X
    Categories: กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้นทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 5-6

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 5

เมื่อคิดถึงตรงนี้เจียงซิ่วรุ่นก็ชิงเอ่ยปากต่อหน้าเซินยงว่า “เมื่อครู่พี่ชายได้ขอยกเลิกเรือนที่กรมพิธีการจัดสรรให้เรียบร้อยแล้ว อีกประเดี๋ยวพวกเราจะไปเลือกซื้อเรือนต่อ ขอให้แม่ทัพเซินนำกุญแจหีบใส่เงินออกมาด้วย”

เซินยงไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่าตนเองเพียงไม่อยู่แค่ไม่นาน สองพี่น้องคู่นี้ถึงกับเป็นฝ่ายขอยกเลิกเรือนที่กรมพิธีการต้าฉีจัดเตรียมไว้ให้ด้วยตนเองแล้ว

เจ้าเด็กไม่รู้ความสองคนนี้นี่!

เขาพลันกล่าวด้วยความไม่พอใจ “เหตุใดคุณชายทั้งสองไม่ถามไถ่ข้าสักหน่อยก่อน ค่าใช้จ่ายกินอยู่ตลอดทางมานี้ มีที่ใดไม่ต้องใช้เงินบ้าง เพื่อตระเตรียมของบรรณาการประจำปีให้ต้าฉี อ๋องเจ้าแคว้นได้ทุ่มเททุกสิ่งที่มีไปแล้ว ท้องพระคลังของแคว้นว่างเปล่าอย่างมาก เงินที่เตรียมไว้ให้คุณชายทั้งสองเดิมทีก็มีไม่มากอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือนี้จะพอให้ซื้อเรือนได้ที่ใดกัน ช่างคิดเพ้อฝันเสียจริง!”

เมื่อวาจานี้หลุดออกมา ก็ทำให้เจียงจือละอายใจอย่างที่สุดขึ้นมาทันใด คิดได้ว่าเมื่อครู่เขาไม่ควรยอมให้น้องสาวออกความเห็น เพราะจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับบิดา หากเงินไม่พอ จะเขียนจดหมายไปขอเงินอีกได้อย่างไร

ทว่าวาจานี้หลอกเจียงจือได้ แต่กลับหลอกเจียงซิ่วรุ่นไม่ได้

หลังจากนางฟังเซินยงคร่ำครวญหวนไห้จนจบด้วยสีหน้าเรียบเฉยก็กล่าวอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “หากจำไม่ผิด ตอนที่จะเดินทางมาพระบิดาประทานทองคำบริสุทธิ์ให้พวกเราพี่น้องหนึ่งร้อยแท่ง และตลอดระยะทางที่มา ผ่านแคว้นเหลียง แคว้นเยียน และแคว้นเฉิน จุดพักม้าของทุกแห่งราคาพอๆ กับแคว้นปอของเรานี่ เพราะไม่อาจทนกินดื่มอาหารท้องถิ่นของพวกเขาได้ ของที่พวกเราดื่มกินจึงเป็นเนื้อแห้งๆ กับแป้งย่างที่พวกเรานำมาเอง แม่ทัพเซินกลับพิถีพิถันอยู่เล็กน้อย เมื่อถึงแต่ละแคว้นจะต้องส่งทหารองครักษ์ไปซื้อแพะทั้งตัวมากิน ตลอดทางที่มากินไปอย่างมากที่สุดก็แค่ห้าตัวเท่านั้น หากเปลี่ยนเป็นทองก็มีค่าไม่ถึงหนึ่งแท่ง ยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ท่านรับภารกิจมาส่งพวกเราก็มีเงินค่าใช้จ่ายระหว่างทางอยู่ต่างหากแล้ว เหตุใดจึงได้ใช้จ่ายเงินที่พวกเราจะใช้ซื้อเรือนไปมากกว่าครึ่งเล่า”

การคิดคำนวณบัญชีเช่นนี้ไหนเลยจะมีท่าทีเหมือนบุตรสาวตัวน้อยของท่านอ๋องผู้ครองแคว้นที่ถูกเลี้ยงดูในวังอย่างตามอกตามใจ กลับเหมือนพ่อค้าลื่นไหลที่ผ่านเรื่องราวมาอย่างโชกโชนแล้วเสียมากกว่า สามารถคิดคำนวณอย่างละเอียดและค่อยๆ สะสางบัญชี

เซินยงคิดไม่ถึงว่าบุตรสาวอ๋องที่ปกติเลี้ยงดูอยู่ในวังคนนี้จะเชี่ยวชาญเรื่องภารกิจนอกวังด้วย พริบตานั้นเขาพลันพูดไม่ออก แต่สุดท้ายอาศัยที่อยู่ห่างจากแคว้นปอไกลถึงเพียงนี้ บุตรชายบุตรสาวอ๋องทั้งสองคนก็ไม่ได้มีอำนาจใดให้พึ่งพาได้เช่นกัน เขาจึงเพียงกล่าวอย่างพาลพาโลว่า “คุณชายน้อยอยู่ในวังเสียนาน ไหนเลยจะคำนวณราคาเป็น ข้าบอกว่าจ่ายไปแล้วก็คือจ่ายไปแล้ว!”

เจียงซิ่วรุ่นพลันยิ้ม ขนคิ้วที่วาดเอาไว้หยาบหนาในเวลานี้นางลบออกไปแล้ว จึงกลับคืนสู่ภาพของเด็กหนุ่มที่องอาจห้าวหาญ ท่าทางที่เชิดคางขึ้นเล็กน้อยเช่นนี้ดูทั้งหยิ่งผยองและเกียจคร้านอยู่ในที นางกล่าวว่า “แม่ทัพเซินนึกจริงๆ หรือว่าอยู่ไกลจากแคว้นปอ มาอยู่ที่ต้าฉีแล้วท่านก็จะกลายเป็นท่านอ๋องที่หนึ่งคำพูดแน่นหนักดุจเก้ากระถางศักดิ์สิทธิ์* เวลานี้ในร้านอาหารที่ด้านหลังข้าก็มีคณะทูตและตัวประกันจากแคว้นต่างๆ อยู่ที่นี่ ท่านผลักไสบ่ายเบี่ยงอ้างต่างๆ นานา เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะกอดต้นขาท่านร้องโหยหวนอยู่กลางถนนใหญ่สายนี้ ขอร้องให้ท่านอย่าได้ยักยอกเงินของพวกเราสองพี่น้องไปเลย”

เซินยงถูกยั่วโทสะจนแทบจะหัวเราะแล้ว เขาถลึงตาพลางกล่าวว่า “คุณชายน้อย ท่านจะทำเช่นนี้ไปเพื่ออันใด”

“ต้องรู้ว่าแคว้นปอของพวกเราก็คือสถานที่ไปมาค้าขายของทุกแคว้น พวกเราพี่น้องอยู่ในเมืองหลวง มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวยากลำบาก แม้แต่เงินที่จะสร้างเรือนก็ถึงกับถูกแม่ทัพที่อารักขามาส่งยักยอกไปอย่างโลภมากแล้ว หากวันนี้ท่านไม่ให้เงินข้าอย่างเพียงพอ พรุ่งนี้พวกเราพี่น้องก็จะไปแขวนป้ายขอทานที่ตลาดสดที่คึกคักรุ่งเรืองที่สุดของเมืองลั่วอัน! เรื่องที่ชวนขันมากถึงเพียงนี้ ท่านคอยดูว่าจะลอยไปถึงหูพระบิดาได้หรือไม่ พระบิดาเป็นคนที่รักหน้าตาถึงปานนั้น จะเชื่อคำโกหกของท่านหรือไม่ว่าซื้อแพะไปห้าตัว แต่กลับจ่ายทองคำไปถึงหนึ่งร้อยแท่ง!”

