กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น
ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 115-116
วันต่อมาตอนไปร่วมประชุมประจำเดือนที่ราชสำนัก ขุนนางทั้งหลายต่างต้องเข้าแถวเพื่อรอถวายฎีกาต่อฮ่องเต้
พวกหัวหน้ากองที่อยู่ห่างไกลความเจริญเหมือนอย่างเช่นกองการเกษตรของเจียงซิ่วรุ่นนี้ หากไม่ใช่เวลาประชุมใหญ่ ปกติไม่ต้องเข้าร่วมประชุมเช้า แต่เมื่อถึงเวลาประชุมใหญ่กลับจำเป็นต้องประจำอยู่ในตำแหน่ง ไม่อาจขาดไปได้แม้แต่เดือนเดียว
เนื่องจากเป็นการประชุมใหญ่ ก่อนจะเข้าประชุมเช้าล้วนต้องมีพิธีรีตองอันพิถีพิถัน เหล่าขุนนางที่มาก็ต้องมาให้เช้ากว่าปกติ
เมื่อเจียงซิ่วรุ่นลงมาจากรถม้า เหล่าขุนนางใหญ่ทุกคนล้วนเข้าแถวอยู่สองฟากข้าง ด้านข้างมีบ่าวรับใช้ถือคันฉ่องสำริดคอยติดตามเพื่อให้บรรดาใต้เท้าที่ยังสะลึมสะลือเพราะต้องตื่นมาแต่เช้าได้จัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย
ขณะเดียวกันห้องครัวที่อยู่ระเบียงอีกด้านก็ส่งกลิ่นหอมของไข่พะโล้มาตั้งแต่เช้า
หม้อเหล็กบนเตาใหญ่ในห้องครัวกำลังต้มข้าวใหม่ ข้าวที่แช่ค้างคืนไว้จนเมล็ดข้าวพองผสมกับข้าวฟ่างต้มจนเหนียวข้น เหมาะสำหรับรองท้องยามเช้าตรู่ที่สุดแล้ว
นี่เรียกว่า ‘โจ๊กตามระเบียบ’ มีแค่ตอนประชุมใหญ่เท่านั้น
เหล่าขุนนางใหญ่ระดับสูงที่ปกติกินแต่อาหารหรูหราจนเคยชิน กลับต้องมาทนหิวโหยถึงหนึ่งชั่วยาม ทำให้อาหารเก่าในกระเพาะหายไปจนเกลี้ยงแล้ว ไข่พะโล้ที่เผ็ดหอมถูกปากแค่ฟองเดียวก็สามารถกินคู่กับโจ๊กได้ครึ่งชามแล้ว
เมื่อได้กลิ่นหอมนี้ เหล่าขุนนางทั้งกลุ่มล้วนรอให้การประชุมเช้าเสร็จจะได้รีบเลิกประชุมไปดื่มโจ๊กร้อนๆ สักชามหนึ่ง แล้วค่อยกลับไปยังที่ทำการของแต่ละคน
เจียงซิ่วรุ่นก็สูดๆ จมูกอย่างไม่รู้ตัวเช่นกัน เนื่องจากเมื่อวานไม่มีใจไปกินอาหารเย็น เช้านี้ก็ตื่นแต่เช้าตรู่อีก จึงหิวจนท้องร้องอยู่ตั้งนานแล้ว
เมื่อได้กลิ่นหอมของโจ๊กตามระเบียบนี้ นางจึงอดสูดดมไม่ได้ เมิ่งเซี่ยนที่อยู่ด้านข้างเห็นแล้วก็หัวเราะเฮอะๆ สองคำอย่างอดไม่อยู่ และถามว่า “ใต้เท้าเจียงหิวถึงเพียงนี้ อยากกินสักชามก่อนหรือไม่ ไม่อย่างนั้น…ภายหลังเกรงว่าจะไม่มีโอกาสได้กินแล้ว”
เจียงซิ่วรุ่นช้อนตาขึ้นมองเขา ในใจรู้ว่าเหตุใดเขาจึงพูดจาโอหังเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะรวบรวมหลักฐานการ ‘สมคบกับข้าศึก’ ของนางได้แล้ว คงเตรียมฟ้องร้องขอให้ปลดนางในที่ประชุมใหญ่ในอีกสักครู่นี้แล้วสินะ
เจียงซิ่วรุ่นคร้านจะลับเขี้ยวเล็บกับเมิ่งเซี่ยน จึงยืดตัวตรง รอการประชุมเช้าในอีกไม่กี่ชั่วอึดใจ
เฟิ่งหลีอู๋ที่ยืนอยู่ไกลมากก็มองเห็นท่าทางหิวของเจียงซิ่วรุ่นแล้วเช่นกัน
เมื่อวานเดิมทีเขานึกว่าเมื่อนางจัดการงานเสร็จแล้วก็จะกลับมาที่ห้องนอนของเขาอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงสั่งนางกำนัลให้คอยเปิดประตูแก่นางเป็นพิเศษ
