บทที่ 148
พลบค่ำศาสนิกชนที่เหลืออยู่ไม่มากแยกย้ายกันไปหมดแล้ว แสงสายัณห์แผ่คลุมทุ่งกว้าง
ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเดินออกมาจากหลังประตูวัดเก่าแก่ที่เปิดอยู่ มองทุ่งกว้างแวบหนึ่ง กำลังจะปิดประตูวัดเขาก็เห็นคนขี่ม้ากลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนถนนสายหลักที่มุ่งหน้าไปทางเหนือของเมือง ดูเหมือนจะมุ่งหน้ามาทางนี้ ไม่รู้เป็นใครมาจากที่ใด จึงรออยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง
ไม่นานคนและม้ากลุ่มนั้นก็ควบม้ามาถึง บุรุษที่นำหน้าบุคลิกองอาจห้าวหาญ ท่วงทีไม่ธรรมดา สตรีก็สวมชุดงามหรูหรา ศีรษะสวมหมวกที่มีผ้าโปร่งคลุมหน้า ดวงหน้างามเห็นวับแวมอยู่หลังผ้าโปร่ง พวกเขาดูเหมือนคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวจากตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองฉางอันที่เพิ่งแต่งงานกันไม่นาน เดินทางผ่านทุ่งกว้างชานเมืองยามพลบค่ำในฤดูใบไม้ผลิพร้อมกับผู้ติดตามมาถึงสถานที่แห่งนี้
ภิกษุหนุ่มเข้าใจว่าสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้ก็เหมือนคนส่วนใหญ่ที่มาที่นี่เพื่อชมภาพวาด จึงรีบเดินเข้าไปประนมมือตามมารยาท บอกว่าวันนี้ปิดประตูแล้ว ขอให้สองท่านมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ กลับได้ยินบุรุษผู้นั้นเอ่ยขึ้น
“ข้าสกุลเผย ตอนกลางวันทางวัดได้ส่งจดหมายไปถึงข้า ข้ามาตามนัดหมาย”
ภิกษุหนุ่มได้ยินแล้วก็รีบพยักหน้า “ที่แท้ก็เป็นคุณชายเผยมาถึงแล้ว เรื่องนี้ท่านอาจารย์เจ้าอาวาสได้สั่งกำชับอาตมาไว้ เชิญท่านเข้าข้างใน!”
บุรุษผู้นั้นรีบลงจากม้า ยื่นแขนให้หญิงงามบนหลังม้า
นางดูท่าทางอดใจรอไม่ไหว เกาะแขนเขาแล้วพลิกตัวลงจากหลังม้าสูงด้วยตนเอง ชายกระโปรงปลิวสะบัด เดินอย่างเร่งรีบเข้าประตูไป
ภิกษุหนุ่มนำทางอยู่ด้านข้าง ครั้นได้ยินบุรุษผู้นั้นถามว่าผู้ส่งจดหมายมาถึงเมื่อไร เขาจึงตอบว่า “มาถึงได้ไม่นาน ราวสามสี่วันเท่านั้น เห็นว่าเป็นสหายเก่าหลายสิบปีของท่านอาจารย์ ครั้งนี้เดินทางท่องเที่ยวผ่านฉางอันจึงแวะมาพักที่นี่ ท่านทั้งสองโปรดดู เขาอยู่ที่นั่น”
ขณะพูดคุย ภิกษุหนุ่มก็พาคนทั้งสองมาถึงหน้าภาพวาดบนผนัง ชี้มือจากที่ไกลไปด้านหน้าแล้วกล่าวเสียงเบา
เยี่ยซวี่อวี่พลันชะงักฝีเท้าแล้วมองไปข้างหน้า
ภิกษุชรารูปหนึ่งยืนอยู่ด้านข้างเงียบๆ กำลังดูบุรุษอีกคนหนึ่งวาดภาพ
