บทที่ 91
ฉีอวี้เหม่อมองเสิ่นหุย มองดูเสด็จน้าทรุดนั่งลงบนพื้น เขาก้มหน้าลงจ้องมองกางเกงตัวในของตนที่เปียกชุ่มแนบติดขา ดูเหมือนเพิ่งเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้นเขาก็วิ่งไปด้านข้าง ออกแรงเปิดลิ้นชักแล้วควานหามีดเล่มเล็กในนั้นออกมา สองมือของเขาถือมีดเล่มเล็กไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเสิ่นหุย
เสิ่นหุยมองเขา คิ้วขมวดเป็นปมทีละน้อย
“ทุก…ทุกคนที่รู้เรื่อง…ต้อง…ต้องตายทั้งหมด!” ฉีอวี้พูดอย่างตะกุกตะกัก เสียงของเขาสั่นเครือ สองมือเล็กที่พยายามถือมีดเล่มเล็กก็สั่นเทาเช่นกัน
เขา…ไม่ใช่ นางเบิกตาโต จับจ้องเสิ่นหุย น้ำตาไหลพรากลงมา
เสิ่นหุยไม่ได้พูดอะไร มองนางอย่างเงียบๆ
“แต่ว่า…” มือเล็กที่อ่อนแรงของฉีอวี้สั่น ทันใดนั้นมีดเล่มเล็กในมือก็ตกลงบนพื้น
นางไม่สามารถลงมือกับเสด็จน้าได้ นางทำไม่ได้
“องค์ชาย!” เสียงตื่นตระหนกของแม่นมซุนดังมาจากข้างนอก นางรีบวิ่งมาตลอดทาง แต่ถึงอย่างไรอายุก็มากแล้ว หัวใจที่ร้อนรนวิ่งนำหน้าไปก่อน พอตัวคนมาถึงก็รู้สึกเหนื่อยจนหอบหายใจแรง นางผลักเปิดประตูเข้ามาทันที แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ในห้อง ยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกเล่า นางรีบถอดเสื้อชั้นนอกของตนเองออกแล้วห่อร่างของฉีอวี้เอาไว้
“เหนียงเหนียง หม่อมฉันขอพาองค์ชายไปใส่เสื้อผ้าก่อนนะเพคะ” แม่นมซุนฝืนข่มกลั้นเสียงที่สั่นเครือเอาไว้ อุ้มฉีอวี้วิ่งเข้าไปที่เตียงด้านในสุดของห้อง
มือเล็กของฉีอวี้เกาะไหล่ของแม่นมซุน พยายามยืดคอมองไปทางแผ่นหลังของเสด็จน้า
เสด็จน้ายังคงนั่งอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน
จะทำอย่างไรดี เสด็จน้าทรงรู้แล้ว…
มือเล็กๆ ของนางค่อยๆ กำแน่น นางไม่อยากร้องไห้อีก ทำได้เพียงสูดจมูกแล้วซบใบหน้าเล็กที่เปื้อนน้ำตาบนไหล่ของแม่นมซุน
ก่อนหน้านี้เฉินเยวี่ยให้ขันทีรุ่นเล็กไปเชิญหมอหลวงมาตามคำสั่งของเสิ่นหุย จึงไม่ได้ตามเข้ามาทันที ตอนที่นางกำชับคนข้างนอกเสร็จแล้วรุดมาถึงก็เห็นเสิ่นหุยนั่งอยู่บนพื้นราวกับถูกดึงวิญญาณออกจากร่าง
“เหตุใดเหนียงเหนียงถึงทรงนั่งบนพื้นเล่าเพคะ” เฉินเยวี่ยรีบเข้าไปประคองเสิ่นหุยให้ลุกขึ้นมา
เสิ่นหุยยืนขึ้นอย่างเงียบๆ แล้วหลุบตาลง
แม่นมซุนเช็ดน้ำบนร่างของฉีอวี้จนแห้งอย่างคล่องแคล่วแล้วรีบสวมเสื้อผ้าสะอาดให้อีกฝ่ายด้วยมือที่สั่นเทา พยายามปิดบังความลับที่รักษาอย่างยากลำบากมานานหลายปี
“ฮัดเช่ย!” ฉีอวี้จาม อากาศยามนี้ประเดี๋ยวร้อนประเดี๋ยวหนาว แต่น้ำในแม่น้ำยังคงเย็นอยู่
เสียงจามเบาๆ ของฉีอวี้ทำให้เสิ่นหุยได้สติกลับมา นางถามเฉินเยวี่ยว่า “ไปเชิญหมอหลวงแล้วหรือยัง”
เฉินเยวี่ยพยักหน้า “เหนียงเหนียงทรงวางพระทัยได้เพคะ เตรียมการเรียบร้อยแล้ว อีกครู่หนึ่งหมอหลวงก็มา น้ำร้อนกับน้ำขิงก็เตรียมหมดแล้วเพคะ”
ได้ยินเสิ่นหุยเอ่ยปากพูด ฉีอวี้ก็ลอบเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายคราหนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว ศีรษะน้อยๆ ลดต่ำลง
เสิ่นหุยเดินไปที่เตียง ขมวดคิ้วมองสำรวจฉีอวี้ที่ก้มหน้าอยู่
แม่นมซุนถอนหายใจ นางคุกเข่าไปทางเสิ่นหุยแล้วโขกศีรษะอย่างแรง จากนั้นก็พูดว่า “ฮองเฮาเพคะ เรื่องนี้หม่อมฉันก็เคยลังเลมากเช่นกันว่าจะทูลความจริงกับพระองค์ดีหรือไม่”
นางยังคิดจะเอ่ยปากพูดอีก แต่กลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น
นางกำนัลยกน้ำขิงเข้ามาแล้วรายงานว่าหมอหลวงใกล้จะมาถึงแล้ว
เรื่องนี้สำคัญมาก สถานการณ์ตอนนี้ยิ่งมีคนมากเรื่องก็เปิดเผยได้ง่าย แม่นมซุนเผยอปาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็พูดต่อไปไม่ได้
“ลุกขึ้นก่อนเถิด แล้วค่อยคุยกันภายหลัง” น้ำเสียงของเสิ่นหุยแฝงความเหนื่อยล้าเล็กน้อย
นางนั่งลงข้างเตียง ยื่นมือไปหาฉีอวี้ แต่ฉีอวี้กลับถอยหลังแล้วหลบตาก้มหน้า กัดริมฝีปากไม่พูดอะไร
เสิ่นหุยจึงได้แต่เก็บมือกลับมา
ยามนี้ในใจนางวุ่นวายสับสน ในสมองก็ว้าวุ่นเช่นกัน นางบังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์ พยายามถามด้วยน้ำเสียงปกติ
“ตกลงไปได้อย่างไร”
ฉีอวี้ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้น มองสำรวจเสิ่นหุยด้วยความสงสัย เสด็จน้าถามนางเรื่องนี้เองหรือ จากนั้นดวงตาที่เป็นประกายสดใสของนางก็เศร้าสลดลงทันที พูดด้วยเสียงอู้อี้
“พี่เฉิงอู๋ผลักกระหม่อม…ไม่ๆ หึ กระหม่อมจะไม่เรียกเขาว่าพี่สาวอีกแล้ว!”