แต่เพราะกลางวันเหนื่อยล้ามาก เขาจึงหลับไปก่อน ใครจะรู้ว่าตอนเช้าลืมตาตื่นขึ้นมา ข้างกายเขาถึงกับยังคงว่างเปล่า ชั่วขณะนั้นในใจเขาก็เหมือนนอนหลับไปคืนเดียวกระเพาะลำไส้ก็เปลี่ยนเป็นว่างโหวงไปหมด รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
นอกจากนี้หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ เดิมทียังคิดจะพานางไปร่วมประชุมใหญ่ด้วยกันเหมือนเช่นปกติ แต่ใครจะรู้ว่าตอนที่ออกจากประตูจวนถึงรู้ว่าหัวหน้ากองเจียงบอกว่ามีเอกสารหนึ่งอยู่ในที่ทำงาน จึงนั่งรถม้าออกไปตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อเอาเอกสาร แล้วจะตรงไปประชุมเช้าด้วยเลย
รอจนเข้ามาในวังแล้ว เนื่องจากรอเข้าแถวประชุมเช้า เฟิ่งหลีอู๋จึงไม่มีเวลาว่างพูดคุยกับนาง แต่รอตอนที่ประชุมเช้าเลิกแล้วจะต้องพูดคุยกับนางดีๆ ให้จงได้ นางทำแง่งอนใส่เขาด้วยเรื่องใดกัน
เมื่อเข้าสู่ท้องพระโรง หลังจากทำพิธีบวงสรวงบรรพชนเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาพูดคุยเรื่องงานบ้านเมือง
เมิ่งเซี่ยนผู้นั้นสร้างปัญหาอย่างที่คาดไว้จริงๆ
เดิมเจียงซิ่วรุ่นนึกว่าตนเองจะต้องโต้แย้งสักเที่ยวหนึ่ง ใครจะรู้ว่าไม่รอให้นางอ้าปาก องค์ชายรองเฟิ่งอู่ก็พูดก่อนแล้ว
เขาอมยิ้มพลางพูดกับเมิ่งเซี่ยนว่า “ใต้เท้าเมิ่งไปฟังใครพูดนินทาอะไรมา ถึงกับบอกว่าพี่ชายของหัวหน้ากองเจียงลอบสมคบคิดกับแคว้นศัตรูได้เล่า สายลับนั่นก็เป็นเจียงจือจับตัวส่งให้กับทางการเองชัดๆ โจรชั่วถูกจับก็พูดจาให้ร้ายไปทั่ว จะไปเชื่อทั้งหมดได้อย่างไร”
เมิ่งเซี่ยนโดนองค์ชายรองฉีกหน้าคราหนึ่ง ใบหน้าพลันดำคล้ำทันที เขาเพียงหัวเราะแห้งๆ อยู่สองครา แสดงออกว่าตนเองฟังมาผิดและเข้าใจผิดไปแล้ว จากนั้นก็หุบปากลงอย่างสงบเสงี่ยม
นี่ไม่ใช่เพราะสองคนนี้กำลังรับบทแสดงสอดประสานกันอยู่ แต่เป็นเพราะเฟิ่งอู่ไม่รู้เรื่องที่เมิ่งเซี่ยนต้องการเปิดโปงเจียงซิ่วรุ่นจริงๆ
ระหว่างทางที่กลับมาจากเขาหมิงซานเขาติดไข้ลมหนาว พอกลับถึงวังก็ไม่ได้พบเหล่าคนสนิททั้งขุนนางและที่ปรึกษาเลย
แต่เขาเคยได้ยินสายลับที่สอดแทรกเอาไว้ที่กองราชทัณฑ์พูดถึงเรื่องของเจียงจืออยู่ เนื่องจากเกี่ยวข้องถึงเจียงซิ่วรุ่น เขาถึงได้ใส่ใจสืบข่าวคราหนึ่งอย่างละเอียด
ในเมื่อรู้ผลของการกัดส่งเดชคราวนี้ของเมิ่งเซี่ยนแล้ว เฟิ่งอู่ที่เป็นคนกลอกกลิ้งระดับนี้ย่อมยินดีหยิบยื่นน้ำใจให้อย่างสะดวก ทั้งฉวยโอกาสที่เมิ่งเซี่ยนยังไม่ได้ทำเรื่องน่าอับอายอย่างใหญ่หลวงออกมามอบบันไดลงให้กับอีกฝ่าย และแสดงน้ำใจต่อหญิงงามสกุลเจียงคราหนึ่งไปด้วย ต่อให้เวลานี้นางไม่ได้รักเขา ก็ไม่สามารถห้ามเขาทำดีกับนางได้
หัวใจมนุษย์ล้วนทำด้วยเลือดเนื้อ เฟิ่งอู่ไม่เชื่อหรอกว่าจะมอบความอบอุ่นให้นางมิได้!
