“ยายหนู เจ้าฟังปู่พูด ตอนนั้นที่ปู่ได้เจอเจ้าที่ตำหนักหย่งอันก็เพราะไป๋หยา ตอนนั้นปู่ออกจากฉางอันไปหลายปีแล้ว เขากลับอยู่ที่ฉางอันมาโดยตลอด ชั่วเวลาวันเดียวใต้หล้าก็ตกอยู่ในความวุ่นวายโกลาหล ปู่วางใจไม่ลงจึงรีบไปฉางอัน คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์จะหนักหนากว่าที่คิดไว้มาก ตอนปู่ไปถึง ฉางอันก็รักษาไว้ไม่อยู่ ตกอยู่ในมือของกองกำลังฝ่ายกบฏแล้ว
สองปีมานี้ปู่มีความรู้สึกอย่างหนึ่งมากขึ้นทุกที ตอนนั้นไป๋หยาอาจไม่ได้หนีออกจากฉางอัน หรือบางทีเป็นไปได้อย่างมากว่าเขาอาจเสียชีวิตในความวุ่นวายตั้งแต่ตอนเมืองถูกตีแตกแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเวลานี้ซากกระดูกของเขาอยู่ที่ใดกันแน่ แค่นี้เท่านั้น”
พูดมาถึงตรงนี้สีหน้าของชายชราก็เปลี่ยนเป็นเศร้าหมองอย่างที่สุด
ความมืดสลัวแผ่คลุมห้องเล็กเรียบง่ายในวัดโบราณแห่งนี้ทั้งหมด
ท่ามกลางความนิ่งเงียบอันแสนเศร้าอาดูรอย่างยากจะปิดบัง เผยเซียวหยวนลุกขึ้นเงียบๆ เดินไปจุดตะเกียงน้ำมันดวงหนึ่ง
ภายใต้แสงสลัวอบอุ่นของตะเกียง ความเศร้าอาดูรบนใบหน้าของเยี่ยจงหลีค่อยๆ จางหายไป
“อย่างไรก็ตาม วันนั้นปู่หาเขาไม่พบ แต่กลับได้เจอเจ้า สวรรค์ดีต่อปู่ไม่น้อย ได้เจ้ามาอยู่เป็นเพื่อนนานหลายปี” เยี่ยจงหลีกล่าวต่อ สีหน้าเปลี่ยนเป็นปลื้มปีติยินดีอีกครั้ง “ยายหนู สองปีก่อนปู่ฝากฝังเจ้าไว้กับเผยจี้ เจตนาเดิมก็คือต้องการฝากเรื่องใหญ่ในชีวิตของเจ้าไว้กับเขา มาคิดดูแล้วการแต่งงานของพวกเจ้าสองคนสวรรค์ได้กำหนดไว้แล้ว ตอนนั้นแม้จะไม่สำเร็จ ภายหลังเส้นทางต่างกันแต่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ในที่สุดก็ได้แต่งงานกันอย่างมีความสุข ก่อนหน้านี้ปู่อยู่ข้างนอก ได้ยินเรื่องที่พวกเจ้าสองคนแต่งงานกัน ในใจปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง ตอนนั้นก็คิดว่าไม่ว่าอย่างไรจะต้องมาฉางอันอีกสักครั้ง มาบัดนี้ความปรารถนาเป็นจริงแล้ว และได้พบพวกเจ้าสองคนแล้ว ปู่ก็ไม่มีความปรารถนาอื่นใดอีก”
“ท่านปู่ ท่านไม่ยอมอยู่ที่นี่ ยังจะไปที่ใดหรือ” เยี่ยซวี่อวี่คุกเข่าลงตรงหน้าเขา เอ่ยถามทั้งน้ำตา
เยี่ยจงหลียกมือขึ้นลูบเส้นผมดำอ่อนนุ่มของหญิงสาว ยิ้มพลางประคองนางให้ลุกขึ้นจากพื้น
“ไม่ต้องเสียใจ ปู่ยังได้เห็นเจ้าด้วยตาตนเอง ได้รู้ว่าเจ้าสบายดี สำหรับปู่แล้วสำคัญกว่าอะไรในใต้หล้านี้ทั้งหมด จากนี้ไปปู่ก็จะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระไร้กังวลจริงๆ หลังจากวาดภาพที่นี่เสร็จแล้วปู่จะไปเยี่ยมลุงของเซียวหยวน หัวเราะเยาะเขาที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยจนเส้นผมขาวโพลน ถึงกับยังคงติดอยู่ในชุดหมวกสูงเสื้อหลวม* ไม่อาจสลัดหลุดไปได้ หลังจากหัวเราะเยาะเขาแล้วปู่ก็จะเตร็ดเตร่ไปที่ต่างๆ ตามใจชอบ รอถึงวันที่เดินไม่ไหวแล้วจริงๆ ปู่ก็จะกลับไปยังที่ที่เมื่อก่อนเราเคยอยู่ด้วยกัน”
“ท่านปู่!”
