บทที่ 91
ฉีอวี้เหม่อมองเสิ่นหุย มองดูเสด็จน้าทรุดนั่งลงบนพื้น เขาก้มหน้าลงจ้องมองกางเกงตัวในของตนที่เปียกชุ่มแนบติดขา ดูเหมือนเพิ่งเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ทันใดนั้นเขาก็วิ่งไปด้านข้าง ออกแรงเปิดลิ้นชักแล้วควานหามีดเล่มเล็กในนั้นออกมา สองมือของเขาถือมีดเล่มเล็กไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำจ้องมองเสิ่นหุย
เสิ่นหุยมองเขา คิ้วขมวดเป็นปมทีละน้อย
“ทุก…ทุกคนที่รู้เรื่อง…ต้อง…ต้องตายทั้งหมด!” ฉีอวี้พูดอย่างตะกุกตะกัก เสียงของเขาสั่นเครือ สองมือเล็กที่พยายามถือมีดเล่มเล็กก็สั่นเทาเช่นกัน
เขา…ไม่ใช่ นางเบิกตาโต จับจ้องเสิ่นหุย น้ำตาไหลพรากลงมา
เสิ่นหุยไม่ได้พูดอะไร มองนางอย่างเงียบๆ
“แต่ว่า…” มือเล็กที่อ่อนแรงของฉีอวี้สั่น ทันใดนั้นมีดเล่มเล็กในมือก็ตกลงบนพื้น
นางไม่สามารถลงมือกับเสด็จน้าได้ นางทำไม่ได้
“องค์ชาย!” เสียงตื่นตระหนกของแม่นมซุนดังมาจากข้างนอก นางรีบวิ่งมาตลอดทาง แต่ถึงอย่างไรอายุก็มากแล้ว หัวใจที่ร้อนรนวิ่งนำหน้าไปก่อน พอตัวคนมาถึงก็รู้สึกเหนื่อยจนหอบหายใจแรง นางผลักเปิดประตูเข้ามาทันที แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ในห้อง ยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีกเล่า นางรีบถอดเสื้อชั้นนอกของตนเองออกแล้วห่อร่างของฉีอวี้เอาไว้
“เหนียงเหนียง หม่อมฉันขอพาองค์ชายไปใส่เสื้อผ้าก่อนนะเพคะ” แม่นมซุนฝืนข่มกลั้นเสียงที่สั่นเครือเอาไว้ อุ้มฉีอวี้วิ่งเข้าไปที่เตียงด้านในสุดของห้อง
มือเล็กของฉีอวี้เกาะไหล่ของแม่นมซุน พยายามยืดคอมองไปทางแผ่นหลังของเสด็จน้า
เสด็จน้ายังคงนั่งอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน
จะทำอย่างไรดี เสด็จน้าทรงรู้แล้ว…
มือเล็กๆ ของนางค่อยๆ กำแน่น นางไม่อยากร้องไห้อีก ทำได้เพียงสูดจมูกแล้วซบใบหน้าเล็กที่เปื้อนน้ำตาบนไหล่ของแม่นมซุน
ก่อนหน้านี้เฉินเยวี่ยให้ขันทีรุ่นเล็กไปเชิญหมอหลวงมาตามคำสั่งของเสิ่นหุย จึงไม่ได้ตามเข้ามาทันที ตอนที่นางกำชับคนข้างนอกเสร็จแล้วรุดมาถึงก็เห็นเสิ่นหุยนั่งอยู่บนพื้นราวกับถูกดึงวิญญาณออกจากร่าง
“เหตุใดเหนียงเหนียงถึงทรงนั่งบนพื้นเล่าเพคะ” เฉินเยวี่ยรีบเข้าไปประคองเสิ่นหุยให้ลุกขึ้นมา
เสิ่นหุยยืนขึ้นอย่างเงียบๆ แล้วหลุบตาลง
