ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 148-149
เมื่อครู่เผยเซียวหยวนได้แต่มองดูอยู่ข้างหลังเงียบๆ เห็นสภาพการณ์แล้วก็ลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะเดินเข้าไปหยุดอยู่ข้างกายหญิงสาวแล้วทำความเคารพเยี่ยจงหลีอย่างนอบน้อมแบบผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่
“ผู้น้อยเผยเซียวหยวนคารวะเยี่ยกง หลายปีก่อนโชคดีเคยได้พบท่านผู้อาวุโสที่เหอซี เสียดายตอนนั้นยังเด็กไม่รู้ประสา มีตาแต่ไม่รู้จักผู้สูงส่ง พลาดโอกาสที่จะขอคำชี้แนะ วันนี้โชคดีได้พบหน้ากันอีกครั้ง หากเยี่ยกงให้เกียรติไปพักที่บ้าน ให้โอกาสผู้น้อยได้น้อมฟังคำสั่งสอน นั่นย่อมเป็นโชคอันยิ่งใหญ่ของผู้น้อย” เขานิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยต่อ “โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์หญิงยังคิดถึงท่านปู่อย่างมาก ในเมื่อเยี่ยกงมาถึงฉางอันแล้ว หากไม่ให้นางได้แสดงความกตัญญูบ้าง นางจะสบายใจได้อย่างไร”
“ท่านปู่”
เยี่ยซวี่อวี่คล้อยตามคำพูดของเขา พยักหน้าแรงๆ มองชายชราตาปริบๆ
สายตาของเยี่ยจงหลีจับนิ่งไปที่ร่างของเผยเซียวหยวน มองประเมินอยู่ชั่วขณะก่อนจะยิ้มบอก “เจ้าก็คือคุณชายน้อยสกุลเผยในตอนนั้น เมื่อครู่ข้าเห็นแวบเดียวก็จำเจ้าได้แล้ว ถ้าข้าเข้าใจไม่ผิด ยามนี้เจ้าก็คือสามีของยายหนูนี่กระมัง เหตุใดยังถือเป็นคนอื่นอยู่อีก หรือว่าไม่ควรเรียกข้าว่าท่านปู่ตามนางหรือ”
เผยเซียวหยวนลอบมองเยี่ยซวี่อวี่แวบหนึ่ง จากนั้นก็ทำความเคารพอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ครั้งนี้เขาคุกเข่าลงเพื่อแสดงถึงความเคารพนับถือและความซาบซึ้งใจที่ตนมีต่อผู้สูงวัยซึ่งเลี้ยงดูนางมาท่านนี้
“เซียวหยวนคารวะท่านปู่” เขาเปลี่ยนคำเรียกหา
“ลุกขึ้น รีบลุกขึ้น”
เยี่ยจงหลีเข้าไปประคองชายหนุ่มขึ้นมา มองคู่สามีภรรยาที่ยืนเคียงข้างกันอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าปลื้มปีติยินดีและปลงอนิจจังหลายส่วน เขายิ้มพลางผงกศีรษะ พูดว่าดีไม่หยุด
“ท่านปู่ หากท่านไม่อยากเข้าวังหลวงอีก ข้าก็ไม่กล้าฝืนใจ เช่นนั้นก็ไปอยู่ที่บ้านของข้ากับเผยเอ้อร์เป็นอย่างไร ที่นั่นคนไม่มาก ไม่รบกวนความสงบสุขของท่านปู่”
ในที่สุดเยี่ยซวี่อวี่ก็สงบเยือกเย็นลงจากความตื่นเต้นที่ได้พบหน้ากันเมื่อครู่บ้างแล้ว เปลี่ยนท่าทีมาพยายามเกลี้ยกล่อมโน้มน้าว
เยี่ยจงหลีโบกไม้โบกมือ เดินไปถึงหน้าโต๊ะทำงานแล้วเก็บเครื่องมือวาดภาพ เผยเซียวหยวนชิงก้าวเข้าไปก้าวหนึ่ง กลับถูกชายชรายับยั้งไว้ ชี้ไปที่เยี่ยซวี่อวี่
“เจ้าดู ยายหนูนั่นยังไม่คิดจะแย่งข้าทำ นางรู้ดี แต่ไรมาข้าจะเก็บเครื่องมือวาดภาพเอง”
นางไม่ได้แย่งทำเรื่องนี้จริงๆ เขาจำต้องหยุดมือ
