ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 146-147
บทที่ 146
เยี่ยซวี่อวี่เดินอยู่ข้างหน้า เผยเซียวหยวนเดินตามนางห่างกันราวสิบยี่สิบก้าว หยางไจ้เอินนำขันทีน้อยฝ่ายในและนางกำนัลเดินรั้งท้ายอยู่เงียบๆ คนทั้งกลุ่มเดินลดเลี้ยวผ่านเส้นทางในวังหลวงอันเงียบสงบยามค่ำคืนกลางฤดูใบไม้ผลิ และเข้าไปในตำหนักบรรทมขององค์หญิง
สายลมยามราตรีที่เย็นเยือกพัดจนคนหนาวสะท้านไปทั้งร่าง ในตำหนักบรรทมยังคงจุดเตาอุ่น เมื่อเผยเซียวหยวนก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นหอมอบอุ่นก็พุ่งเข้ามาห่อหุ้มเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า ยิ่งซึมซาบเข้าไปในจิตใจ เปลือกตาเย็นๆ ของเขาอุ่นขึ้น จิตใจเคลิบเคลิ้มเล็กน้อย
ในเวลานี้เองสาวใช้อย่างจู๋เอ๋อร์และนางกำนัลรุ่นเยาว์ในวังหลายคนได้ยินเสียงก็รีบวิ่งออกมาจากห้องด้านในเพื่อต้อนรับ เมื่อเห็นเขาก็ร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ราชบุตรเขยก็มาแล้วหรือเจ้าคะ” จากนั้นพวกนางก็รีบทำความเคารพและกล่าวกับองค์หญิงที่อยู่ด้านข้าง “คุณชายน้อยเพิ่งกินอิ่มเพคะ หนังตาแทบจะเกาะติดกัน ง่วงแต่ไม่ยอมนอน ท่านป้าเฮ่อกำลังกล่อมอยู่เพคะ”
เยี่ยซวี่อวี่ถอดเสื้อคลุมยื่นให้นางกำนัลอีกคนแล้วยิ้มบอก “ข้าจะไปดูสักหน่อย พวกเจ้าปรนนิบัติราชบุตรเขยให้ดี” พูดจบก็ล้างมือในอ่างบนชั้นวางที่ใส่น้ำสะอาดไว้แล้วรับผ้าเช็ดมือสีขาวที่นางกำนัลยื่นให้มาเช็ดให้แห้ง จากนั้นก็รีบเดินเข้าไปข้างใน ร่างหายลับไปหลังม่าน
จู๋เอ๋อร์เดินเข้ามาหาราชบุตรเขยด้วยความดีใจ บอกว่าก่อนหน้านี้อยู่ในวังได้ยินเรื่องที่ผู้เป็นนายสร้างความดีความชอบ แล้วนางก็กุลีกุจอจัดเตรียมน้ำชากับของว่างร่วมกับนางกำนัลคนอื่น แต่ถูกเขาห้ามไว้ บอกพวกนางว่าไม่ต้องอยู่รับรองเขา ให้แยกย้ายไปทำงานของตน
จู๋เอ๋อร์กับเหล่านางกำนัลต่างมองหน้ากัน เห็นราชบุตรเขยไม่เหมือนล้อเล่นก็ไม่กล้ารั้งอยู่ เอ่ยรับคำ หลังจากทำความเคารพแล้วก็ถอยออกไปเงียบๆ
ในที่สุดเบื้องหน้าก็เงียบสงบลง เสียงจากด้านในตำหนักก็เปลี่ยนเป็นชัดเจนแล้ว เยี่ยซวี่อวี่กับเฮ่อซื่อพูดคุยกันสองสามคำเป็นระยะ ถามถึงการกินอาหารของบุตรชายช่วงที่นางไม่อยู่ ระหว่างพูดก็มีเสียงสะอื้นไห้ของเสี่ยวหู่เอ๋อร์ดังแทรกขึ้นมา ยังมีเสียงกล่อมนอนนุ่มนวลละมุนละไมของนาง
เผยเซียวหยวนเงี่ยหูตั้งใจฟังอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายมีเสียงอะไรบางอย่างเพรียกหา เขาควบคุมตนเองไม่อยู่ เดินช้าๆ ไปถึงข้างม่านที่เยี่ยซวี่อวี่หายตัวเข้าไปเมื่อครู่ หยุดฝีเท้าแล้วมองเข้าไป
หลังม่านมีประตูไม้ระแนงบานหนึ่ง เขามองผ่านร่องประตูที่เปิดแง้มเห็นเยี่ยซวี่อวี่ถอดเสื้อผ้าชุดเมื่อครู่ก่อนออกแล้วเปลี่ยนมาสวมเสื้อฤดูใบไม้ผลิสีฟ้านวลที่มักสวมใส่ประจำวัน เอวผูกกระโปรงผ้าไหมปักลายดอกซู่ซิน เรียบง่ายตัวหนึ่ง นอนตะแคงอยู่บนขอบเตียงหันหน้าเข้าไปทางด้านใน เสี่ยวหู่เอ๋อร์นอนอยู่ในอ้อมแขนนาง มือน้อยข้างหนึ่งกำเสื้อตรงไหล่มารดาไว้แน่น นางตบหลังบุตรชายเบาๆ เพื่อกล่อมให้หลับ
