บทที่ 7
ไป๋เฉี่ยนผู้นั้นกำลังรอคำพูดนี้ของคุณชายน้อยอยู่พอดี น้ำโอ่งใหญ่สาดออกไปจนกลายเป็นขวดวิเศษปราบปีศาจสาดกระจายไปทางอาจารย์ฝานแล้ว
ฝานเซิงผู้นั้นกำลังถูกวาจาของเจียงซิ่วรุ่นตอกกลับจนสำลักพูดไม่ออก เอาแต่เบิกตาค้นหาถ้อยคำที่จะมาโต้ตอบ กลับคิดไม่ถึงว่าตัวประกันของแคว้นเล็กๆ แสนอ่อนแอถึงกับปฏิบัติต่อแขกอย่างไร้มารยาทเยี่ยงนี้ ให้สาวใช้อัปลักษณ์นางหนึ่งมาราดน้ำใส่เขาจนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
มวยผมเขาหลุดลุ่ยสารรูปราวกับปีศาจน้ำเปียกโชก เขากระทืบเท้าอยู่กับที่ ชี้ไปที่เจียงซิ่วรุ่นและด่าว่า “เจ้ามันหลู่เกียรติผู้มีความรู้!”
เจียงซิ่วรุ่นไม่เลิกคิ้วสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ฝานเซิงเวลานี้ถึงแม้จะอายุยังน้อยแต่ก็มีชื่อเสียง ทว่าไม่เท่าชาติก่อนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ตัวประกันแคว้นปออาจไม่รุ่งโรจน์เทียบเท่าบุตรชายอ๋องของแคว้นที่แข็งแกร่ง แต่ก็เป็นบุตรของอ๋องจากแคว้นบริวาร ไหนเลยจะอนุญาตให้คนยโสโอหังในเมืองลั่วอันผู้หนึ่งมาหยามเกียรติด่าว่าอย่างกำเริบเสิบสานได้
“ใครก็ได้มาส่งแขก!” นางตะโกนเสียงดังชัดเจน
ฝานเซิงผู้นั้นไม่สนใจศักดิ์ศรีอีกแล้ว เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ ต่อให้รั้งอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด ดังนั้นทั้งที่ยังเปียกโชกน้ำหยดติ๋งๆ ก็สะบัดแขนเสื้อพลางด่าว่าอย่างรุนแรง นำบ่าวรับใช้จากไป ทิ้งคนทั้งหมดเอาไว้พร้อมกับบรรยากาศกระอักกระอ่วนไปทั้งห้อง
หลิวเพ่ยที่เป็นผู้จัดชุมนุมก็ไม่คาดคิดมาก่อนเช่นกันว่าคุณชายน้อยเจียงที่ไม่พูดไม่จาถึงกับใช้น้ำสาดไล่บัณฑิตลัทธิหรูที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวงจากไปทั้งอย่างนี้ ส่วนฝานเซิงผู้นั้นก็บังเอิญเป็นแขกของรัชทายาท หลิวเพ่ยจึงไม่ได้กล่าวอันใด ได้แต่รอให้รัชทายาทเป็นผู้เอ่ยปาก
เพราะว่าครั้งนี้คือการชุมนุมในที่ส่วนตัว เฟิ่งหลีอู๋จึงนั่งอยู่บนเสื่อที่ปูกับพื้นเหมือนกับทุกๆ คน ตั้งแต่ต้นจนจบนิ้วเรียวยาวของเขาเคาะเบาๆ กับโต๊ะตัวที่อยู่เบื้องหน้า รอจนฝานเซิงจากไปแล้ว ตอนที่ทุกคนมองมาที่เขา นิ้วเรียวยาวนั้นก็ยังคงเคาะโต๊ะอยู่เบาๆ อย่างไม่เร็วไม่ช้า
เจียงซิ่วรุ่นเวลานี้ระบายความโกรธไปแล้ว ยามที่เผชิญหน้ากับความเงียบงันทั้งห้อง ในใจก็นึกเสียใจอยู่รางๆ เรื่องที่ทำลงไปเมื่อครู่ไม่ควรจะไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ ตีสุนัขก็ยังต้องดูเจ้าของสักหน่อยมิใช่หรือ
เห็นได้ว่าการกลับมามีชีวิตใหม่อีกชาติหนึ่ง ในด้านการฝึกตนบ่มเพาะนิสัย นางยังคงต้องเพิ่มความเข้มแข็งด้านจิตใจอีก เพียงแต่รัชทายาทที่นิสัยประหลาดพิกลมาโดยตลอดผู้นั้นจะสร้างความลำบากให้อย่างไรบ้างนั้น นางคาดเดาไม่ออกเลยจริงๆ
คิดถึงตรงนี้นางก็ไม่มองเฟิ่งหลีอู๋อีก เพียงเผยสีหน้าหดหู่ท้อแท้ราวกับกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจาย ได้แต่หยิบจอกสุราที่อยู่เบื้องหน้าตนเองขึ้นมา อยากดื่มคราเดียวหมดจอก
“วิธีต้อนรับแขกของแคว้นปอก็คือเจ้าบ้านดื่มอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจว่าแขกตรงหน้าจะไร้อาหารกินอย่างนั้นหรือ” เสียงเย็นชาพลันดังขึ้น ผู้ที่กล่าวคือเฟิ่งหลีอู๋นั่นเอง
เจียงซิ่วรุ่นวางจอกสุราลง นางลุกขึ้นหันไปทางเฟิ่งหลีอู๋และทำความเคารพพร้อมพูดว่า “เป็นกระหม่อมต้อนรับแขกไม่ทั่วถึง จะนำอาหารขึ้นโต๊ะรับรองแขกเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” พูดจบก็เรียกให้คนย้ายโต๊ะไปที่ห้องโถงด้านข้าง แล้วค่อยจัดวางอาหารร้อนๆ ทุกคนเข้าประจำที่นั่งดื่มสุราพลางลิ้มรสอาหารพร้อมกัน
เพราะว่ารัชทายาทไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับปัญหาเมื่อสักครู่นี้ ทุกคนจึงได้แต่ทำเหมือนไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น หลังจากดื่มกินกันแล้ว หลิวเพ่ยย่อมตั้งหัวข้อสนทนาขึ้นมา ทุกคนก็พูดคุยกันอย่างคึกคัก ระหว่างนั้นก็ชวนกันดื่มอย่างสนุกสนานเต็มที่
แต่เนื่องจากย้ายที่นั่ง ไม่รู้เพราะเหตุใด รัชทายาทผู้นั้นถึงมานั่งอยู่ข้างๆ เจียงซิ่วรุ่นเสียได้