นางแค่นเสียงออกจมูกด้วยความไม่พอใจ จากนั้นร่างก็สั่นสะท้าน จามออกมาอีกครา
เสิ่นหุยดึงผ้าห่มบนเตียงมาห่อร่างเล็กของฉีอวี้เอาไว้แล้วโน้มกายจัดมุมผ้าห่มด้านหลังให้นาง
ยามเสิ่นหุยเข้ามาใกล้ ฉีอวี้ได้กลิ่นที่คุ้นเคยจากร่างอีกฝ่าย ดวงตาก็ขึ้นสีแดง น้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง เมื่อครู่ความคิดแรกของนางคืออยากสังหารเสด็จน้าเสีย เหตุใดนางเลวทรามได้ถึงเพียงนั้น ความเสียใจครอบงำหัวใจของนาง นางอยากจะขออภัย แต่พอเผยอปากกลับเปล่งได้เพียงสะอื้นออกมา
ฉีอวี้พูดไม่ออก ทำได้เพียงก้มหน้าหลั่งน้ำตา
ไม่ได้ จะร้องไห้ไม่ได้ นางเบือนหน้าหนี มือเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มกำแน่น
เดิมทีหมอหลวงอยู่บนเรือลำข้างๆ คอยทำหน้าที่ตรวจชีพจรให้เหล่าสนมชายา พอได้ยินว่าฉีอวี้ตกน้ำ ไม่นานนักก็รุดมาถึง เสิ่นหุยลุกขึ้นแล้วหลีกทางให้หมอหลวง
ซย่าชั่นจูรีบเดินเข้ามา เห็นเสิ่นหุยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก แต่นางยังคงรายงานตามความสัตย์จริง “เหนียงเหนียง ลี่ผินคลอดก่อนกำหนดเพคะ”
เสิ่นหุยติดต่อกับสนมชายาในวังไม่มากนัก พยายามย้อนคิดสักครู่ จึงจำรูปลักษณ์ของสตรีผู้นี้ได้
“เหตุใดถึงคลอดก่อนกำหนด หมอหลวงรุดไปถึงแล้วหรือยัง” เสิ่นหุยถาม
“เดิมทีใกล้ถึงกำหนดคลอดอยู่แล้ว หมอหลวงอยู่ที่นั่นตลอดเวลา ตอนนี้หมอหลวงหลายคนอยู่ที่เรือของลี่ผินเพคะ” ซย่าชั่นจูมองสีหน้าของเสิ่นหุย ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อไปว่า “เหนียงเหนียงทรงเป็นห่วงองค์ชายอวี้ แต่ทางด้านลี่ผินควรจะเสด็จไปดูสักนิดนะเพคะ”
เพราะถึงอย่างไรเสิ่นหุยก็เป็นฮองเฮา
เสิ่นหุยพยักหน้า นางหันกลับไปมองฉีอวี้ที่อยู่บนเตียงคราหนึ่ง หมอหลวงกำลังตรวจชีพจรให้เขา จากนั้นนางก็เลื่อนสายตากลับมาแล้วเดินออกไป ตั้งใจว่าจะไปดูลี่ผินสักนิดแล้วค่อยกลับมา
หลังออกจากห้องโดยสารแล้ว เสิ่นหุยก็ก้าวขึ้นไปบนดาดฟ้า สายลมเย็นพัดมา ความหนาวเย็นปะทะเข้าใส่ ทำให้ความสับสนในสมองของนางเลือนหายไปบ้าง จากนั้นนางก็พูดขึ้น
“ถ้าข้าจำไม่ผิด องค์หญิงเฉิงอู๋อายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้นใช่หรือไม่”
“เพคะ เหนียงเหนียงทรงจำไม่ผิด เจ็ดขวบเพคะ”
เสิ่นหุยขมวดคิ้วแล้วสั่งการว่า “เรียกตัวนางมารอบนเรือของข้า”
“เพคะ”
เสิ่นหุยเพิ่งก้าวขึ้นเรือของลี่ผินก็ได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของอีกฝ่ายแล้ว
สนมชายาจำนวนมากต่างรุดมารออยู่ข้างนอกเพื่อแสดงความห่วงใย
เสิ่นหุยใช้เรื่องสุขภาพไม่ค่อยดีเป็นข้ออ้าง ไม่ได้ปรากฏตัวเป็นเวลาสองเดือนกว่าแล้ว พอเหล่าสนมชายาเห็นหน้านางต่างก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพ
เหวินผินและสนมชายาคนอื่นๆ ทำความเคารพเสิ่นหุยพร้อมกัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะลอบมองสำรวจสีหน้าของนาง เห็นว่านางมีสีหน้าเป็นปกติ ไม่เหมือนคนป่วยหนักก็รู้สึกโล่งใจ
“ลุกขึ้นเถิด ลี่ผินเป็นอย่างไรบ้าง เหตุใดถึงคลอดก่อนกำหนด” เสิ่นหุยสอบถาม
“ฮองเฮาเพคะ พวกเราก็เพิ่งมาถึงเช่นกัน ได้ยินว่าไม่รู้ว่าเหตุใดลี่ผินถึงคลอดก่อนกำหนดทั้งที่ไม่ถูกกระแทกหรือหกล้มอะไร พวกเราเป็นห่วงทายาทมังกรจึงรีบมากันทันที” เสียนกุ้ยเฟยพูด
เสิ่นหุยพยักหน้า
เสียงร้องแหลมโหยหวนของลี่ผินดังขึ้นทีละน้อย ทำให้คนฟังหนังศีรษะชา