พูดจบเจียงซิ่วรุ่นก็โผเข้าใส่และกอดต้นขาของเซินยงไว้ ทำท่าจะร้องไห้โหยหวนแล้ว

เซินยงคิดไม่ถึงว่าเด็กสาวดื้อรั้นผู้นี้จะไม่ทำตามกฎเกณฑ์ แม้แต่จรรยามารยาทล้วนไม่ต้องการแล้ว ช่างกระทำตัวเป็นอันธพาลกลางตลาดจริงๆ! ขู่ขวัญจนเขาตะโกนเสียงดังในทันที “คะ…คุณชายน้อยไยต้องเป็นเช่นนี้! เงินนั่นใช้จ่ายไปแล้วจริงๆ อย่างย่ำแย่สุดข้าจะเอาเงินของตนเองชดเชยให้พวกท่านสองพี่น้องเป็นการส่วนตัวก็แล้วกัน!”

ในตอนนั้นเองที่ด้านหลังของเจียงซิ่วรุ่นก็มีเสียงลอยมา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นข้าก็ขอเป็นตัวแทนบุตรชายแคว้นปอทั้งสองท่านทำการตรวจสอบความถูกต้อง ขอให้แม่ทัพท่านนี้อย่าได้ผิดคำพูดไปเสียเล่า!”

สองพี่น้องสกุลเจียงหันกลับไปมองทันที ที่แท้ก็คือบุตรชายเหลียงอ๋องหลิวเพ่ย

เขาก็มากินอาหารที่ร้านนี้เช่นกัน อยู่ใกล้เช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าได้ยินวาจาน่าขันอยู่นานเพียงใดแล้ว

เซินยงก็จำได้ว่านี่คือบุตรชายเหลียงอ๋อง…แคว้นเพื่อนบ้านของแคว้นปอ ทว่าเขาได้กล่าววาจาออกไปแล้ว ประหนึ่งน้ำที่เทออกไปยากจะเอากลับคืนมาได้ ครู่ต่อมาก็ได้แต่มอบกุญแจออกไป ส่งมอบทองคำหนึ่งร้อยแท่งให้กับสองพี่น้องสกุลเจียงไปอย่างว่าง่าย

เขาลอบด่าอย่างสาดเสียเทเสียอยู่ในใจ…เดิมนึกว่าจะเป็นภารกิจที่เก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำ แต่กลายเป็นต้องมาคอยรับใช้เช่นนี้! ทีแรกก็เกิดเรื่องวุ่นวายที่นางเด็กดื้อรั้นแก้พระราชสาส์นก่อน จากเดิมไม่มีเรื่องอะไรก็เกิดเปลี่ยนเพศขึ้นมา หลังจากนั้นแผนการหาเงินเข้าคลังของตนเองก็หลุดลอยตามน้ำไป เวลานี้จึงอยากจะกลับแคว้นปอให้เร็วขึ้นสักหน่อย แล้วค่อยลอบส่งคนมาสังหารเด็กสาวผู้นี้เพื่อปิดปากและระบายความแค้นไปด้วย!

เซินยงลอบวางแผนอำมหิตในใจพลางเดินจากไปด้วยความโมโหโกรธเกรี้ยว

ส่วนเจียงจือในขณะนี้ก็มีอาการตอบสนองกลับมาแล้ว การร้องทุกข์ว่ายากจนเมื่อครู่ของแม่ทัพเซินนับว่าเหลวไหลค่อนข้างมาก ขณะนี้ชายแดนของแคว้นปอกับแคว้นเหลียงสงบสันติ นับว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ไร้เรื่องราว ดังนั้นรอจนแม่ทัพเซินไปแล้ว เขาจึงได้หันกายไปกล่าวขอบคุณต่อหลิวเพ่ย

หลิวเพ่ยยิ้มเล็กน้อยพลางประสานมือคำนับและกล่าวว่า “เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ กลับเป็นความกล้าของคุณชายน้อยเจียงที่ทำให้คนนับถือ”

เจียงซิ่วรุ่นช้อนตาขึ้นมองหลิวเพ่ย พบว่าดวงตาของ ‘ท่านปู่บุญธรรม’ ผู้นี้กำลังจ้องขนคิ้วของนาง มุมปากแฝงรอยยิ้มอยู่เล็กน้อย

หลิวเพ่ยรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางสุภาพมีความรู้ ถึงแม้ไม่รูปงามเย้ายวนราวกับวิญญาณร้ายเฉกเช่นเฟิ่งหลีอู๋ แต่กลับหล่อเหลาโดดเด่นเหนือใคร หากมองดูเพียงภายนอก นี่จะต้องเป็นคุณชายที่สุภาพอ่อนโยนอย่างแน่นอน ดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยมของคนที่คิดกลืนกินแว่นแคว้นเพื่อนบ้าน และตั้งป้อมแยกตัวเป็นอิสระต่อต้านต้าฉีในชาติก่อนนี้แม้แต่น้อยนิด

นางกลับรู้ความหมายในสายตานั้นของหลิวเพ่ยดี เห็นชัดว่าเขาขบขันที่นางก่อนและหลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ทว่าสตรีสามารถเขียนคิ้ววาดตาได้แค่นั้น ไม่อนุญาตให้บุรุษได้แต่งหน้าก่อนเข้าเฝ้าฮ่องเต้สักเล็กน้อยเชียวหรือ

กับคนที่ทำลายบ้านเกิดของตนผู้นี้ เจียงซิ่วรุ่นไม่มีความรู้สึกดีด้วยแม้แต่น้อย นางจึงเพียงประสานมือเป็นการแสดงการขอบคุณเท่านั้น

แต่เจียงจือกลับชมชอบหลิวเพ่ยมากในทันทีที่เห็น ตอนที่หลิวเพ่ยเสนอว่ารออีกหลายวันหลังจากที่พวกเขาหาสถานที่ลงหลักปักฐานได้เรียบร้อยแล้ว เขาจะพาสหายมาเป็นแขกที่เรือนสกุลเจียง ซึ่งเจียงจือก็ตอบรับอย่างยินดี

เจียงซิ่วรุ่นที่อยู่ด้านข้างแม้จะฟังแล้วขัดหู แต่กลับไม่ได้ขัดขวาง

ในชาติก่อนพี่ชายมีชีวิตอย่างอดอยากข้นแค้น เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่และอาหารที่กินล้วนไม่อาจนำออกมาให้ผู้อื่นเห็นได้ เขาไม่เคยเป็นที่สนใจของผู้ใดในเมืองลั่วอัน ยิ่งไม่มีการคบค้าสมาคมใดๆ กับบรรดาผู้มีชื่อเสียงโดดเด่นในกลุ่มตัวประกัน

