“ท่านน่าจะเหนื่อยแล้ว คืนนี้กลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยเถิด”
เยี่ยซวี่อวี่หลุบตาลง ไม่ได้เอ่ยตอบและไม่มีท่าทีใดๆ ปล่อยให้เขากุมมือนางอีกครั้ง พาเดินกลับไปยังตำหนักบรรทม
เผยเซียวหยวนสั่งกำชับเฮ่อซื่ออยู่หลายคำ เฮ่อซื่อเข้าใจแล้วก็รีบพาเสี่ยวหู่เอ๋อร์หลบไปอยู่ห้องอื่นในตำหนักบรรทมชั่วคราวพร้อมกับเหล่าแม่นม จากนั้นเขาจึงพาเยี่ยซวี่อวี่ไปที่หน้าเตียง ช่วยถอดเสื้อคลุมกับรองเท้าให้นาง รอนางนอนลงไปแล้วก็กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ท่านนอนให้สบาย ข้าจะไปกล่อมเสี่ยวหู่เอ๋อร์นอนเอง”
เขาห่มผ้าให้นางแล้วปล่อยม่านมุ้งลงมา ขณะกำลังจะออกไปก็พลันได้ยินเสียงดังมาจากหลังม่านมุ้งเบาๆ
“ท่านอย่าไป” เสียงนุ่มเบาคล้ายเจือการวิงวอนอยู่หลายส่วน
เผยเซียวหยวนตะลึงงัน จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกของตนออกแล้วแขวนไว้ข้างเสื้อของนาง ก่อนจะค่อยๆ เอียงตัวเข้าไปในมุ้งแล้วนอนลงข้างกายหญิงสาว
พอเขานอนลง นางก็ขยับเข้ามาหา ซุกหน้ากับอ้อมอกแกร่งก่อนจะหลั่งน้ำตาเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งนางจึงค่อยๆ สงบลง ไม่ขยับตัวคล้ายหลับไปทั้งอย่างนั้น
กาน้ำหยดในวังดังขึ้นตามลำดับ เงาแสงจันทร์ในฤดูใบไม้ผลิค่อยๆ เคลื่อนขึ้นไปยังชายคาปลายงอนและคานสีแดงของตำหนักในวัง
“ข้านอนไม่หลับ อยากไปดูตำหนักหย่งอัน”
ทันใดนั้นเสียงกระซิบของนางก็ดังขึ้นมาในห้องนอนอันเงียบสงบแห่งนี้
เผยเซียวหยวนลืมตาขึ้น
“ได้” เขาตอบทันทีแล้วลุกขึ้นลงจากเตียง ม้วนม่านมุ้งขึ้น หลังสวมเสื้อผ้าแล้วก็คลุมเสื้อกันลมป้องกันความหนาวให้นางตัวหนึ่ง จากนั้นก็จับจูงมือนางเดินออกจากตำหนักบรรทมเงียบๆ
แสงจันทร์ในฤดูใบไม้ผลิสาดส่องซากปรักหักพังของตำหนักหย่งอันภายใต้แสงจันทร์หรุบหรู่ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือกำแพงที่พังทลายและเศษซากปรักหักพัง สัตว์สีดำตัวเล็กๆ หลายตัวรูปร่างคล้ายสุนัขจิ้งจอกหรือฮวนจื่อ* ต่างตกใจกับเสียงการมาถึงของพวกเขาและพุ่งออกมาจากเงามืด วิ่งหนีไปทั่วทุกทิศทาง
“คืนนั้นตำหนักแห่งนี้ยังไม่ถูกไฟไหม้พังเสียหาย ข้าจำได้ว่าข้าอยู่ตรงมุมนั้น…” เยี่ยซวี่อวี่เอนพิงข้างกายเขาพลางชี้ไปยังกำแพงที่หักพังตรงหน้า “ข้าหาทางออกไม่พบ รอบด้านมีแต่ไฟ ข้าได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้ไม่หยุด แล้วท่านปู่ก็เดินเข้ามาอุ้มข้าออกไป…”