เดิมทีเสิ่นหุยกำลังนึกถึงเรื่องของฉีอวี้อยู่ พอได้ยินเสียงร้องน่าเวทนาเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ ไม่รู้ว่าหมอหลวงมากันกี่คน มีคนเพียงพอหรือไม่ นางเข้าไปในห้องโดยสาร คิดจะเข้าไปดูสถานการณ์ข้างใน
เมื่อเห็นฮองเฮาเข้าไป สนมชายาคนอื่นๆ ย่อมต้องเดินตามเข้าไปด้วย
ห้องทำคลอดไม่สะดวกในการเข้าออก ฮองเฮากับสนมชายาคนอื่นๆ ต่างไม่ได้เข้าไปในห้องทำคลอด เพียงเข้าไปที่ห้องชั้นนอกเท่านั้น หมอหลวงกับนางกำนัลเห็นเสิ่นหุยกับสนมชายาคนอื่นๆ เข้ามาก็รีบหยุดสิ่งที่กำลังทำอยู่แล้วทำความเคารพ
“ทุกคนไม่ต้องมากพิธี รีบไปทำงานของตนเองเถิด” เสิ่นหุยถามหมอหลวงว่า “ลี่ผินเป็นอย่างไรบ้าง”
“ทูลฮองเฮา พวกกระหม่อมจะทำอย่างสุดความสามารถ แม้ว่าลี่ผินจะคลอดก่อนกำหนด แต่กำหนดคลอดของนางเหลืออีกเพียงเจ็ดแปดวันเท่านั้น น่าจะไม่มีปัญหาอะไรพ่ะย่ะค่ะ”
ผู้ที่เป็นหมอหลวงปกติจะพูดจาคลุมเครืออยู่แล้ว เสิ่นหุยได้พบปะกับท่านหมอหลากหลายประเภทมาตั้งแต่เด็ก หากหมอหลวงพูดเช่นนี้ เช่นนั้นลี่ผินก็น่าจะไม่เป็นไร นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งใจ เพิ่งเดินออกไป นางกำนัลก็มารายงานว่าฮ่องเต้มาถึงแล้ว
ไม่ได้พบฮ่องเต้มาสองเดือนกว่า พอได้พบเขาอีกครั้ง เสิ่นหุยก็พบว่าฮ่องเต้ผ่ายผอมลงไปมาก สีหน้าก็ไม่ค่อยดีนัก รอยคล้ำใต้ดวงตาชัดเจน
เสิ่นหุยกับเหล่าสนมชายาทำความเคารพเขาพร้อมกัน ฮ่องเต้บอกว่าไม่ต้องมากพิธี พอมองเห็นเสิ่นหุย ฮ่องเต้ก็ตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด เขาขมวดคิ้วไม่ได้พูดอะไร เพียงก้าวยาวๆ เข้าไปในห้องทำคลอด
เสิ่นหุยเห็นว่าที่ที่ฮ่องเต้เดินผ่าน เหล่าสนมชายาต่างขยับถอยหลังไปอย่างเงียบๆ
ประตูระหว่างห้องชั้นในกับห้องชั้นนอกนั้นไม่เก็บเสียง ดังนั้นคำพูดที่ฮ่องเต้พูดหลังจากเข้ามาในห้องทำคลอดจึงดังออกไปได้อย่างง่ายดาย
“องค์ชายน้อยของเราคลอดหรือยัง” เขาถาม
ลี่ผินยังคงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ คำพูดของเขาช่างเป็นคำพูดที่ไร้สาระอย่างยิ่ง
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท…” ลี่ผินมองฮ่องเต้ด้วยน้ำตาเอ่อคลอ
“วางใจได้ เจ้าจะไม่เป็นไร ต้องให้กำเนิดองค์ชายน้อยให้เราสำเร็จได้แน่นอน” ฮ่องเต้เอ่ยปลอบนางอย่างอดทนหลายประโยค
ตอนเขามาคิดอยากจะรีบมาเพื่อใช้ไอมังกรปกป้องคุ้มครองให้องค์ชายน้อยคลอดออกมาอย่างปลอดภัย แต่พอมาถึงห้องทำคลอด กลิ่นเลือดที่รุนแรงทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้ สภาพที่ไม่น่ามองและเสียงตะโกนของลี่ผินทำให้เขารู้สึกรังเกียจมากขึ้นไปอีก
เขาอยู่ในห้องทำคลอดสักครู่ ความคาดหวังต่อการกำเนิดขององค์ชายน้อยทำให้เขาอดทนกับความอึดอัดในการอยู่ที่นี่ บังคับตนเองให้อยู่ที่นี่ต่อไป
เมื่อเวลาผ่านไปฮ่องเต้มองดูลี่ผินที่กำลังพยายามคลอดบุตร ในใจก็มีความสงสัยผุดขึ้นมาทันใด ครรภ์นี้จะเป็นองค์ชายจริงๆ หรือ
เขาต้องการองค์ชายมากเหลือเกิน
ถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่กล้ามั่นใจว่าฉีอวี้เป็นบุตรของเขาหรือไม่ ตามข้อเท็จจริงแล้วก็น่าจะเป็น แต่จะเป็นจริงๆ หรือไม่นั้น ฮ่องเต้ก็ไม่แน่ใจแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาถามตนเองซ้ำไปซ้ำเช่นนี้มาโดยตลอด