นั่นเป็นชายชราผู้หนึ่ง เส้นผมสีขาวอมเทา สวมเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบสีเทา สวมรองเท้าผ้า เขาหันหลังให้เยี่ยซวี่อวี่ มือถือพู่กันวาดภาพ กำลังตั้งอกตั้งใจระบายอะไรบางอย่างลงบนภาพจิตรกรรมฝาผนังท่ามกลางแสงสุดท้ายยามสายัณห์ภายในวัด
ภิกษุหนุ่มหยุดเท้าตามนาง มองดูอยู่ครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะกระซิบบอก “อุบาสกสูงวัยท่านนั้นบอกว่าภาพเขียนฝาผนังนี้ไม่ได้ซ่อมแซมมาหลายปี ถูกลมฝนกัดกร่อน หลังจากเขามาแล้วก็จะใช้เวลาช่วงเย็นที่เหล่าศาสนิกชนกลับไปหมดแล้ว หยิบพู่กันมาซ่อมแซมส่วนที่สีหลุดลอก ฟ้ามืดก็หยุด อาจารย์ก็แปลก ปกติเห็นภาพเขียนฝาผนังนี้ล้ำค่าดุจพระพุทธองค์ แต่ครั้งนี้ถึงกับไม่ห้าม ทว่าก็แปลกเช่นกัน บริเวณที่เขาซ่อมแซมถึงกับมองไม่ออกเลยว่ามีร่องรอยของการทาสีใหม่ลงไป ดูแล้วเหมือนว่าเดิมก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่อาตมาเดินผ่านทุกวัน เห็นทุกวัน ก็คงไม่รู้จริงๆ ว่าเขาซ่อมแซมตรงจุดใด”
ยังอยู่ห่างจากกันระยะหนึ่ง ขอบตาของเยี่ยซวี่อวี่ก็เริ่มแดงแล้ว
เผยเซียวหยวนลอบมองนางแวบหนึ่งแล้วส่งสายตาให้ภิกษุหนุ่ม
ภิกษุหนุ่มเข้าใจ กำลังจะเข้าไปเตือน กลับเห็นมือที่ถือพู่กันของผู้สูงวัยในชุดสีเทาหยุดชะงักกลางอากาศ จากนั้นเขาก็หันหน้ามาช้าๆ วางพู่กันลงบนโต๊ะที่อยู่ด้านข้าง หัวคิ้วทั้งสองคลายออกและโบกมือให้เยี่ยซวี่อวี่
“ยายหนู เจ้ามาแล้วหรือ ปู่มาฉางอันเยี่ยมเจ้าแล้ว” เขากล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ท่านปู่!”
เยี่ยซวี่อวี่หลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ ดึงผ้าโปร่งที่ปิดคลุมใบหน้าออก วิ่งไปข้างหน้าแล้วโถมตัวเข้าไปในอ้อมแขนของชายชรา
เยี่ยจงหลีใบหน้าเจือรอยยิ้ม ตบหลังนางเบาๆ พลางกล่าวปลอบเสียงต่ำ บอกนางไม่ต้องร้องไห้
ตอนแรกเยี่ยซวี่อวี่เหมือนไม่ได้ยิน ผ่านไปครู่หนึ่งนางพลันเช็ดน้ำตาแล้วหัวเราะออกมา ก่อนจะจับจูงมือเยี่ยจงหลีจะพาเขาเดินออกไปข้างนอก
“ท่านปู่ ท่านรีบมากับข้า จากนี้ไปท่านไม่ต้องไปที่ใดทั้งนั้น ข้าก็จะไม่ปล่อยให้ท่านปู่ไปที่ใดอีก!”
เยี่ยจงหลีกลับไม่ขยับเท้า ยังคงยืนอยู่ที่เดิม เพียงยิ้มบอกว่า “เด็กโง่ ปู่มาครั้งนี้เพียงอยากมาเยี่ยมเจ้า ได้เห็นเจ้า ปู่ก็พอใจแล้ว”
“ท่านปู่!”
เยี่ยซวี่อวี่สองมือยิ่งกุมแขนเสื้อของชายชราไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยด้วยความดื้อรั้น