X
    Categories: กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้นทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 7-9

หน้าที่แล้ว1 of 12

บทที่ 7

ไป๋เฉี่ยนผู้นั้นกำลังรอคำพูดนี้ของคุณชายน้อยอยู่พอดี น้ำโอ่งใหญ่สาดออกไปจนกลายเป็นขวดวิเศษปราบปีศาจสาดกระจายไปทางอาจารย์ฝานแล้ว

ฝานเซิงผู้นั้นกำลังถูกวาจาของเจียงซิ่วรุ่นตอกกลับจนสำลักพูดไม่ออก เอาแต่เบิกตาค้นหาถ้อยคำที่จะมาโต้ตอบ กลับคิดไม่ถึงว่าตัวประกันของแคว้นเล็กๆ แสนอ่อนแอถึงกับปฏิบัติต่อแขกอย่างไร้มารยาทเยี่ยงนี้ ให้สาวใช้อัปลักษณ์นางหนึ่งมาราดน้ำใส่เขาจนหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ

มวยผมเขาหลุดลุ่ยสารรูปราวกับปีศาจน้ำเปียกโชก เขากระทืบเท้าอยู่กับที่ ชี้ไปที่เจียงซิ่วรุ่นและด่าว่า “เจ้ามันหลู่เกียรติผู้มีความรู้!”

เจียงซิ่วรุ่นไม่เลิกคิ้วสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ฝานเซิงเวลานี้ถึงแม้จะอายุยังน้อยแต่ก็มีชื่อเสียง ทว่าไม่เท่าชาติก่อนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ตัวประกันแคว้นปออาจไม่รุ่งโรจน์เทียบเท่าบุตรชายอ๋องของแคว้นที่แข็งแกร่ง แต่ก็เป็นบุตรของอ๋องจากแคว้นบริวาร ไหนเลยจะอนุญาตให้คนยโสโอหังในเมืองลั่วอันผู้หนึ่งมาหยามเกียรติด่าว่าอย่างกำเริบเสิบสานได้

“ใครก็ได้มาส่งแขก!” นางตะโกนเสียงดังชัดเจน

ฝานเซิงผู้นั้นไม่สนใจศักดิ์ศรีอีกแล้ว เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ ต่อให้รั้งอยู่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด ดังนั้นทั้งที่ยังเปียกโชกน้ำหยดติ๋งๆ ก็สะบัดแขนเสื้อพลางด่าว่าอย่างรุนแรง นำบ่าวรับใช้จากไป ทิ้งคนทั้งหมดเอาไว้พร้อมกับบรรยากาศกระอักกระอ่วนไปทั้งห้อง

หลิวเพ่ยที่เป็นผู้จัดชุมนุมก็ไม่คาดคิดมาก่อนเช่นกันว่าคุณชายน้อยเจียงที่ไม่พูดไม่จาถึงกับใช้น้ำสาดไล่บัณฑิตลัทธิหรูที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวงจากไปทั้งอย่างนี้ ส่วนฝานเซิงผู้นั้นก็บังเอิญเป็นแขกของรัชทายาท หลิวเพ่ยจึงไม่ได้กล่าวอันใด ได้แต่รอให้รัชทายาทเป็นผู้เอ่ยปาก

เพราะว่าครั้งนี้คือการชุมนุมในที่ส่วนตัว เฟิ่งหลีอู๋จึงนั่งอยู่บนเสื่อที่ปูกับพื้นเหมือนกับทุกๆ คน ตั้งแต่ต้นจนจบนิ้วเรียวยาวของเขาเคาะเบาๆ กับโต๊ะตัวที่อยู่เบื้องหน้า รอจนฝานเซิงจากไปแล้ว ตอนที่ทุกคนมองมาที่เขา นิ้วเรียวยาวนั้นก็ยังคงเคาะโต๊ะอยู่เบาๆ อย่างไม่เร็วไม่ช้า

เจียงซิ่วรุ่นเวลานี้ระบายความโกรธไปแล้ว ยามที่เผชิญหน้ากับความเงียบงันทั้งห้อง ในใจก็นึกเสียใจอยู่รางๆ เรื่องที่ทำลงไปเมื่อครู่ไม่ควรจะไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ ตีสุนัขก็ยังต้องดูเจ้าของสักหน่อยมิใช่หรือ

เห็นได้ว่าการกลับมามีชีวิตใหม่อีกชาติหนึ่ง ในด้านการฝึกตนบ่มเพาะนิสัย นางยังคงต้องเพิ่มความเข้มแข็งด้านจิตใจอีก เพียงแต่รัชทายาทที่นิสัยประหลาดพิกลมาโดยตลอดผู้นั้นจะสร้างความลำบากให้อย่างไรบ้างนั้น นางคาดเดาไม่ออกเลยจริงๆ

คิดถึงตรงนี้นางก็ไม่มองเฟิ่งหลีอู๋อีก เพียงเผยสีหน้าหดหู่ท้อแท้ราวกับกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจาย ได้แต่หยิบจอกสุราที่อยู่เบื้องหน้าตนเองขึ้นมา อยากดื่มคราเดียวหมดจอก

“วิธีต้อนรับแขกของแคว้นปอก็คือเจ้าบ้านดื่มอย่างเต็มที่โดยไม่สนใจว่าแขกตรงหน้าจะไร้อาหารกินอย่างนั้นหรือ” เสียงเย็นชาพลันดังขึ้น ผู้ที่กล่าวคือเฟิ่งหลีอู๋นั่นเอง

เจียงซิ่วรุ่นวางจอกสุราลง นางลุกขึ้นหันไปทางเฟิ่งหลีอู๋และทำความเคารพพร้อมพูดว่า “เป็นกระหม่อมต้อนรับแขกไม่ทั่วถึง จะนำอาหารขึ้นโต๊ะรับรองแขกเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ” พูดจบก็เรียกให้คนย้ายโต๊ะไปที่ห้องโถงด้านข้าง แล้วค่อยจัดวางอาหารร้อนๆ ทุกคนเข้าประจำที่นั่งดื่มสุราพลางลิ้มรสอาหารพร้อมกัน

เพราะว่ารัชทายาทไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับปัญหาเมื่อสักครู่นี้ ทุกคนจึงได้แต่ทำเหมือนไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้น หลังจากดื่มกินกันแล้ว หลิวเพ่ยย่อมตั้งหัวข้อสนทนาขึ้นมา ทุกคนก็พูดคุยกันอย่างคึกคัก ระหว่างนั้นก็ชวนกันดื่มอย่างสนุกสนานเต็มที่

แต่เนื่องจากย้ายที่นั่ง ไม่รู้เพราะเหตุใด รัชทายาทผู้นั้นถึงมานั่งอยู่ข้างๆ เจียงซิ่วรุ่นเสียได้

โถงข้างค่อนข้างคับแคบ ทั้งสองคนจึงนั่งชิดกันอย่างยิ่ง เจียงซิ่วรุ่นถึงกับสามารถสูดได้กลิ่นหอมเย็นของดอกบัวจากบนร่างเขา

ทั้งคู่นั่งขัดสมาธิ หัวเข่าจึงกระทบกันเป็นระยะๆ

เจียงซิ่วรุ่นเตือนสติตนเองอยู่ตลอดว่าขณะนี้นางคือบุรุษ ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับการที่แขนขาสัมผัสกันเช่นนี้

เวลานี้นางเองสงบนิ่งลงมาได้แล้ว แต่จู่ๆ ก็พลันตระหนักได้ถึงสาเหตุที่รัชทายาทไม่ได้สร้างความลำบากให้กับนาง…แท้ที่จริงเป็นเพราะวาจาที่นางเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่นั้นเข้าไปถึงก้นบึ้งของใจเขา

เฟิ่งหลีอู๋ผู้นี้ถึงแม้จะเป็นบุตรชายคนโตสายตรงของต้าฉี แต่เส้นทางการเป็นรัชทายาทกลับไม่ได้ราบรื่น มารดาของเขาถึงแม้จะสูงศักดิ์เป็นฮองเฮา แต่กลับไม่เป็นที่โปรดปรานมาตลอดระยะเวลายาวนาน แม้แต่เฟิ่งหลีอู๋เมื่อยามเยาว์วัยก็ไม่ได้รับความรักจากบิดา

ว่ากันว่าหลังจากคลอดเขา ฮองเฮารออย่างทรมานถึงสิบวันกว่าฮ่องเต้จะประทานนาม ‘เฟิ่งหลีอู๋’ นี้มาให้

ความหมายสื่อว่า…หงส์ที่เป็นปักษาเทพหากว่าไปจากต้นอู๋ถงอันสูงใหญ่แล้ว ก็ได้แต่คืบคลานอยู่ตามป่าเขา กลายเป็นไก่ฟ้าธรรมดาตัวหนึ่ง

แต่พอเป็นพระชายารักอีกนางหนึ่งซึ่งเป็นที่โปรดปรานของตวนชิ่งฮ่องเต้คลอดบุตร กลับมีเกียรติยศรุ่งโรจน์เป็นที่สุด ได้รับประทานนามว่า ‘เฟิ่งอู่’ หนึ่งบุตรภรรยาเอกหนึ่งบุตรอนุนี้อายุต่างกันเพียงสามเดือน แต่ชื่อแซ่กลับซุกซ่อนนัยลึกซึ้งเอาไว้

นี่ก็คือสัญญาณลับบอกให้ฮองเฮาทำตัวเป็นสตรีที่มีคุณธรรมอันดี เลี้ยงดูบุตรชายโดยให้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษในตำหนักเย็น และยอมสละตำแหน่งถึงจะดี

หากฮองเฮาคลอดไก่ฟ้าออกมาตัวหนึ่งจริงๆ บางทีรัชทายาทของต้าฉีคงจะเป็นเฟิ่งอู่ที่บินขึ้นสวรรค์ชั้นเก้าไปแล้ว