ยามนี้ฮ่องเต้มีบุตรสาวเจ็ดสิบเจ็ดคนแล้ว อันที่จริงเขารู้ดีถึงกลอุบายสกปรกในตำหนักใน มีองค์ชายน้อยหลายพระองค์ตายตั้งแต่เด็กจากการต่อสู้ของเหล่าสตรี แต่ว่าเขาไม่สามารถเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่าในบุตรจำนวนหลายสิบคน เขามีบุตรชายเพียงคนเดียวได้
หรือเขาไม่สามารถมีบุตรชายได้จริงๆ
เขารู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถจะเป็นฮ่องเต้ได้ ดังคำกล่าวที่ว่าอะไรนะ ฮ่องเต้นั่งครุ่นคิดอยู่นานก็นึกขึ้นได้ว่าคำกล่าวนั้นคือคุณธรรมการกระทำไม่คู่ควรกับตำแหน่ง
แปดปีมานี้เขารู้ดีว่าตนเองไม่ใช่ฮ่องเต้ที่ดี
เช่นนั้นสวรรค์ลงโทษเขาใช่หรือไม่ ไม่ยอมให้เขามีทายาทใช่หรือไม่
ความคิดนี้ซ่อนอยู่ในใจของเขามานานหลายปี เขาไม่เคยพูดออกมา โต้แย้งอยู่ในใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ว่าจะโต้แย้งอย่างไร ความคิดนี้ก็ยังซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจดังเดิม
ฮ่องเต้อธิบายได้ไม่ชัดเจนเช่นกันว่าเหตุใดเขาถึงคิดว่าตนเองไม่สามารถมีทายาทได้แล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นฉีอวี้เติบโตอย่างปลอดภัยจนถึงอายุสี่ขวบก็ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตนเอง
ร่างกายของเขาเริ่มคันอีกครั้ง ฮ่องเต้เกาแขนเกาขาอย่างรู้สึกไม่สบายตัว หมอหลวงบอกว่าเขาเป็นกามโรคระยะเริ่มต้น สามารถรักษาให้หายดีได้ แต่อยากให้เขาระงับความปรารถนาทางเพศ
แต่เขากลับไม่เชื่อฟัง ไม่ให้เขาแตะต้องสตรีนั้นเป็นเรื่องยากเหลือเกิน ฮ่องเต้คิดว่าชีวิตที่ดีของตนลดน้อยลงเรื่อยๆ เขาทนไม่ได้ที่จะไม่ได้มีอะไรกับหญิงงามเหล่านั้น
ร่างกายยิ่งคัน ในใจก็ยิ่งหงุดหงิด
ไม่ได้ เขาเป็นโอรสสวรรค์ ไม่ใช่เศษสวะที่ให้กำเนิดบุตรชายไม่ได้!
ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืนทันที เดินไปที่เตียง สองมือกดไหล่ของลี่ผินพลางพูดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันว่า “รีบคลอดบุตรชายให้เรา! รีบคลอดออกมา! บุตรชายของเรา! ถ้าเจ้าไม่คลอดบุตรชายของเราออกมาอย่างปลอดภัย เราจะประหารตระกูลของเจ้าเก้าชั่วโคตร!”
เสิ่นหุยที่อยู่ด้านนอกฟังเสียงกดดันของฮ่องเต้แล้วก็ขมวดคิ้ว
ไม่นานนักเสียงร้องของทารกก็ดังขึ้นมา
หมอตำแยรายงานเสียงสั่นว่า “ยินดีกับฝ่าบาทด้วยเพคะ เป็น…เป็นองค์หญิงเพคะ…”
“เศษสวะ! เศษสวะ!”
เสียงร้องตกใจดังมาจากในห้องทำคลอด มีเสียงร้องอย่างสิ้นหวังของลี่ผินและมีเสียงร้องตกใจที่สะกดกลั้นไม่อยู่ของนางกำนัล
เสิ่นหุยตกใจจึงผลักประตูวิ่งเข้าไป
ฮ่องเต้โยนองค์หญิงน้อยที่เพิ่งเกิดลงพื้นอย่างแรง ใช้เท้าเหยียบบนร่างบุตรสาวตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตาของเขาแดงก่ำ ไม่เหมือนมนุษย์อีกแล้ว
เสิ่นหุยใบหน้าซีดเผือด เกาะผนังห้องจึงประคองตัวไม่ให้ล้มลงได้ น้ำตาไหลลงมาในทันใด
ตรงหน้าของนางปรากฏภาพพี่สาวคนรอง พี่สาวมักจะยิ้มให้นางด้วยดวงตาอ่อนโยนเสมอ
หลังคลอดบุตรพี่สาวเลือดไหลไม่หยุด หายใจรวยรินอยู่หลายวัน สุดท้ายเลือดก็ไหลหมดตัวจนตาย
นางถูกกักตัวไว้หนึ่งปี ตอนมีชีวิตอยู่ได้รับการกดขี่ข่มเหงมากมาย ก่อนตายได้รับความหวาดกลัวและบังคับข่มขู่อย่างไรกันแน่
เสิ่นหุยหลับตาลง กล้ำกลืนน้ำตากลับลงไป เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็จ้องนิ่งไปที่ฮ่องเต้
เสียงพูดดังก้องอย่างคลุ้มคลั่งอยู่ภายในใจของนาง
สังหารเขา! สังหารเขา! เสิ่นหุย สังหารเขาเสีย!
