กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น
ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 119-121
บทที่ 119
ไม่เห็นก็ยังดี แต่เมื่อมาถึงฮั่นหยางแล้วเห็นสภาพที่เจียงซิ่วรุ่นนั่งขัดสมาธิบนเนินเขากินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผัก เฟิ่งหลีอู๋ก็รู้สึกจริงๆ ว่าหัวใจของเขาถูกบิดอย่างรุนแรงทันที
ทันใดนั้นก็ไม่คำนึงถึงเรื่องใครเอ่ยปากก่อนเพื่อรักษาหน้าอีกแล้ว พอได้ยินนางร้องเรียกด้วยความกระหายน้ำ เขาก็ยื่นถุงหนังใส่น้ำของตนเองไปให้นางทันที
เจียงซิ่วรุ่นไม่รู้ว่าวันนี้ในปฏิทินดวงชะตาเป็นอย่างไรกันแน่ พวกองค์ชายถึงพากันมาปรากฏตัวบนพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำฮั่นหยางโดยไม่ได้นัดหมายกัน โดยเฉพาะรัชทายาทที่มาครั้งนี้ นางไม่ได้รับการแจ้งใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้นางรับมือไม่ทันจริงๆ
ดังนั้นจึงได้แต่คำนับรัชทายาทอย่างเคารพนอบน้อม และถามเขาไปด้วยว่าที่มาในครั้งนี้เพื่อตรวจราชการอย่างไม่เป็นทางการใช่หรือไม่
น่าเสียดาย ยามนี้เฟิ่งหลีอู๋มองดูสภาพที่นางนั่งกินข้าวกลางแจ้งอย่างเหนื่อยล้าแล้วเขาก็เหลือเพียงความเจ็บปวดใจ แต่ก็ชิงชังความดื้อรั้นของนางยิ่งกว่า ที่นางยินดีทนความลำบากอยู่ที่ฮั่นหยาง ก็ไม่ยอมอธิบายถึงความอยุติธรรมที่นางได้รับในวันนั้นกับเขา
ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว เอาแต่จ้องนางเขม็ง
กลับเป็นไป๋เฉี่ยนที่อยู่ข้างๆ รู้สึกสงสารเจ้านายของตนเอง จึงย่อกายคำนับรัชทายาทอย่างไม่ค่อยจะเกรงใจนัก แล้วกล่าวว่า “รัชทายาทเสด็จมาทันเวลาอาหารพอดีเลยเพคะ เมื่อเช้าใต้เท้าเจียงก็ไม่ได้กินข้าว คาดว่าตลอดทางที่รัชทายาทรีบเสด็จมาก็คงยังไม่ได้เสวยเช่นกัน ทรงต้องการเสวยขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักที่เป็นอาหารพิเศษของฮั่นหยางสักหน่อยหรือไม่เพคะ”
เมื่อเฟิ่งหลีอู๋ได้ยินว่าเจียงซิ่วรุ่นเพิ่งจะกินอาหาร ในที่สุดก็เอ่ยปากว่า “เอามาให้ข้าสักหน่อย”
ในเมื่อรัชทายาทต้องการกินอาหารด้วย ย่อมไม่อาจเชิญให้เขานั่งยองๆ อยู่บนกองหินกัดแทะขนมเปี๊ยะได้
ดังนั้นเจียงซิ่วรุ่นจึงเชิญเฟิ่งหลีอู๋เข้าไปในกระโจมหลังเล็กที่ด้านข้าง และใช้ที่ปัดฝุ่นซึ่งทำจากขนหางม้าปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนเสื่อ จากนั้นก็เชิญรัชทายาทนั่งลงเพื่อกินอาหาร
นอกจากขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักแล้ว ยังยกหม้อดินเผาใบเล็กมาเพิ่มด้วย ข้างในคือกระดูกที่เราะออกมาจากเนื้อต้ม หลังจากทุบให้แตกแล้วก็ต้มเอาไขกระดูกออกมาอีกที ปรุงรสด้วยเกลือกับต้นหอมซอย กินกับขนมเปี๊ยะกำลังอร่อย
ตอนที่นั่งประจันหน้ากับเจียงซิ่วรุ่นที่กำลังดื่มน้ำแกงอยู่นั้น เฟิ่งหลีอู๋พลันตระหนักได้ว่าตนเองถึงกับไม่ได้กินอาหารแล้วมีรสชาติอร่อยมานานแล้ว
นับตั้งแต่นางจากมา เวลาที่เขากินอาหารก็ไม่มีใครยิ้มหวานได้อย่างถูกจังหวะ อธิบายข้อดีของอาหารและน้ำชาอย่างละเอียด หรือการปรุงอาหารอย่างพิถีพิถันอีกต่อไป ดูเหมือนว่าทุกมื้อล้วนมีรสชาติเหมือนตอนที่นางยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในจวน…ช่างจืดชืดไร้รสชาติ แค่ทำให้อิ่มท้องเท่านั้นเอง
