กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น
ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 78-79
วันต่อมา ยามเช้าตรู่เฟิ่งหลีอู๋ไปเข้าร่วมประชุมราชสำนักนานแล้ว ส่วนเจียงซิ่วรุ่นบิดขี้เกียจอยู่พักหนึ่ง เพื่อผ่อนคลายความปวดเมื่อยที่หลังเอว ก่อนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เพราะว่าจีอู๋เจียงถูกขังคุก แม้หลังเกิดเรื่องจะได้ตรวจสอบฐานะตัวตนของเขาอย่างชัดเจนแล้ว แต่หากปล่อยคนออกไป ก็จำเป็นต้องมีคนรับรองยืนยันฐานะตัวตนของเขา
เจียงซิ่วรุ่นไม่อยากให้เจียงจือออกหน้า นางย่อมต้องมาด้วยตนเอง ดังนั้นหลังจากลุกจากเตียงล้างหน้าบ้วนปากแล้วก็ไปที่คุกลงนามรับรองฐานะให้จีอู๋เจียงออกมา
จีอู๋เจียงแม้จะโดนจับขังคุกแท้ๆ แต่ตอนที่ออกมาไม่เห็นความห่อเหี่ยวหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับเหมือนมั่นใจว่าเจียงซิ่วรุ่นจะต้องมารับเขาออกไปอย่างไรอย่างนั้น
ยามเช้าที่สดใสของปลายฤดูร้อน อากาศยังคงสดชื่นอย่างยิ่ง
แม้บนเสื้อผ้าของจีอู๋เจียงจะมีรอยยับอยู่บ้าง แต่สภาพจิตใจกลับดีเป็นอย่างมาก ยิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยน
นับขึ้นมาแล้วเจียงซิ่วรุ่นไม่เคยมีสีหน้าดีๆ ให้กับสหายเก่าในอดีตผู้นี้มาโดยตลอด แต่ไม่เคยเห็นจีอู๋เจียงโกรธเลย เห็นได้ชัดเจนว่าเขามีนิสัยสุขุมเยือกเย็นมาก
เพียงแต่เจียงซิ่วรุ่นไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย นางกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “ที่ควรจะบอกก็ได้บอกกับท่านจนชัดเจนไปแล้ว กลับยืนกรานที่จะเกี่ยวพันเช่นนี้ เพราะประสงค์สิ่งใดกันแน่”
จีอู๋เจียงได้แต่ประสานมือน้อมคำนับอีกครั้ง แล้วพูดว่า “ขอคุณชายน้อยโปรดอย่าได้วิตก วันนั้นผู้น้อยได้ยินอย่างชัดเจนแล้ว และรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าวาจาของท่านมีเหตุผลยิ่ง ในเมื่อท่านไม่ปรารถนาให้ผู้น้อยรบกวนชีวิตประจำวันของบุตรชายอ๋องคนโต ผู้น้อยย่อมปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอย่างระมัดระวัง ไม่มีทางไปเสาะหาเป็นการส่วนตัวอย่างแน่นอน”
เจียงซิ่วรุ่นเห็นเขารับปากอย่างหนักแน่นเช่นนี้ นางค่อนข้างผิดคาดอยู่บ้าง จึงปรายตามองเขาแวบหนึ่งอย่างอดไม่ได้
จีอู๋เจียงกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “คุกของต้าฉีตรวจค้นร่างกายเข้มงวดยิ่ง เศษเงินบนตัวล้วนถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยงแล้ว ไม่ทราบว่าท่านจะยอมเลี้ยงข้าวผู้น้อยสักมื้อหนึ่งได้หรือไม่”
เจียงซิ่วรุ่นส่งสายตาให้กับไป๋เฉี่ยนที่อยู่ด้านข้าง ไป๋เฉี่ยนก็ควักถุงผ้าปักลายใบหนึ่งโยนให้จีอู๋เจียง กล่าวเสียงกระด้างว่า “เอาไปซื้อของกินเถอะ!”