บทที่ 92
หมอหลวงเขียนใบสั่งยาให้ฉีอวี้เพื่อป้องกันไม่ให้นางเป็นหวัด ฉีอวี้ดื่มยาที่เคี่ยวเสร็จแล้วได้ไม่นานก็นอนหลับไป พอตกอยู่ในห้วงฝันนางก็ขมวดคิ้ว สองมือเล็กจับมุมผ้าห่มแน่น เป็นการแสดงท่าทางป้องกันตนเองอย่างหนึ่ง
แม่นมซุนนั่งอยู่ข้างเตียง คอยเฝ้าฉีอวี้ นางกำนัลต่างออกไปหมดแล้ว มีนางคอยเฝ้าข้างกายฉีอวี้เพียงคนเดียว
แม่นมซุนมองดูใบหน้าของฉีอวี้ที่คล้ายคลึงกับเสิ่นผู ดวงตาก็ค่อยๆ แดงขึ้น น้ำตาไหลลงมา หยดลงบนหลังมือของนาง แม่นมซุนตกใจ รีบเช็ดน้ำตาทันที
ยามนี้น้ำตาไม่มีประโยชน์ นางต้องเข้มแข็ง
แต่ทุกครั้งที่นางมองใบหน้าของฉีอวี้ที่คล้ายคลึงกับเสิ่นผูก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกควักหัวใจ นางเป็นแม่นมของเสิ่นผู คอยเฝ้าดูเสิ่นผูเติบโต ปฏิบัติต่อเสิ่นผูเหมือนเป็นบุตรของตนเอง
อีกฝ่ายเป็นสตรีที่ดีมากผู้หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร วาดภาพ โคลงกลอน สุราชงชา ไม่มีสิ่งใดไม่เชี่ยวชาญ ทั้งยังเขียนบทความที่ได้รับการยกย่องจากอาจารย์ มีฝีมือเย็บปักที่ดีงาม ทำอาหารก็ดีเลิศ นางมักจะอ่านตำราพิชัยสงครามร่วมกับพี่ชายคนโต แม้แต่ความรู้ทางการแพทย์ง่ายๆ ก็มีอยู่บ้างเช่นกัน
นางจะเอาเงินใช้จ่ายส่วนตัวออกมาเพื่อช่วยเหลือคนยากจนตั้งแต่ยังเล็ก และตอนที่มีคนหัวเราะเยาะเสิ่นหุยว่าเป็นคนขี้โรคคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน นางก็จะถือแส้ไปฟาดคนถึงบ้าน
ตัวคนก็รูปโฉมงดงาม เวลายิ้มแล้วดูอ่อนโยน ตอนที่นางยิ้มให้เหมือนมีธารน้ำไหลริน ให้ความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างยิ่ง
แม่นมซุนยื่นมือออกมา อยากจะลูบคิ้วของฉีอวี้ แต่เกรงว่าจะทำให้นางตื่น จึงเก็บมือกลับมา แม่นมซุนนึกถึงรูปโฉมของเสิ่นผูขึ้นมาอีกครั้ง บุตรสาวสามคนของสกุลเสิ่นล้วนงดงามราวเทพธิดา ต่างมีเสน่ห์เฉพาะตัว ฉีอวี้ยังเด็กอยู่ หากจะพูดกันแล้ว เสิ่นหุยมีความคล้ายคลึงกับพี่สาวคนรองอยู่ห้าหกส่วน
สตรีทั้งสามล้วนมีรูปโฉมงดงาม เสิ่นผูให้ความสำคัญกับใบหน้าของตนเองที่สุด หากไม่ระวังทำใบหน้าสกปรก นางจะไม่เบิกบานใจอยู่เป็นนาน แต่นางที่ให้ความสำคัญกับใบหน้าตนเองเช่นนี้กลับถูกฮ่องเต้เผาใบหน้า
แม่นมซุนไม่อยากจะนึกถึงวันเวลาที่เหมือนฝันร้ายอีกครั้ง
ในปีนั้นนางได้แต่มองดูเสิ่นผูถูกกลั่นแกล้งราวตกจากสวรรค์ลงไปอยู่ในโคลนตมเช่นไร สตรีอ่อนโยนที่ชอบยิ้มเช่นนั้นไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอีกต่อไป อีกฝ่ายโอบรอบคอของนางอย่างอ่อนแรง ถามด้วยความเศร้าใจว่า ‘เขาจะมาช่วยข้าออกไปได้จริงๆ หรือ’
‘แน่นอนเพคะ! ซื่อจื่อต้องมาแน่นอน!’ แม่นมซุนพูดอย่างหนักแน่น
เสิ่นผูส่ายหน้าช้าๆ พึมพำเสียงเบาว่า ‘ไม่ทันแล้ว ข้าทนต่อไปไม่ไหวแล้ว…’
ทุกครั้งที่คิดถึงเซียวฉี่ แววตาของเสิ่นผูจะอ่อนโยนขึ้น นางขยับเบียดไหล่ของแม่นมซุน พูดเสียงอ่อนแรงว่า ‘แม่นม อย่าให้เขามาจะดีกว่า ลืมข้าไปเสีย ใช้ชีวิตให้ดีๆ…’
เสิ่นผูน้ำตาไหลลงมา หัวใจแตกสลาย แต่นางยังคงยิ้มจนดวงตายกโค้ง น้ำตายังคงอุ่นร้อนเช่นกัน
ภาพตรงหน้าตัดสลับเปลี่ยนเป็นวันที่เสิ่นผูคลอดบุตร
วันนั้นฮ่องเต้เมาสุรา
ทุกคนในวังต่างรู้ว่าอย่าทำให้ฮ่องเต้ที่เมาสุรากริ้วเด็ดขาด
เขาโซเซล้มลุกคลุกคลานบุกเข้ามา ปากก็พร่ำพูดว่า ‘เศษสวะที่ให้กำเนิดบุตรชายไม่ได้’ เขาออกแรงบีบคอของเสิ่นผู ถลึงตามองแล้วก่นด่า ‘เศษสวะ ถ้าเจ้าคลอดบุตรชายให้เราไม่ได้ เราจะสังหารเจ้าทั้งครอบครัว! ประหารเจ้าเก้าชั่วโคตร! เศษสวะ! เจ้ามันเศษสวะ!’