น่าเสียดาย ถึงแม้ฮองเฮาจะมีนิสัยเผด็จการมาตั้งแต่กำเนิด ไม่อบอุ่นอ่อนโยน ยากที่ตวนชิ่งฮ่องเต้จะรักใคร่โปรดปรานได้ แต่นางคลอดลูกเก่ง ที่คลอดออกมาก็คือมังกรน้อยที่ไปจากต้นอู๋ถงแล้วก็ดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกจำศีลเปลี่ยนร่างอยู่ จะช้าหรือเร็วต้องมีสักวันที่สะสมกำลังได้เพียงพอแล้วก็จะสามารถบินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ในคราเดียว

บุรุษที่ไม่ได้รับความโปรดปรานจากบิดาตั้งแต่เยาว์วัยผู้นี้ก้าวออกมาจากตำหนักเย็นทีละก้าวๆ สะสมขุมอำนาจได้อย่างไร นั่นก็คือเรื่องเล่าอันน่าเหลือเชื่ออีกเรื่องหนึ่ง

เขาเป็นผู้ที่ยึดกุมโอกาสได้เก่งกาจมาก โดยฉวยโอกาสช่วงที่ตวนชิ่งฮ่องเต้ดีใจกับการจะสร้างผลงานใหญ่ด้วยการนำทัพพิชิตแคว้นข้างเคียงด้วยพระองค์เอง เขาพึ่งพาการสนับสนุนของขุนนางเก่าแก่โดยใช้ข้ออ้างว่า ‘กำจัดคนชั่วข้างพระวรกายเสด็จพ่อ’ เข้าวังสังหารพระชายาคนโปรดที่บิดาหลงใหลไป แล้วกักขังเฟิ่งอู่น้องชายของตนเอง

ตอนที่ทัพหน้าของตวนชิ่งฮ่องเต้พ่ายแพ้ และจำเป็นต้องให้ราชสำนักต้าฉีส่งกำลังทหารไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เฟิ่งหลีอู๋ก็ฉวยโอกาสนี้ ‘ขอให้’ บิดาถอนคำสั่งกลับ และรับมารดาของเขาออกมาจากตำหนักเย็น ห้ามกระทำการไม่เป็นธรรมด้วยการถอดถอนบุตรชายภรรยาเอกและแต่งตั้งบุตรอนุเป็นรัชทายาทอีก

ตวนชิ่งฮ่องเต้ที่ถูกศัตรูล้อมเอาไว้จนแทบจะอดตายอยู่ในเมืองยังจะสามารถสั่งการอะไรได้ ย่อมต้องรับปากทุกอย่าง

สำหรับเรื่องที่ต่อมาเฟิ่งอู่ป่วยหนักจนสิ้นพระชนม์ไปอย่างรวดเร็วนั้น ก็ถือเป็นความลับที่ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างของต้าฉีห้ามแพร่งพรายออกมาเด็ดขาด

สรุปคือท้ายที่สุดเฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้สังหารบิดาชิงบัลลังก์ เขาคือคนที่กตัญญูอย่างที่สุดแล้ว

ไม่ว่าใครก็ไม่อาจพูดได้ว่าเฟิ่งหลีอู๋ไร้ความสามารถ ดีไม่ดีในอนาคตก็อาจจะถูกเขียนบันทึกเข้าไปในหนังสือยี่สิบห้ากตัญญูก็เป็นได้

เวลานี้ถึงแม้ตวนชิ่งฮ่องเต้ยังอยู่ในตำแหน่ง แต่กลับป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ตลอด ไม่มีชีวิตชีวา เป็นหนอนน่าสมเพชที่ถูกบุตรชายบีบบังคับ ไม่มีอำนาจของฮ่องเต้อยู่ในมือเลยแม้แต่น้อยนิด ว่ากันว่าพระราชลัญจกรหยกนั้นอยู่ในมือของรัชทายาท

ในชาติก่อนเจียงซิ่วรุ่นเคยถามฉินจ้าวด้วยความอยากรู้ว่าที่เฟิ่งหลีอู๋ถ่วงเวลาไม่ยอมสืบทอดบัลลังก์สักทีนั้นหมายความว่าอย่างไร

ฉินจ้าวกลับนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง แล้วถึงตอบว่า ‘รัชทายาทเป็นคนกตัญญูมาก นอกจากนี้…ทั้งๆ ที่เห็นอยู่แต่กลับกินไม่ได้ ถึงจะทำให้ผู้คนเจ็บปวดทรมานที่สุด’

เจียงซิ่วรุ่นครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่นานถึงได้พลันเข้าใจ…ในช่วงหลายปีมานี้ตวนชิ่งฮ่องเต้คิดหาวิธีการใดออกมาไม่ได้แล้ว สนมชายาในวังหลวงแต่ละนางล้วนอายุมากไปเสียหมด สำหรับคนที่เยาว์วัยรูปโฉมงดงามเหล่านั้น หากมิใช่ถูกรัชทายาทตัดสินว่าเป็นหญิงงามปีศาจ ก็ถูกหัวหน้าผู้ดูแลฝ่ายในตัดสินคุณธรรมความประพฤติอยู่ตลอด ไม่อาจให้เข้าตำหนักฮ่องเต้ได้เด็ดขาด…

ลองคิดดูเถิด คนที่หมกมุ่นในตัณหาราคะผู้หนึ่ง นั่งอยู่บนตำแหน่งที่ทรงอำนาจที่สุดในแผ่นดิน กลับถูกรายล้อมด้วยกลุ่มหญิงชราผมหงอกขาว ไม่อาจเสพสุขกับสิ่งที่ต้องการได้ดังใจปรารถนา เป็นเหมือนกับหุ่นเชิดตัวหนึ่ง นี่เป็นการทรมานร่างกายและจิตใจถึงขั้นใดกัน

สำหรับสาเหตุที่นางถูกเฟิ่งหลีอู๋ลบหลู่เหยียดหยามในท้องพระโรงเมื่อชาติก่อน ก็เพียงเพราะว่าเฟิ่งหลีอู๋ตั้งใจจะสร้างความลำบากให้กับบิดาของเขา ให้ชายชราบ้าตัณหามองเห็นแต่กินไม่ได้เท่านั้นเอง…

นี่ก็คือเฟิ่งหลีอู๋…คนที่ทั้งหัวใจมีแต่เรื่องอำนาจกับผลประโยชน์ คนที่เพียงมองด้วยความโกรธก็ต้องแก้แค้นแล้ว ปกติเขาไม่ชอบดนตรี นารี พาชี สุนัขไม่ชอบการร่ายรำขับร้องในงานเลี้ยงสังสรรค์ เพียงหมกมุ่นอยู่กับการวางแผน รวบรวมผู้มีความสามารถในทุกด้าน

ตำแหน่งฮ่องเต้ต้าฉีที่ปกครองแค่แคว้นเดียวจะทำให้คนเช่นนี้พอใจได้อย่างไรกัน ความคิดของเขาก็คือมุ่งหมายพิชิตทั้งใต้หล้า กลายเป็นกษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน…

เมื่อคิดถึงตรงนี้เจียงซิ่วรุ่นก็ระบายลมหายใจเบาๆ ถึงแม้ในใจนางจะมีความเกลียดชังต่อเฟิ่งหลีอู๋ แต่กลับไม่คิดจะยั่วโทสะเขา ชาตินี้ทั้งชาตินางก็แค่อยากจะหาความมั่นคงในชีวิต เพียงอยู่ด้วยกันกับพี่ชายก็พอแล้ว กษัตริย์ผู้พิชิตใต้หล้านี้จะเป็นใครนางไม่รู้สึกสนใจเลยสักนิด

เสียงพูดคุยหัวเราะโอภาปราศรัยดังไปทั้งห้อง กลับมีแต่คนที่นั่งใกล้ชิดกันมากที่สุดคู่นี้เท่านั้นที่ไม่มีบทสนทนาต่อกัน

แต่คำพูดที่นางประณามเว่ยจื่ออย่างเจ็บแสบว่ากตัญญูอย่างโง่เขลาเมื่อครู่นั้น ชัดเจนว่าตรงใจรัชทายาทผู้นี้เข้าแล้ว ถึงขั้นที่รัชทายาทสีหน้าเย็นชาเป็นนิจในเวลานี้ได้แสดงท่าทางให้เกียรติต่อผู้ทรงภูมิปัญญาออกมาอย่างชัดเจน หมายจะคบหากับนางให้มากขึ้นหน่อย

เพียงแต่ทั้งสองคนไม่ได้สนทนากันเลย จำเป็นต้องมีคำพูดชักนำอยู่สักหน่อย ดังนั้นเฟิ่งหลีอู๋ทางหนึ่งเคี้ยวเนื้ออยู่ในปาก อีกทางหนึ่งก็พูดไปเรื่อยว่า “คนครัวที่บ้านคุณชายน้อยเจียงไม่เลวเลย เนื้อหมูนี้สดและนุ่มมาก”

เมื่อได้ยินเฟิ่งหลีอู๋พยายามหาเรื่องมาชมเชยตน เจียงซิ่วรุ่นก็ตัดสินใจทำลายความคิดที่จะให้เกียรติผู้ทรงปัญญาของรัชทายาทผู้นี้ทิ้งเสีย จึงตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้าว่า “ทูลรัชทายาท นี่ก็คือ ‘เนื้อแกะ’ ย่อมต้องสดและนุ่มพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิ่งหลีอู๋ตลอดทั้งชีวิตไม่ค่อยได้กินอาหารเลิศรสสักเท่าใด ตอนยังเด็กเขาอยู่แต่ในตำหนักเย็น ไม่เคยได้กินเนื้อสับมาก่อน จึงไม่ค่อยจะชอบกินเนื้อนัก อีกทั้งยามที่กินข้าวจิตใจส่วนใหญ่ก็มีแต่เรื่องให้ครุ่นคิดอยู่ตลอด จึงกลายเป็นผู้ที่แยกสัตว์ทั้งหก ไม่ออกอยู่เสมอ

เพียงแต่ตัวประกันที่ฟันคมของแคว้นปอผู้นี้กลับไม่ไว้หน้ากันสักนิด ถึงกับทำให้เฟิ่งหลีอู๋หาทางลงต่อหน้าธารกำนัลไม่ได้