ด้วยเหตุนี้หลังจากตำหนิเมิ่งเซี่ยนไม่หนักไม่เบาไปแล้ว เฟิ่งอู่ก็ช้อนตามองและยิ้มน้อยๆ ให้กับเจียงซิ่วรุ่น
พวกเขาอยู่ต่อหน้าผู้คน ทั้งยังทำเรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ กระนั้นเจียงซิ่วรุ่นก็รับมือได้อย่างชำนิชำนาญแล้ว ดังที่กล่าวว่ายื่นมือไปไม่ตีคนที่ใบหน้ายิ้มแย้ม ถึงแม้จะรู้อยู่ชัดๆ ว่าเฟิ่งอู่เสแสร้งแกล้งทำ แต่ในด้านมารยาทก็ต้องยิ้มเล็กน้อยตอบกลับไปบ้าง
บุรุษหนุ่มสองคนในท้องพระโรงยิ้มสดใสท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้าช่างดูสบายตาจริงๆ
รัชทายาทยืนอยู่หน้าสุดด้วยตำแหน่งแรกของเหล่าขุนนาง ใบหน้าที่งดงามเหนือใครนั้นของเขาเหมือนเอาน้ำแข็งพันปีมารวมไว้ด้วยกันก็มิปาน ทำให้คนที่กวาดตามองมาทางเขาอย่างไม่ทันระวังล้วนรู้สึกว่าดวงตาคู่นั้นเย็นชาจนทำให้คนหนาวเหน็บอยู่บ้าง
รอจนเหล่าขุนนางในราชสำนักทยอยถวายฎีกาเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก็ถึงเวลากินโจ๊กที่เหล่าขุนนางชื่นชอบกันแล้ว
เหล่าขุนนางพากันจับเป็นกลุ่มสองคนบ้างสามคนบ้าง เดินไปรับชามโจ๊กที่ทางวังจัดเตรียมไว้มาดื่ม
เฟิ่งอู่มองแต่ไกลก็เห็นเจียงซิ่วรุ่นยกชายชุดขุนนางเดินตามทางอย่างรวดเร็วปานเหินบิน ดูจากท่าทางคงหิวมากแล้ว
เขาสาวเท้าอย่างรวดเร็วเดินตามเจียงซิ่วรุ่นไปจนทัน แล้วพูดว่า “หัวหน้ากองเจียงนั่งกินโจ๊กด้วยกันได้หรือไม่ วันนี้ข้าให้เด็กรับใช้เอาผลผลิตเฉพาะของอวี้หนานมาด้วย เป็นไส้กรอกหมักเกลือ กินกับโจ๊กแล้วอร่อยเป็นที่สุด”
เจียงซิ่วรุ่นยิ้มเล็กน้อย หาข้ออ้างอย่างปากกับใจไม่ตรงกันว่า “อีกประเดี๋ยวมีงานต้องทูลรายงานรัชทายาท หากร่วมโต๊ะกับรัชทายาท เกรงว่าองค์ชายรองฟังอยู่ด้านข้างคงไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง”
เฟิ่งอู่จะไม่รู้ได้อย่างไรว่านางหาข้ออ้างส่งเดชไปเรื่อยเพื่อปฏิเสธอย่างอ้อมๆ จึงกล่าวว่า “อยู่ร่วมกับเขาทั้งวันเช่นนั้น มีเวลาใดที่พูดไม่ได้หรือ จะกินอาหารเช้าก็ต้องตัวติดกันให้ได้? เจ้าต้องรู้ว่าในจวนรัชทายาทอาจจะต้องเพิ่มคนใหม่ๆ เข้าไปอีก เจ้าตามพัวพันรัชทายาทอยู่ตลอดเช่นนี้ ไม่กลัวเขาเบื่อหน่ายแล้วอยากจะเปลี่ยนรสชาติดูบ้างหรือ”
เดิมเขานึกว่าเมื่อตนเองกล่าววาจานี้ออกไป เจียงซิ่วรุ่นจะต้องหึงหวงจนหน้าเปลี่ยนสี คิดไม่ถึงว่านางเพียงยิ้มเล็กน้อย จงใจเอนตัวเข้ามาทางเขาอีกนิด และกระซิบว่า “เหตุใดข้าถึงไม่รู้ว่าเจ้ายังรับตำแหน่งซ้อนเป็นผู้ดูแลเรื่องภายในของจวนรัชทายาทด้วยเล่า คืนนี้ต้องรบกวนเจ้าตั้งขบวนยกถาดป้ายชื่อไปที่เบื้องหน้าพี่ใหญ่ของเจ้าด้วยหรือไม่ จะได้ดูให้ดีๆ ว่าเขาพลิกป้ายชื่อของใคร และคืนนี้จะมี ‘เปลี่ยนรสชาติ’ ด้วยหรือไม่”
เฟิ่งอู่ช้อนสายตามองนาง สีหน้าของสตรีนางนี้ดูจริงจังอย่างยิ่ง ทว่าในคำพูดกลับเสียดสีเย้ยหยันกล่าวหาว่าเขาเป็นข้ารับใช้ของเฟิ่งหลีอู๋ ช่างน่ารังเกียจมากจริงๆ!
แต่ในดวงตานั้นกลับพานจะต้องฉายแววเจ้าชู้ยั่วยวนผู้คนไปหมด…
เวลานี้เองด้านหลังของเจียงซิ่วรุ่นก็มีคนกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หัวหน้ากองเจียงกำลังพูดคุยเรื่องใดอยู่หรือ”
Comments