เขาก่นด่าพลางเดินโซเซไปมา สุดท้ายเพราะเมาสุราจนหลับไปเสียก่อน จึงไม่ได้รอจนกระทั่งเสิ่นผูคลอดบุตร
ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาพูดเพราะเมามาย มีเรื่องเหลวไหลโหดร้ายใดบ้างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน
เสิ่นผูสติสัมปชัญญะหลุดลอยไปแล้ว น้ำตาอาบแก้ม ใบหน้าซีดเผือดท่าทางอ่อนแรง นางมองไปทางแม่นมซุน พูดอะไรไม่ออกแล้ว
‘ต้องเป็น…เป็นองค์ชายเพคะ!’ แม่นมซุนได้ยินตนเองพูดเช่นนี้
เรื่องปลอมเป็นองค์ชายนี้เป็นความคิดของแม่นมซุนเอง
แม่นมซุนรู้ว่านี่เป็นการกระทำที่บ้าระห่ำและเสี่ยงอันตราย อาจถูกเปิดโปงได้ทุกเมื่อ แต่นางทนไม่ได้ที่จะเห็นเสิ่นผูจากไปทั้งที่ยังคงเป็นกังวลต่อครอบครัว! อีกฝ่ายทนทุกข์ทรมานมากพอแล้ว…
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นเวลาสี่ปี แม่นมซุนกังวลอยู่เสมอว่าความจริงจะถูกเปิดเผย ไม่เคยนอนหลับสนิทเลยสักวัน
เสียงฝีเท้าดึงแม่นมซุนกลับมาจากความทรงจำ นางกำนัลรุ่นเล็กเดินเข้ามารายงานเสียงเบาว่า “ฮองเฮาเสด็จมาแล้ว ทรงให้แม่นมไปพูดคุยที่ด้านหน้าเจ้าค่ะ”
แม่นมซุนเช็ดน้ำตาที่หางตา มองฉีอวี้ด้วยความรักใคร่เมตตาคราหนึ่งจึงจากไปอย่างเงียบๆ แล้วปิดประตูเบาๆ
หลังจากปิดประตูแล้ว ฉีอวี้ที่นอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแผงขนตาหนาสั่นไหว ดวงตาแดงก่ำลืมขึ้น นางเหม่อมองเพดานเตียง
นางไม่ได้นอนหลับ จึงรู้ว่าแม่นมซุนร้องไห้ แต่ปกติแม่นมซุนมักจะปั้นหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ คงไม่อยากให้นางเห็นกระมัง นางจำต้องหลับตาแสร้งทำเป็นนอนหลับ
ตั้งแต่ฉีอวี้จำความได้ แม่นมซุนจะพูดเตือนกรอกหูนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้นางใส่กางเกงของตนเองให้ดี อย่าให้ใครเห็นนางในสภาพเปลือยกาย
มิฉะนั้นหากนางถูกลากไปสังหารทิ้ง แม่นมซุนก็จะถูกตัดศีรษะไปพร้อมกับนางด้วย
ตอนนั้นนางยังไม่รู้เรื่อง ฟังคำพูดของแม่นมซุนอย่างงุนงง เห็นอีกฝ่ายยกมือทำท่าเชือดคอก็ตกใจจนร้องไห้เสียงดัง
แม่นมซุนดุมาก แต่ก็ดีต่อนางมากจริงๆ นางพึ่งพาแม่นมซุนมาตั้งแต่เด็ก ทุกวันต้องอยู่ข้างกายอีกฝ่าย
นับตั้งแต่นางจำความได้ก็ถูกแม่นมซุนกำชับครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ทำให้นางรู้จักการปิดบังความลับก่อนวัยอันควร
และความลับนี้ทำให้นางรู้ความเร็วเกินวัย
แม่นมซุนพูดว่าตอนนี้นางเป็นองค์ชายเพียงหนึ่งเดียวในวังหลวง หากโชคดีเติบใหญ่ได้อย่างราบรื่น ออกจากวังหลวงไปเป็นท่านอ๋องปกครองเขตแดนอื่น นั่นถือว่าเป็นความปลอดภัยที่สุด
แต่หากได้เป็นรัชทายาทจะมีดวงตาจับจ้องนางมากขึ้น ทำให้นางปิดบังต่อไปไม่ได้
ดังนั้นนางจึงเชื่อฟังเป็นอย่างดี แสดงเป็นองค์ชายที่ฮ่องเต้รังเกียจ ซุกซนช่างก่อเรื่อง ทำให้ทุกคนในวังหลวงอยู่ห่างไกลจากนาง เห็นนางก็อยากจะอยู่ให้ห่างสักนิด เมื่อไม่มีใครมาสนิทสนมกับนางย่อมไม่มีคนอยากจะถอดกางเกงของนางออก
ฉีอวี้กับแม่นมซุนหวังให้มีองค์ชายกำเนิดขึ้นในวังหลวงมากกว่าใคร จะให้ดีต้องถูกแต่งตั้งเป็นรัชทายาทในเร็ววัน พวกนางสองคนรอแล้วรอเล่า พอหลันเฟยให้กำเนิดฉีหรง สายลับที่แม่นมซุนแทรกไว้ข้างกายฮ่องเต้ก็ส่งข่าวมาว่าฮ่องเต้ต้องการแต่งตั้งฉีหรงเป็นรัชทายาททันที พวกนางได้ยินดังนั้นก็ยินดีอย่างยิ่ง
แต่ทำเช่นนั้นไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบ ขุนนางใหญ่มากมายในราชสำนักต่างไม่เห็นด้วย
แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า
วันหนึ่งขณะที่ฉีอวี้เล่นน้ำแข็งอยู่ นางจึงตัดสินใจปีนขึ้นต้นไม้แล้วกระโดดลงไปอย่างกล้าหาญ เพราะฮ่องเต้ไม่มีทางแต่งตั้งคนพิการเป็นรัชทายาทเด็ดขาด ไม่แน่ว่าอาจแต่งตั้งฉีหรงเป็นรัชทายาทในทันทีก็ได้!