คำพูดชวนคุยเช่นนี้ถูกตัดสะบั้นไปแล้ว เจียงซิ่วรุ่นเองก็ไม่มีความคิดจะหาหัวข้อสนทนาอื่นขึ้นมาอีก จึงพูดคุยกันต่อไปไม่ได้

ในที่สุดรัชทายาทก็ไม่พยายามหาเรื่องมาพูดคุยอีก กระนั้นเขาก็ไม่ขยับตะเกียบอีกเช่นกัน เอาแต่ถือจอกสุรา สายตาเย็นชาขณะลิ้มรสสุรา

เจียงซิ่วรุ่นที่ดื้อรั้นหัวชนฝาเช่นนี้ นอกจากทำให้เจียงจือผู้เป็นพี่ชายหลั่งเหงื่อเย็นไปทั้งร่างแล้ว ก็ยังกระตุ้นจนฉินจ้าวที่อยู่ข้างๆ รัชทายาทมองนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเอาแต่คิดในใจว่าหลายครั้งที่เห็นเจ้าเด็กหนุ่มนี่ แต่ละครั้งล้วนมีสีหน้าท่าทางแตกต่างกันออกไป ก่อนหน้านี้คือเด็กหนุ่มไม่รู้ความที่กินห่านย่างอย่างตะกละตะกลาม ต่อมาตอนที่อยู่ในท้องพระโรงก็มีท่าทางเฉกเช่นเด็กหนุ่มหัวรั้นปัญญาทึบ วันนี้กลับมีลักษณะของผู้มีความรู้ความสามารถที่มีนิสัยอันธพาลอีก เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด เจ้าเด็กหนุ่มนี่ต้องไม่ใช่คนธรรมดาสามัญแน่นอน!

เจียงซิ่วรุ่นไม่มองฉินจ้าวคนบ้าบิ่นผู้นั้นเลยแม้แต่น้อย นางเอาแต่ลอบมองเงาของนาฬิกาแดดที่ลานเรือนว่าเอียงไปถึงที่ใดแล้ว ในที่สุดก็ใกล้ถึงเวลาที่แขกจะแยกย้ายเสียที นางจึงไปส่งแขกทั้งกลุ่ม

หลิวเพ่ยที่คอยสังเกตความเคลื่อนไหวทางด้านเจียงซิ่วรุ่นอยู่ตลอดเวลาย่อมเห็นว่าสถานการณ์แสนกระอักกระอ่วน เขาผู้เชี่ยวชาญในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นจึงมอบทางลงให้กับเจียงซิ่วรุ่น เพียงพูดขึ้นว่า “วันนี้มารบกวนมากแล้ว วันหน้าค่อยมาร่วมพบปะกันใหม่”

รัชทายาทผู้นั้นกลับขึ้นรถม้าจากไปเลยโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่แวบเดียว

อาจจะเพราะรู้สึกว่าคุณชายน้อยเจียงเป็นคนที่ยอดเยี่ยมผู้หนึ่ง ก่อนที่จะจากไปหลิวเพ่ยมีท่าทางคล้ายยังไม่สมใจอยาก อยากจะนัดหมายวันมาพบกันในครั้งถัดไปกับเจียงซิ่วรุ่น กลับถูกเจียงซิ่วรุ่นปฏิเสธอย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อยนิด

หลิวเพ่ยกลับใจกว้างมาก ไม่โกรธเคืองแม้แต่น้อย เพียงยิ้มพลางพูดว่า “รอให้คุณชายจัดการเรื่องบ้านเรียบร้อยแล้ว มีเวลาว่างค่อยพบกันใหม่”

เมื่อส่งเหล่าศัตรูในชาติก่อนกลุ่มนั้นจากไปแล้ว เจียงซิ่วรุ่นถึงเพิ่งรู้สึกว่าบ่าไหล่ของนางปวดเมื่อยนัก นางอยากนอนลงบนเตียงเพื่อจะได้พักฟื้นร่างกาย

พี่ชายกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงแวววิจารณ์อย่างอ้อมๆ ขึ้นมาว่านางไม่ควรล่วงเกินรัชทายาทแคว้นต้าฉี ซึ่งนางเองทั้งไม่ยอมรับหรือปฏิเสธ เพียงยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น

 

หลังผ่านการชุมนุมโดยไม่ตั้งใจในวันนี้ไปแล้ว ชื่อเสียงผู้มีวาจาเจ็บแสบและนิสัยแปลกประหลาดของตัวประกันจากแคว้นเล็กๆ อย่างแคว้นปอก็คงแพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในทันที ถึงแม้เป็นไปได้ว่าจะถูกผู้คนพูดต่อๆ กันจนกลายเป็นคนพิลึก แต่เมื่อเทียบกับการถูกคนมองว่า ‘อ่อนแอน่ารังแก’ ก็ต้องนับว่าดีกว่ามากนัก

สำหรับเฟิ่งหลีอู๋นั้นถึงแม้จะไม่ใช่คนใจกว้างมากนัก แต่ในใจของเขาก็มีเรื่องใหญ่ให้ต้องเหน็ดเหนื่อยมากเกินไป ส่วนนางนั้นประการแรกไม่ได้สมคบคิดกับบิดาเฒ่าของเขาเพื่อจะคลอดน้องชายน้อยๆ ให้เขา ประการสองคือนางไม่มีความคิดที่จะก่อกบฏต่อต้านแคว้นใหญ่ไพศาลของเขา

บางทีในสายตาของรัชทายาท นางก็เป็นเพียงคนโง่หัวแข็งที่ไม่รู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์เท่านั้นเอง

ต้าฉีในขณะนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านเงินทองจำนวนมากจากแคว้นปอ ทุกคนรักษาศักดิ์ศรีที่ควรมีเอาไว้ก็เป็นเรื่องดี

เจียงซิ่วรุ่นตัดความคิดที่จะติดต่อคบหากับบรรดาคนที่มีความหยิ่งผยองเทียมฟ้าเหล่านี้ไปแล้ว ทั้งกำลังคิดว่าจะให้เงินทองที่มีอยู่ในมือของตนเองยามนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร มิเช่นนั้นต่อให้ใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดสักเพียงใด จะช้าหรือเร็วก็ต้องนั่งกินสมบัติเก่าจนหมดสิ้นแน่

แต่ในฐานะที่เป็นตัวประกัน นอกจากเรือนที่ตัวประกันใช้พักอาศัยแล้ว ก็ห้ามซื้อที่นาหรือเรือนอีก เจียงซิ่วรุ่นถูกสถานะตัวประกันจำกัดเอาไว้ หนทางการหาเงินจึงแคบยิ่งนัก

ในช่วงที่กำลังเค้นสมองครุ่นคิดคำนวณอยู่ แหล่งที่มาของรายได้กลับส่งมาถึงหน้าประตูเรือนนางเสียอย่างนั้น

หลังจากผ่านไปสองวัน เช้าตรู่วันนี้เจียงซิ่วรุ่นยังไม่ลุกจากเตียงก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าประตูเรือนแล้ว

บทที่ 8

ทหารที่เป็นองครักษ์เหล่านั้นอยู่ในเมืองหลวงของแคว้นอื่นล้วนมีข้อห้ามอยู่ในใจ จึงไม่กล้าไปเปิดประตูในทันที

ถึงอย่างไรใต้หล้าก็ไม่ค่อยสงบสุข ความสัมพันธ์ระหว่างแคว้นเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วพริบตา วันนี้ยังเป็นแคว้นพันธมิตร พรุ่งนี้อาจกลายเป็นศัตรูคู่แค้นต้องสังหารตัวประกันทิ้ง แล้วใช้ศีรษะทำเป็นหนังสือท้ารบก็ได้ ใครจะไปรู้ว่านอกประตูนั่นคือคนที่ฮ่องเต้ต้าฉีส่งมาสังหารตัวประกันหรือไม่

เห็นการกระทำของทหารองครักษ์หลายนายนั้นที่ยื่นหัวออกไปดูอย่างขลาดๆ แล้ว ไป๋เฉี่ยนดูเสียจนรำคาญ จึงใช้มือเดียวยันบนกำแพงแล้วปีนขึ้นไปชะโงกหน้าดู ก็เห็นบัณฑิตลัทธิหรูสิบกว่าคนกำลังร้องด่าทออยู่ข้างประตู

นางถลึงตาถามว่า “พวกเจ้าจะทำอันใด รบกวนคนกำลังนอนหลับฝันดี! หากยังไม่ไปอีก ระวังว่ามารดาจะใช้ถังอุจจาระสาดใส่พวกเจ้า!”

การโผล่หน้าออกมาตะโกนขู่ขวัญเยี่ยงนี้ของไป๋เฉี่ยนทำให้พวกบัณฑิตที่เงยหน้าขึ้นไปมองตกใจกลัวจนตัวสั่น ยังนึกว่าเห็นผีตอนรุ่งสาง จึงล้วนเงียบเป็นใบ้กันไปหมดในทันที

แต่หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งก็เริ่มร้องด่าปาวๆ ขึ้นมาอีก “เป็นหญิงหน้าตาเหมือนยักษ์ผู้นี้ที่ใช้น้ำสาดอาจารย์ของพวกเรา!”

“หน้าตาช่างเหมือนจิตใจเหลือเกิน! อัปลักษณ์จนยากพรรณนา! ดูหมิ่นผู้มีความรู้!”

“สาดน้ำใส่อาจารย์ก็เหมือนสาดน้ำใส่บิดามารดาของข้า! หากทนได้ จะมีอะไรที่ทนไม่ได้!”