จีอู๋เจียงกลับส่ายหน้าอย่างจนปัญญากล่าวว่า “ผู้น้อยไม่ใช่ขอทาน เหตุใดท่านต้องทำอย่างขอไปทีเช่นนี้ด้วย ครั้งนี้ปออ๋องนอกจากจดหมายแล้ว ยังมีวาจาส่งต่อมาถึงบุตรชายอ๋องคนเล็กด้วย ผู้น้อยย่อมต้องทำงานให้ท่านอ๋องจนเสร็จสิ้นกระมัง”
อันที่จริงเจียงซิ่วรุ่นก็อยากรู้ความคิดของบิดาว่าเหตุใดอยู่ๆ ก็เกิดความคิดยอมให้นางทำตัวเป็นบุตรชายขึ้นมาได้
ดังนั้นหลังจากคิดแล้วคิดอีกนางก็ไปที่หอน้ำชาที่อยู่เยื้องกับถนน สั่งขนมและของว่างหลายอย่าง และแยกกันนั่งลงที่สองฝั่งโต๊ะประจันหน้ากัน
จีอู๋เจียงประสานมือน้อมคำนับให้เจียงซิ่วรุ่นก่อน จากนั้นจึงพูดว่า “นับแต่ได้พบกันที่ซุ่นเต๋อ วาจาที่ท่านเตือนสติผู้น้อย ประหนึ่งเพิ่มสติปัญญาเข้าไปในสมอง การที่ผู้น้อยดึงดันจะยัดเยียดภาระรับผิดชอบในการสร้างความรุ่งเรืองของแว่นแคว้นไว้บนตัวของบุตรชายอ๋องคนโตนั้นช่างเป็นการไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ ดังนั้นจึงคิดทบทวนตนเอง และกลับไปที่ยังแคว้นปอทูลขอต่อปออ๋องกลับเข้ารับตำแหน่งขุนนาง ที่มาต้าฉีครั้งนี้เพราะท่านอ๋องได้ข่าวว่าต้าฉีก่อสร้างคลองขนส่ง จำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน จึงส่งสิ่งของจำพวกไม้และหินมายี่สิบลำเรือเพื่อแสดงความจริงใจ และยังสั่งให้ผู้น้อยมาเยี่ยมเยียนบุตรชายอ๋องทั้งสองไปพร้อมกันเลย…เป็นเพราะผู้น้อยบังอาจเปิดเผยสถานการณ์ในขณะนี้ของท่านต่อท่านอ๋อง หากคุณชายน้อยไม่พอใจ ก็ลงโทษผู้น้อยได้เต็มที่ขอรับ”
จีอู๋เจียงพูดอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด แต่เจียงซิ่วรุ่นกลับรู้อยู่แก่ใจว่าขั้นตอนพวกนี้จะต้องคดเคี้ยวและซับซ้อนมากเป็นแน่
บุรุษผู้งามสง่าเบื้องหน้านางผู้นี้ไม่ใช่พวกสามัญเลยแม้แต่น้อย การที่เขาหันกลับไปรับตำแหน่งในแคว้นปอ แล้วยังเรียกร้องสถานะในราชวงศ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายให้กับเจียงเหอรุ่นอีก คาดว่าจะต้องมีจุดประสงค์ที่ลึกล้ำอยู่ เพียงแต่ไม่ทราบว่าแท้ที่จริงเขาคิดจะทำอันใดกันแน่
ดังนั้นเจียงซิ่วรุ่นจึงดื่มชาคำหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ขอให้ท่านโปรดกล่าวมาตามตรง ที่ท่านทำเช่นนี้จุดมุ่งหมายคือสิ่งใด”
จีอู๋เจียงไม่มีเจตนาจะปิดบังแต่อย่างใด เขากล่าวตรงๆ ว่า “ย่อมหวังว่าสักวันหนึ่งคุณชายน้อยเจียงจะเป็นเหมือนกับบุตรชายอ๋องคนโต สามารถกลับไปยังแคว้นปอได้อย่างมีเกียรติยศและถูกต้องชอบธรรม”
เจียงซิ่วรุ่นขมวดคิ้วไม่กล่าวอันใด จีอู๋เจียงกลับเงยหน้าขึ้นมามองเจียงซิ่วรุ่น กล่าวช้าๆ ว่า “บรรพชนแคว้นปอมาถึงดินแดนตะวันออก ผ่านประสบการณ์พลิกผันมากมาย ผู้น้อยจำได้ว่าในประวัติศาสตร์การอพยพโยกย้ายของผู้นำที่จอมปราชญ์ในยุคก่อนบันทึกไว้ สมัยโบราณได้ปรากฏผู้ครองแคว้นหญิงนามว่าอาไต้ซั่น นางเฉลียวฉลาดและกล้าหาญ ทำให้ราษฎรนับถือศรัทธา และยังนำพาผู้คนลงหลักปักฐานในดินแดนดั้งเดิมของแคว้นปอจนมั่นคง…ท่านเป็นหลานสาวของท่านอ๋องแคว้นปอคนก่อน เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของท่านสืบทอดมาจากเจ้าแคว้นหญิงอาไต้ซั่น บางทีอาจมีสักวันที่ท่านจะเป็นเฉกเช่นเจ้าแคว้นหญิงที่ชี้นำหนทางอันถูกต้องให้กับปวงประชา…”
ม่านตาของเจียงซิ่วรุ่นพลันหดวูบ นางรู้สึกว่าตนเองดูถูกความเหิมเกริมไม่เกรงกลัวใครของจีอู๋เจียงผู้นี้เกินไปเสียแล้ว เขาถึงกับลอบบอกใบ้กับนางว่าในอนาคตจะกลับแคว้นปอไปช่วงชิงตำแหน่งเจ้าแคว้นหญิง นี่คือความเหิมเกริมและบ้าคลั่งเพียงใด
คนที่ในชาติก่อนยืนกรานสนับสนุนเจียงจือผู้เป็นพี่ชายอย่างหัวชนฝา ในชาตินี้ถึงกับเกิดความคิดแปลกประหลาด หันมาสนับสนุนนางให้กลับแคว้นไปสืบทอดบัลลังก์เสียแล้ว! นี่คือสิ่งที่เจียงซิ่วรุ่นไม่เคยคิดฝันมาก่อน
Comments