สำหรับนางแล้วบัลลังก์มังกรที่ยั่วยวนใจนั่นเป็นอันตรายยิ่งกว่า
แต่นางไม่ได้ความ แค่ตกลงมาข้อเท้าแพลง ได้แต่ซบหน้าลงบนแผ่นอกของแม่นมซุนอย่างเศร้าใจ
ฉีอวี้ที่ยังคงลืมตาพลิกตัวนอนตะแคง ในสมองเล็กๆ ของนางคิดเรื่องมากมายส่งเดช นอนไม่หลับสักนิด
สือซิงเห็นนางตื่นแล้วจึงเดินเข้ามาถามว่า “องค์ชายไม่บรรทมแล้วหรือ จะสรงน้ำร้อนให้สบายตัวก่อนหรือไม่เพคะ”
ฉีอวี้ส่ายหน้า พลิกตัวหันหน้าไปทางด้านในของเตียง
สี่ปีแล้วนางไม่เคยได้แช่น้ำดีๆ สักครั้ง ทุกครั้งที่อาบน้ำจะเป็นแม่นมซุนช่วยอาบให้ และทุกครั้งก็จะทำอย่างรวดเร็วมาก เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น หรือมีคนบุกเข้ามาเห็น
พอเห็นดังนี้สือซิงก็คิดว่าฉีอวี้ยังง่วงอยู่ จึงห่มผ้าห่มให้อีกฝ่ายแล้วถอยออกไปอย่างเงียบๆ
เสิ่นหุยนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ย นิ่งเงียบฟังคำอธิบายของแม่นมซุนจนจบ
“…ตอนเหนียงเหนียงเพิ่งเสด็จเข้ามาในวัง หม่อมฉันเคยคิดว่าจะบอกเรื่องนี้ให้เหนียงเหนียงทรงทราบดีหรือไม่ แต่พระองค์เข้าวังได้ไม่กี่วันก็ประชวร พระองค์ประชวรเช่นนั้น หม่อมฉันก็ไม่อยากให้ทรงเป็นห่วง ทั้งยังกลัวว่าจะเพิ่มความยุ่งยากให้พระองค์เพคะ” ความลับนี้ถูกเก็บซ่อนไว้ในใจมานานหลายปีเหลือเกิน แม่นมซุนบอกความจริงแก่เสิ่นหุยทั้งหมดภายในคราเดียว ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “หลายเดือนที่ผ่านมานี้หม่อมฉันกับองค์ชายลังเลมาโดยตลอดว่าจะบอกเรื่องนี้ให้พระองค์ทรงทราบดีหรือไม่…”
เสิ่นหุยมองสำรวจการตกแต่งภายในห้องอย่างเงียบๆ
ห้องนี้ไม่ใหญ่ ตลอดทางบนเรือลำนี้ถูกจัดเก็บเป็นสถานที่อ่านหนังสือของฉีอวี้ สิ่งของที่นี่ล้วนเป็นของที่ฉีอวี้ใช้เป็นประจำ ไม่มีร่องรอยของเด็กหญิงแม้แต่น้อย
เห็นเสิ่นหุยไม่พูดอะไรอยู่นาน แม่นมซุนจึงขมวดคิ้วพูดอีกว่า “เหนียงเหนียง?”
เสิ่นหุยพยักหน้าช้าๆ แล้วพูดว่า “ข้ารู้แล้ว”
เมื่อเห็นท่าทีของนางเช่นนี้ แม่นมซุนกลับทำอะไรไม่ถูก
นางกำนัลเคาะประตูอยู่ด้านนอก รายงานว่า “องค์ชายอวี้ตื่นบรรทมแล้ว ทรงอยากพบแม่นมซุนเจ้าค่ะ”
“แม่นมไปเถิด” เสิ่นหุยพูด
แม่นมซุนมองสำรวจสีหน้าของเสิ่นหุยอีกครั้ง จากนั้นก็ลุกขึ้นจากไป เร่งฝีเท้าไปที่ห้องของฉีอวี้ที่อยู่ด้านข้าง
เสิ่นหุยนั่งอยู่คนเดียวที่นี่เป็นเวลานาน เดิมทีนางคิดอะไรหลายอย่างเอาไว้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นความคิดถึงที่มีต่อพี่สาว
ผ่านไปอีกครู่หนึ่งเสิ่นหุยจึงลุกขึ้นเดินไปที่ห้องด้านข้าง ตอนไปถึงเห็นฉีอวี้กำลังถือชามกินบัวลอยในนั้นคำโต
ผมของฉีอวี้สยายลงมา กึ่งเปียกกึ่งแห้ง เห็นได้ชัดว่าหลังจากแม่นมซุนมาก็รีบช่วยอาบน้ำให้นางทันที
เห็นเสิ่นหุยมา ฉีอวี้ก็ตกใจ นางเลื่อนสายตากลับมาแล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง กลืนบัวลอยที่อยู่ในปากลงไป ทั้งที่เป็นบัวลอยแป้งนุ่มลื่นรสหวาน แต่เวลานี้กลับทั้งเหนียวติดคอทั้งเลี่ยน
เสิ่นหุยเดินเข้าไปหา นั่งลงข้างเตียงแล้วถามว่า “อร่อยหรือไม่”
ฉีอวี้ก้มหน้า ไม่ส่งเสียงใด
“วุ่นวายมาครึ่งค่อนวัน ข้าก็หิวแล้วเช่นกัน” เสิ่นหุยโน้มกายไปกุมมือเล็กของฉีอวี้ที่จับช้อนอยู่ ตักบัวลอยขึ้นมากินหนึ่งลูก
มือเล็กของฉีอวี้สั่นเล็กน้อย นางนึกขึ้นได้ทันใดว่าตอนเทศกาลหยวนเซียว นางเคยกินบัวลอยชามเดียวกันกับเสด็จน้า!
จู่ๆ ฉีอวี้ก็ร้องไห้ออกมาพลางพูดว่า “กระหม่อม…กระหม่อม…กระหม่อมไม่รู้…ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไป…ไปหยิบมีดมา ฮือๆๆๆ…”
ขออภัยๆๆ!