ถึงจะรู้มานานแล้ว เรื่องราวใต้หล้านี้ในสิบเรื่องจะมีเรื่องไม่สมหวังเสียแปดเก้าเรื่อง ความสมบูรณ์พูนพร้อมเป็นเพียงเรื่องชั่วครู่ชั่วยาม จันทร์เต็มดวงแล้วก็ต้องแหว่งเว้าเป็นกฎเกณฑ์ที่แน่นอน คนที่รักที่สุดสนิทที่สุดก็ไม่อาจต้านทานกาลเวลาร้อยปีได้ ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดที่ต้องจากกันดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง นางก็ยังคงระงับใจไม่อยู่ รู้สึกเศร้าใจอย่างที่สุด
“ตั้งแต่เล็กปู่ก็ไม่รู้ว่าตนเองมาจากที่ใด แต่ก็ดีที่ยังมีที่ให้กลับไป ต่อไปถ้าเจ้าคิดถึงปู่จริงๆ ก็พาเซียวหยวน ยังมีบุตรสาวบุตรชาย ไปเยี่ยมปู่ที่นั่นเป็นอย่างไร” เยี่ยจงหลียิ้มพลางเอ่ยขึ้น
ระหว่างทางกลับไม่ได้รีบร้อนเหมือนตอนขามา สายลมยามราตรีพัดผ้าคลุมโปร่งบางที่ติดอยู่ด้านหน้าหมวกของเยี่ยซวี่อวี่สะบัดพลิ้วเป็นระยะ แต่นางเหมือนไม่รู้ตัว ไม่พูดแม้แต่คำเดียว เผยเซียวหยวนขี่ม้าอยู่ข้างนางเงียบๆ รักษาระยะไม่ห่างและไม่ใกล้เกินไป
หลังจากเข้ามาในวังหลวง กระทั่งถึงทางแยกที่จะไปตำหนักบรรทมขององค์หญิงกับเรือนตะวันออก ขันทีฝ่ายในจากเรือนตะวันออกคนหนึ่งยืนรออยู่ที่นั่น เมื่อเห็นนางก็รีบเดินเข้ามาทำความเคารพและถามว่าจะดับโคมไฟในเรือนตะวันออกได้หรือไม่
ตอนพลบค่ำนางวางพู่กันรีบออกไปอย่างฉุกละหุก หนังสือกราบทูลต่างๆ ยังกองซ้อนกันอยู่ ตอนนี้เมื่อได้รับการเอ่ยเตือนก็นึกขึ้นมาได้ว่าภารกิจของวันนี้ยังไม่เสร็จสิ้น
เยี่ยซวี่อวี่หยุดชะงัก จากนั้นก็สาวเท้าคล้ายจะเลี้ยวไปทางเรือนตะวันออก กลับถูกมือข้างหนึ่งที่ยื่นมาจากข้างหลังกุมข้อมือไว้เบาๆ ยับยั้งนางไม่ให้เดินไป
“ดับโคมไฟเถิด พรุ่งนี้องค์หญิงค่อยเสด็จไป” เผยเซียวหยวนบอกกับขันทีฝ่ายใน
ขันทีฝ่ายในผู้นั้นมองเยี่ยซวี่อวี่แวบหนึ่งแล้วรีบก้มหน้ารับคำ ค้อมตัวล่าถอยออกไป เผยเซียวหยวนปล่อยมือนาง เลิกผ้าโปร่งที่ปิดบังใบหน้านางขึ้นไป
ข้างทางเดินในวังแสงสว่างจากแท่นโคมไฟหินดวงหนึ่งส่องกระทบใบหน้าของนางอย่างเลือนราง แต่ยังคงไม่อาจปิดบังรอยคล้ำจางๆ ที่ขอบตาได้