ตัวประกันชายเหล่านี้ส่วนใหญ่ต่างสามารถกลับไปสืบทอดตำแหน่งเจ้าแคว้นได้ ที่มาอยู่ในเมืองลั่วอันกล่าวได้ว่าเป็นการสร้างกลุ่มพันธมิตรมากกว่าจะเป็นตัวประกันจริงๆ มิสู้บอกว่ามาเพื่อแสวงหาความรู้จะดีกว่า

เหมือนอย่างเช่นหลิวเพ่ยผู้นี้ มารดาของเขาก็คือองค์หญิงหวาเสาแห่งต้าฉี เป็นน้องสาวร่วมมารดากับตวนชิ่งฮ่องเต้ ดังนั้นที่มาเป็นตัวประกันในแคว้นต้าฉีครานี้ สำหรับเขาแล้วก็แค่เหมือนมาเป็นแขกที่บ้านท่านตาเท่านั้นเอง และเนื่องจากมีความเกี่ยวพันทางสายเลือดฝ่ายมารดา เขาจึงคุ้นเคยกับผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงต้าฉี หลายปีต่อจากนี้เขากลายจะเป็นแขกในงานเลี้ยงไม่หยุดหย่อน

ในชาติที่แล้วพี่ชายของนางไหนเลยจะเคยมีโอกาสได้คบหากับบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับนี้

เจียงซิ่วรุ่นหวังว่าในชาตินี้พี่ชายจะมีความสามารถพอเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ อย่าได้คร่ำครึยึดมั่นเหมือนดังชาติที่แล้ว ถึงแม้จะรู้กระจ่างว่าหลิวเพ่ยก็คือพยัคฆาสุนัขป่าที่ฮุบกลืนแคว้นปอในภายหน้า แต่เวลานี้สุนัขป่าที่น่ารังเกียจยังคงไม่งอกเขี้ยวเล็บออกมา หากพี่ชายสามารถอาศัยหลิวเพ่ยทำให้รู้จักบุคคลต่างๆ มากขึ้นหน่อยก็เป็นการดีเช่นกัน

ดังนั้นหลังจากที่หลิวเพ่ยนัดหมายวันเวลาแล้ว สองคนพี่น้องก็ไปรับหีบสมบัติที่เซินยง

เซินยงเปลี่ยนความตั้งใจโดยทิ้งคนสนิทหลายคนไว้ให้เป็นองครักษ์คุ้มครองตัวประกันหลังจากลอบสั่งองครักษ์หลายคนนี้อยู่หลายประโยค กำชับให้พวกเขาจัดการเรื่องราวตามที่เขาจะเขียนบอกมาในจดหมายวันหน้า จากนั้นเขาก็ออกเดินทางอย่างฉุนเฉียวกลับแคว้นปอไป

ก่อนจะออกเดินทาง สายตาที่เซินยงมองไปยังเจียงซิ่วรุ่นนั้นดูดุร้ายอย่างยิ่ง ทำให้ในใจนางตื่นตัวขึ้นมา

เซินยงที่เป็นคนใจแคบชอบคิดเล็กคิดน้อย เขาไม่มีวันยอมเลิกราแต่โดยดีแน่ และพวกองครักษ์ที่เขาทิ้งไว้เหล่านี้ก็ไม่อาจพึ่งพาได้เช่นกัน จะช้าหรือเร็วนางต้องหาทางสับเปลี่ยนคนให้ได้

คิดถึงตรงนี้แล้วเจียงซิ่วรุ่นกับพี่ชายก็ไปดูบ้านที่ตนเองคาดว่าจะซื้อเอาไว้

นี่เป็นบ้านเก่าที่อยู่ในตรอกเก่าแก่แห่งหนึ่ง ลานเรือนไม่กว้าง แต่มีดีตรงที่ตัวเรือนได้รับการซ่อมแซมรักษาไว้ค่อนข้างดี เครื่องเรือนภายในบ้านจัดวางไว้อย่างครบสมบูรณ์

เหตุผลทั้งหมดที่เจียงซิ่วรุ่นเลือกที่นี่ก็คือรอจนผ่านไปอีกครึ่งปี ข้างๆ ตรอกเก่าแห่งนี้จะมีการก่อสร้างสำนักศึกษาขึ้นแห่งหนึ่ง ท่านอาจารย์หลี่จอมปราชญ์ลัทธิหรู* ผู้มีชื่อเสียงระบือลั่นไปทุกแว่นแคว้นจะมาสอนที่นี่ในอนาคต

ถึงตอนนั้นบ้านเรือนที่อยู่ในตรอกข้างเคียงก็จะมีราคาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เหล่าบัณฑิตจากทุกแว่นแคว้นที่มาแสวงหาความรู้จะมาพักอาศัยอยู่จนเต็ม

อยู่ข้างหน้าต่างฟังเสียงอ่านหนังสืออย่างสงบ พิงกำแพงท่องสวดคัมภีร์ของปราชญ์เมธี…

บ้านเรือนที่มีกลิ่นอายบรรยากาศของความรู้เต็มเปี่ยมขั้นนี้ ก็เหมือนกับที่มารดาเมิ่งย้ายบ้านสามคราเป็นสถานที่ที่ทุกคนต่างแสวงหา

พี่ชายอายุมากกว่านางแค่เพียงปีเดียว และกำลังอยู่ในช่วงวัยแสวงหาความรู้พอดี หากสามารถติดตามท่านจอมปราชญ์ศึกษาหลักการประพฤติตนอย่างมีคุณธรรมและการช่วยเหลือใต้หล้าได้ จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงได้ไม่น้อย!

ขณะนี้บ้านหลังนี้ราคาไม่สูงมากนัก เป็นบ้านที่ด้านหน้ามีเรือน ด้านหลังมีลานเรือนผสมผสานกัน ด้านข้างมีสวนดอกไม้เล็กๆ และยังมีคอกม้าตั้งอยู่ด้านตะวันตกของบ้าน ทั้งหมดนี้ราคาแค่ยี่สิบตำลึงทองเท่านั้น

ราคานี้ต่อไปจะขึ้นสูงไปอีกห้าถึงหกเท่าเชียวนะ เจียงซิ่วรุ่นไม่ต่อราคาเลยสักนิด ทำสัญญากับเจ้าของบ้านคนเดิมอย่างใจป้ำ แล้วก็ไปที่ว่าการท้องที่เพื่อเปลี่ยนชื่อเจ้าของ ก่อนประทับตราอย่างเป็นทางการ

เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนในการซื้อขายบ้านแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ให้องครักษ์ขนย้ายหีบเสื้อผ้าของนางกับของพี่ชายไปยังห้องของแต่ละคน

หลังจากจัดบ้านเสร็จนางก็เรียกพ่อค้าทาสในพื้นที่มา เตรียมจะเลือกซื้อสาวใช้สักสองคน