ดวงตาของเสิ่นหุยปวดแปลบ รีบส่งชามบัวลอยให้แก่แม่นมซุนที่อยู่ข้างๆ แล้วดึงร่างเล็กของฉีอวี้มาไว้ในอ้อมกอด ลูบแผ่นหลังของนางเบาๆ
คงเป็นเพราะความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกของนางกระมัง
เสิ่นหุยก้มหน้าจุมพิตเรือนผมกึ่งเปียกกึ่งแห้งของฉีอวี้เบาๆ แล้วพูดอย่างอ่อนโยนว่า “แต่ว่าอวี้เอ๋อร์วางมีดลงแล้ว ไม่เป็นไร”
คำว่า ‘ขออภัย’ ที่ไม่ได้พูดออกจากปากกลับได้รับคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ กลับคืนมา
กำแพงแข็งแกร่งที่สร้างขึ้นในใจของฉีอวี้พังทลายลงในชั่วพริบตา นางร้องไห้หนักยิ่งขึ้น ซบหน้าในอ้อมกอดของเสิ่นหุย สองมือเล็กจับแขนเสื้อของอีกฝ่ายแน่น
เสิ่นหุยไม่ได้ยับยั้งฉีอวี้ ปล่อยให้เด็กน้อยร้องไห้ในอ้อมกอดของนางจนพอใจ
‘โค่วโค่ว ถ้าเจ้ารู้สึกว่าร่างกายย่ำแย่มากก็ร้องไห้ออกมา ไม่ต้องฝืนทนต่อหน้าข้า เจ้าอดกลั้นจนรู้สึกย่ำแย่ ข้าก็ปวดใจเช่นกัน’ นี่เป็นคำพูดที่พี่สาวคนรองบอกนาง
แม้คนจะไม่อยู่ แต่คำพูดยังติดอยู่ในหู
น้ำตาของเสิ่นหุยร่วงลงมาทีละหยด ตกลงบนผมที่อ่อนนุ่มของฉีอวี้
แม่นมซุนมองสองคนที่กอดกันร้องไห้ ในใจรู้สึกเศร้าโศก นางหันหลังไปร้องไห้เงียบๆ
ทั้งสามคนร้องไห้อยู่พักหนึ่งจึงหยุดน้ำตาได้
แม่นมซุนพูดอย่างลังเลว่า “แล้ววันหน้า…เหนียงเหนียง วันหน้าจะทำอย่างไร เหนียงเหนียงทรงมีความคิดใดหรือไม่เพคะ”
แม้ว่าก่อนหน้านี้นางลังเลมาโดยตลอดว่าจะบอกเสิ่นหุยหรือไม่ แต่ตอนนี้ในเมื่อเสิ่นหุยรู้แล้ว แม่นมซุนก็อดไม่ได้ที่จะขอความเห็นจากนาง
ความลับนี้แม่นมซุนฝืนเก็บซ่อนมาสี่ปีแล้ว นางเหนื่อยเหลือเกิน
นางอยากให้เสิ่นหุยก้าวเข้ามามอบพลังให้พวกนาง
ฉีอวี้เงยหน้าขึ้นมองเสิ่นหุยอย่างน่าสงสารเช่นกัน ราวกับนักโทษตัวน้อยที่รอการพิพากษา
เสิ่นหุยใช้นิ้วมือเรียวงามค่อยๆ รวบผมที่ยุ่งเหยิงของฉีอวี้พลางมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มแล้วชมเชยว่า “ก่อนหน้านี้เก็บความลับได้ดีมาก วันหน้าสามารถเก็บความลับนี้ต่อไปได้ พอไปถึงตำหนักตากอากาศแล้ว อวี้เอ๋อร์ก็ย้ายมาอยู่ข้างกายข้า ข้าจะช่วยเจ้าเก็บความลับนี้ด้วย”
ดวงตาของฉีอวี้เปล่งประกาย นางจับประเด็นสำคัญได้แล้ว เมื่อไปถึงตำหนักตากอากาศเชียงชิง นางสามารถไปอยู่กับเสด็จน้าของนางได้แล้ว!
“แล้วจะปิดบังไปจนถึงเมื่อใด” แม่นมซุนถอนหายใจ “ในราชวงศ์ตอนนี้ไม่มีองค์ชายพระองค์อื่นแล้ว…”
เสิ่นหุยพูดจาแปลกๆ ว่า “จะไม่มีองค์ชายถือกำเนิดอีกแล้ว”
ฉีอวี้เงยใบหน้าเล็กขึ้นมองเสิ่นหุยด้วยความสงสัย นางไม่เข้าใจว่าคำพูดของเสด็จน้าหมายความว่าอย่างไร จะไม่มีองค์ชายถือกำเนิดอีกแล้วหรือ แล้วจะทำอย่างไร นางไม่สามารถเป็นรัชทายาทได้! แม่นมซุนเคยพูดว่าหากเป็นรัชทายาทหรือฮ่องเต้ เรื่องที่นางปลอมเป็นเด็กชายก็ไม่สามารถปิดบังได้อีกแล้ว!
เสิ่นหุยมองดวงตาของฉีอวี้ รู้สึกว่าดวงตาของอีกฝ่ายน่ามองอย่างยิ่ง เหมือนดวงตาพี่สาวคนรองในความทรงจำของนางทุกประการ
เสิ่นหุยโน้มกายลงไปจุมพิตดวงตาของฉีอวี้อย่างอ่อนโยนราวกับกำลังทะนุถนอมสมบัติล้ำค่า
เมื่อท้องฟ้ามืดลง เสิ่นหุยจึงจากมา ตอนที่นางเหยียบบนไม้กระดานก็มองไปยังริมฝั่งอย่างเป็นไปเอง จากนั้นก็เห็นเผยไหวกวงพอดี
ข้างกายเผยไหวกวงยังมีบุรุษอีกหลายคน เผยไหวกวงยืนหันข้างอยู่ริมแม่น้ำ จ้องมองโคมไฟที่แกว่งไกวเบาๆ ไปตามสายลมอย่างใช้ความคิด
ท้องฟ้ามืดเกินไป เสิ่นหุยมองเห็นไม่ชัดว่าคนที่ยืนพูดคุยข้างกายเผยไหวกวงเหล่านั้นเป็นใคร นางจึงเก็บสายตากลับมาแล้วเดินไปอย่างเงียบๆ
ความเกลียดแค้นทำให้นางเริ่มวางแผนว่าจะสังหารฮ่องเต้อย่างไร แต่สติบอกนางว่านางจะกระทำการใดโดยอาศัยเพียงความเกลียดแค้นไม่ได้ นางต้องพิจารณาเรื่องอื่นให้มากยิ่งขึ้น
หลังจากฮ่องเต้สวรรคตแล้วจะทำอย่างไร ราชวงศ์ที่เน่าเฟะไปถึงรากนี้จะเริ่มต้นจัดการปกครองอย่างไร นางกำลังไตร่ตรองว่าตนเองมีความสามารถในการช่วยบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่
นางจะกลายเป็นหุ่นเชิดตัวต่อไปในมือของเผยไหวกวงหรือไม่
“เหนียงเหนียง องค์หญิงเฉิงอู๋รออยู่นานมากแล้วเพคะ” ถวนหยวนเดินเข้ามาใกล้ นางคิดว่าเสิ่นหุยลืมไปแล้ว จึงเอ่ยเตือน
เสิ่นหุยไม่ได้ลืมองค์หญิงเฉิงอู๋ แต่ตั้งใจให้เด็กหญิงรออยู่ที่นี่หนึ่งวัน
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนเมษายน 2569)
Comments
comments
No tags for this post.