วันเวลาเช่นนี้ หากมีเวลาสิ้นสุดเขาก็ยังพอทนได้ แต่ขณะนี้เห็นอยู่ว่านางไม่ยอมกลับจวนมาโดยตลอด ก็ช่างทรมานเสียจนทำให้เขาทนรับไม่ไหวแล้ว
จากฟุ่มเฟือยสู่ประหยัดทำได้ยาก* ก็น่าจะเป็นเช่นนี้เอง
บุตรสาวปออ๋องผู้นี้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงนิสัยของเขาไปมากมายโดยไม่รู้ตัว ยิ่งทำให้เขาไม่อาจไปจากนางได้
แต่ชั่วเวลานี้ ในพื้นที่ก่อสร้างที่ลมผ่านได้รอบด้านแห่งนี้ ได้กินขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักและน้ำแกงร้อนๆ ที่ทำอย่างง่ายๆ คอยจ้องมองปากของนางที่กำลังกัดกินอาหารอย่างงามสง่า เขาก็กินอย่างเอร็ดอร่อยมีความสุขไปหมด
เฟิ่งหลีอู๋ไม่อาจทนได้แล้วจริงๆ เขาอยากพานางกลับไปเมืองหลวงทันที
เรื่องที่แต่เดิมก่อนหน้านี้ตั้งใจว่าจะไม่พูดถึงก็หลุดออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“เรื่องสายลับแคว้นปอนั้นได้ตรวจสอบอย่างกระจ่างแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับพวกเจ้าสองพี่น้องเลย ตอนนั้น…ที่ข้าตำหนิเจ้านับว่าทำผิดไปแล้ว”
เจียงซิ่วรุ่นเงยหน้ามองเฟิ่งหลีอู๋อย่างประหลาดใจทันที
มุมปากของรัชทายาทหนุ่มเม้มจนตึงแน่น เห็นได้ว่าไม่คุ้นเคยกับการเป็นฝ่ายขอโทษสตรีก่อน
เจียงซิ่วรุ่นถามตนเองแล้วตัดสินใจว่าจะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดี จึงย่อมต้องให้บันไดลงกับเฟิ่งหลีอู๋อย่างทันท่วงที โดยการเติมน้ำแกงลงในชามเปล่าให้กับรัชทายาท และกล่าวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด รัชทายาททรงปฏิบัติต่อผู้คนอย่างพระทัยกว้าง ถึงแม้ตอนนั้นจะทรงเข้าพระทัยผิดว่าหม่อมฉันลอบติดต่อกับแคว้นปอ ก็ยังทรงให้อภัยอย่างพระทัยกว้างเช่นกันมิใช่หรือเพคะ พระทัยกว้างของรัชทายาททำให้จิตใจของผู้คนเกิดความรู้สึกรักเคารพประหนึ่งบุตรน้อย…”
เฟิ่งหลีอู๋คร้านจะฟังนางประจบประแจงอย่างปากไม่ตรงกับใจ จึงพูดเพียงว่า “หากเจ้าไม่ถือสา เหตุใดจึงไม่กลับเมืองหลวง”
เจียงซิ่วรุ่นยิ้มฝืดฝืนพลางชี้ๆ พื้นที่ก่อสร้างโดยรอบ “รัชทายาทก็ทอดพระเนตรเห็นอย่างชัดแจ้ง หลังจากหม่อมฉันมาที่นี่แล้ว ทั้งวันทั้งคืนล้วนทุ่มเทสติปัญญาจนสุดกำลังเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ไม่มีทางกล้าเนรคุณต่อพระเมตตาของพระองค์ ยิ่งไม่กล้าใส่อารมณ์กับรัชทายาทโดยเด็ดขาดเพคะ!”
วาจานี้ถูกต้องตามหลักเหตุผล หาที่ผิดไม่ได้เลย
หากเจียงซิ่วรุ่นเป็นแบบเดียวกับเมื่อก่อนที่รู้สึกไม่เป็นธรรมก็ต้องหลั่งน้ำตา หรือไม่ก็จ้องเขาด้วยสีหน้าอับอายระคนเคียดแค้นจนหยิกใบหน้าของเขา…สรุปคือไม่ว่าอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้น เฟิ่งหลีอู๋ก็จะรู้สึกว่าเรื่องนี้ได้ผ่านไปแล้วอย่างสบายๆ
แต่ท่าทางเข้าอกเข้าใจผู้อื่นเป็นอย่างดีราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นของนางกลับทำให้เขายากจะบอกได้ว่านางไม่ถือสาจริงๆ หรือว่าเป็นอย่างอื่น…
ทว่าเฟิ่งหลีอู๋ไม่ใช่คนที่ใส่ใจกับเรื่องจุกจิกหยุมหยิมมาแต่ไหนแต่ไร วาจาในทำนองการขอโทษนี้ก็ได้พูดออกไปแล้ว อีกทั้งก็เหมือนกับที่เจียงซิ่วรุ่นพูด คือเขาไม่ได้ตัดสินโทษเจียงจือกับนางว่ามีความผิดแต่อย่างใด ไม่จำเป็นต้องพัวพันวุ่นวายกับเรื่องนี้อีกต่อไป
Comments



