บทที่ 149
เยี่ยซวี่อวี่มองดูท่อนกระดูกนั้นแล้วนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
ใต้ซากปรักหักพังของตำหนักหย่งอัน คนที่ถูกฝังอยู่จะเป็นใครได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณนี้เป็นตำแหน่งที่ตั้งห้องโถงหลักของตำหนักหย่งอัน
นางหวนนึกถึงค่ำคืนนั้นเมื่อหลายปีก่อน
เนื่องจากตำหนักแห่งนี้มีภาพวาดอันโด่งดังที่แสดงถึงอำนาจบารมีของฮ่องเต้จึงเป็นที่รู้จักกันดีของผู้คนภายนอก หลังจากกองกำลังฝ่ายกบฏเข้ามาในเมือง ที่นี่จึงกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่จะต้องเข้าโจมตี ก่อนพวกเขาจะมาถึง ข้าราชบริพารที่ทำงานอยู่ในตำหนักแห่งนี้พอได้ยินข่าวต่างก็หนีไปหมดแล้ว
ห้องโถงใหญ่แห่งนี้ก็ไม่เหมือนคลังสมบัติที่ข้างในมีทองคำหยกเพชรพลอยไข่มุกที่เคลื่อนย้ายไม่ทันมากมาย เมื่อกองกำลังกบฏมาถึงก็จุดไฟเผาแล้วรีบร้อนไปปล้นคลังสมบัติ ดังนั้นเยี่ยซวี่อวี่จึงจำได้ว่าตอนนางบุกเข้ามาที่นี่ดูแตกต่างจากระหว่างทางมาที่มีศพกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่งดูน่าสังเวชใจยิ่ง ในห้องโถงแห่งนี้นางดูเหมือนจะไม่เห็นคนตายอยู่เลย
ทว่าจะอย่างไรตอนนั้นนางก็ยังเด็กมาก ทั้งเป็นช่วงกลางคืน ในตำหนักอบอวลไปด้วยควันไฟ นางคิดแต่จะหามารดา ด้วยความใหญ่โตของตำหนักหย่งอันนางมองไม่เห็นสภาพตามมุมตำหนักก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้
“ย้ายออกไปฝังที่อื่นเถิด”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางมองเผยเซียวหยวนที่กำลังมองมาและรอการตัดสินใจของนางแล้วเอ่ยขึ้น
ถึงแม้ที่นี่จะเหลือเพียงซากปรักหักพัง แต่ก็เป็นอนุสรณ์สถานที่ฮ่องเต้มีรับสั่งให้เก็บรักษาไว้ดุจสถานที่เซ่นไหว้บูชา ไม่ว่าคนที่ถูกฝังอยู่ข้างล่างจะเป็นใคร หากไม่รู้ก็แล้วไป ในเมื่อรู้แล้วยังทิ้งโครงกระดูกไว้ก็คงไม่ค่อยเหมาะสม
“ทางเสด็จพ่อ ข้าจะไปกราบทูลให้ทรงทราบเอง”
เผยเซียวหยวนพยักหน้า กระโดดลงมาจากบนซากปรักหักพัง “คืนนี้ดึกมากแล้ว อะไรก็มองไม่เห็น ข้าจะส่งท่านกลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ข้าจะเรียกคนมาขุดย้าย”
คืนนั้นเผยเซียวหยวนค้างคืนอยู่ในวัง วันรุ่งขึ้นฟ้ายังไม่สว่างทั้งสองก็ลุกขึ้นมาแล้ว
ชีวิตประจำวันของฮ่องเต้ในเวลานี้ กล่าวสำหรับขุนนางใหญ่แล้วการเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดคือข้างพระวรกายมีองค์หญิงคนที่มีอำนาจตัดสินใจที่สามารถพูดคุยกับพวกเขาได้โดยตรงผู้นี้เพิ่มเข้ามา ปกติฮ่องเต้ก็เหมือนเมื่อก่อน ปรากฏพระองค์น้อยมาก เพียงพบปะกับขุนนางสำคัญที่ตำหนักจื่ออวิ๋นในวันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกเดือนซึ่งเป็นวันประชุมใหญ่ของราชสำนักเท่านั้น
วันนี้ก็เป็นวันประชุมใหญ่ของราชสำนัก
หลังจากเยี่ยซวี่อวี่แต่งกายเสร็จ เผยเซียวหยวนก็ส่งนางไปที่ตำหนักจื่ออวิ๋น จากนั้นตัวเขาเองก็มายังซากปรักหักพังที่พบกระดูกคนเมื่อคืน
ขันทีผู้รับผิดชอบเฝ้าดูแลซากปรักหักพังนำทหารรักษาการณ์และขันทีรวมถึงช่างฝีมืออีกหลายสิบคนถือชะแลง ท่อนเหล็ก จอบ เสียม เครื่องมือต่างๆ มารออยู่ด้านนอก คนผู้นั้นพอเห็นเผยเซียวหยวนก็ตัวสั่นงันงก รีบคุกเข่าลงขออภัย บอกว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตหวงห้าม เขาเพียงรับผิดชอบเฝ้าดูแลเขตรอบนอกเท่านั้น ที่นี่ห้ามคนที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาโดยพลการ หากไม่มีคำสั่งจากเบื้องบน ปกติเขาก็ไม่กล้าเข้าไปตามใจชอบ ระยะนี้เข้าฤดูใบไม้ผลิอากาศอบอุ่น เขาก็เคยเห็นสุนัขจิ้งจอกและฮวนจื่อเข้าออกบริเวณนั้นในตอนกลางคืน สองวันนี้กำลังคิดจะรายงานขึ้นไป จะได้เข้าไปขับไล่พวกมันออกไป คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันได้รายงานก็เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเสียก่อน ทำให้องค์หญิงได้รับความตื่นตระหนก มีความผิดสมควรตายหมื่นครั้ง
เผยเซียวหยวนโบกมือบอกให้เขาลุกขึ้น พวกเขาตั้งโต๊ะเซ่นไหว้ง่ายๆ ก่อนชี้จุดที่เขาพบชิ้นส่วนกระดูกเมื่อคืนแล้วสั่งให้ขุดลงไป
จุดนั้นอยู่ใกล้กับมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือของตำหนักที่พังทลาย ด้านข้างเป็นผนังกำแพงตำหนักที่พังลงมากว่าครึ่ง
ถึงแม้จะเป็นเพียงผนังกำแพงที่หักพัง ตั้งตระหง่านอยู่โดดเดี่ยว มีรอยแตกดุจฟันสุนัขที่ตัดสลับกัน แต่ฐานรากจนทุกวันนี้ดูแล้วยังแข็งแรงแน่นหนา ก็ไม่ยากที่จะนึกภาพว่าตอนนั้นตำหนักแห่งนี้ในช่วงที่ยิ่งใหญ่รุ่งโรจน์โชติช่วงที่สุดจะโอ่อ่าสง่างามเพียงใด สั่นสะเทือนจิตใจคนเพียงใด
“พยายามอย่าทำให้ตัวผนังกำแพงเสียหายไปมากกว่านี้ และทำงานอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้พังลงมาทำให้ใครได้รับบาดเจ็บอีก”
เขาสั่งกำชับจบ ทุกคนก็เริ่มลงมือทำงาน