อน ซึ่งทั้งหมดล้วนนำไปให้ผู้แทนแคว้นเยียนใช้ก่อน รอพวกเขาใช้เสร็จ ถัดจากนั้นก็คือแคว้นจ้าว แคว้นเว่ย…ไม่มีทางมาถึงรอบพวกเราได้เลยขอรับ!”
เจียงซิ่วรุ่นถูนวดมืออยู่ที่ข้างบ่อน้ำและกล่าวอย่างสุภาพ “ในเรือนแห่งนี้มีอิฐดำอยู่บ้างกระมัง รบกวนช่วยข้าก่อเป็นเตาอย่างง่ายๆ สักหน่อยสิ บนรถม้าคันนั้นยังมีเศษถ่านไม้ไผ่ที่ใช้ใส่เตาอุ่นมืออยู่มิใช่หรือ ใช้ถ่านไม้ไผ่จุดไฟต้มน้ำสักหนึ่งกาทองแดง พอให้พี่ชายข้าได้ดื่มเป็นยากับให้ความอบอุ่นแก่กระเพาะแล้วล่ะ…พอมีน้ำร้อน พวกเจ้าเหล่าองครักษ์ก็ไม่จำเป็นต้องดื่มสุราร้อน หลีกเลี่ยงการทำร้ายกระเพาะลำไส้ด้วย”
ทหารองครักษ์นายนั้นแต่เดิมไม่เต็มใจทำ เพียงคิดว่าแม่ทัพเซินแต่ไรมาก็ไม่เห็นความสำคัญของบุตรชายบุตรสาวอ๋องคู่นี้อยู่แล้ว แล้วเหตุใดเขายังต้องลำบากลำบนรับใช้ด้วยเล่า
ทว่าพอเห็นใบหน้าเล็กของเจียงซิ่วรุ่นหนาวจนซีดเผือดแล้วก็น่าสงสารเสียจริง ถูกบิดาแท้ๆ ของตนเองส่งมาข้างนอกไกลนับพันหลี่ แล้วยังต้องปลอมตัวเป็นบุรุษคอยดูแลพี่ชายของตนเองอย่างเข้มแข็งอีก ชีวิตช่างไม่ง่ายเสียเลย
ยิ่งกว่านั้นน้ำเสียงในยามกล่าววาจาของเจียงซิ่วรุ่นก็สุภาพอ่อนโยน ยามพูดกับพวกเขาที่เป็นบริวารยังดูสุภาพเป็นมิตรยิ่งกว่าแม่ทัพเซินเสียอีก ไม่มีการวางท่าว่าเป็นบุตรสาวอ๋องแม้แต่น้อย นั่นยิ่งทำให้ผู้คนใจอ่อนมากขึ้น
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 เม.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.