แม่นมซุนเช็ดน้ำบนร่างของฉีอวี้จนแห้งอย่างคล่องแคล่วแล้วรีบสวมเสื้อผ้าสะอาดให้อีกฝ่ายด้วยมือที่สั่นเทา พยายามปิดบังความลับที่รักษาอย่างยากลำบากมานานหลายปี
“ฮัดเช่ย!” ฉีอวี้จาม อากาศยามนี้ประเดี๋ยวร้อนประเดี๋ยวหนาว แต่น้ำในแม่น้ำยังคงเย็นอยู่
เสียงจามเบาๆ ของฉีอวี้ทำให้เสิ่นหุยได้สติกลับมา นางถามเฉินเยวี่ยว่า “ไปเชิญหมอหลวงแล้วหรือยัง”
เฉินเยวี่ยพยักหน้า “เหนียงเหนียงทรงวางพระทัยได้เพคะ เตรียมการเรียบร้อยแล้ว อีกครู่หนึ่งหมอหลวงก็มา น้ำร้อนกับน้ำขิงก็เตรียมหมดแล้วเพคะ”
ได้ยินเสิ่นหุยเอ่ยปากพูด ฉีอวี้ก็ลอบเหลือบตาขึ้นมองอีกฝ่ายคราหนึ่ง จากนั้นก็ก้มหน้าลงอย่างรวดเร็ว ศีรษะน้อยๆ ลดต่ำลง
เสิ่นหุยเดินไปที่เตียง ขมวดคิ้วมองสำรวจฉีอวี้ที่ก้มหน้าอยู่
แม่นมซุนถอนหายใจ นางคุกเข่าไปทางเสิ่นหุยแล้วโขกศีรษะอย่างแรง จากนั้นก็พูดว่า “ฮองเฮาเพคะ เรื่องนี้หม่อมฉันก็เคยลังเลมากเช่นกันว่าจะทูลความจริงกับพระองค์ดีหรือไม่”
นางยังคิดจะเอ่ยปากพูดอีก แต่กลับได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้น
นางกำนัลยกน้ำขิงเข้ามาแล้วรายงานว่าหมอหลวงใกล้จะมาถึงแล้ว
เรื่องนี้สำคัญมาก สถานการณ์ตอนนี้ยิ่งมีคนมากเรื่องก็เปิดเผยได้ง่าย แม่นมซุนเผยอปาก แต่ไม่ว่าอย่างไรก็พูดต่อไปไม่ได้
“ลุกขึ้นก่อนเถิด แล้วค่อยคุยกันภายหลัง” น้ำเสียงของเสิ่นหุยแฝงความเหนื่อยล้าเล็กน้อย
นางนั่งลงข้างเตียง ยื่นมือไปหาฉีอวี้ แต่ฉีอวี้กลับถอยหลังแล้วหลบตาก้มหน้า กัดริมฝีปากไม่พูดอะไร
เสิ่นหุยจึงได้แต่เก็บมือกลับมา
ยามนี้ในใจนางวุ่นวายสับสน ในสมองก็ว้าวุ่นเช่นกัน นางบังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์ พยายามถามด้วยน้ำเสียงปกติ
“ตกลงไปได้อย่างไร”
ฉีอวี้ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่งก็เงยหน้าขึ้น มองสำรวจเสิ่นหุยด้วยความสงสัย เสด็จน้าถามนางเรื่องนี้เองหรือ จากนั้นดวงตาที่เป็นประกายสดใสของนางก็เศร้าสลดลงทันที พูดด้วยเสียงอู้อี้
“พี่เฉิงอู๋ผลักกระหม่อม…ไม่ๆ หึ กระหม่อมจะไม่เรียกเขาว่าพี่สาวอีกแล้ว!”
นางแค่นเสียงออกจมูกด้วยความไม่พอใจ จากนั้นร่างก็สั่นสะท้าน จามออกมาอีกครา
เสิ่นหุยดึงผ้าห่มบนเตียงมาห่อร่างเล็กของฉีอวี้เอาไว้แล้วโน้มกายจัดมุมผ้าห่มด้านหลังให้นาง