บทที่ 115
เฟิ่งหลีอู๋เดิมคิดอยู่ว่าเจียงซิ่วรุ่นจะต้องกังวล หรืออาจจะร้องขอความเมตตาจากเขาอย่างโจรใจหวาดเป็นแน่
ใครจะคิดว่าเขายังไม่ทันได้เกิดโทสะเลยด้วยซ้ำ นางกลับร้องไห้ออกมาอย่างรู้สึกไม่เป็นธรรมเสียแล้ว
เรื่องอื่นๆ เขาไม่มีทางทะเลาะกับนาง การวางแผนนิดๆ หน่อยๆ อย่างเจ้าเล่ห์พวกนั้นเขาก็สามารถลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่งได้เช่นกัน แต่เรื่องวางแผนหลบหนีกลับแคว้นบ้านเกิดนี้จะให้เขามองข้ามได้อย่างไร
มองเห็นอยู่ว่าหลังจากนางร่ำไห้สะอึกสะอื้นแล้วก็ไม่พูดอันใดอีก เอาแต่หลั่งน้ำตาอาบสองแก้ม
เฟิ่งหลีอู๋ตัดใจไม่มองดู เพียงหันใบหน้าอันหล่อเหลาบึ้งตึงมองผิวทะเลสาบนอกหน้าต่าง จากนั้นกล่าวเสียงเคร่งเครียดว่า “หากเจ้าไม่ยอมรับก็ช่างเถอะ ถึงอย่างไรคนของกองราชทัณฑ์ก็สามารถถามจนได้ความจากปากของพี่ชายเจ้าอยู่ดี ออกไปเถอะ!”
เสียงเขายังไม่ทันขาดหาย ก็ได้ยินเสียงดังตึงๆ สองครา เจียงซิ่วรุ่นหมอบกราบลงกับพื้น โขกศีรษะให้กับรัชทายาทอย่างนอบน้อมสองครั้ง จากนั้นพูดคอแข็งว่า “รัชทายาททรงเห็นกระจ่างแม้ขนอ่อนในฤดูใบไม้ร่วง* เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยนี้ของหม่อมฉันจะหลบหนีเนตรทิพย์ของรัชทายาทได้อย่างไรเพคะ เรื่องนี้ล้วนเป็นแผนการของซิ่วรุ่นเพียงคนเดียว พี่ชายหม่อมฉันไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ มิสู้ให้หม่อมฉันไปที่กองราชทัณฑ์เพื่อรับโทษเองเถิด เพียงขอให้รัชทายาททรงปล่อยพี่ชายหม่อมฉันไปเท่านั้นเพคะ”
นางกลับยอมรับแล้วอย่างสัตย์ซื่อ แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ในใจเฟิ่งหลีอู๋ยังคงไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
เขายังคงปั้นหน้าบึ้งตึงต่อไปขณะพูดว่า “เจ้าสมคบคิดกับขุนนางเก่าแคว้นปอตั้งแต่เมื่อใด เดิมวางแผนจะลอบหลบหนีอย่างไร”
เจียงซิ่วรุ่นก้มหน้ากล่าวว่า “เป็นเรื่องเก่าเมื่อนานมาแล้วเพคะ ต่อมาฝ่าบาททรงดูแลพวกเราพี่น้องด้วยความเอื้อเฟื้อจริงใจ จึงได้ลืมไปตั้งนานแล้ว ใครจะรู้ว่าเขาถึงกับมาในเวลานี้…”
ตามความเห็นของเฟิ่งหลีอู๋ ในเมื่อให้นางได้รู้แล้วว่าการสมคบคิดเล็กน้อยของนางปิดบังเขาไม่ได้ ก็น่าจะพอได้แล้ว อีกทั้งก็เหมือนดังที่นางกล่าว คือน่าจะเป็นเพราะนางนึกเสียใจถึงได้อ้างว่าฝันร้ายแล้วให้เขาส่งคนไปดูแลพี่ชายของนาง
นี่ทั้งหลั่งน้ำตาทั้งโขกศีรษะ ทำให้เขาดูแล้วอึดอัดใจอย่างไร้สาเหตุ
ด้วยเหตุนี้เฟิ่งหลีอู๋จึงยื่นแขนออกไปดึงเจียงซิ่วรุ่นขึ้นมา กล่าวเสียงอ่อนลง “เห็นแก่ที่เจ้าสำนึกผิดกลับใจทันเวลา ครั้งนี้จะละเว้นให้เจ้าชั่วคราว หากครั้งหน้าทำผิดอีกจะไม่ยกโทษให้เจ้ากับพี่ชายเจ้าอย่างง่ายดายแล้ว! การสั่งสอนครั้งนี้คงจำได้แล้วสินะ”
คราบน้ำตาบนใบหน้าของเจียงซิ่วรุ่นยังไม่แห้ง แต่ก็ไม่หลั่งน้ำตาอีกแล้ว นางเพียงหลุบขนตายาวลงเพื่อปกปิดความเย็นชาที่ฉาบฉายอยู่ในดวงตาขณะพูดว่า “ย่อมจดจำไว้ในใจแน่นอน ไม่กล้าลืมอีกแล้วเพคะ”
อันที่จริงเรื่องที่เฟิ่งหลีอู๋สงสัยนางไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใดเลย
เป็นเพราะช่วงนี้นางย่ามใจเกินไปจนหลงลืมสถานะของตนเองไปแล้ว มีฐานะเป็นตัวประกัน อยู่ในเมืองลั่วอันแท้จริงก็คือการถูกขังอย่างไร้สภาพนักโทษให้เห็นเท่านั้นเอง จะคู่ควรกับการเพ้อฝันถึงการได้รับความเชื่อใจอย่างสมบูรณ์ของรัชทายาทได้อย่างไร
วันนี้ไม้กระบองที่ฟาดมาทีเผลอนี้ช่างมาได้ทันเวลา ครั้งเดียวก็ทำให้นางสะดุ้งตื่น เลี่ยงไม่ให้นางต้องเคลิบเคลิ้มไปกับความอ่อนโยนที่เฟิ่งหลีอู๋สร้างขึ้นมาจนตายโดยไม่รู้ตัว
ต่อจากนั้นทั้งสองคนก็กินอาหารร่วมกันเหมือนเช่นปกติ
เจียงซิ่วรุ่นไม่ค่อยกินอะไร เพียงคีบกับข้าวเติมน้ำแกงให้เฟิ่งหลีอู๋เงียบๆ เท่านั้น
เฟิ่งหลีอู๋กลับเคยชินกับการเอาใจใส่อย่างกระตือรือร้นของนางแล้ว หลังจากกินข้าวหมดไปชามหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติมาก พอเห็นท่าทางอึดอัดค่อนข้างไม่มีความสุขของนาง ก็นึกว่านางกำลังกังวลถึงเจียงจือพี่ชายนาง จึงพูดว่า “วางใจเถอะ หลังจากกองราชทัณฑ์สอบถามไปตามปกติแล้วก็จะปล่อยพี่ชายเจ้ากลับบ้านแน่นอน ไม่มีทางทำให้ผมของเขาหายไปแม้แต่เส้นเดียวแน่”
เจียงซิ่วรุ่นขอบคุณรัชทายาท จากนั้นก็พูดต่อว่าจะไปตรวจสอบภาพร่างแผนการสร้างคลองส่งน้ำตามสัญญาจ้างใหม่ของกองการเกษตร เป็นการปฏิเสธความต้องการของรัชทายาทที่จะให้นางค้างคืนอยู่ในเรือนนอนอย่างอ้อมๆ แล้วก็กลับไปที่ห้องหนังสือของตนเอง
เพียงแต่เมื่อเจียงซิ่วรุ่นนั่งอยู่ในห้องหนังสือแล้วก็เอาแต่มองดูแสงไฟเต้นระริกไหว ไม่มองดูภาพร่างตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
นางนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกลับไปที่ห้องนอนของตนเอง หยิบปิ่นปักผมอันหนึ่งออกมาจากกล่องใบเล็ก ปิ่นปักผมอันนี้คือของที่สหายเก่าแคว้นปอจีอู๋เจียง…อัจฉริยะจี…มอบให้เป็นของขวัญ
จีอู๋เจียงแม้กลับคืนสู่ราชสำนักแคว้นปอแล้ว แต่กิจการทั้งหมดของเขาที่กระจายอยู่ภายนอกยังคงมี โดยเฉพาะในเมืองลั่วอันมีร้านค้าที่จีอู๋เจียงเปิดขึ้นอย่างลับๆ ด้วยเช่นกัน
ก่อนที่นางจะไปร่วมการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึก เขาเคยให้ปิ่นอันนี้กับนาง และแจ้งชื่อร้านที่สามารถติดต่อส่งข่าวสารได้ ขอเพียงนางถือปิ่นนี้ไปหา จะสามารถเป็นตัวแทนส่งจดหมายให้ได้
ก่อนหน้านี้แม้นางจะถูกจีอู๋เจียงพูดกล่อมให้หวั่นไหวเพียงใด ที่ผ่านมากลับไร้การเคลื่อนไหวมาตลอด แต่ ณ ขณะนี้นางไม่สามารถผูกคอตายอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งที่สูงจนนางไม่อาจเอื้อมถึงได้แล้ว…