พ่อค้าทาสพานางมาที่ตลาดค้าทาส ให้นางเลือกสาวใช้ด้วยตนเอง

แต่หญิงสาวที่หน้าตาสะสวยเหล่านั้นนางเพียงกวาดตาผ่านไปทีละคนๆ สุดท้ายก็เลือกหญิงสาวสองพี่น้องที่สายตาดูสงบนิ่งมั่นคง รูปร่างสูงใหญ่และแข็งแรงไว้คู่หนึ่ง ผู้เป็นพี่สาวนั้นยังดี แต่ผู้เป็นน้องสาวนั้นดูหยาบกร้านเหลือเกิน ใบหน้าครึ่งซีกถึงกับเป็นปานสีม่วงแดง

เจียงซิ่วรุ่นจ้องนางนิ่งๆ อยู่นาน แล้วสอบถามพ่อค้าทาสถึงสถานการณ์ของพี่น้องคู่นี้

พ่อค้าทาสเดิมทีไม่คาดหวังว่าสองพี่น้องคู่นี้จะมีคนซื้อ เมื่อเห็นคุณชายน้อยผู้นี้ถามขึ้นมา จึงรีบสาธยายทันที

พี่น้องคู่นี้ว่ากันว่าหนีภัยแล้งมาจากแคว้นฮุ่ยที่อยู่ติดกัน บิดามารดาล้วนหิวตายและป่วยตายไปแล้ว พวกนางจึงขายตัวเพื่อฝังศพ ขอเพียงยอมจ่ายเงินค่าโลงบางๆ สักสองใบ ก็สามารถทำสัญญาขายตัวได้เลย

ไม่รอให้พ่อค้าทาสแนะนำจนจบ เจียงซิ่วรุ่นก็เอ่ยปากว่า “เลือกพวกนางสองคนนี้นี่ล่ะ”

คำพูดนี้ทำให้สองพี่น้องประหลาดใจอย่างที่สุด ต้องรู้ว่าที่ลูกค้าผู้สูงศักดิ์แต่งกายหรูหราท่านนี้ต้องการก็คือเลือกซื้อสาวใช้ แต่สตรีที่หนีภัยแล้งจากชนบทอย่างพวกนางนี้ ส่วนใหญ่จะไม่สามารถอวดโฉมกับผู้ใดได้ เป็นได้เพียงแค่หญิงรับใช้ที่ทำงานหยาบๆ อย่างหาบน้ำแบกฟืนเท่านั้นเอง

เจียงซิ่วรุ่นจ่ายเงินแล้วก็พาสตรีที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งทั้งสองคนกลับไปที่เรือน

พี่สาวที่มีนามว่า ‘ไป๋อิง’ ให้ไปคอยรับใช้ดูแลชีวิตประจำวันของพี่ชาย ส่วนน้องสาวที่ชื่อ ‘ไป๋เฉี่ยน’ ผู้นั้นกลับให้มาดูแลตนเอง

ไป๋เฉี่ยนดูจะใจกล้าและตรงไปตรงมามากกว่าพี่สาวของนางอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ประสานมือถามอย่างไม่นอบน้อมและไม่แข็งกร้าวว่า “ขอบังอาจถามคุณชายท่านนี้ เหตุใดจึงเลือกคนที่อัปลักษณ์เช่นข้าเป็นสาวใช้ส่วนตัว คุณชายที่มีฐานะเป็นถึงบุตรชายผู้สูงศักดิ์ไม่กลัวถูกผู้คนหัวเราะเยาะหรือเจ้าคะ”

เจียงซิ่วรุ่นกล่าวในใจว่า…ต่อให้เดินเตร็ดเตร่ในตลาดค้าทาสทุกวัน ก็ไม่เห็นว่าจะหาซื้อสินค้าที่วิเศษระดับนี้อย่างเจ้าได้!

โลงศพบางๆ สองใบมีค่าแค่เงินไม่ถึงห้าตำลึง แต่กลับสามารถซื้อไป๋เฉี่ยน…แม่ทัพหญิงอู๋เหยียน ที่ในอนาคตจะมีชื่อขจรขจายไปทั่วทุกแว่นแคว้นกลับมาได้ นี่เป็นสิ่งที่ก่อนจะออกจากบ้านเจียงซิ่วรุ่นไม่เคยคาดคิดมาก่อนสักนิด

คนผู้นี้ในอนาคตก็คือคมดาบพระกาฬที่ตวัดดาบคราเดียวแคว้นนั้นๆ ก็ราบเป็นหน้ากลอง ถือเป็นแขนซ้ายขวาของรัชทายาทต้าฉี

แต่ไป๋เฉี่ยนในเวลานี้ยังคงตกอับอย่างยิ่ง ถ้ามิใช่เพราะปานแดงบนใบหน้าของนาง เจียงซิ่วรุ่นก็เกือบจะจำไม่ได้แล้ว

แน่นอนว่าเจียงซิ่วรุ่นไม่อาจพูดออกมาได้ว่าวันหน้าในอนาคตไป๋เฉี่ยนจะใช้ฐานะสตรีเข้าร่วมทดสอบทักษะยุทธ์ และทุบตีบุรุษฝูงหนึ่งจนปัสสาวะราดอุจจาระแทบร่วง ก่อนผ่านการเข้ารอบเป็นครั้งแรก และกลายเป็นแม่ทัพสะท้านแผ่นดิน

เจียงซิ่วรุ่นจึงเพียงยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า “ข้าเชื่อในสายตาพินิจพิจารณาคนของตนเอง”

ไป๋เฉี่ยนผู้นั้นก็ไม่ถามอะไรอีก เพียงเก็บกวาดบ้านให้สะอาด จัดการเก็บเสื้อผ้าให้เจียงซิ่วรุ่นจนเรียบร้อย ตอนยามจื่อขณะที่ทำความสะอาดสวนดอกไม้อยู่ มองเห็นในซอกเล็กๆ มีหนูขนาดใหญ่หลายตัววิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว นางไม่รอให้ทหารองครักษ์ได้ทันมีอาการตอบสนอง นางก็ใช้เท้าใหญ่ขนาดแปดชุ่น เหยียบลงไปอย่างเด็ดเดี่ยว จนหนูที่วิ่งขวักไขว่ไปทั่วทุกแห่งภายในเรือนร่างแหลกเละกันหมด

ทหารองครักษ์หลายนายนั้นหันไปมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รู้สึกว่าสตรีคนนี้ออกจะผิดปกติอยู่บ้าง

บทที่ 6

แต่เจียงซิ่วรุ่นที่ยืนอยู่ตรงประตูทางเข้าสวนพอใจกับกำลังขาของสาวใช้ของตนเองผู้นี้เป็นอย่างมาก

ในชาติก่อนนางไม่ค่อยสนิทสนมคุ้นเคยกับแม่ทัพหญิงผู้นี้นัก แต่ก็เคยได้ยินเรื่องราวสำคัญๆ ในอดีตของอีกฝ่ายมา รู้ว่าไป๋เฉี่ยนเป็นคนซื่อตรง ไม่ใช่พวกคนสับปลับปลิ้นปล้อน