เจียงซิ่วรุ่นที่สวมเสื้อคลุมกันลมตัวหนายืนอยู่ในห้องโถงด้านหน้าก็ได้ยินคำด่าทอพวกนั้นอย่างชัดเจนเช่นกัน ครั้นเห็นไป๋เฉี่ยนพลิกตัวลงจากกำแพงจะไปยกถังอุจจาระจริงๆ นางจึงบอกว่า “เฉี่ยนเอ๋อร์ทำเช่นนั้นไม่ได้ เจ้าขึ้นไปบนกำแพงอีกครั้ง ถามพวกเขาว่าต้องการอันใด”

ไป๋เฉี่ยนพลิกตัวขึ้นไปบนกำแพงอีกครั้ง แล้วถามเสียงดัง “พวกเจ้าต้องการอันใด หากต้องการต่อยตีกับข้า ได้เตรียมแคร่ไว้ใช้หาม ยารักษาแผล และสายเอี๊ยมมาด้วยหรือไม่”

บัณฑิตผอมแห้งพวกนั้นเห็นไป๋เฉี่ยนดูล่ำสันบึกบึนก็ส่ายศีรษะรัวแทบจะกลายเป็นกลองป๋องแป๋ง “ใครจะอยากลงมือเล่า! คุณชายน้อยเจียงผู้นั้นบอกว่าวาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่านเว่ยจื่อคือสุนัขผายลมทั้งเพ พวกเราจะอธิบายและทำการโต้วาทีกับเขา จะอธิบายความหมายอย่างละเอียดเพื่อพิสูจน์ชื่อเสียงให้ท่านอาจารย์”

ในยุคนี้การโต้วาทีเป็นที่นิยมแพร่หลาย โดยจัดให้ผู้มีความเห็นที่แตกต่างนั่งประจันกันบนยกพื้นสูง เจ้าพูดมาข้าโต้กลับไป ทำสงครามอย่างดุเดือดด้วยปากและลิ้นอย่างไม่มีความลังเล

ดูท่าฝานเซิงผู้นั้นหลังจากกลับไปเมื่อวานยังคงไม่ยอมแพ้ จึงยุยงบรรดาลูกศิษย์ให้มาก่อเรื่องก่อราวถึงที่นี่

ทหารองครักษ์พวกนั้นพอได้ยินว่าที่แท้ก็เป็นพวกบัณฑิตไร้ประโยชน์ก็คึกคักขึ้นมา ตั้งท่าจะไปตะโกนขับไล่เสียหน่อย กลับถูกเจียงซิ่วรุ่นห้ามเอาไว้ โดยให้คนถ่ายทอดคำพูดออกไปด้านนอกว่า “คุณชายน้อยแคว้นปอร่างกายอ่อนแอ ทนนั่งนานไม่ได้ อีกทั้งต้องการโสมคนชั้นยอดมาบำรุงลำคอให้ชุ่มชื่นแข็งแรง เพื่อเลี่ยงไม่ให้คนสามัญไร้ความสามารถมาทำให้คุณชายสิ้นเปลืองปราณแท้ หากมาโต้วาทีอย่างจริงใจ ก็จ่ายเงินห้าตำลึงทองเป็นเครื่องแสดงความจริงใจ จึงจะสามารถโต้วาทีได้หนึ่งครา”

เมื่อวาจานี้ถ่ายทอดออกไป พวกบัณฑิตด้านนอกก็โมโหจนจมูกเบี้ยวอีกแล้ว ต่างคิดในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่เป็นตัวประกันของแคว้นพ่อค้า มีแต่กลิ่นเงินเต็มไปทั้งตัว!

ทว่าคนที่กล้ำกลืนกลิ่นน่ารังเกียจนี้ไม่ลงก็คือฝานเซิง โชคดีที่เขามาจากครอบครัวร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นเจ้านายที่ไม่ขาดแคลนเงิน เพียงถือเสียว่าเจียงเหอรุ่นผู้นั้นตั้งใจจะสร้างความลำบาก ดังนั้นเพื่อทำตัวเป็นเทพสมบัติแจกเงินทอง จึงได้แต่นำเงินมาจ่ายแทนบรรดาลูกศิษย์ และยังจัดสถานที่สำหรับการโต้วาทีนั้นไว้ที่แท่นสาธยายคัมภีร์ของสำนักศึกษาที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ทำให้คุณชายน้อยเจียงไม่มีข้ออ้างหลบเลี่ยงได้อีก ต้องการให้เจ้าเด็กนั่นแสดงความโง่เขลาต่อหน้าให้จงได้!

สำหรับเจียงซิ่วรุ่นแล้ว งานดีๆ แค่ขยับปากแล้วสามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำเช่นนี้ ไยจะไม่ยินดีทำเล่า จึงตกลงในทันทีว่าเริ่มต้นวันถัดไปก็จะดวลฝีปากกับกลุ่มบัณฑิตลัทธิหรู!

แต่เจียงซิ่วรุ่นก็รู้ตัวว่าพื้นฐานความรู้ของตนเองนั้นแสนเบาบาง ได้แต่กำหนดขอบเขตในการโต้วาทีว่าให้อยู่เพียงแค่หนังสือของเว่ยจื่อม้วนนั้น หัวข้ออื่นๆ ล้วนไม่สนใจทั้งสิ้น

เมื่อถึงวันที่โต้วาที เจียงซิ่วรุ่นสวมเกี้ยวหยก สวมชุดผ้าไหมเนื้อบางตัวยาวสีขาวอมฟ้าตลอดทั้งชุด คลุมทับด้วยเสื้อคลุมกันลมขนเตียวสีดำ บนลำคอพันผ้าพันคอทำจากขนจิ้งจอกสีเงิน ขับเน้นใบหน้าที่ไม่ใหญ่ให้ดูสูงศักดิ์ข่มผู้คนมากยิ่งขึ้น

เมื่อวานนางจ่ายเงินจำนวนมากให้ร้านเสื้อผ้ามีชื่อเสียงในเมืองลั่วอันเพื่อซื้อเสื้อผ้าสำหรับการโต้วาทีชุดนี้ เดิมทีเสื้อผ้าจะต้องวัดขนาดตัวถึงจะสามารถทำได้ โชคดีที่ในร้านมีแขกจองล่วงหน้าเอาไว้แต่ไม่รีบมาเอา ขนาดตัวก็พอๆ กับนาง นางเลยจ่ายในราคาสองเท่าเพื่อซื้อชุดนี้มาให้ตนเองก่อน

ในเมื่อเอ่ยปากแล้วว่าต้องการเงินทอง การแต่งตัวจึงไม่อาจเผยความยากจนไร้สง่าราศีได้แม้แต่น้อย มิเช่นนั้นจะทำให้ผู้คนนึกไปว่านางขาดแคลนเงินทองถึงได้เป็นสิงโตอ้าปากกว้าง

ยามนี้นางก็แค่อยากให้กลิ่นอายสูงศักดิ์สง่างามเยี่ยงผู้มีความรู้นี้สร้างภาพลักษณ์เหนือปุถุชนเกินอาจเอื้อมขึ้นมา จะได้ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกว่าแต่เดิมนางคิดใช้เงินข่มขวัญคนสามัญพวกนี้ให้ล่าถอยไป

แม้จะแต่งกายเป็นบุรุษ แต่รูปโฉมของเจียงซิ่วรุ่นเดิมทีก็ทำให้ผู้คนตะลึงงันอยู่แล้ว เมื่อตั้งใจแต่งตัวเช่นนี้ ต่อให้ไม่ได้เขียนตาทาปาก แต่ก็ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกละสายตาไปไม่ได้ รู้สึกแต่เพียงว่าบุรุษผู้นี้ช่างมีหน้าตาที่งามล้ำเหนือความคาดหมาย หากเป็นอิสตรีจะงามล้ำล่มบ้านล่มเมืองถึงขั้นใด!

เมื่อนางมาถึงสำนักศึกษาและนั่งลงอย่างสบายอารมณ์แล้ว ก็ใช้ดวงตากวาดมองไปโดยรอบคราหนึ่ง

ฝานเซิงเองก็ใช้เงินไปมากมาย ผู้ที่มาชมการปะทะคารมครานี้ไม่ได้มีเพียงศิษย์ของเขาเท่านั้น แม้แต่บัณฑิตที่มีชื่อเสียงหลายคนในเมืองลั่วอันก็มาร่วมชมไม่น้อย

หากเป็นเด็กหนุ่มจากต่างแดนที่อายุสิบหกปีจริง และมาอ้าปากโต้วาทีต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ ย่อมต้องขาดความกล้าที่จะยืนหยัดอยู่บ้าง

ทว่าเจียงซิ่วรุ่นเป็นคนที่กลับชาติมาเกิด ‘เจียงจี’ ที่ในชาติก่อนแขนเสื้อยาวร่ายรำอย่างช่ำชองได้จนเป็นที่รู้จักกันทั่วก็เพราะใช้คารมคมคาย นางไฉนเลยจะกลัวบัณฑิตทั่วสำนักศึกษาพวกนี้ได้

ดังนั้นทุกคนจึงได้เห็นคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่งามดุจหยกแกะสลักอย่างประณีตผู้หนึ่ง ใบหน้าที่มีคางเรียวแหลมปกคลุมด้วยขนจิ้งจอกสีเงินอันอ่อนนุ่ม ลำตัวและเอวตั้งตรงขณะก้าวเท้าก้าวใหญ่ขึ้นไปบนแท่นสาธยายคัมภีร์อันสูงตระหง่าน

หลังจากขึ้นไปบนแท่นสาธยายคัมภีร์แล้ว ชายหนุ่มก็ยกชายเสื้อตัวยาวนั่งลงบนเบาะกลมที่ด้านข้าง จากนั้นกวาดตาไปรอบด้านและกล่าวว่า “ผู้ใดจะมาก่อน”

อันที่จริงใครจะมาก่อนก็ไม่แตกต่าง คนพวกนี้ล้วนเป็นคนที่ฝานเซิงจัดเตรียมเอาไว้ คำโต้แย้งที่จะโต้วาทีเหล่านั้นของพวกเขาถึงขั้นเป็นฝานเซิงที่ยกคำพูดจากคัมภีร์ในตำรามาอ้างอิงและลงแรงจรดพู่กันเขียนออกมาเอง หลังจากเขาเฝ้าเก็บตัวค้นคว้าหนังสือโบราณอยู่ในช่วงหลายวันมานี้

