บทที่ 76
นอกจากรู้สึกว่าจิตใจของเจียงซิ่วรุ่นคับแคบเกินไป เฟิ่งหลีอู๋ยังรู้สึกอีกว่าออกจะเจ็บปวดใจอยู่บ้าง
นางเป็นตัวประกันอยู่ที่ลั่วอัน เป็นหญิงที่ต้องปลอมเป็นชาย พี่ชายก็อ่อนแอไร้อำนาจเสียอีก ที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ก็มีเพียงแค่ตนเองเท่านั้นจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ปกตินางจะประจบเอาใจพอใช้ได้ เฟิ่งหลีอู๋กลับรู้สึกดีมาก รู้สึกว่าแต่ละประโยคนั้นล้วนออกมาจากใจจริงของนาง และตนเองก็คือที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของนาง จะไม่ตั้งอกตั้งใจประจบได้หรืออย่างไร
แต่ขณะนี้กลับพบว่าเวลาส่วนตัวนางมิได้กลอกกลิ้งเอาตัวรอดเหมือนเวลาอื่นเลยแม้แต่น้อย ถึงกับร้องไห้อย่างน่าสงสารถึงเพียงนี้ เฟิ่งหลีอู๋พลันเสียใจที่คืนนี้ไม่ได้มาอยู่เป็นเพื่อนนาง
คิดถึงตรงนี้เขาก็ยื่นมือไปเช็ดปลายหางตาของนางพลางกล่าวว่า “แช่น้ำร้อนยังจะร้องไห้อีก ไม่กลัวจะเวียนศีรษะจมอยู่ในสระหรือไร”
เจียงซิ่วรุ่นคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะมาที่นี่ได้ นางจึงพูดติดอ่างไปบ้างอย่างช่วยไม่ได้ “ระ…รัชทายาทควรจะอยู่ที่เรือนของเฉาจีมิใช่หรือเพคะ”
เฟิ่งหลีอู๋ยื่นมือไปหยิบผ้าผืนยาวที่ด้านข้างมาห่อหุ้มตัวนางและช้อนขึ้นมา จากนั้นก็อุ้มไปวางบนเตียงในห้องชั้นในพลางกล่าวว่า “ยังโกรธอยู่หรือ ก็แค่ไปนั่งๆ ที่นั่นเท่านั้นเอง นี่ก็รีบมาหาเจ้าที่นี่แล้วมิใช่หรือ”
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกว่ารับคำพูดบางอย่างของรัชทายาทไม่ได้ จึงได้แต่เบิกตาโตอย่างอดไม่อยู่ และกล่าวอย่างระมัดระวังเป็นที่สุดว่า “ไปถึงที่นั่นแล้ว เหตุใดไม่อยู่ค้างคืนเล่าเพคะ รัชทายาทเสด็จมาเช่นนี้แล้ว ไยไม่ทำให้เฉาจีใจหายหรือ”
เฟิ่งหลีอู๋ลูบไล้ใบหน้านางพลางกล่าวว่า “แค่นั่งอยู่ที่นั่นชั่วครู่เจ้าก็ร้องไห้จนตาแดงแล้ว หากข้าอยู่ค้างคืนอีก ไยมิใช่ทำให้เจ้าร้องไห้จนลูกตาหลุดออกมารึ เจ้าใจแคบเยี่ยงนี้ ต่อไปควรจะทำเช่นไรดี”
จนถึงตอนนี้เจียงซิ่วรุ่นถึงได้พอจะฟังเข้าใจคร่าวๆ แล้ว
ที่แท้รัชทายาทถึงกับเข้าใจผิดว่านางอิจฉา! ข้อกล่าวหานี้ลอยมาจากที่ใดกัน นางจึงรีบอธิบายทันที “เฉาจีถึงจะเป็นชายารองที่รัชทายาททรงแต่งงานด้วย หม่อมฉันก็แค่รวมให้ครบจำนวนแทนน้องสาวเท่านั้น…รัชทายาทไยต้องวิตกถึงความรู้สึกหม่อมฉัน เฉาจีกับเถียนจีย่อมต้องมาก่อน…”
เฟิ่งหลีอู๋หลุบตาลง รู้สึกว่านางกำลังพูดไม่ตรงกับใจ จึงลากเสียงยาวกล่าวว่า “เพียงเพราะเป็นการรวมเข้ามาให้ครบจำนวน เจ้าก็เลยอยากจะผลักไสข้าไปข้างนอกเช่นนั้นรึ เจ้าทำเช่นนี้คิดจะขอโทษผู้ใดกัน”
ข้ากำลังอาบน้ำอย่างมีความสุขแท้ๆ! แล้วก็กินอย่างเอร็ดอร่อยด้วย จู่ๆ กลับถูกคนลากออกมาเสียอย่างนั้น ในใจเจียงซิ่วรุ่นจะไม่หงุดหงิดได้อย่างไร
นี่ยังถูกเฟิ่งหลีอู๋ถามเสียจนรำคาญอีก ทันใดนั้นจึงค่อนข้างทนไม่ไหว เจียงซิ่วรุ่นกล่าวอย่างไม่ไว้หน้าว่า “ไม่ว่ากับใครล้วนต้องขอโทษ ความผิดฐานแอบหลับนอนกับน้องเขย กล่าวขึ้นมาแล้วล้วนควรถ่วงน้ำเลยนะเพคะ”
เมื่อคิดถึงการถ่วงน้ำ นางก็สั่นสะท้านเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
เฟิ่งหลีอู๋ที่กอดนางอยู่ก็รู้สึกได้ จึงทั้งโมโหทั้งขบขันพูดว่า “ไปเอาเหตุผลบิดเบี้ยวตั้งมากมายปานนั้นมาจากที่ใด พูดแล้วตนเองก็กลัว หากยังกล้าบอกว่าข้าคือน้องเขยเจ้าอีก ระวังข้าจะเล่นงานเจ้าก่อน…”
เขาเองก็คร้านจะพูดเหลวไหลแล้วเช่นกัน จึงปิดปากที่เอ่ยวาจาทำให้คนโมโหตายนั่นเอาไว้อย่างแนบสนิทในทันที พินิจพิเคราะห์รสชาติหอมหวานที่เขาเฝ้าคะนึงหามาตลอดสามวันนี้อย่างเต็มที่เท่าที่ใจปรารถนา
แต่เจียงซิ่วรุ่นไม่ต้องการ จึงได้แต่ฉวยจังหวะที่ริมฝีปากและลิ้นของเขายังพัวพันไม่เต็มอิ่มสมใจอยาก กำลังจะแก้ผ้าเช็ดตัวออกเพื่อกระทำตามอารมณ์ปรารถนา นางรีบพูดขึ้นทันทีว่า “วันนี้ไม่ได้จริงๆ เพคะ ระดูยังไม่หมด แถบผ้ายังตากอยู่ด้านนอกอยู่เลย!”
เฟิ่งหลีอู๋ไม่คิดอดทน รู้สึกเพียงว่าไฟในใจถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว ไม่อาจดับลงในทันที จึงพูดว่า “ข้าไม่สน วันนี้ก็ให้เจ้ามาจัดการเท่าที่ได้ก่อน ตัวเจ้าเองจงคิดหาหนทางช่วยให้ข้าได้เสพสุขด้วย”
พูดจบเขาก็ประทับร่างลงไป ริมฝีปากและลิ้นรุมเร้าพัวพันกับนางมากขึ้นแล้ว