คนที่มีพละกำลังผิดปกติ แต่ในยามประสบเคราะห์หนักกลับไม่ยอมลดตัวไปเป็นโจรปล้นทรัพย์ เลือกขายตัวเพื่อฝังศพบิดามารดาแทน ย่อมต้องมีเส้นแบ่งคุณธรรมความเป็นมนุษย์ เมื่อมีคนซื่อสัตย์เที่ยงตรงเช่นนี้อยู่ข้างกาย นางก็ค่อยสบายใจขึ้นบ้าง

พอจัดการบ้านเรือนเรียบร้อยแล้ว ยังต้องรับรองแขกผู้สูงศักดิ์อีก เจียงซิ่วรุ่นจำได้ว่านัดหมายกับหลิวเพ่ยไว้ ถึงแม้ไม่รู้ว่าเขาจะพูดไปโดยไม่ทันคิดหรือไม่ แต่ในเมื่อตอนนั้นนางกับพี่ชายเชิญเขามาเป็นแขกแล้ว เช่นนั้นก็ไม่อาจทำผิดสัญญาได้

ดังนั้นก่อนถึงวันนัดหมายเจียงซิ่วรุ่นจึงสั่งให้คนไปที่เรือนของตัวประกันแคว้นเหลียง ส่งเทียบเชิญซึ่งเขียนที่อยู่ใหม่ไปให้ จากนั้นซื้อลูกหมูกับสุราชั้นดี เนื้อสัตว์อื่นๆ และผักต่างๆ มาประกอบอาหารเลิศรสเพื่อรับรองแขกผู้มาเยือน

ไป๋อิงชำนาญด้านงานครัว สีสันบนตัวลูกหมูนั้นมีความสม่ำเสมอ เคี่ยวจนได้รสชาติ ส่วนเนื้อที่เหลือก็ทำตามที่เจียงซิ่วรุ่นชี้แนะ ทำออกมาเป็นอาหารย่างรสเลิศที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแคว้นปอ อาหารที่ทำออกมามีทั้งจานใหญ่และจานเล็ก เป็นการผสมผสานรสชาติอาหารของแคว้นปอกับแคว้นฮุ่ยเข้าด้วยกัน นับว่านำขึ้นโต๊ะแสดงต่อสายตาทุกคนได้แล้ว

รอจนถึงช่วงเวลาที่นัดหมาย ที่ปากตรอกก็มีเสียงรถม้าดังมา เจียงจือในฐานะที่เป็นเจ้าบ้านผู้มีอัธยาศัย จึงนำเจียงซิ่วรุ่นมายืนต้อนรับแขกที่หน้าประตูด้วยตนเอง

แต่รถม้าที่มาไม่ได้มีเพียงแค่คันเดียว หลิวเพ่ยยังมาพร้อมกับสหายทั้งกลุ่ม ด้านหลังรถม้าของเขายังมีรถม้าตามมาอีกสามสี่คันด้วย

เมื่อหลิวเพ่ยลงจากรถม้าแล้ว ก็ยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวกับพี่น้องสกุลเจียงที่มาต้อนรับว่า “เดิมทีวันนี้มีสหายหลายท่านนัดหมายกันไว้ว่าจะมาพูดคุยเกี่ยวกับหนังสือโบราณหลายม้วนที่ได้มาโดยบังเอิญ เมื่อวานตอนที่ได้รับเทียบเชิญ ก็นึกถึงนัดหมายกับพวกท่านสองพี่น้องได้ จึงได้ย้ายชุมนุมหนังสือมาที่เรือนของท่านเสียเลย และจะได้แนะนำกลุ่มคนที่มีคุณสมบัติโดดเด่น มีความรู้ความสง่างามหลายท่านนี้ให้ท่านด้วยพอดี”

เจียงจือฟังแล้วก็ตอบอย่างยิ้มแย้ม “แขกผู้สูงศักดิ์เต็มเรือน กลิ่นหนังสือกระจายไปทั่ว เป็นเรื่องที่เฝ้ารอคอย ยังคงขอเชิญคุณชายเป็นตัวแทนแนะนำแขกผู้สูงศักดิ์ให้ด้วย”

เจียงซิ่วรุ่นที่อยู่ด้านข้างกลับฟังจนเข้าใจแล้ว หลิวเพ่ยผู้นี้ลืมที่นัดหมายกับพวกเขาสองพี่น้องไปแล้ว วันนี้เดิมมีนัดหมายอื่นอยู่ แต่หลังจากได้รับเทียบเชิญถึงนึกขึ้นมาได้ เพื่อจะได้ไม่เป็นคนเสียคำพูด จึงได้เอานัดหมายทั้งสองเรื่องนี้มารวมเป็นหนึ่งเดียว

นางไม่ได้กล่าวอันใดทั้งสิ้น ตัวประกันของแคว้นที่อ่อนแออย่างแคว้นปอเมื่ออยู่ในเมืองลั่วอันที่กว้างใหญ่ ก็ไม่มีผู้ใดเห็นอยู่ในสายตา หลิวเพ่ยมีฐานะเป็นบุตรชายเหลียงอ๋อง กลับให้เกียรติเหล่าปัญญาชน ยอมคบหากับตัวประกันแคว้นที่อ่อนแอ ในสายตาของผู้อื่นนั่นคือการแสดงออกว่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมไม่ประจบสอพลอ หากเกิดความไม่พอใจขึ้นมาในเวลาเช่นนี้ ก็จะต้องมีคนรู้สึกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าบุตรชายปออ๋องช่างใจคอคับแคบนัก

แต่หลังจากรถม้าหลายคันทางด้านหลังมีคนลงมาแล้ว ในที่สุดเจียงซิ่วรุ่นก็เห็นแขกผู้มาเยือนทั้งหมดได้อย่างชัดเจน นางพลันนึกเสียใจขึ้นมา หากรู้ล่วงหน้าว่าแขกที่มาวันนี้มีสองคนนั้นด้วย ผิดคำพูดไปก็ไม่เห็นจะเป็นไร

ที่แท้ในบรรดาชายหนุ่มที่ลงจากรถม้าทั้งหลายมีเฟิ่งหลีอู๋รัชทายาทแห่งต้าฉีอยู่ด้วยอย่างไม่คาดฝัน และคนที่อยู่ด้านข้างเฟิ่งหลีอู๋ก็คือฉินจ้าวนั่นเอง

แต่นี่ก็ไม่น่าแปลกสักนิด หลิวเพ่ยกับเฟิ่งหลีอู๋เดิมทีก็คือลูกพี่ลูกน้องกันอยู่แล้ว ทั้งสองคนต่างดำเนินไปตามหนทางของตนเอง ก่อนที่จะแย่งชิงอำนาจในใต้หล้า สายสัมพันธ์ของพี่น้องก็ยังลึกซึ้ง ทั้งสองจะเป็นสหายที่ดีต่อกันก็เป็นเรื่องปกติ

ด้วยเหตุนี้เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาใกล้ เจียงซิ่วรุ่นจึงอยู่ด้านหลังพี่ชายด้วยสีหน้าแข็งทื่อ ถวายความเคารพต่อรัชทายาท และน้อมเชิญบรรดาแขกผู้สูงศักดิ์เข้าไปนั่งภายในบ้าน