เพียงแต่ความปราดเปรื่องของฝานเซิงก็มีเท่ากับชาติที่แล้ว ความคิดแทบไม่มีอะไรต่างไปจากเดิม จะเทียบเท่าเจียงซิ่วรุ่นที่เค้นสมองทำงานหนักยิ่งกว่าเขาเพื่อค้นหาจุดบกพร่องในหนังสือให้พบได้อย่างไรกันเล่า

ดังนั้นในช่วงเช้านี้จึงมีบัณฑิตรวมทั้งสิ้นสามคนที่เข้าต่อสู้ในสงครามแทนอาจารย์ แต่ทั้งที่พวกเขาต่างเตรียมตัวมาอย่างเต็มที่ โดยมีหลักอ้างอิงจากคำพูดของท่านนักปราชญ์มาสนับสนุน กลับยังถูกเด็กหนุ่มที่พูดติดสำเนียงชนบทคนนี้จับจุดอ่อนออกมาโต้แย้งได้อย่างง่ายดาย

ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าเด็กหนุ่มนี่ดูจะมีปฏิภาณไหวพริบประหนึ่งเทพเซียน ปากและลิ้นนั้นเหมือนมีตะขอแหลมคมงอกอยู่เต็มไปหมด ยามโต้วาทีถ้อยคำก็ไหลหลั่งพรั่งพรูลื่นไหล มีเหตุผลและการอ้างอิง ทั้งแสบร้อนและแฝงแววเย้ยหยันไว้เต็มเปี่ยม ชักนำให้ทุกคนที่ฟังอยู่ด้านข้างอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเสียงดังลั่นไปทั้งห้องเป็นระยะๆ แต่นอกจากหัวเราะดังลั่นแล้ว ยังรู้สึกว่าวาจาของเด็กหนุ่มผู้นี้ทั้งที่ดูเหมือนเหลวไหลไร้สาระ แต่กลับมีเหตุผลเต็มเปี่ยม ถึงกับทำให้คนดังเลื่องชื่อในลั่วอันหลายคนพยักหน้าไม่หยุด

ฝานเซิงที่ฟังอยู่ด้านล่างแท่นสาธยายคัมภีร์ก็ร้อนรนแล้ว หากมิใช่ถูกคนฉุดดึงไว้ เขาจะต้องขึ้นไปโต้วาทีเองแล้วเป็นแน่

แต่คนแซ่เจียงผู้นั้นกลับยั่วยุเพิ่มความกลัดกลุ้มได้เก่งกาจนัก เมื่อเห็นฝานเซิงจะขึ้นแท่นสาธยายคัมภีร์ ก็ถึงกับมีท่าทีเหนื่อยหน่าย เอ่ยอย่างหยิ่งผยองว่า “ฟังวาจาคร่ำครึมาตั้งนานแล้ว ช่างสิ้นเปลืองพลังใจโดยแท้ ข้าเหนื่อยเต็มที ขอตัวกลับไปนอนกลางวันก่อน ไม่อยู่เป็นเพื่อนแล้ว”

ฝานเซิงโมโหจนกระทืบเท้า “ในเมื่อเก็บเงินไปแล้ว จะกล้าทิ้งทุกคนไปนอนกลางวันได้อย่างไร!”

น่าเสียดายที่ก่อนชายหนุ่มผู้นั้นจะขึ้นมาบนแท่นสาธยายคัมภีร์ เจียงซิ่วรุ่นก็ได้ให้สาวใช้อัปลักษณ์ของตนเก็บเงินไปหมดอย่างปราศจากความกริ่งเกรงใดๆ หลังจากฟังฝานเซิงพูดจบ นางก็ทำเหมือนกับตอนที่มา คือลงจากแท่นสาธยายคัมภีร์ และจากไปอย่างอิสรเสรี

แขนเสื้อตัวยาวของชายหนุ่มรูปงามเลิศล้ำพลิ้วไหวดุจระลอกคลื่นจากไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้คนมองเงาด้านหลังของเขาอย่างจดจ่อจนวิญญาณแทบหลุดลอย

บนหอน้ำชาที่อยู่ด้านข้างสำนักศึกษามีคุณชายผู้สูงศักดิ์หลายคนนั่งอยู่ริมหน้าต่างรับฟังคำพูดที่กล่าวอย่างฉาดฉานตรงไปตรงมาของเจียงซิ่วรุ่นก่อนหน้านี้

บังเอิญว่าหลายคนนี้ก็คือผู้ที่ไปเป็นแขกที่เรือนตัวประกันแคว้นปอเมื่อวันก่อนนั่นเอง

ครั้งนี้ฝานเซิงลงทุนลงแรงไปมากเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีกลับคืน ไหนเลยจะยอมให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นพลาดเรื่องนี้ไปได้เล่า ตั้งแต่เช้าจึงได้เชิญพวกเขาให้ไปคอยฟัง

แต่ข้างนอกอากาศหนาวเย็น พวกเขาหลายคนนี้จึงหาห้องในหอน้ำชาสูงที่อยู่ด้านข้างแทน สามารถลิ้มรสชาไปด้วยและดูเด็กหนุ่มคนนั้นโต้คารมกับกลุ่มบัณฑิตลัทธิหรูไปด้วยเสียเลย

รอจนตอนที่เจียงเหอรุ่นผู้นั้นจากไป คนทั้งหลายล้วนไม่กล่าววาจา กระทั่งใช้สายตาส่งเด็กหนุ่มคนนั้นขึ้นรถม้าที่อยู่นอกสำนักศึกษาไปแล้ว ถึงได้เก็บสายตาคืนกลับมา

“ในเมืองลั่วอันถึงกับมีคนที่โดดเด่นระดับนี้เพิ่มขึ้นแล้ว พวกเราช่างโชคดียิ่งนัก!” ผู้ที่กล่าวคำพูดนี้ด้วยสีหน้าตื่นเต้นก็คือหลานชายสายตรงของสกุลหยางในเมืองลั่วอัน…หยางเจี่ยน

เขาเป็นผู้มีพรสวรรค์ที่เลื่องชื่อในหมู่ชนรุ่นเยาว์ของตระกูลขุนนางชั้นสูงในเมืองลั่วอัน ชอบผูกมิตรกับสหายที่ชื่นชอบหนังสือและเขียนบทกวี ยิ่งชอบผูกมิตรกับเด็กหนุ่มที่หล่อเหลา ครั้งก่อนที่เขาเห็นเจียงเหอรุ่นก็มีความรู้สึกที่ดีด้วยอย่างยิ่ง คราวนี้ได้เห็นท่าทางงามสง่าอีกครั้ง ถึงกับอยากจะผูกไมตรีเป็นสหายที่คบหากันอย่างลึกซึ้งในทันใดเสียเหลือเกินแล้ว ถึงตอนนั้นทั้งสองคนจะสามารถนอนเคียงข้างกัน จับเข่าคุยกันยาวๆ ได้ นั่นมิใช่จะสาสมใจยิ่งหรือ

หลิวเพ่ยถึงแม้จะไม่ได้รักชอบบุรุษ แต่จำเป็นต้องยอมรับว่าเมื่อครู่นี้ถูกคิ้วที่เชิดขึ้นอย่างงามสง่าของเด็กหนุ่มผู้นั้นทำให้หลงใหลจริงๆ รู้สึกแต่เพียงว่าคุณชายน้อยเจียงผู้นั้นมีความน่าสนใจมากกว่าเดิม ถึงนิสัยและการกระทำดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง แต่ก็ทำให้ผู้คนละสายตาไปไม่ได้

คิดไม่ถึงว่าขุนนางกบฏที่ช่วงชิงอำนาจขึ้นครองแคว้นปอผู้นั้นจะมีบุตรชายที่โดดเด่นเช่นนี้!

หากวันใดในอนาคตเจียงเหอรุ่นสามารถกลับสู่แคว้นรับสืบทอดตำแหน่งอ๋อง สำหรับแคว้นเหลียงแล้ว…ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจเลย

หลิวเพ่ยไม่ครุ่นคิดอีกต่อไป ถึงอย่างไรตัวประกันแคว้นที่อ่อนแอต่อให้อยากกลับแคว้นของตนเพียงใดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และก่อนหน้าคุณชายน้อยเจียงก็ยังมีพี่ชายอีก ว่ากันตามลำดับอาวุโสแล้วก็ยังมาไม่ถึงรอบของเขาเช่นกัน

คิดถึงตรงนี้หลิวเพ่ยก็เงยหน้าขึ้นมองไปทั่วอยู่รอบหนึ่ง แล้วถามอย่างประหลาดใจ “ไฉนไม่เห็นรัชทายาทแล้วเล่า”

เมื่อครู่เฟิ่งหลีอู๋ก็นั่งอยู่ข้างๆ เขานี่เอง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเก้าอี้ว่างเปล่าตั้งแต่เมื่อใด คนไม่รู้ว่าไปที่ใด…

หลังจากขึ้นรถม้าเจียงซิ่วรุ่นก็เขย่าเปิดห่อผ้าที่ไป๋เฉี่ยนเพิ่งยื่นมาให้นางเมื่อครู่นี้อย่างทนไม่ไหว

เมื่อเปิดห่อผ้าอันหนักอึ้งที่ประคองอยู่ออก ในนั้นล้วนเป็นทองคำบริสุทธิ์ วันนี้ตอนเช้าโต้วาทีอย่างต่อเนื่องจนได้ทองมายี่สิบก้อน ผลการโต้วาทีโดดเด่นยิ่ง ยิ่งกว่านั้นทองของต้าฉีเมื่อเทียบกับของแคว้นปอแล้วมีน้ำหนักมากกว่าอยู่เล็กน้อย รูปร่างเป็นลอนสูงต่ำประหนึ่งหนอกอูฐในทะเลทราย ทำให้คนหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง!

