บทที่ 117
เฟิ่งหลีอู๋ได้ยินคำพูดขององครักษ์แล้วก็ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เพียงกระตุ้นม้าตามไปอย่างบ้าคลั่ง รอจนเร่งรุดไปถึงประตูเมือง รถม้าของกองการเกษตรก็แล่นไปไกลมากแล้ว
ทว่ารถม้าลำเลียงสิ่งของอยู่จึงแล่นไปข้างหน้าได้ไม่เร็วนัก อีกทั้งเขาขี่ม้าชั้นดี หากอยากไล่ตามคนไปจริงๆ ก็ยังไล่ทันได้
แต่เมื่อเฟิ่งหลีอู๋ถึงที่ประตูเมืองแล้วมองดูคนเดินทางที่ผ่านไปมามากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ค่อยๆ ใจเย็นลงในที่สุด
ที่เจียงซิ่วรุ่นออกจากเมืองครั้งนี้ถึงอย่างไรก็มีเหตุผลอันสมควร เพราะออกเดินทางเนื่องจากงานของทางการ แต่เขาไม่เชื่อหรอกว่านางจะถึงขั้นไม่มีโอกาสบอกกับเขาถึงเรื่องการออกเดินทางเช่นนี้ด้วยตนเองได้
หลีกเลี่ยงไม่ยอมพูด ก่อนออกเดินทางถึงค่อยส่งคนมาบอกเขาอย่างขอไปที…ความคิดนี้ของนางช่างน่าลงโทษนัก!
เฟิ่งหลีอู๋ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห จึงชักม้าหันหัวกลับไปที่จวนรัชทายาทเสียเลย
ถึงอย่างไรการที่รัชทายาทพระองค์ปัจจุบันไล่ตามหัวหน้ากองการเกษตร และไม่อนุญาตให้หัวหน้ากองออกจากเมืองไปทำงานของทางการสามารถตกเป็นหัวข้อสนทนาของทุกคนได้อย่างแน่นอน ซึ่งเฟิ่งหลีอู๋เองก็ต้องไตร่ตรองถึงผลกระทบ ไม่อาจทำตามใจตนเองจนเกินไปเช่นกัน
มิสู้ให้นางออกเดินทางไปก่อน แล้วค่อยส่งคนส่งจดหมายลับให้กับนาง สั่งให้นางกลับมาให้เร็วหน่อยจะดีกว่า
หลายวันนี้นางมักจะแง่งอนหาเรื่องให้เขาไม่สบายใจเสมอ หากกลับมาในเวลานี้ คาดว่าก็ต้องยั่วให้เขาเกิดโทสะอย่างไม่มีเหตุผลอีกเช่นกัน
เฟิ่งหลีอู๋คิดว่าให้เจียงซิ่วรุ่นสงบสติอารมณ์สักวันสองวันก็ดีเช่นกัน
ไปอยู่ในพื้นที่ชนบทข้างนอกไหนเลยจะสุขสบายเท่าในเมืองลั่วอันได้ แล้วนางก็ไม่ได้ติดตามเขาไปออกตรวจราชการด้วย สภาพรถม้าที่ใช้เดินทางคันนั้นล้วนต่างออกไป บางทีนางน่าจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าจากการเดินทาง รอจนเหนื่อยล้ามากแล้วก็จะลดความเย่อหยิ่งทะนงตนของนางได้ด้วย แล้วเขาค่อยรับนางกลับมาพูดคุยกัน…
ขณะที่เฟิ่งหลีอู๋ซึ่งอยู่ที่หน้าประตูเมืองครุ่นคิดอยู่นั้น รถม้าของกองการเกษตรก็ไปถึงท่าเรือข้ามฟากแล้ว รอจนขึ้นไปนั่งบนเรือก็สามารถเดินทางได้วันละหลายร้อยหลี่ตรงไปถึงฮั่นหยาง