เฟิ่งหลีอู๋ผู้นั้นเป็นคนที่แสดงสีหน้าเย็นชามาตลอด ใบหน้าที่แสนหล่อเหลาปานล่มบ้านเมืองได้คล้ายแขวนไอหนาวไว้ตลอดทั้งปี อารมณ์ดีร้ายใดๆ ไม่อาจอ่านออกได้

ทว่าตอนที่เขาผ่านข้างกายเจียงซิ่วรุ่นไปกลับปรายตามองนางแวบหนึ่ง

ไม่ว่าอย่างไรตอนที่อยู่ในท้องพระโรง คนที่แนะนำตนเองต่อบิดาของเขาด้วยการ ‘หนุนเขนย’ ตามที่เขียนในพระราชสาส์นนั้นก็มีไม่มาก ต่อให้ไม่คู่ควรให้เปลืองความคิดกับตัวประกันของแคว้นที่อ่อนแอ แต่ก็ยังเหลือภาพประทับในใจอยู่บ้างอย่างเลี่ยงไม่ได้

เพียงแต่วันนั้นเห็นชัดว่าคิ้วทั้งคู่ของคนตรงหน้าเหมือนอีกากางปีกบิน วันนี้พอได้เห็นอีกครา กลับเป็นคิ้วที่ได้รูป ดวงตางดงาม เป็นเด็กหนุ่มที่งามสง่าขึ้นมาอย่างฉับพลันผู้หนึ่ง

เมื่อดูเช่นนี้ต่อไปก็รู้สึกว่าตัวประกันแคว้นปอผู้นี้อาจไม่ใช่เด็กหนุ่มมุทะลุดื้อด้านเหมือนอย่างที่เขาเห็นในวันนั้นก็ได้

ในขณะที่สายตาซึ่งเหมือนไม้วัดฉากของเฟิ่งหลีอู๋กวาดผ่าน ในใจของเจียงซิ่วรุ่นก็อยากจะบีบคอหลิวเพ่ยที่พาหมาป่าเข้ามาในบ้านนางให้ตายไปเสียเหลือเกิน หากรู้ก่อนว่ารัชทายาทจะมา นางย่อมต้องเติมคิ้วด้วยดินสอถ่าน เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกเขากล่าวหาว่าเป็น ‘หญิงงามปีศาจชักนำหายนะสู่บ้านเมือง’

นอกจากรัชทายาทแล้ว อีกหลายคนที่เหลือล้วนเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองลั่วอัน และเป็นคนที่เจียงซิ่วรุ่นรู้จัก

ในอีกหลายปีหลังจากนี้นางก็จะอยู่ในงานเลี้ยงที่เมืองลั่วอันแห่งนี้ เป็นคนที่แขนเสื้อยาวร่ายรำอย่างช่ำชองผู้นั้น เคยดื่มสุราร่ายกลอน เคยพูดคุยเรื่องบทกวีและบทเพลงกับหลายคนนี้

ตอนนั้นเพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คน นางทุ่มเทความพยายามไปกับหนังสือ ถึงแม้จะเรียนแค่เพียงผิวเผิน แต่เมื่อเทียบกับสตรีส่วนใหญ่ในเวลานี้ที่ไม่มีความรู้อะไร แม้แต่ตัวอักษรก็ไม่รู้จักแล้ว นางก็นับได้ว่าเป็นพวกที่อ่านหนังสือบทกวีอยู่บ่อยๆ ทำให้บุรุษจำนวนมากในเวลานั้นพากันทอดถอนใจด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวด

แต่เจียงซิ่วรุ่นรู้แก่ใจดีว่าน้ำหมึกในท้องของตนเองนั้น หากแสดงออกด้วยสถานะของบุรุษก็จะถูกมองว่าเป็นพวกพื้นฐานธรรมดาไป ดังนั้นเมื่อแขกทุกคนเข้านั่งประจำที่ ดื่มชาสนทนากันแบบเบาๆ นางจึงได้แต่ฟังอย่างสงบเงียบอยู่ด้านข้าง เพื่อจะได้ไม่ต้องแสดงความสามารถอันน้อยนิดของตนออกมาต่อหน้าผู้เชี่ยวชาญจนตกเป็นหัวข้อเรื่องตลกขบขัน

เจียงจือก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน หลังจากพูดคล้อยตามผู้อื่นไปหลายประโยคก็พบว่าความรู้ที่ตนได้จากแคว้นปอก่อนหน้านี้ช่างผิวเผินเหลือเกิน ไม่มีทางเทียบกับผู้คงแก่เรียนอันสง่างามส่วนใหญ่ได้เลยแม้แต่น้อย จึงค่อยๆ หยุดพูดไป เหลือเพียงคอยฟังเงียบๆ อยู่ด้านข้าง และคอยสั่งบ่าวรับใช้ให้ยกน้ำชายกน้ำมาเป็นระยะๆ เลี่ยงไม่ให้แสดงความกระอักกระอ่วนออกมา

ท่ามกลางบัณฑิตคงแก่เรียนกลุ่มนี้ มีคนหนึ่งที่ชื่อฝานเซิง เป็นบัณฑิตลัทธิหรูคนสำคัญในเมืองลั่วอัน มองว่าตนมีความรู้ความสามารถเหนือผู้อื่น จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคนที่มีความสามารถธรรมดานัก

เดิมทีวันนี้เขาจะไปเป็นแขกที่เรือนของหลิวเพ่ย แต่พอใกล้จะถึงเวลาก็ให้ย้ายมาที่เรือนเก่าในตรอกซอมซ่อนี้แทน ในใจจึงไม่ค่อยยินดีนัก

ครั้นเห็นว่าเจ้าบ้านอย่างพี่น้องสกุลเจียงยามพูดจายังติดสำเนียงถิ่นบ้านเกิด คนน้องก็เอาแต่ก้มหน้าไม่พูดไม่จา คนพี่ก็ต่อบทสนทนาไม่ได้อยู่หลายครั้ง ออกจะเป็นพวกสายตาคับแคบไม่เคยเห็นโลกกว้างอยู่บ้าง ในใจพลันนึกดูถูกทันที

ก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินเรื่องตลกที่พระราชสาส์นแคว้นปอก่อกวนขึ้นมาแล้ว ถึงกับเขียนคำพูดมอบบุตรชายให้เป็นชายบรรณาการออกมาได้ ช่างทำให้พี่ใหญ่เช่นเขาดูถูกแคว้นปอยิ่งนัก

ในขณะนี้ตัวการของเรื่องก็อยู่ตรงหน้าแล้ว และยังมีท่าทางไม่อาจเงยหน้าขึ้นมาได้ เห็นได้ว่าข่าวลือเป็นจริง

ครั้นความรู้สึกดูถูกในใจฝานเซิงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น พลอยทำให้รู้สึกว่าบรรยากาศในห้องโถงที่คับแคบนี้ล้วนแต่เผยความอัปลักษณ์ออกมา

เมื่อหลิวเพ่ยเสนอให้ฝานเซิงแสดงม้วนหนังสือโบราณที่ได้มาใหม่ให้ทุกคนได้ชมดู เขาก็แค่นเสียงเย็นชาคำหนึ่งแล้วพูดว่า “ตอนที่ข้าได้หนังสือม้วนนี้มา ประหนึ่งได้รับของวิเศษล้ำค่า ต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เผาเครื่องหอม นั่งสมาธิเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม จนกระทั่งจิตใจไร้ความคิดสับสนแล้วถึงได้กล้าคลี่ม้วนหนังสือออกดู ทั้งที่กลัวว่าตนเองจะทำให้ข้อความที่บรรจงเขียนอย่างงามสง่าต้องแปดเปื้อน แต่นี่คุณชายกลับจะให้ข้าคลี่ม้วนหนังสือเลอค่านี้ที่บ้านธรรมดาๆ ในตรอกซอมซ่อเพื่อชมร่วมกับชาวบ้านสามัญจากชายแดนเหล่านี้หรือ โปรดอภัยที่ข้ายากจะทำตามคำสั่งได้!”