เป็นครั้งแรกในชีวิตของเจียงซิ่วรุ่นที่อาศัยความสามารถของตนเองหาทองมาได้ ในใจจึงพลุ่งพล่านยิ่ง ชั่วขณะที่ประคองทองคำใบหน้าก็เผยรอยยิ้มน้อยๆ ออกมาแล้ว

ตอนที่รอยยิ้มนี้ของนางยังไม่จางหาย จู่ๆ กลับมีคนเปิดม่านรถกะทันหัน สีหน้าเย็นชาปานน้ำแข็งของเฟิ่งหลีอู๋ผู้นั้นพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า

รัชทายาทของต้าฉีถึงแม้จะแยกแยะเนื้อสัตว์ทั้งหกไม่ออก แต่มิอาจไม่ยอมรับว่าสีสันของทองคำนั้นช่างขับเน้นสีผิวคนมากจริงๆ

ครั้นเห็นเด็กหนุ่มในรถม้าผู้นั้นคลายผ้าพันคอออกไปครึ่งหนึ่ง แขนเสื้อยาวตกร่วงอยู่ที่ข้อศอก แขนที่บอบบางทั้งสองข้างกำลังกอดทองคำกองหนึ่งเอาไว้แน่น แสงตะวันเจิดจ้ายามเที่ยงวันสาดเข้ามาในตัวรถม้าครึ่งหนึ่ง ทำให้สีสันของทองคำพร่าตา คนก็เป็นประกายดุจหิมะกระทบแสงตะวัน เขาที่ไม่เคยสนใจสังเกตรูปโฉมของผู้คนมาก่อน พริบตานั้นใจเขาได้ถูกรอยยิ้มเจิดจ้าที่ออกมาจากภายในใจของเด็กหนุ่มคนนั้นเขย่าจนสั่นคลอนไปชั่วขณะ

เจียงซิ่วรุ่นไม่คาดคิดมาก่อนว่ารัชทายาทจะโผล่พรวดเข้ามาในรถม้าเช่นนี้ ภายใต้ความตะลึงงัน นางเก็บรอยยิ้มกลับมาแล้วโค้งกายน้อมคำนับอยู่ในรถม้าพลางพูดว่า “ไม่ทราบว่ารัชทายาทมีสิ่งใดจะสั่งสอนพ่ะย่ะค่ะ”

พูดจบนางถึงพบว่าตนเองยังคงกอดทองเอาไว้อยู่ ซึ่งดูไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง จึงรีบวางเอาไว้ที่ด้านข้าง แล้วน้อมคำนับอีกครั้ง

เฟิ่งหลีอู๋ปรายตามองใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้มของนางแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า “บังเอิญมาทางเดียวกัน คุณชายติดตามข้าเข้าไปพูดคุยกันในจวนสักหน่อยเถอะ”

เจียงซิ่วรุ่นรีบปฏิเสธทันที “ช่างโชคร้ายนัก ที่บ้านมีธุระต้องให้กระหม่อมกลับไปจัดการพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิ่งหลีอู๋ไม่กล่าวอันใด ฉินจ้าวที่อยู่ด้านหลังเขากลับกล่าวอย่างน่าเกรงขามเต็มที่ “รัชทายาทมิได้เชื้อเชิญ แต่ ‘สั่ง’ ให้เจ้าเข้าไปในจวน เจ้ากล้าปฏิเสธรึ”

เจียงซิ่วรุ่นเหลือบตาขึ้นมองสีหน้าของรัชทายาท ท่าทางของเขาไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธจริงๆ

ในใจนางลอบด่าฉินจ้าว…ช่างเป็นสุนัขกินอาจมไม่เคยเปลี่ยนจริงๆ! ผ่านมาสองชาติ ล้วนเป็นสุนัขรับใช้โดยสมบูรณ์!

บทที่ 9

ถึงแม้เมื่อครู่เจียงซิ่วรุ่นจะอยู่บนแท่นสาธยายคัมภีร์ด้วยความองอาจเปี่ยมชีวิตชีวา แต่ความน่าอัศจรรย์ระดับนี้ไม่อาจนำมาใช้ต่อหน้าเฟิ่งหลีอู๋ได้

คราวนี้รัชทายาทออกหน้าด้วยตนเอง ท่าทางแข็งกร้าวอย่างยิ่ง นางจึงได้แต่ฝืนรักษารอยยิ้มพลางน้อมรับคำสั่ง

ชาติที่แล้วอาจเป็นเพราะซ่อนความตระหนักรู้อยู่ในใจว่าต้องหลีกเลี่ยงจากรัชทายาทผู้นี้ ยิ่งกว่านั้นเพราะนางเป็นแค่อนุของฉินจ้าว แม้จะไปเป็นแขกอยู่ในงานเลี้ยงใหญ่น้อยเป็นประจำ แต่นางกลับไม่เคยไปจวนรัชทายาทมาก่อน

ในความทรงจำของนาง รัชทายาทไม่เคยเป็นฝ่ายจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ใดๆ มาก่อนทั้งสิ้น คนที่จืดชืดไร้สีสันถึงเพียงนี้ หากมิใช่บังเอิญโชคดีกุมอำนาจของฮ่องเต้เอาไว้ในมือ จะต้องเป็นคนที่แม้แต่สุนัขก็ไม่คิดจะสนใจเขาอย่างแน่นอน

วันนี้เฟิ่งหลีอู๋ขี่ม้ามา ดังนั้นหลังจาก ‘เชื้อเชิญแขก’ เสร็จสิ้น เขาก็ขี่ม้านำอยู่เบื้องหน้า นำองครักษ์หลายคนล่วงหน้ากลับไปที่จวน

ฉินจ้าวคอยอารักขาส่งแขกเข้าจวน จึงไปพร้อมกับขบวนรถม้าของตัวประกัน เขาเพียงดึงสายบังเหียนบังคับม้าอยู่ข้างรถม้าพลางหาเรื่องพูดคุย

“เมื่อครู่อยู่บนหอน้ำชาข้างสำนักศึกษา ได้ฟังคุณชายโต้วาที คิดไม่ถึงว่าคุณชายถึงกับมีหุบเหวร่องลึกอยู่ในท้อง* เช่นนี้ ไม่ทราบว่าอาจารย์ที่แคว้นปอของเจ้าคือผู้ใด”

เจียงซิ่วรุ่นถึงแม้จะหวาดกลัวเฟิ่งหลีอู๋ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฉินจ้าวนางก็ไม่ได้มีอารมณ์ดีแต่อย่างใด ในชาติก่อนยามที่นางติดอยู่ในสถานการณ์อับจนคนผู้นี้บีบบังคับนาง หลังจากนั้นทำร้ายนางในทางอ้อมจนตาย นางไม่เคยมีความรู้สึกดีๆ กับเขาที่พอจะเอ่ยถึงได้แม้แต่น้อยนิด เมื่อได้ยินคำถามของฉินจ้าว นางจึงเพียงหลับตาลงไป ไม่สนใจผู้คนอย่างเย่อหยิ่ง

หากเป็นผู้อื่นทำเช่นนี้ฉินจ้าวจะต้องโมโหแน่นอน แต่เด็กหนุ่มในรถม้าผู้นี้เมื่อครู่ตอนที่อยู่ที่สำนักศึกษาท่าทางหยิ่งผยองไม่กลัวใครนั่นทำให้ผู้คนประทับใจอย่างลึกซึ้งจริงๆ ขณะนี้อีกฝ่ายจะมีท่าทางไม่สนใจผู้คนก็เหมือนว่าถูกต้องตามหลักเหตุผลแล้ว

ฉินจ้าวรู้สึกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ขาดการทุบตีสั่งสอนอยู่บ้าง ลูกวัวแรกเกิดกล้าบิดหนวดเสือ แต่ถึงเจ้าหนุ่มคนนี้จะเหลาะแหละเลินเล่อมาก ก็ยังไม่ทำให้เขาโกรธได้สักเท่าใด

ดังนั้นหลังจากถามไปหลายคำถามแต่ไร้คำตอบ เขาก็ชักสายบังเหียนมาที่ด้านหน้าขบวนรถม้า ครุ่นคิดอยู่ในใจว่าหลังจากนี้จะลดความฮึกเหิมของเด็กหนุ่มผู้นี้ลงสักหน่อยได้อย่างไร

ไม่ทันไรรถม้าก็มาถึงหน้าจวนรัชทายาทแล้ว ภายใต้การนำทางของพ่อบ้านจวนรัชทายาท เจียงซิ่วรุ่นก็เข้าไปที่ห้องหนังสือของรัชทายาท

ขณะนี้เฟิ่งหลีอู๋ยังไม่ได้แต่งงาน ทั้งไม่มีอนุหรือนางบำเรอใดๆ เมื่อเจ้านายเป็นคนที่ไม่แสวงหาความรื่นเริงสำราญใจสักเท่าใด ในจวนจึงขาดกลิ่นอายของเจ้านายฝ่ายสตรีไปอีก

เจียงซิ่วรุ่นเดินมาตลอดทางก็พบว่าหลังคากระเบื้องของจวนรัชทายาทแม้จะมีโครงสร้างประณีตงดงาม ลานเรือนก็กวาดสะอาดสะอ้านหมดจด ทว่าทุกหนแห่งล้วนมีแต่ความรู้สึกว่างเปล่า

รอจนมาถึงห้องหนังสือ กลับไม่มีความรู้สึกว่างเปล่าอันใดอีกแล้ว นางเห็นหนังสือเรียงซ้อนกันเป็นแถวกระจายไปทุกแห่ง

เจียงซิ่วรุ่นชั่วชีวิตทนเห็นความสกปรกไม่ได้ และเป็นคนชอบความสะอาดมีระเบียบ เมื่อเห็นเบาะนั่งที่อยู่บนเสื่อล้วนถูกหนังสือกลบจนมิด ก็ทำให้คนโมโหจนคันไม้คันมือจริงๆ

แต่รัชทายาทไม่ส่งสัญญาณใดๆ หลังจากน้อมคำนับแล้วนางจึงได้แต่ยืนอยู่บนเสื่อ

เฟิ่งหลีอู๋ผู้นั้นก็ไม่รู้ว่าตาบอดหรือไม่ ถึงทำเป็นมองไม่เห็นนาง ผ่านไประยะเวลาหนึ่งแล้วถึงได้พยักหน้าเล็กน้อยส่งสัญญาณให้นางนั่งลง

นางอยากจะนั่งลง แต่เสื่อรกๆ นั่นทำให้คนหงุดหงิดเหลือเกินแล้ว!