แม้มองไม่เห็นรูปร่างหน้าตาของบุตรชายในเวลานี้ได้ทั้งหมด แต่เผยเซียวหยวนพอจะนึกภาพได้ เด็กน้อยจะต้องนอนแนบชิดอยู่ในอ้อมแขนมารดา หลับตาลงอย่างว่าง่ายและหลับไปแล้ว แม้มือน้อยที่จับเสื้อตรงไหล่มารดายังไม่คลายออก แต่ไม่ได้ยินเสียงสะอื้นไห้งอแงเพราะฟ้ามืดแล้วยังไม่เห็นผู้เป็นมารดาเช่นเมื่อครู่ก่อนอีก
เยี่ยซวี่อวี่ไม่ได้ผละออกมาทันที ยังคงนอนกับเด็กน้อยอีกพักใหญ่ กระทั่งเขาหลับสนิทจึงค่อยๆ จับมือน้อยออกแล้วขยับเข้าไปจูบหน้าผากเขาทีหนึ่ง ห่มผ้าห่มให้ดีก่อนจะขยับตัวเบาๆ ลงจากเตียง กำชับเฮ่อซื่อกับแม่นมให้อยู่ต่ออีกสักพักแล้วค่อยแยกย้ายกันไปพักผ่อน จากนั้นก็เดินออกมาข้างนอก
เผยเซียวหยวนไม่ได้หลบเลี่ยง ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
นางมองเขาแวบหนึ่ง แสดงท่าทีให้เขาตามมา จากนั้นก็เดินผ่านหน้าเขาไป ออกจากตำหนักด้านนอก เลี้ยวไปยังห้องเล็กที่เชื่อมต่อกันซึ่งใช้ฉากบังลมหกบานกั้นไว้
ห้องนี้ไม่กว้างนัก เมื่อเอาฉากบังลมตั้งกั้นไว้ก็ดูเป็นที่ส่วนตัว ข้างในตกแต่งอย่างเรียบง่ายงดงาม สิ่งของก็มีไม่มาก เพียงเห็นบนพื้นปูพรมปอซือทอลายดอกไม้ต่างแดนที่ใช้ในฤดูหนาวผืนหนึ่งซึ่งกินเนื้อที่ไปครึ่งห้อง บนพรมด้านซ้ายขวาวางตั่งที่นั่งตัวเตี้ยไว้สองตัว ด้านหน้าเป็นโต๊ะยาวตัวหนึ่ง บนโต๊ะมีกระดาษ พู่กัน ถ้วยน้ำ เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการวาดภาพ ยังมีแจกันเครื่องเคลือบแวววาวเกลี้ยงเกลาอีกใบหนึ่ง ในแจกันปักกิ่งซู่ซินตามฤดูกาลที่ออกดอกสีเหลืองบอบบางอยู่เต็มกิ่ง สอดรับกับลายปักบนเสื้อและกระโปรงที่นางสวมอยู่
ดูแล้วที่นี่น่าจะเป็นห้องที่ยามปกตินางใช้วาดภาพหรือพักผ่อนระหว่างวัน
“พูดคุยกันที่นี่ ไม่เสียงดังรบกวนเสี่ยวหู่เอ๋อร์”
นางถอดรองเท้าปักลาย สองเท้าที่สวมถุงเท้าผ้าแพรเหยียบลงบนพรม เดินไปถึงตั่งเตี้ยตัวหนึ่งแล้วนั่งลง จัดชายกระโปรงผ้าไหมที่เมื่อครู่นอนทับจนยับเล็กน้อย จากนั้นก็แสดงท่าทีให้เขานั่งลง
เผยเซียวหยวนไม่ได้ถอดรองเท้าขึ้นไปบนพรม เขาหยุดอยู่นอกพรม
เห็นเขาไม่เข้ามานางก็ไม่ฝืนใจ สายตามองมาพลางเอ่ยปากถามขึ้น “ท่านหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ”
เผยเซียวหยวนระงับอารมณ์ความรู้สึกที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในสมองแล้วกล่าวช้าๆ “องค์หญิงลำบากแล้ว ให้กำเนิดเขา และยังเลี้ยงดูเขาตามลำพังอย่างดีเพียงนี้ ข้า…ไม่เคยช่วยอะไรท่านแม้แต่น้อย”
ในสมองของเขายังคงมีภาพเมื่อครู่ก่อนที่นางกล่อมลูกเข้านอนอย่างอ่อนโยนละมุนละไม ก่อนหน้านี้หลายค่ำคืนที่เขาไม่เคยเห็น นางก็คงจะทำเช่นนี้
Comments