ถึงแม้จะมีรัชทายาทผู้ทรงศักดิ์อยู่ที่นี่ด้วย แต่พวกบัณฑิตลัทธิหรูในเวลานี้ล้วนมีนิสัยเย่อหยิ่งทะนงตน ในสถานการณ์ที่ชุมนุมกันส่วนตัวเช่นนี้ ผู้ที่ยังรักษาความทะนงตนในศักดิ์ศรีเอาไว้ได้โดยไม่ไหลไปตามคนหมู่มากได้ กลับจะยิ่งได้รับการนับหน้าถือตาจากผู้คน ดังนั้นหลังจากที่เขาพูดจบก็สั่งให้บ่าวรับใช้เก็บม้วนหนังสือหลายม้วนบนถาดให้เรียบร้อย จากนั้นสะบัดแขนเสื้อทำท่าจะจากไป

เจียงซิ่วรุ่นที่นิ่งเงียบมาโดยตลอดเงยหน้าขึ้นมาตั้งแต่ที่เขาพูดคำว่า ‘ชาวบ้านสามัญจากชายแดน’ แล้ว ในใจคิดอยู่ว่า…คนผู้นี้ช่างน่ารังเกียจ ทำให้คนไม่ชมชอบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างแท้จริง

จะว่าไปในชาติที่แล้วพี่ใหญ่อย่างเจียงจือก็ไม่อาจต่อกรกับฝานเซิงผู้นี้ได้ เขาเป็นพวกที่โอ้อวดตนเองว่าสูงส่ง จะยกย่องตัวประกันหญิงที่ออกมาจากหน่วยซักผ้าคนหนึ่งได้อย่างไร

เพื่อจะโดดเด่นเหนือผู้ใด เจียงซิ่วรุ่นจึงต้องเผชิญหน้ากับการเหยียดหยามอยู่ไม่ขาด แม้แต่พี่ชายของนางก็เคยถูกดูหมิ่นเหยียดหยามต่อหน้าฝูงชนเช่นกัน

วันนี้ตอนที่เจียงซิ่วรุ่นเห็นว่ามีฝานเซิงอยู่ในกลุ่มแขกด้วย เดิมนางก็คิดจะอดทนให้ถึงที่สุด ถึงอย่างไรเหตุการณ์ของชาตินี้กับชาติที่แล้วก็แตกต่างกันอย่างมาก นางกับพี่ชายก็แค่จะเอาตัวรอดให้ผ่านไปวันๆ เท่านั้น ไม่ปรารถนาจะสร้างศัตรูกับใคร

แต่ฝานเซิงผู้นี้กลับทำตัวน่ารำคาญเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับสุนัขบ้าก็มิปาน ไม่ทันได้ยั่วยุอะไรเขาก็ทำท่าจะพุ่งเข้ามากัดคนแล้ว หากวันนี้ให้เขาสะบัดแขนเสื้อจากไปได้ง่ายๆ พรุ่งนี้ข่าวลือที่ว่า ‘สกุลเจียงแห่งแคว้นปอถูกบัณฑิตสูงส่งตั้งแง่รังเกียจ’ จะต้องกระจายไปทั่วเมืองหลวงแน่นอน

ถึงเวลานั้นพี่ชายก็จะลงเอยเหมือนเมื่อชาติที่แล้ว กลายเป็นหัวข้อสนทนาขบขันในหมู่ชนชั้นสูงพวกนั้น แล้วยังจะมีอนาคตอันใดให้พูดได้อีกเล่า

เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็เหลือบมองม้วนหนังสือเหล่านั้นและเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ก็แค่ถ้อยคำเพ้อฝันหลงละเมอของผู้เร้นกายในราชวงศ์ก่อนไม่กี่ม้วนเท่านั้น คู่ควรให้ท่านต้องปฏิบัติอย่างเคารพระมัดระวังถึงเพียงนี้เชียวหรือ เอาไปด้วยก็ดีเหมือนกัน จะได้เลี่ยงไม่ให้กลิ่นอายท้องนาป่าเขาเยี่ยงนั้นแปดเปื้อนห้องโถงข้า” นางเอ่ยเรียกไป๋เฉี่ยน “เฉี่ยนเอ๋อร์ ไปตักน้ำมาหน่อย แล้วจงสาดน้ำขัดถูพื้นอิฐที่บ่าวรับใช้ผู้นั้นถือหนังสือเดินผ่านไปทุกๆ ก้าวให้ข้าด้วย ขัดให้แรงๆ สามเที่ยว!”

ไป๋เฉี่ยนที่ยืนเฝ้าอยู่นอกห้องโถงมาตลอดพอได้ยินคำสั่งก็รับคำในทันใด เดินไม่กี่ก้าวไปที่ด้านข้างแล้วยกโอ่งที่ใส่น้ำจนเต็มใบหนึ่งขึ้นมา คอยเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูเสียเลย ปานสีแดงบนใบหน้าดูดุร้ายจ้องบ่าวรับใช้คนนั้นด้วยสายตาวาวโรจน์ ท่าทางของนางดูไม่เหมือนเตรียมล้างพื้น กลับเหมือนเตรียมใช้โอ่งทุ่มคนให้ตายเสียมากกว่า

ทุกคนในห้องโถงล้วนถูกเหตุการณ์ไป๋เฉี่ยนยกโอ่งที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ทำให้ตกใจจนแทบกระโดดพรวดขึ้นมาทันที

ส่วนฝานเซิงผู้หยิ่งยโสกลับถูกวาจายั่วยุของเจียงซิ่วรุ่นทำให้โมโหจนสั่นไปทั้งร่าง เขาหยุดเดินและหันกลับมาชี้เจียงซิ่วรุ่นพลางพูดว่า “พวกไร้ความรู้! ม้วนหนังสือของท่านเว่ยจื่อปราชญ์ผู้เร้นกายของราชวงศ์ก่อน เจ้าก็กล้าเอามาพูดทำให้ด่างพร้อยรึ!”