ชั่วขณะนั้นนางทนไม่ไหวอีกต่อไป หยิบหนังสือที่กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบหลายชุดขึ้นมาม้วนอย่างแคล่วคล่องว่องไว จากนั้นก็กองไว้ที่ด้านข้าง ก่อนนำมาจัดวางเป็นกลุ่มๆ ที่นั่งนี้จึงสะอาดน่านั่งขึ้นไม่น้อยในทันใด

ตอนนี้นางถึงผ่อนลมหายใจยาวเฮือกหนึ่ง ยกชายเสื้อขึ้นแล้วคุกเข่านั่งลงไปบนเสื่อ

เฟิ่งหลีอู๋นั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะที่ถูกหนังสือสุมทับ เดิมทีก็มีท่าทางแข็งกระด้างเย็นชามาตลอดอยู่แล้ว เวลานี้ยังเอาแต่อ่านหนังสือที่อยู่ในมือโดยไม่พูดไม่จา

คุณชายน้อยแคว้นปอผู้นี้อยู่ๆ ก็ถูกเรียกมาในจวนกะทันหันย่อมระมัดระวังตัว อดทนไม่แสดงออกถึงความหงุดหงิด เดิมทีเขาตัดสินใจจะขู่ขวัญเจ้าเด็กนี่ให้หดหู่กลัวหงอสักหน่อย ให้คุณชายน้อยเจียงลดความฮึกเหิมลงไปบ้าง

แต่คิดไม่ถึงว่าตัวประกันที่ใจกล้าเทียมฟ้าผู้นี้เมื่อเข้ามาในหนังสือแล้ว ถึงกับปิดบังสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์เอาไว้ไม่อยู่ สั่งให้นั่งลง ก็ถึงกับเก็บกวาดเสื่อที่นั่งให้เรียบร้อยก่อน นี่คลับคล้ายจะรังเกียจห้องหนังสือของเขาว่ารกรุงรังเกินไป…

คิดถึงตรงนี้สีหน้าของเฟิ่งหลีอู๋ก็ยิ่งทะมึนมากขึ้น

แต่กับคนที่เห็นอะไรเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วจะรู้สึกสดชื่นผ่อนคลายจนเป็นนิสัยไม่สามารถอธิบายให้คนที่ไม่มีความคิดแบบเดียวกันเข้าใจได้ เจียงซิ่วรุ่นหลังจากเก็บเสื่อจนสะอาดเรียบร้อย พอเงยหน้าขึ้นแล้วเห็นโต๊ะที่รกระเกะระกะไปทั่วตัวนั้น ก็รู้สึกว่าหากอดทนได้ก็ไม่มีสิ่งใดที่ทนไม่ได้แล้วจริงๆ

หากไม่ใช่วิตกว่าบนโต๊ะนั้นมีเอกสารที่เพิ่งจะเขียนความคิดเห็นเพิ่มเติมลงไปอยู่ด้วย นางก็อยากจะโผเข้าไปจัดการเก็บให้เรียบร้อยจนหน้าโต๊ะเผยออกมาให้เห็นเสียเหลือเกิน

อาจเป็นเพราะสายตาของนางร้อนแรงจนเกินไป หลังจากตอบคำถามของรัชทายาทอย่างใจลอยอยู่หลายคำ เฟิ่งหลีอู๋พลันนิ่งเงียบไปชั่วครู่ และยกมือเก็บเอกสารที่เขียนไปได้ครึ่งหนึ่งบนโต๊ะ จากนั้นพูดว่า “รบกวนเจ้าช่วยมาจัดเก็บให้ข้าหน่อย”

เจียงซิ่วรุ่นกำลังรอคำพูดนี้อยู่พอดี นางจึงใช้เข่าเดินบนพื้นขยับเข้าไปจนถึงหน้าโต๊ะ แล้วจัดเก็บข้าวของบนนั้นอย่างรวดเร็ว

หลังจากเอาหนังสือวางไว้บนชั้นและหีบหนังสือที่อยู่ด้านข้างแล้ว ลายแผนที่ขุนเขาแม่น้ำหมื่นหลี่ที่แกะสลักบนหน้าโต๊ะก็ค่อยๆ เผยออกมา

ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ทุกแว่นแคว้นเรียงอยู่ติดๆ กันท่ามกลางขุนเขาสายน้ำ ในนั้นรวมไปถึงแคว้นปอแคว้นบ้านเกิดของนางด้วย

เฟิ่งหลีอู๋ผู้นี้ทุกวันประจันหน้ากับหน้าโต๊ะที่สลักลายเช่นนี้ ความคิดในใจเขาคืออันใดก็กระจ่างแจ้งโดยไม่ต้องพูดแล้ว

เจียงซิ่วรุ่นดึงสายตากลับมา จงใจไม่ไปมองดูภาพแว่นแคว้นต่างๆ อันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น และกลับมานั่งบนเบาะกลมอีกครั้ง

เฟิ่งหลีอู๋รู้ว่าเวลานี้ในใจเด็กหนุ่มผู้นี้คิดอันใด ตามความเห็นเขา ถึงแม้เด็กหนุ่มอ่อนแอผู้นี้ดูแล้วยังเยาว์วัย แต่กลับมีความคิดเฉียบแหลม ปฏิภาณไหวพริบยอดเยี่ยม เป็นผู้มีความสามารถมาก

คุณชายน้อยเจียงถึงแม้จะไม่ใช่คนต้าฉี แต่แคว้นปออ่อนแออยู่ในสภาวะวิกฤตแล้ว พวกเขาพี่น้องทั้งสองยังสูญเสียความรักโปรดปรานจากบิดาอีก ได้ยินว่าปออ๋องผู้นั้นจะแต่งตั้งบุตรชายที่เกิดจากชายาอ๋องคนใหม่ขึ้นเป็นผู้สืบทอด คนผู้หนึ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้องสูญเสียแคว้นบ้านเกิดและร่อนเร่อยู่ต่างแดน ซ้ำยังมิใช่บุตรชายคนโตของแคว้น ก็มิต่างจากจอกแหนไร้รากนั่นเอง หากยอมสวามิภักดิ์ต่อเขา ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ต้องรู้ว่าในเวลานั้นผู้คนนิยมเลี้ยงดูเหมินเค่อ เอาไว้เป็นที่ปรึกษา คนที่มีคุณธรรมความสามารถมีเหมินเค่อที่อยู่ใต้อาณัติสามพันคนก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด

เฟิ่งหลีอู๋ก็มีคนใต้อาณัติเป็นผู้มีความสามารถเหนือสามัญจากทั่วทุกแคว้นมารวมตัวกันด้วยเช่นกัน ตามความเห็นของเขา การรวบรวมผู้มีสติปัญญาและความสามารถเป็นเรื่องที่ทำให้คนลุ่มหลงได้มากกว่ารวบรวมหญิงงามเสียอีก ในอนาคตงานใหญ่รอบพันปีจะไม่สามารถพึ่งพาแต่คนของแคว้นต้าฉีแค่หยิบมือนั้นให้สำเร็จลุล่วงได้

ดังนั้นเขาจึงแตะโต๊ะเบาๆ แล้วถามว่า “เจ้ารู้สึกว่างานแกะสลักบนโต๊ะของข้าเป็นอย่างไร”

เจียงซิ่วรุ่นเม้มปากเล็กน้อยและกล่าวว่า “ฝีมือการวาดไม่เลว แกะสลักได้งามประณีตมากพ่ะย่ะค่ะ”

เฟิ่งหลีอู๋มองเด็กหนุ่มที่ก้มหน้าอยู่ในขณะนี้ ลำคอของอีกฝ่ายมีรูปทรงงดงาม โผล่พ้นออกมาจากปกเสื้อที่ค่อนข้างใหญ่ ถึงกับกระตุ้นให้คนนึกสงสารอย่างบอกไม่ถูก หากมิใช่ก่อนหน้านี้เคยเห็นท่าทางโอหังอวดดีของเด็กหนุ่มมาก่อนล่ะก็ คงเผลอนึกไปว่านี่คือเด็กหนุ่มรูปงามผู้อ่อนแอและน่าเอ็นดูคนหนึ่งแล้วจริงๆ!

เฟิ่งหลีอู๋กล่าวว่า “โต๊ะยังแกะสลักไม่เสร็จ จะมีความงามประณีตมาจากที่ใด ไม่ทราบว่าเจ้าจะยินยอมทำให้ภาพบนโต๊ะนี้เสร็จสมบูรณ์ ฝากชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ชั่วกาลนาน ยินดีสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ร่วมกับข้าหรือไม่”

เจียงซิ่วรุ่นรู้ถึงความนัยลึกล้ำในวาจาของเฟิ่งหลีอู๋อย่างแจ่มแจ้ง เวลานี้แม้รัชทายาทจะมีท่าทางไม่ค่อยอบอุ่นเป็นมิตรเท่าใดนัก แต่ก็นับว่าเป็นคนที่เปิดเผยเข้าใจง่าย หากนางดึงดันปฏิเสธข้อเสนอและผลักไสเขา เขาย่อมโมโหนางอย่างเลี่ยงไม่ได้ อย่างอื่นไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวก็คือเขาจะตรวจสอบเบื้องหลังความเป็นมาของนางอย่างละเอียด หากฐานะสตรีของนางถูกเปิดเผยออกมา ผลที่ตามมาภายหลังก็ยากจะคาดเดาได้

เหมินเค่อที่อยู่ใต้อาณัติของเฟิ่งหลีอู๋มีมากมายยิ่ง เพิ่มนางเข้าไปอีกหนึ่งคน ก็ไม่ได้เป็นการเผยความสามารถของนางแต่อย่างใด ความสามารถโดดเด่นที่นางพอมีอยู่ก็แค่การตีฝีปากพูดโต้เถียงเก่ง ไม่มีความสามารถอันใดที่มีประโยชน์เลย

