รอจนถึงวันถัดมา รัชทายาทรีบรุดกลับไปยังที่ว่าการตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว
เจียงซิ่วรุ่นลำบากตรากตรำมาครึ่งค่อนคืน เมื่อเห็นรัชทายาทไปแล้ว ก็รีบลุกขึ้นเรียกเถาหวาให้เอาน้ำงาม้อนผสมไม้กฤษณามาให้นางบ้วนปาก
ตอนที่เถาหวายกขวดคอยาวเข้ามาข้างใน สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างประคองอ่างทองแดงอยู่ข้างเตียงคอยปรนนิบัติอยู่ ส่วนเจียงซิ่วรุ่นก็คุกเข่าอยู่ข้างเตียงบ้วนปากติดๆ กันอยู่อย่างนั้น
อันที่จริงเมื่อคืนหลังก่อกวนกันจบแล้วเฟิ่งหลีอู๋ก็ยกน้ำสะอาดมาให้นางบ้วนปาก แต่ทันทีที่คิดขึ้นมานางก็อดบ้วนปากอีกสักหลายๆ ครั้งไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะนางปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อคืนนี้เขาก็คงทำเช่นนั้นกับนางเหมือนกัน
เมื่อเปรียบเทียบขึ้นมา ฉินจ้าวในชาติก่อนช่างเป็นพวกที่ขอไปทีเหลือเกิน ก็แค่สิ่งที่ทำหลังดับโคมไฟ ไหนเลยจะมีลวดลายมากมายถึงเพียงนั้นได้
หลังจากบ้วนปากเจียงซิ่วรุ่นก็ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตายามเช้า
วันนี้เป็นวันต้นเดือน ในจวนไม่มีชายาเอกรอให้พวกนางไปคารวะยามเช้า แต่กลับมีกฎระเบียบที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร คือต้องการให้เหล่าชายาในจวนรวมตัวกินอาหารด้วยกัน
การพบปะสังสรรค์อื่นๆ ของเจียงซิ่วเหยาหากสามารถไม่ไปได้ก็จะไม่ไป แต่เวลานี้มิอาจไม่ไป ดังนั้นเมื่อหวีผมปักปิ่น เปลี่ยนเป็นกระโปรงยาวสีขาวอมฟ้าเรียบร้อยแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็รีบรุดไปที่ห้องโถงหน้าเพื่อกินอาหารเช้าร่วมกับพวกนาง
เถียนอิ๋งมาถึงนานแล้ว และยึดครองที่นั่งประธานของโต๊ะกลมไปอย่างไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อยนิด
ส่วนบรรดาหญิงสาวที่ติดตามมาเป็นสินเจ้าสาว เนื่องจากไม่มีตำแหน่งชายา เมื่อมาถึงแล้วจึงไม่อาจเข้านั่งที่โต๊ะกลมได้ แค่นั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กด้านข้าง
เมื่อเห็นเจียงซิ่วรุ่นเข้ามา เถียนอิ๋งก็ส่งเสียงแหลมอย่างอดไม่ไหว “น้องเหยาถึงกับตื่นเช้าเช่นนี้ ยังนึกว่าเจ้าปรนนิบัติรัชทายาทตลอดทั้งคืนแล้วจะมาไม่ไหวเสียอีก”
ในตอนที่กล่าววาจานี้ เฉาซีก็มาแล้ว
เมื่อคืนนางไม่ได้นอนทั้งคืน ดวงตาทั้งสองบวมแดงอย่างน่ากลัว ถึงแม้ก่อนจะมาใช้น้ำเย็นประคบแล้ว แต่ยังคงสามารถดูออกถึงร่องรอยการร้องไห้อย่างสาหัส
เมื่อได้ยินเถียนอิ๋งพูดชี้ชัดเช่นนี้อย่างจงใจ แค้นเก่าแค้นใหม่ของเฉาซีจึงรวมอยู่บนร่างของเจียงซิ่วรุ่นทั้งหมด กล่าวอย่างเย็นชาอยู่ด้านหลังนางว่า “แถบผ้าซับระดูเต็มลานเรือน กลับยังกระตือรือร้นจะรั้งรัชทายาทเอาไว้ เจ้าช่างหน้าไม่อายเสียเหลือเกิน หรือว่าไม่กลัวจะแปดเปื้อนรัชทายาท ทำให้พระวรกายรัชทายาทเปื้อนมลทิน?”
ก่อนหน้านี้ถึงแม้ชายารองทั้งสามจะพูดคุยไม่ค่อยเข้ากันนัก ต่อสู้แย่งชิงกันทั้งในทางเปิดเผยและทางลับๆ แต่ก็ไม่เคยโจมตีอย่างเปิดเผยโดยไร้ความกริ่งเกรงใดๆ แม้แต่น้อยเหมือนอย่างวันนี้
หากเป็นเวลานี้ในชาติก่อนเจียงซิ่วรุ่นก็คือแม่นางน้อยที่ขลาดอายและสุภาพอ่อนโยนคนหนึ่ง อยู่ต่อหน้าบรรดาสตรีแล้วถูกก่นด่าเช่นนี้จะต้องโมโหอับอายจนร้องไห้ออกมาแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ ‘เหยาจี’ ซึ่งยืนอยู่ที่นี่ในขณะนี้เป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์บ้านเมืองล่มสลายครอบครัวล้มตาย น้ำใจผู้คนแปรเปลี่ยนไม่แน่นอนมาแล้ว เมื่อนางได้ยินเฉาซีซักไซ้ติเตียนอย่างค่อนข้างตีโพยตีพาย นางก็ยังสามารถยิ้มออกมาได้ “วาจาของเฉาจีช่างสกปรกจนไม่อาจฟังได้จริงๆ ว่ากันตามเหตุผลร่างกายของเจ้ากลับสะอาดหมดจด? รัชทายาทก็เสด็จไปที่เรือนของเจ้าแล้วแท้ๆ เหตุใดจึงไม่รั้งรัชทายาทเอาไว้เล่า กลับทำให้รัชทายาทไม่พอพระทัยจนต้องเสด็จมาที่เรือนของข้าเสียอย่างนั้น”
เดิมทีนางยังค่อนข้างเห็นใจเฉาซีอยู่บ้างจริงๆ
การใช้ชีวิตของสตรีในเรือนหลังไม่ง่ายเลย ล้วนต้องพึ่งพาความรักใคร่โปรดปรานของบุรุษถึงจะมีชีวิตอยู่ได้