เจียงซิ่วรุ่นย่อมรู้ดีว่านั่นคือหนังสือของเว่ยจื่อ เพราะในชาติที่แล้วฝานเซิงก็เอาหนังสือโบราณมาโอ้อวดไม่หยุด ถึงขนาดเขียนหนังสือเพื่ออธิบายตีความงานเขียนของปราชญ์ผู้เร้นกายท่านนี้อย่างละเอียดอยู่สิบกว่าม้วน

เนื่องจากในชาติก่อนเคยมีช่วงเวลาที่ต่อกรกับฝานเซิงไม่ได้ เจียงซิ่วรุ่นจึงทุ่มเทกำลังไปมากมาย จดจ่ออยู่กับการหาข้อผิดพลาด ถึงขนาดออกค่าใช้จ่ายจำนวนมากเชิญผู้เปี่ยมด้วยความรู้มาเรียบเรียงและเขียนเป็นหนังสือเพื่อโต้แย้ง หลังจากนางท่องจำได้ ก็จะเลือกสถานการณ์ที่มีคนอยู่จำนวนมากเพื่อทำให้เขาเสียหน้า

ขณะนี้น่าจะเป็นตอนที่ฝานเซิงเพิ่งได้หนังสือโบราณนี้มาเป็นครั้งแรก เมื่อพูดถึงความชำนาญคุ้นเคยต่อเนื้อหาในหนังสือโบราณเล่มนี้ จะเทียบนางที่กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งได้อย่างไร

ดังนั้นหลังจากได้ยินฝานเซิงเอ่ยประณามอย่างโกรธเกรี้ยว นางจึงเปลี่ยนจากท่านั่งคุกเข่าเป็นนั่งขัดสมาธิโดยชันเข่าข้างหนึ่งขึ้นมา มือหนึ่งถือจอกสุรา และกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่อินังขังขอบว่า “ถึงจะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ดูจากตัวอักษรที่เขียนไว้ด้านนอกม้วนหนังสือเล่มนั้นก็รู้แล้ว ก็แค่ข้อคิดเห็นที่เว่ยจื่อกระจ่างแจ้งด้วยตนเองจากการบำเพ็ญตนมิใช่หรือ คนที่ยามบ้านเมืองเผชิญวิกฤตกำลังจะล่มสลายแต่เลือกที่จะละเลยไม่สนใจ เอาแต่ยกตำแหน่งให้ผู้ทรงคุณธรรมอย่างน้องชายที่เกิดจากอนุ คนจำพวกที่หนีเข้าป่าไปตามล่าชื่อเสียงและคำสรรเสริญเยินยอว่าดีงามผู้หนึ่งนี้ มีอันใดคู่ควรให้ผู้คนเคารพยกย่องเล่า”

ตอนนั้นเว่ยจื่อมีฐานะเป็นผู้สืบทอดของแคว้นเว่ยในราชวงศ์ก่อน แต่กลับยกตำแหน่งให้น้องชายต่างมารดา ต่อให้น้องชายจุดไฟเผาป่าเชิญเขาออกมาเพื่อสืบทอดตำแหน่งอ๋องเจ้าแคว้นเขาก็ไม่ยอมออกมา ความมีคุณธรรมเช่นนี้ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากทุกคนมาโดยตลอด

แต่ขณะนี้บุตรชายคนเล็กของปออ๋องเจียงเหอรุ่นกลับแสดงความเห็นที่แตกต่างไปจากคนหมู่มาก ทำให้ดวงตาของทุกคนเป็นประกายขึ้นมาทันทีอย่างช่วยไม่ได้

แม้แต่รัชทายาทก็มองมาทางคุณชายน้อยเจียงท่านนี้อย่างอดไม่อยู่

นิสัยที่ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากหนังสือของฝานเซิงถูกตัวประกันจากชายแดนผู้นี้ท้าทายเข้าแล้ว จึงกลับมานั่งยังที่นั่งอีกครั้ง และยื่นมือไปหยิบหนังสือออกมาม้วนหนึ่ง ไม่สนใจว่าในบ้านจะดูล้าหลังหรือสกปรกเพียงใด เขาคลี่ม้วนหนังสือและอ่านออกเสียงดัง รอจนอ่านจบเขาก็จ้องไปที่เจียงซิ่วรุ่น “ความคิดเห็นของท่านผู้ทรงภูมิ ในเมื่อมั่นใจว่ามีสติปัญญาเหนือกว่าเว่ยจื่อ อย่างนั้นท่านก็อธิบายสักหน่อยว่าที่ข้าเพิ่งอ่านไปนั้น ควรจะตีความว่าอย่างไร”

ทันทีที่กล่าววาจานี้ออกมา เจียงจือก็เหงื่อออกเยียบเย็นไปทั้งร่าง

ถ้อยคำที่แคว้นเว่ยในราชวงศ์ก่อนหยิบยกมาใช้ก็คือคำที่ใช้ในท้องถิ่นทางใต้ของจงหยวน ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับวิธีการใช้ภาษาของคนในยุคนี้ ส่วนเขาที่อยู่แคว้นปอถึงแม้จะศึกษาคัมภีร์ของปราชญ์ยุคปัจจุบันมาแล้ว แต่กลับไม่ค่อยชำนาญกับงานเขียนของแคว้นเว่ยนัก

ข้อความที่ฝานเซิงเพิ่งจะอ่านท่อนเมื่อครู่นั้น การออกเสียงและการใช้ภาษาล้วนยากที่จะเข้าใจได้ เขาเองก็ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้บ้าง แล้วน้องสาวที่รู้หนังสือเพียงแค่ไม่กี่ตัวจะเข้าใจได้อย่างไรกัน

ตอนที่เขากำลังจะเอ่ยปากขออภัยฝานเซิงแทนน้องสาวเพื่อช่วยคลายวิกฤต เจียงซิ่วรุ่นกลับกล่าวอย่างสบายๆ ว่า “ท่อนนี้หมายความว่า ‘บิดามารดาคือผู้มีพระคุณที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนเอง ดังนั้นควรถือเอาความเหนื่อยยากของบิดามารดาเป็นเสมือนความเหนื่อยยากของตนเอง ใช้ความสามารถอย่างเต็มกำลัง สร้างความสุขให้กับบิดามารดา หากบิดามารดารังเกียจและละทิ้งตนเอง ย่อมไม่ควรโศกเศร้า ควรจะสำนึกตนซ่อนตัวเอาไว้เหมือนหนูหรืองูที่อยู่ในถ้ำ ไม่ต้องปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนในยามกลางวัน พยายามอย่าให้เป็นที่ระคายเคืองตาบิดามารดาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้’ ”

เมื่อพูดถึงตรงนี้นางก็ชะงักไปชั่วขณะ หางตารูปหงส์เชิดขึ้นเล็กน้อย แล้วกล่าวอย่างเหยียดหยามว่า “ทั้งหมดนี้ก็คือวาจาของบุตรชายซึ่งเวทนาสงสารตนเองเนื่องจากสูญเสียความโปรดปรานของบิดาจนถูกทอดทิ้ง มีฐานะเป็นถึงบุตรชายสายตรง บิดาสูญเสียมโนธรรมหันไปโปรดปรานรักใคร่บุตรที่เกิดจากอนุ แต่ไม่เตือนสติบิดาให้รักษาความประพฤติอย่างมีคุณธรรม ตรงกันข้าม กลับเปลี่ยนตนเองกลายเป็นหนูมุดเข้าไปในป่า…สุนัขผายลมทั้งเพ! เหม็นจนไม่อาจทน! เฉี่ยนเอ๋อร์ สาดน้ำ!”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 พ.ค. 69

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: