บทที่ 82
ไป๋เฉี่ยนเห็นสวีอิงอวดกล้ามแขนของตนเองก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายออกจะเป็นเด็กน้อยไปสักหน่อย แล้วก็รู้ว่าเจ้านายของตนไม่อยากเกี่ยวข้องกับสวีอิงมากเกินไป ดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องพูดว่า “เจ้านายของข้าไม่เพียงมีทักษะด้านการยิงธนู แต่ยังจะเข้าร่วมการโต้วาทีด้านบุ๋นด้วย ท่านอาจารย์มู่เฟิงได้สั่งแล้วว่าหลายวันนี้ต้องเขียนบทความให้เขาอ่าน อาจไม่มีเวลาชี้แนะท่านก็ได้ มิสู้ไปหาสหายร่วมสำนักโต้วของท่าน ให้เขาชี้แนะแทนจะดีกว่านะเจ้าคะ”
ขณะกำลังพูดอยู่ไป๋เฉี่ยนก็เห็นโต้วซืออู่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน นางจึงพยักพเยิดคางไปทางเขา กลับทำให้โต้วซืออู่ถลึงตาจ้องมองมาอย่างดุร้าย
ไป๋เฉี่ยนรู้สึกว่าน่าจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้นางไม่ให้เขาใช้กระโถนในรถม้านั่น เขาจึงยังจดจำความแค้นอยู่ แต่อันที่จริงนางก็ไม่อยากให้เขาได้สมใจเหมือนยามปกติ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มองเขาเสียเลย
รอจนคนทั้งขบวนเข้าไปในเรือนด้านหลังที่ขอยืมใช้จากโรงเตี๊ยมแล้ว อาจารย์มู่เฟิงก็แจ้งกำหนดเวลาการประลองหลายวันนี้ให้กับพวกศิษย์ทั้งหลายที่นั่งอยู่บนเสื่อผืนหนึ่งรับรู้
อาจารย์ผู้เฒ่ามีสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น ว่ากันว่าในบรรดาสำนักศึกษาหลายแห่งที่เข้าแข่งขันปรากฏศิษย์ที่โดดเด่นจำนวนไม่น้อย เมื่ออาจารย์มู่เฟิงคิดว่าศิษย์ในสำนักของตนเองสามารถขัดเกลาเพื่อยกฐานะได้ ก็รู้สึกว่าคุ้มแล้วที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ไม่ได้รับความลำบากระหว่างการเดินทางไปเปล่าๆ
ในด้านบู๊สำนักศึกษาส่วนใหญ่ล้วนมีไว้เพื่อประดับบารมีเท่านั้น ดังนั้นอาจารย์มู่เฟิงจึงปลอบใจโต้วซืออู่ เจียงซิ่วรุ่น รวมทั้งผู้ที่ถูกใส่ชื่อเข้าไปให้ครบจำนวนอย่างสวีอิงว่าไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนเกินไป ขอแค่เมื่อถึงเวลาแล้วอย่าได้พลาดเป้าหรือว่าตกลงมาจากหลังม้า ก็ทำให้สำนักศึกษามีหน้ามีตาแล้ว
โต้วซืออู่ฟังเสียจนหน้าเขียวคล้ำไปหมด ถามตรงๆ ว่าการแข่งขันอันมีชื่อเสียงของทุกแว่นแคว้นระดับนี้ เหตุใดถึงมีการแข่งม้าที่ร่วงตกลงมาด้วยเล่า
สหายร่วมสำนักที่รู้เรื่องตลกครั้งก่อนๆ ของการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกพลันกล่าวด้วยสีหน้าเบิกบานเป็นประกาย “มีไม่น้อยด้วยนะ ได้ยินว่าผู้ที่ถูกคัดเลือกของสำนักศึกษาแห่งหนึ่งล้วนเป็นศิษย์จากครอบครัวฐานะยากจน เนื่องจากจ้างชาวยุทธ์มาแข่งแทนไม่ไหวจริงๆ และด้วยกฎเกณฑ์การลงชื่อที่ไม่อาจขาดตกบกพร่องได้ ศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขันนั้นจึงตกลงมาจากหลังม้ากันทุกปี อันที่จริงการแข่งขันนี้จำเป็นแน่หรือ ค่ายาที่ใช้รักษานั่นไม่น้อยไปกว่าค่าจ้างชาวยุทธ์เลยนะ!”
ใบหน้าโต้วซืออู่ดำสนิทหมดแล้ว ตอนนั้นเขากอดความคิดทะเยอทะยานเข้าร่วมการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกเพื่อจะศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้มีฝีมือสูงส่งเหล่านั้น สุดท้ายถึงได้รู้ว่าตนเองต้องแข่งขันกับบรรดาศิษย์ต่างสำนักที่แข้งขาอ่อนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นไปได้ว่าแม้แต่ลาก็ไม่เคยขี่มาก่อน นับว่าหมดสนุกแล้วจริงๆ!
เจียงซิ่วรุ่นกลับไม่มีความคิดจะสร้างชื่อเสียงเลื่องระบือแบบโต้วซืออู่
ตอนนั้นนางได้ยินคำพูดของจีอู๋เจียงแล้วก็สลายความวิตกว่าจะถูกคนที่มาจากแคว้นปอเปิดโปงไป และวางใจที่จะมาร่วมงานใหญ่ของทุกแคว้นระดับนี้ได้อย่างกล้าหาญ
ประกอบกับเรือนหลังของเฟิ่งหลีอู๋ไม่อาจให้นางทนอยู่ได้จริงๆ จึงออกมาผ่อนคลายอารมณ์ และถือโอกาสนี้ใช้ความคิดสักหน่อย ดูว่าภายหน้าจะมีโอกาสดีๆ ที่จะพาพี่ชายกับพี่สะใภ้หลบหนีไปอย่างมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเลี่ยงไม่ให้เฟิ่งหลีอู๋มาพัวพันอยู่ทุกวัน ในจวนของรัชทายาทมีสาวงามมากมายหลายหลากทั้งอวบอิ่มทั้งผอมบาง แต่เฟิ่งหลีอู๋ไม่มีใจจะไปเชยชมเลยสักคน สาเหตุล้วนเป็นเพราะเขายังไม่เบื่อหน่ายนาง
แต่บุรุษสตรีอยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืนนานวันก็จะก่อเกิดเป็นความรักขึ้น หากนางอยู่แต่ในจวนตลอดก็จะทำให้ความกระตือรือร้นอันเร่าร้อนของรัชทายาทเย็นลงได้ยาก
แต่เวลานี้นางออกมานอกจวนแล้ว รอจนกลับไป ดูตามความกระตือรือร้นของท่านอาจารย์ที่ไปเที่ยวชมขุนเขาสายน้ำเคี้ยวอ้อยหวานแล้ว คาดว่าตอนที่กลับไปเขาคงต้องใช้ทางอ้อมอย่างแน่นอน ได้แต่หวังว่าบรรดาสาวงามในจวนที่มีใจทะเยอทะยานจะมีความมุ่งมั่นพยายามเพื่อความสำเร็จ ตอนนั้นงานของรัชทายาทใกล้จะเสร็จแล้ว เขาก็น่าจะกลับจวนพักผ่อน หวังว่าพวกนางจะฉวยโอกาสนี้ให้ได้รับความโปรดปรานสักครา นางก็จะสามารถจัดการเรื่องต่อจากนั้นได้อย่างสงบแล้ว
ตามความเข้าใจที่นางมีต่อรัชทายาท ถึงแม้ตามปกติรัชทายาทจะเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะหน้าบึ้งตึงอารมณ์เสียเมื่อสูญเสียความรักไปครั้งหนึ่ง ถึงตอนนั้นนางจะฉวยโอกาสยกข้ออ้างออกมาว่าอยากส่งพี่ชายกลับแคว้นไปชิงตำแหน่งอ๋องเจ้าแคว้น ด้วยไมตรีส่วนตัวของคนทั้งสองเขาน่าจะเห็นด้วยเป็นแน่