บทที่ 5
เมื่อคิดถึงตรงนี้เจียงซิ่วรุ่นก็ชิงเอ่ยปากต่อหน้าเซินยงว่า “เมื่อครู่พี่ชายได้ขอยกเลิกเรือนที่กรมพิธีการจัดสรรให้เรียบร้อยแล้ว อีกประเดี๋ยวพวกเราจะไปเลือกซื้อเรือนต่อ ขอให้แม่ทัพเซินนำกุญแจหีบใส่เงินออกมาด้วย”
เซินยงไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองเพียงไม่อยู่แค่ไม่นาน สองพี่น้องคู่นี้ถึงกับเป็นฝ่ายขอยกเลิกเรือนที่กรมพิธีการต้าฉีจัดเตรียมไว้ให้ด้วยตนเองแล้ว
เจ้าเด็กไม่รู้ความสองคนนี้นี่!
เขาพลันกล่าวด้วยความไม่พอใจ “เหตุใดคุณชายทั้งสองไม่ถามไถ่ข้าสักหน่อยก่อน ค่าใช้จ่ายกินอยู่ตลอดทางมานี้ มีที่ใดไม่ต้องใช้เงินบ้าง เพื่อตระเตรียมของบรรณาการประจำปีให้ต้าฉี อ๋องเจ้าแคว้นได้ทุ่มเททุกสิ่งที่มีไปแล้ว ท้องพระคลังของแคว้นว่างเปล่าอย่างมาก เงินที่เตรียมไว้ให้คุณชายทั้งสองเดิมทีก็มีไม่มากอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือนี้จะพอให้ซื้อเรือนได้ที่ใดกัน ช่างคิดเพ้อฝันเสียจริง!”
เมื่อวาจานี้หลุดออกมา ก็ทำให้เจียงจือละอายใจอย่างที่สุดขึ้นมาทันใด คิดได้ว่าเมื่อครู่เขาไม่ควรยอมให้น้องสาวออกความเห็น เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับบิดา หากเงินไม่พอ จะเขียนจดหมายไปขอเงินอีกได้อย่างไร
ทว่าวาจานี้หลอกเจียงจือได้ แต่กลับหลอกเจียงซิ่วรุ่นไม่ได้
หลังจากนางฟังเซินยงคร่ำครวญหวนไห้จนจบด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็กล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “หากจำไม่ผิด ตอนที่จะเดินทางมาพระบิดาประทานทองคำบริสุทธิ์ให้พวกเราพี่น้องหนึ่งร้อยแท่ง และตลอดระยะทางที่มา ผ่านแคว้นเหลียง แคว้นเยียน และแคว้นเฉิน จุดพักม้าของทุกแห่งราคาพอๆ กับแคว้นปอของเรานี่ เพราะไม่อาจทนกินดื่มอาหารท้องถิ่นของพวกเขาได้ ของที่พวกเราดื่มกินจึงเป็นเนื้อแห้งๆ กับแป้งย่างที่พวกเรานำมาเอง แม่ทัพเซินกลับพิถีพิถันอยู่เล็กน้อย เมื่อถึงแต่ละแคว้นจะต้องส่งทหารองครักษ์ไปซื้อแพะทั้งตัวมากิน ตลอดทางที่มากินไปอย่างมากที่สุดก็แค่ห้าตัวเท่านั้น หากเปลี่ยนเป็นทองก็มีค่าไม่ถึงหนึ่งแท่ง ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ท่านรับภารกิจมาส่งพวกเราก็มีเงินค่าใช้จ่ายระหว่างทางอยู่ต่างหากแล้ว เหตุใดจึงได้ใช้จ่ายเงินที่พวกเราจะใช้ซื้อเรือนไปมากกว่าครึ่งเล่า”
การคิดคำนวณบัญชีเช่นนี้ไหนเลยจะมีท่าทีเหมือนบุตรสาวตัวน้อยของท่านอ๋องผู้ครองแคว้นที่ถูกเลี้ยงดูในวังอย่างตามอกตามใจ กลับเหมือนพ่อค้าลื่นไหลที่ผ่านเรื่องราวมาอย่างโชกโชนแล้วเสียมากกว่า สามารถคิดคำนวณอย่างละเอียดและค่อยๆ สะสางบัญชี
เซินยงคิดไม่ถึงว่าบุตรสาวอ๋องที่ปกติเลี้ยงดูอยู่ในวังคนนี้จะเชี่ยวชาญเรื่องภารกิจนอกวังด้วย พริบตานั้นเขาพลันพูดไม่ออก แต่สุดท้ายอาศัยที่อยู่ห่างจากแคว้นปอไกลถึงเพียงนี้ บุตรชายบุตรสาวอ๋องทั้งสองคนก็ไม่ได้มีอำนาจใดให้พึ่งพาได้เช่นกัน เขาจึงเพียงกล่าวอย่างพาลพาโลว่า “คุณชายน้อยอยู่ในวังเสียนาน ไหนเลยจะคำนวณราคาเป็น ข้าบอกว่าจ่ายไปแล้วก็คือจ่ายไปแล้ว!”