ในเมื่อเฟิ่งหลีอู๋อยากทำตัวเป็นฉีเซวียนอ๋อง เช่นนั้นนางก็จะทำตัวเป็นท่านหนานกัวมั่วปลอมเป่าอวี๋บ้าง

หากสามารถพึ่งพาอาศัยรัชทายาท หลอกลวงให้เขาช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายได้ นางก็ไม่ต้องวิตกเรื่องเสื้อผ้าการกินอยู่แล้ว ไยจะไม่ยินดีทำเล่า

คิดถึงตรงนี้นางก็จงใจแสร้งทำเป็นคิดหนัก หลังจากทำท่าทางคล้ายลำบากใจอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็โขกศีรษะกับพื้น ตอบอย่างจริงจังว่า “หากรัชทายาททรงพระเมตตา กระหม่อมก็จะขอทุ่มเทสุดความสามารถอย่างแน่นอน เพื่อช่วยเหลือรัชทายาทให้สำเร็จงานใหญ่ เพียงแต่กระหม่อมมีความรู้ความสามารถอย่างจำกัด ไม่ทราบว่าจะสามารถใช้ได้บ้างหรือไม่”

เฟิ่งหลีอู๋กลับคิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มที่หยิ่งทระนงผู้นี้ถึงขั้นเปลี่ยนท่าทีเป็นนอบน้อมอย่างรวดเร็ว จึงมองคนตรงหน้าอย่างสังเกต แต่ไม่ได้ว่าอันใดอีก เพียงกล่าวว่า “แคว้นปออยู่ไกล ได้ยินว่าพวกเจ้าพี่น้องก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่ย่านตลาดเคยทะเลาะกับแม่ทัพที่อารักขาอย่างใหญ่โตยกหนึ่งเพราะเรื่องทอง…ความรู้ความสามารถของวิญญูชนนั้นประหนึ่งคมดาบ ไม่ควรชักออกจากฝักโดยง่าย ยังต้องบากหน้าไปอยู่ต่อธารกำนัลอยู่ สร้างเรื่องหาทองคำไม่กี่ก้อนเหมือนอย่างวันนี้ไม่อาจกระทำอีก หากในมือขาดแคลนเงินทอง ทุกเดือนก็สามารถมาที่จวนของข้า แจ้งพ่อบ้านขอยืมชั่วคราวได้”

ที่เจียงซิ่วรุ่นรออยู่ก็คือประโยคนี้ นางไม่ใช่คนที่รักศักดิ์ศรีหน้าตา มิใช่สุภาพชนผู้กร้าวแกร่งที่ยอมอดอาหารจนตายเช่นนั้นสักหน่อย

อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้กอดทองยิ้มเสียจนคลุ้มคลั่งเกินไป เฟิ่งหลีอู๋จึงดูออกว่านางเป็นพวกลุ่มหลงทรัพย์สมบัติมาก เพื่อเงินทองแล้วนางสามารถคิดได้ทุกแผนการ จึงบอกนางไปตามตรงว่าสามารถมาที่จวนเขาเพื่อเอาเงินได้

บทสนทนาคราวนี้อาจเรียกได้ว่ามีความสุขยิ่ง ในระหว่างที่เฟิ่งหลีอู๋สอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของแคว้นปอกับแคว้นที่อยู่โดยรอบแคว้นอื่น เจียงซิ่วรุ่นก็ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย นางตอบอย่างละเอียด

นางเดาว่าที่เฟิ่งหลีอู๋ถามเรื่องเหล่านี้น่าจะเป็นเพราะเขาเองก็รู้อยู่แล้ว เวลานี้ที่ถามนางเพิ่มก็แค่จะดูสักหน่อยว่าความประพฤติของนางซื่อสัตย์หรือไม่เท่านั้น

กับแคว้นเหลียงนั้นนางอธิบายอย่างละเอียดมากอยู่รอบหนึ่ง แล้วยังพูดถึงคลองส่งน้ำที่บูรณะใหม่ของแคว้นเหลียงด้วย

ว่าไปแล้วตอนที่แคว้นเหลียงขุดคลองส่งน้ำได้ทุ่มเททรัพยากรและกำลังคนลงไปมากจนทำให้เหลียงอ๋องต้องอยู่อย่างมัธยัสถ์ กินแต่ผักดองตลอดปี ตกเป็นหัวข้อการเยาะเย้ยถากถางของแคว้นอื่นๆ

ทว่าภายหลังยามที่ภัยแล้งครั้งใหญ่กระจายไปทุกแว่นแคว้นต่อเนื่องนานหลายปี แคว้นเหลียงกลับเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกได้อุดมสมบูรณ์ ยุ้งฉางเต็มเปี่ยมเพราะคลองส่งน้ำสายนี้

สุดท้ายอาศัยฉกฉวยโอกาสจากสถานการณ์ภัยแล้งขายข้าวให้กับทุกแคว้นในราคาสูง ทำกำไรได้มหาศาล และก็เพราะสาเหตุนี้เองอำนาจของแคว้นเหลียงจึงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น มีเงินและกำลังคนในการกลืนกินแคว้นรอบข้างและต่อสู้กับต้าฉีเพื่อตั้งตัวเป็นอิสระได้

ในชาติก่อนแคว้นเหลียงพิชิตแคว้นปอ บีบคั้นจนพี่ชายนางฆ่าตัวตายสังเวยให้บ้านเกิด ความเกลียดชังนี้ยากจะสงบลงได้ เวลานี้เป็นโอกาสอันหาได้ยากที่จะมอบความผิดและเพิ่มปัญหาให้กับ ‘ท่านปู่บุญธรรม’ ของนางแล้ว

คิดถึงตรงนี้นางก็กล่าวอย่างฉะฉานไม่สะทกสะท้านว่า “ระยะนี้ในแคว้นเพื่อนบ้านทุกแคว้นเยาะเย้ยอ๋องแคว้นเหลียงที่ทำการค้าขายประสบการขาดทุน ถูกคนต่างแคว้นหลายคนหลอกลวงให้ขุดคลองส่งน้ำที่ไร้ประโยชน์สายหนึ่ง แผนการใหญ่มหาศาล สิ้นเปลืองเงินอย่างยิ่ง ว่ากันว่าอ๋องเจ้าแคว้นไม่ได้ลิ้มรสอาหารประเภทเนื้อมาหนึ่งปีแล้ว เพียงแต่กระหม่อมไม่เข้าใจมาโดยตลอด การกระทำที่ชาญฉลาดมีสายตายาวไกลถึงเพียงนี้ ไยถึงถูกคนอื่นเยาะเย้ยเอาได้”

เฟิ่งหลีอู๋เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็นการบอกให้นางกล่าวต่อไป

เจียงซิ่วรุ่นจึงกล่าวต่อ “หากผู้ครองแคว้นสร้างบ่อสุราป่าเนื้อ เอาแต่เสพสุขอย่างเดียว นี่ถึงจะเป็นการกระทำของผู้ปกครองโฉดเขลาที่ควรได้รับการด่าทอจากผู้คน แต่ผู้ครองแคว้นเหลียงรู้กระจ่างแจ้งว่าการขุดคลองส่งน้ำไม่ได้มีประโยชน์กับขุนนางชั้นสูง ผู้ที่สามารถได้รับผลดีจากคลองส่งน้ำนี้มีเพียงชาวบ้านที่ทำการเพาะปลูกกับพื้นดินเท่านั้น ซึ่งเขายอมละทิ้งการเสพสุขของตนเอง ขุดคลองส่งน้ำที่มีประโยชน์ต่อชาวประชา สายตาที่ยาวไกลของเขาทำให้ผู้คนนับถือยิ่งนัก น่าแปลกที่ทุกคนมองข้ามเรื่องพวกนั้น กลับเห็นเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นตรงหน้า ผู้คนที่หัวเราะเยาะการกระทำของผู้ปกครองที่มีคุณธรรมอันน่ายกย่องเช่นนี้ช่างทำให้กระหม่อมครุ่นคิดเท่าใดก็ไม่อาจเข้าใจได้จริงๆ…”

เมื่อวาจานี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของเฟิ่งหลีอู๋ก็แปรเปลี่ยนเล็กน้อย เห็นชัดว่าคำพูดนี้ได้เข้าไปถึงใจของเขาแล้ว

อำนาจของแคว้นเหลียงในยามนี้ไม่ถือว่าอ่อนแอ แต่ยังไม่มีอำนาจมากพอจนถึงขั้นต่อต้านต้าฉีตั้งตัวเป็นอิสระได้ อ๋องเจ้าแคว้นเหลียงผู้นั้นมีชื่อเสียงว่าเป็นคนมีสติปัญญาเชื่องช้า อ่อนแอ ว่ากันว่าเรื่องใหญ่เรื่องน้อยล้วนไม่สามารถตัดสินใจด้วยตนเองได้ จะต้องคอยฟังเหล่าขุนนาง บางคราถึงขั้นไปฟังความเห็นของบรรดาสนมชายาตำหนักใน

หากเป็นดังที่เด็กหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ใคร่ครวญจริง เหลียงอ๋องไยมิใช่ผู้ที่ซ่อนคมเก็บงำประกายให้คลุมเครือมาโดยตลอดหรอกหรือ

สายตาที่เฟิ่งหลีอู๋มองเจียงซิ่วรุ่นแฝงความลึกซึ้งเป็นพิเศษ เขาสังหรณ์ใจว่าตนเองได้ขุดพบอัญมณีล้ำค่าเม็ดหนึ่งเข้าแล้ว

ทันใดนั้นรัชทายาทที่ไม่เคยรั้งแขกให้อยู่กินอาหารที่จวนมาก่อนก็ละเมิดกฎโดยรั้งคุณชายน้อยเจียงให้อยู่กินอาหารด้วยกัน

ทว่าหลังจากเจียงซิ่วรุ่นกินอาหารคำแรกเข้าไปก็ทุกข์ทรมานยากจะเอ่ย…ใครจะมาช่วยข้าได้บ้าง มารดามันเถอะ อาหารนี้ยากจะกลืนลงท้องนัก!

 

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนพฤษภาคม 2569)

 

หน้าที่แล้ว1 of 12

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: