บทที่ 78
รัชทายาททำเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นเห็นแล้วโมโหจริงๆ แต่เวลานี้นางรู้สึกแต่เพียงว่าชีวิตของตนเองแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่อาจโกรธเด็ดขาด นางจึงได้แต่หดคอ รอให้รัชทายาทอ่านจดหมายจนจบ
เฟิ่งหลีอู๋ผู้นั้นอ่านไปอ่านมาอยู่สองเที่ยว จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นช้าๆ มองไปยังเจียงซิ่วรุ่น สายตาคู่นั้นดูลึกลับและประหลาดพิกล
ตลอดทางที่กลับมายังจวนเขาก็เมินเจียงซิ่วรุ่นอยู่อย่างนี้ นางเองก็ทนมาพอแล้วเช่นกัน จึงรู้สึกว่าสามารถโยนความอดทนนี้ไปทันที พยายามพูดอย่างสงบนิ่งว่า “รัชทายาทก็ทรงรู้ว่าหม่อมฉันไม่ปรารถนาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้คนและเรื่องราวของแคว้นบ้านเกิด ถึงรัชทายาทไม่เสด็จมา หม่อมฉันก็ไม่มีทางรับจดหมายนี้ไว้”
เฟิ่งหลีอู๋ชมใบหน้าน้อยๆ ของนางเผยความหงุดหงิดกระวนกระวายมาพอแล้วเหมือนกัน เมื่อเห็นว่าเจียงซิ่วรุ่นเริ่มจะโมโหแล้ว จึงได้ยื่นจดหมายในมือให้นาง
เจียงซิ่วรุ่นกัดริมฝีปากรับมาอ่านทันที เป็นลายมือของบิดาจริงเสียด้วย
ไม่ได้พบหน้าเสียนาน บิดายังคงมีความสามารถด้านอักษรโดดเด่นเหมือนเดิม ในจดหมายนั้นอันดับแรกเลยคือตำหนิด้วยเรื่องที่นางใจกล้า เหตุใดต้องปลอมเป็นบุรุษหลอกลวงฮ่องเต้ของต้าฉี ต่อจากนั้นก็คือเตือนสติอีกเที่ยวหนึ่ง บอกว่านางในเวลานี้พึ่งพารัชทายาท ต้องพยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจปรนนิบัติรัชทายาท ชดเชยเรื่องก่อนหน้านี้ สำหรับเรื่องที่นางปลอมเป็นบุตรชายอ๋อง เพื่อให้นางไม่ต้องเสียหน้า จึงได้เพิ่มชื่อ ‘เจียงเหอรุ่น’ ลงในผังลำดับวงศ์ตระกูลของราชวงศ์แล้วเรียบร้อย นับว่าได้กลบเกลื่อนคำโกหกแทนนาง และอื่นๆ อีกมากมาย
เมื่ออ่านจบเช่นนี้แล้ว เจียงซิ่วรุ่นได้แต่ใช้คำว่า ‘ปากอ้าตาค้าง’ สี่คำมาอธิบายเท่านั้น
จะว่าไปบิดาของนางก็มักเพิ่มสมาชิกใหม่เข้าไปในครอบครัวอยู่ตลอด ตอนนั้นหลังจากชิงบัลลังก์สำเร็จ เพื่อจะให้การชิงบัลลังก์ของตนเองดูถูกต้องชอบธรรม จึงสะบัดพู่กันคราหนึ่ง ก็เพิ่มบรรพชนรุ่นปู่ทวดที่ไม่มีอยู่จริงเข้าไปสองคน ยอดอัจฉริยะในยุคโบราณอย่างเจียงจื่อหยาก็อยู่ในลำดับด้วย ช่างทำให้ผู้คนไม่อาจทนดูได้จริงๆ
เมื่อมาคิดๆ ดู ชาติก่อนภายหลังบิดายังเพิ่มท่านปู่บุญธรรมแซ่หลิวให้กับนางอีกด้วย ความสามารถในการเกี่ยวดองเป็นญาติไปทั่วของบิดาทำให้ผู้คนต้องทอดถอนใจด้วยความนับถือ ดังนั้นการทำให้ตนเองจู่ๆ ก็มีบุตรชายคนเล็กนามว่า ‘เจียงเหอรุ่น’ เพิ่มขึ้นมานี้ยังจะนับเป็นอะไรได้เล่า
แม้แต่เฟิ่งหลีอู๋ที่นิ่งเงียบไปพักหนึ่งก็ยังพูดว่า “อาลักษณ์กับขุนนางทัดทานล้วนทำอันใดอยู่”
ความหมายของเขาก็คือปออ๋องกระทำตามอำเภอใจถึงเพียงนี้ ไม่มีใครทัดทานขัดขวางเลยหรือ
เจียงซิ่วรุ่นฝืนยิ้มคราหนึ่ง แล้วบอกไปตามตรงว่าแคว้นปอเป็นแคว้นเล็กๆ จัดการได้ง่าย คำพูดของบิดานางหนึ่งคำพูดแน่นหนักดุจสิบแปดกระถางศักดิ์สิทธิ์ ขอเพียงท่านผู้เฒ่าเขาเอ่ยปาก ก็ไม่มีเรื่องใดที่ทำไม่ได้ เบี้ยหวัดของอาลักษณ์กับขุนนางทัดทานก็แสนน้อยนิด ศักดิ์ศรียังน้อยกว่าบัณฑิตในดินแดนจงหยวนเสียอีก ย่อมไม่มีทางจับพู่กันบันทึกอย่างซื่อสัตย์ ไม่ยืนหยัดว่ากล่าวเพื่อความเป็นธรรมแน่นอน
อีกทั้งความประพฤติของปออ๋อง เฟิ่งหลีอู๋ได้ลิ้มรสชาติมาบ้าง เริ่มตั้งแต่ส่งบุตรสาวครรภ์แก่มา ในใจเขาก็เข้าใจบ้างแล้ว
สำหรับเรื่องราวผู้คนอันยุ่งเหยิงของแคว้นปอ เฟิ่งหลีอู๋ที่อยู่ห่างไกลออกไปนับพันหลี่ถึงกับปรับตัวได้แล้วเช่นกัน ในเมื่อเป็นจดหมายจากที่บ้านจริงๆ เขาย่อมคร้านจะสนใจ เพียงแต่จีอู๋เจียงผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องใดกับเจียงซิ่วรุ่น ยังต้องสอบถามให้ชัดเจนอย่างละเอียด
เจียงซิ่วรุ่นบอกตามตรงว่าตนเองเคยพบจีอู๋เจียงในงานเลี้ยงอยู่หลายครั้ง แต่ตอนนั้นนางยังเด็ก เห็นขนมสำคัญกว่าการสนิทสนมกับบุรุษ ไหนเลยจะมีการติดต่อคบหาอันใดได้ หากรัชทายาทยังระแวงสงสัยทุกอย่างถึงเพียงนี้ ก็หย่านางออกจากจวนเสียเถิด จะได้ไม่ทำให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของรัชทายาทต้องมัวหมอง
เฟิ่งหลีอู๋ไม่ชอบฟังคำพูดนี้ของนาง ย่อมจะจูบปิดปากดุจผลอิงเถาของนางเอาไว้ ไม่อยากให้นางกล่าววาจาที่ทำให้คนหงุดหงิดออกมาอีก การก่อกวนพัวพันครานี้กลับกลายเป็นความวาบหวามอยู่บนที่นอนอันอ่อนนุ่มหลังฉากกั้นในห้องหนังสือ
เฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้แนบชิดสนิทสนมกับสตรีนางนี้มาหลายวันแล้ว เขารู้สึกว่าจะทำเรื่องใดล้วนไม่ค่อยมั่นใจมากขึ้นทุกที เวลานี้ในที่สุดก็มีเวลาว่างได้รักใคร่นางอย่างสุดกำลังคราหนึ่ง พอได้ปลดปล่อยความปรารถนาออกไป นอกจากพละกำลังแล้วยังมีความกระสับกระส่ายที่อธิบายไม่ถูกซึ่งสะสมมาในช่วงหลายวันนี้ด้วย
แต่เพราะจดหมายฉบับนี้ ความคิดของเจียงซิ่วรุ่นถึงลุกโชนขึ้นมาแล้ว
ในเมื่อตนเองมีนามอยู่บนบันทึกผังลำดับวงศ์ตระกูลของราชวงศ์แคว้นปอแล้ว เช่นนั้นนางก็สามารถติดตามท่านอาจารย์ไปร่วมชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกได้อย่างถูกต้องตามหลักเหตุผลแล้ว
เมื่อมาคิดดู บิดากลับทำเรื่องที่มนุษย์พึงกระทำอย่างที่น้อยครั้งจะทำ