บทที่ 1
แคว้นต้าฉีถือเป็นผู้ปกครองแห่งใต้หล้า โดยมีเมืองลั่วอันที่รุ่งโรจน์เป็นเมืองหลวง ที่นั่นเป็นสถานที่รุ่งเรืองมั่งคั่งซึ่งทุกคนต่างหวังจะได้มาเยือนสักครา
ทว่าก็มีชาวบ้านจำนวนมากในเมืองห่างไกลตามชนบทรอบแคว้นต้าฉีที่ตลอดทั้งชีวิตไม่เคยมาเยือนที่นี่เลยก็มี
แต่ถึงชาวบ้านพวกนั้นจะขาดความรู้ไปบ้าง กลับไม่เป็นอุปสรรคที่พวกเขาจะเพ้อฝันอย่างวิจิตรเลิศล้ำว่าอิฐที่ปูทางเดินในเมืองลั่วอันมีส่วนผสมของทองคำบริสุทธิ์ น้ำที่ไหลอยู่ในสระและแม่น้ำเป็นสุราหวานฉ่ำ สาวงามในเมืองแต่ละคนมีทรวงอกอวบอัดขาวปานหิมะที่นวลเนื้อโผล่พ้นเสื้อผ้าออกมาครึ่งหนึ่ง ราวกับหมั่นโถวที่หมักจนขึ้นฟูหยุ่นเด้งยั่วยวนผู้คน
คนที่มีวาสนาจะได้ไปเที่ยวเล่นในลั่วอันก็เบียดเสียดอยู่ที่หน้าประตูเมืองอันสูงตระหง่านในเวลานี้นั่นเอง สีหน้าแต่ละคนเปี่ยมด้วยความตื่นเต้นลิงโลด อยากจะลอยข้ามผ่านแถวขบวนรถม้าที่กลายเป็นมังกรตัวยาวเหยียดเพื่อเข้าเมืองไปชื่นชมความงามในทันทีเสียเหลือเกิน
แต่คนที่จะเข้าเมืองวันนี้ต่อให้ร้อนใจสักเพียงใดก็ได้แต่เข้าแถวยาวเหยียดอยู่ที่ประตูเมืองเท่านั้น
เพราะว่าระยะนี้ทุกแว่นแคว้นโดยรอบที่ลงนามเป็นพันธมิตรกับต้าฉีต่างพากันมาที่เมืองลั่วอันแล้ว เพื่อส่งบุตรชายไม่ก็บุตรสาวของบรรดาอ๋องเจ้าแคว้นทั้งหลายให้มาเป็นตัวประกันเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
ประตูตะวันตกซึ่งปกติเปิดให้ชาวบ้านเข้าออกถูกนำมาใช้เป็นเส้นทางผ่านสำหรับขบวนทูตของแต่ละแคว้นด้วยเช่นกัน รถม้าทุกคันจะต้องตรวจสอบสถานะผู้ที่มาให้กระจ่างชัด ทำการตรวจค้นรถ แล้วถึงจะปล่อยให้เข้าเมืองไปได้
เจียงซิ่วรุ่นบุตรสาวปออ๋องถึงแม้จะมีอายุเพียงสิบหกปี แต่ก็ไม่มีทางเหมือนชาวบ้านโง่เขลาเหล่านั้นที่คิดไปว่าทุกหนแห่งในเมืองลั่วอันล้วนเต็มไปด้วยทองคำ กระนั้นหากได้มาทัศนาจรเพียงอย่างเดียว นางย่อมต้องยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างรถม้าพลางสำรวจอย่างคึกคักตื่นเต้น ดูสภาพความเป็นอยู่ของเมืองใหญ่ที่ฝูงชนไม่เคยหลับใหลแห่งนี้สักหน่อยเช่นกัน
ทว่าเวลานี้นางที่กำลังจะกลายเป็นตัวประกันกลับนั่งอยู่ในรถม้าอย่างซึมเซา นัยน์ตาประหนึ่งเงาจันทร์สะท้อนบนน้ำคู่หนึ่งฉายแววหวาดหวั่นด้วยความสิ้นหวังอยู่รางๆ ผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือผืนนั้นถูกขยำขยี้จนยับย่นสุดทน
เจียงจือผู้เป็นพี่ชายที่มาพร้อมกับนางรู้สึกได้ว่าน้องสาวไม่ได้เอ่ยวาจาเป็นเวลานานแล้ว จึงถามจากด้านนอกรถม้าอย่างห่วงใย “เจ้ากระหายแล้วหรือไม่ พวกเราดื่มน้ำที่นำมาหมดแล้ว อีกประเดี๋ยวพอเข้าเมืองค่อยหาน้ำให้เจ้าดื่ม”
เจียงซิ่วรุ่นเลิกม่านหน้าต่างขึ้นมองดูพี่ชายที่ขี่ม้าอยู่ด้านนอก เห็นเพียงพี่ชายที่อายุมากกว่านางแค่ปีเดียวกำลังอยู่ท่ามกลางลมหนาวที่เย็นยะเยือก แก้มถูกลมเป่าจนบวมแดงแล้ว นางจึงยื่นเสื้อคลุมกันลมของตนเองออกไป แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “ข้าไม่กระหาย ท่านพี่สวมนี่เถิด จะได้ไม่หนาวจนตัวแข็ง”
เจียงจือกลับส่ายหน้า ไม่ยอมสวมเสื้อคลุมกันลมของน้องสาว เพียงพลิกกายลงจากม้าไปยืนอยู่ในบริเวณที่หันหลังให้กับลม แล้วรอต่อแถวเข้าเมือง
เวลานี้ภายนอกรถม้ากางกั้นด้วยขบวนแถวยาวเหยียด แต่สามารถมองเห็นประตูเมืองสีดำมันเงาที่ทาด้วยน้ำมันต้นถง ได้แต่ไกล ในสายตาของเจียงซิ่วรุ่น ประตูเมืองของต้าฉีบานนั้นก็ประหนึ่งสัตว์ร้ายที่กำลังอ้าปากกว้างแยกเขี้ยวอย่างสยดสยองน่าสะพรึงกลัว เนื่องจากนางเป็นผู้ที่กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง จึงรู้ว่าหากตนเองผ่านเข้าประตูเมืองนี้ไปแล้วจะมีสภาพเป็นเช่นไร!