ปลายฤดูใบไม้ร่วงอากาศค่อยๆ หนาวขึ้น ยืนอยู่ที่ท่าเรือข้ามฟากยังสามารถรับรู้ได้ถึงความเย็นสบายมาตลอดทาง
ไป๋เฉี่ยนฉวยโอกาสตอนที่ขนถ่ายสัมภาระหยิบเตาอุ่นมือไปที่บ้านของพวกชาวเรือที่อยู่ติดกับท่าเรือเพื่อหาไฟเติมถ่าน
ในเวลานี้เององครักษ์ผู้นั้นที่ไปรายงานข่าวแก่รัชทายาทก็เร่งรุดกลับมาถึง
ไม่ใช่แค่คนที่มาเท่านั้น ในมือเขายังถือห่อสัมภาระขนาดใหญ่มาด้วย
ไป๋เฉี่ยนสงสัยจึงเปิดออกดู…เป็นผ้าคลุมทำจากหนังเสือทั้งผืน ได้ยินว่าเป็นของที่รัชทายาทใช้ตอนที่เป็นแม่ทัพตรวจการ อยู่ในกองทัพ เวลาตั้งค่ายที่ทุ่งนอกเมือง แล้วกระโจมบางลมแรง ก็จะห่อรอบตัวเอาไว้ให้แน่น สามารถรักษาความอบอุ่นเอาไว้ได้ตลอดทั้งคืน
นอกจากสิ่งนี้ยังมีชุดเตาถ่านขนาดเล็กกะทัดรัดหนึ่งชุด เวลาที่ใช้หม้อใหญ่เตาใหญ่ไม่ได้ดังใจ หม้อที่ทำจากเหล็กผัดอาหารนิดหน่อยก็สะดวกดีเช่นกัน สำหรับของอื่นๆ ย่อมเป็นของเล็กๆ น้อยๆ สารพัดที่จำเป็นต้องใช้เวลาออกไปนอกบ้านจำพวกยาล้ำค่าหายาก ยาแก้ฟกช้ำเวลาพลัดตกหกล้ม
ไป๋เฉี่ยนสำรวจดูแล้วก็พูดว่า “นี่รัชทายาทไม่วางใจให้ท่านออกไปข้างนอกหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงทำตัวราวกับเป็นมารดาแท้ๆ เอาใจใส่ปกป้องท่านให้กินอิ่มนอนอุ่นอย่างเต็มที่”
หลังจากนางพูดจบกลับพบว่าเจ้านายของตนเองไม่ได้ตอบกลับ เพียงยืนอยู่ที่ปลายท่าเทียบเรือ มองผิวทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นแผ่คลุมจนสุดลูกหูลูกตาอย่างเหม่อลอย
ไป๋เฉี่ยนส่ายหน้า รู้สึกว่าเจ้านายในขณะนี้มีความชอบค่อนข้างเหมือนกับรัชทายาทแล้ว
เจียงซิ่วรุ่นเดิมไม่คิดจะใช้หนังเสือผืนนั้น
แต่เมื่อเรือแล่นมาจนถึงตอนที่ม่านวิกาลคลี่คลุมและหยุดทอดสมอพักแรมที่เกาะเล็กๆ กลางทะเลสาบ ความเย็นในช่วงครึ่งคืนหลังไม่เพียงแต่ทำให้อีการ้องดาวร่วง* แม้แต่หนังตาของคนก็เย็นเฉียบจนจะออกมาเป็นแผ่นน้ำแข็งได้
ไป๋เฉี่ยนรู้ว่าเจ้านายทนหนาวไม่ไหว จึงรีบเอาหนังเสือผืนใหญ่ผืนนั้นออกมา แล้วห่อรอบตัวของเจียงซิ่วรุ่นอย่างมิดชิดแน่นหนา
แก้มของเจียงซิ่วรุ่นถูไถบนหนังเสือ รอจนทั้งตัวอบอุ่นแล้ว นางก็จมสู่ห้วงฝันท่ามกลางเสียงอีการ้อง