เยี่ยจงหลีล้างพู่กันวาดภาพอย่างไม่รีบไม่ช้า พูดคุยอย่างสบายๆ “หลังจากข้ามาแล้ว เห็นว่าภาพวาดเก่าแก่ภาพนี้สึกหรอเสียหายไปบ้าง จึงใช้เวลายามเย็นไร้ผู้คนของทุกวันมาแต่งเติมเล็กน้อย ในความคิดของข้า ภาพวาดจะคงอยู่หรือสูญสลายไปก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร อ๋องโหวขุนพลเสนาบดี สุดท้ายแล้วก็ต้องกลายเป็นดินบนภูเขาหมังซานที่ซึ่งฝังศพฮ่องเต้และขุนนางผู้มีคุณูปการ นับประสาอะไรกับภาพวาดไม่กี่ภาพ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน เพียงแต่ภิกษุสูงวัยชอบ ข้าจึงรับปากคำขอของท่าน ก็นับเป็นการแสดงน้ำใจเล็กน้อยที่ภิกษุสูงวัยได้ช่วยปกป้องภาพวาดในตอนนั้น เพียงแต่ช่วงปีหลังๆ มานี้ข้าไม่ได้ขยันเหมือนแต่ก่อน ขยับพู่กันน้อยมาก เรื่องทักษะการวาดภาพถ้าไม่ฝึกปรือก็จะถดถอย ไม่ใช้ก็สูญเปล่า เพียงหวังว่าการเพิ่มเติมเข้าไปในภายหลังนี้จะไม่ทำให้ภิกษุสูงวัยผิดหวัง”
ภิกษุสูงวัยที่ดูเขาวาดภาพผู้นั้นแย้มยิ้มพลางประนมมือ ยามนี้บรรยากาศผ่อนคลาย ทว่าเยี่ยซวี่อวี่กลับหวนนึกถึงเรื่องในอดีตเมื่อหลายปีก่อนจากคำพูดที่อาจไม่ได้ตั้งใจของท่านปู่ เพราะเรื่องของมารดา ฮ่องเต้จึงเข้าใจผิดและพัวพันไปถึงติงไป๋หยาศิษย์รักของเขา นางจึงอดนิ่งเงียบไปไม่ได้
ยามนี้เยี่ยจงหลีเก็บข้าวของเสร็จแล้ว เขาทำความเคารพภิกษุสูงวัย จากนั้นก็หันมาหาคนหนุ่มสาวทั้งสอง “ยายหนู ยังมีบุตรชายสกุลเผย พวกเจ้าตามข้ามา ข้ามีเรื่องจะพูดสองสามคำ”
ภิกษุสูงวัยประนมมืออีกครั้งแล้วกล่าวขอตัว เผยเซียวหยวนทำความเคารพตอบ จากนั้นก็เดินตามเยี่ยจงหลีและเยี่ยซวี่อวี่ไป
ครั้นถึงห้องพักชั่วคราวของเยี่ยจงหลีในลานบำเพ็ญฌานด้านหลัง เยี่ยจงหลีเรียกให้คนทั้งสองนั่งลง ตัวเขาเองก็นั่งลงเช่นกัน
สีสันยามสายัณห์และยามราตรีผสมผสานกัน แสงสว่างที่ส่องผ่านหน้าต่างไม้เปลี่ยนเป็นขมุกขมัวสลัวราง ตอนแรกเยี่ยจงหลีไม่ได้พูดอะไร คล้ายจมอยู่ในความครุ่นคิด ผ่านไปครู่หนึ่งสายตาของเขาก็จับนิ่งไปที่ใบหน้าของเยี่ยซวี่อวี่ที่กำลังรอให้เขาเปิดปาก เขาจึงยิ้มน้อยๆ แล้วเอ่ยขึ้น
“ยายหนู ตอนนั้นปู่พบเจ้าในตำหนักหย่งอันที่กำลังเกิดไฟไหม้ เข้าใจว่าเจ้าคงตามหาคนแล้วพลัดหลงเข้ามา คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีฐานะเช่นนี้ สองปีก่อนหลังเราแยกจากกัน ปู่อยู่ในหมู่ชาวบ้านก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับการกลับสู่ราชวงศ์ขององค์หญิงอยู่บ้าง และได้รู้ว่าถึงกับเป็นเจ้า นอกจากดีใจแล้วยังรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง…
เจ้าเฉลียวฉลาดเพียงนี้ ตั้งแต่เล็กก็เที่ยวระเหเร่ร่อนไปกับปู่ แม้ปู่จะไม่เคยบอกเจ้า แต่เจ้าก็คงจะรู้ ปู่ตามหาคนผู้หนึ่งมานาน สองปีมานี้ปู่ตัวคนเดียวก็ทำเรื่องนี้มาตลอด…”
เขามองเยี่ยซวี่อวี่ ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้ม ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความละอายใจและความเสียใจ
“ปู่ผิดต่อเจ้า จนแล้วจนรอดก็หาติงไป๋หยาลูกศิษย์ในตอนนั้นของปู่ไม่พบ ทำให้เจาเต๋อฮองเฮาถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม จนทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจลบล้าง”
“ท่านปู่”
เยี่ยซวี่อวี่เรียกเสียงเบา แต่ถูกเยี่ยจงหลีโบกมือห้ามไว้
Comments