เจียงซิ่วรุ่นพลันยิ้ม ขนคิ้วที่วาดเอาไว้หยาบหนาในเวลานี้นางลบออกไปแล้ว จึงกลับคืนสู่ภาพของเด็กหนุ่มที่องอาจห้าวหาญ ท่าทางที่เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเช่นนี้ดูทั้งหยิ่งผยองและเกียจคร้านอยู่ในที นางกล่าวว่า “แม่ทัพเซินนึกจริงๆ หรือว่าอยู่ไกลจากแคว้นปอ มาอยู่ที่ต้าฉีแล้วท่านก็จะกลายเป็นท่านอ๋องที่หนึ่งคำพูดแน่นหนักดุจเก้ากระถางศักดิ์สิทธิ์* เวลานี้ในร้านอาหารที่ด้านหลังข้าก็มีคณะทูตและตัวประกันจากแคว้นต่างๆ อยู่ที่นี่ ท่านผลักไสบ่ายเบี่ยงอ้างต่างๆ นานา เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะกอดต้นขาท่านร้องโหยหวนอยู่กลางถนนใหญ่สายนี้ ขอร้องให้ท่านอย่าได้ยักยอกเงินของพวกเราสองพี่น้องไปเลย”
เซินยงถูกยั่วโทสะจนแทบจะหัวเราะแล้ว เขาถลึงตาพลางกล่าวว่า “คุณชายน้อย ท่านจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออันใด”
“ต้องรู้ว่าแคว้นปอของพวกเราก็คือสถานที่ไปมาค้าขายของทุกแคว้น พวกเราพี่น้องอยู่ในเมืองหลวง มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวยากลำบาก แม้แต่เงินที่จะสร้างเรือนก็ถึงกับถูกแม่ทัพที่อารักขามาส่งยักยอกไปอย่างโลภมากแล้ว หากวันนี้ท่านไม่ให้เงินข้าอย่างเพียงพอ พรุ่งนี้พวกเราพี่น้องก็จะไปแขวนป้ายขอทานที่ตลาดสดที่คึกคักรุ่งเรืองที่สุดของเมืองลั่วอัน! เรื่องที่ชวนขันมากถึงเพียงนี้ ท่านคอยดูว่าจะลอยไปถึงหูพระบิดาได้หรือไม่ พระบิดาเป็นคนที่รักหน้าตาถึงปานนั้น จะเชื่อคำโกหกของท่านหรือไม่ว่าซื้อแพะไปห้าตัว แต่กลับจ่ายทองคำไปถึงหนึ่งร้อยแท่ง!”
พูดจบเจียงซิ่วรุ่นก็โผเข้าใส่และกอดต้นขาของเซินยงไว้ ทำท่าจะร้องไห้โหยหวนแล้ว