สายลมยามราตรีหอบหนึ่งพัดผ่าน พัดหญ้าป่าในฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งงอกออกมาในร่องหินที่แตกหักให้พลิ้วไหว เสียงเสียดสีดังสวบสาบไม่ขาดหู ยิ่งเพิ่มความรู้สึกเงียบเหงาอ้างว้างเป็นเท่าทวี
เผยเซียวหยวนจำเรื่องในตอนนั้นได้ หลังบิดาสวมเสื้อเกราะออกจากบ้านไปอีกครั้งเขากับมารดาก็กลับไปบ้านเดิมที่เหอตง เขานึกถึงภาพเยี่ยซวี่อวี่ที่ยังเล็กและอยู่ในฉางอัน รวมถึงสิ่งที่นางต้องเผชิญในวันนั้น ในใจก็ยิ่งรู้สึกขอบคุณชายชราที่ได้พบเจอในวัดโบราณตอนพลบค่ำของวันนี้มากขึ้น
สถานที่แห่งนี้ช่างเปล่าเปลี่ยวยิ่งนัก เขาไม่อยากให้นางมีความเศร้าใจมากไปกว่านี้
“กลับกันเถิด” เขาเกลี้ยกล่อม “ได้พบท่านปู่เป็นเรื่องที่น่ายินดี พรุ่งนี้รอท่านว่างแล้วข้าจะไปกับท่าน แล้วพาเสี่ยวหู่เอ๋อร์ไปด้วย เราไปหาท่านปู่อีกครั้ง ท่านปู่ได้เห็นเสี่ยวหู่เอ๋อร์จะต้องดีใจมาก พอดีใจ ไม่แน่อาจยอมอยู่ต่ออีกสักหลายวันก็ได้”
เยี่ยซวี่อวี่ดูเหมือนจะถูกเขาโน้มน้าวได้แล้วจึงพยักหน้า
“ได้” นางตอบเขา
เผยเซียวหยวนยกยิ้มเล็กน้อย กำลังจะจากไปพร้อมกับนาง ข้างหลังก็มีเสียงแปลกๆ ดังขึ้น
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากซากปรักหักพังด้านหลังพวกเขาซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสิบกว่าจั้ง เงาพร่ามัววาบผ่านใต้แสงจันทร์แล้วหายไป
สายตาของเขากวาดผ่านซากปรักหักพังผืนนั้นในระยะไกล หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็บอกให้นางรอก่อน ส่วนตนเองเดินเข้าไปแล้วปีนขึ้นไปบนกองหิน ในที่สุดก็เห็นวัตถุแปลกๆ สีขาวที่สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นลากมาด้วยตอนออกจากโพรงเมื่อครู่ได้ชัดเจน
เป็นวัตถุรูปทรงยาวสีขาวตกอยู่ในร่องหินท่อนหนึ่ง
เขาหยิบขึ้นมาส่องกับแสงจันทร์ หลังพิจารณาดูอย่างละเอียดครู่หนึ่งก็ย่นหัวคิ้วเล็กน้อย จากนั้นจึงนั่งยองลงไปตรวจสอบดูโพรงใต้กองหินที่ถูกสัตว์ป่าขุดออกมา
ด้านล่างมีแต่ความมืด มองไม่เห็นอะไร
“มีอะไรหรือ นั่นคืออะไร” เยี่ยซวี่อวี่เดินเข้ามาเอ่ยถาม
“กระดูกชิ้นหนึ่ง น่าจะเป็นกระดูกคน” เผยเซียวหยวนหันไปตอบ
“ข้างล่างอาจมีคนถูกฝังอยู่ วันเวลาผ่านมานานปี ซากกระดูกถูกสัตว์ป่าคาบออกมาข้างนอก”