บทที่ 76
นอกจากรู้สึกว่าจิตใจของเจียงซิ่วรุ่นคับแคบเกินไป เฟิ่งหลีอู๋ยังรู้สึกอีกว่าออกจะเจ็บปวดใจอยู่บ้าง
นางเป็นตัวประกันอยู่ที่ลั่วอัน เป็นหญิงที่ต้องปลอมเป็นชาย พี่ชายก็อ่อนแอไร้อำนาจเสียอีก ที่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ก็มีเพียงแค่ตนเองเท่านั้นจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ปกตินางจะประจบเอาใจพอใช้ได้ เฟิ่งหลีอู๋กลับรู้สึกดีมาก รู้สึกว่าแต่ละประโยคนั้นล้วนออกมาจากใจจริงของนาง และตนเองก็คือที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของนาง จะไม่ตั้งอกตั้งใจประจบได้หรืออย่างไร
แต่ขณะนี้กลับพบว่าเวลาส่วนตัวนางมิได้กลอกกลิ้งเอาตัวรอดเหมือนเวลาอื่นเลยแม้แต่น้อย ถึงกับร้องไห้อย่างน่าสงสารถึงเพียงนี้ เฟิ่งหลีอู๋พลันเสียใจที่คืนนี้ไม่ได้มาอยู่เป็นเพื่อนนาง
คิดถึงตรงนี้เขาก็ยื่นมือไปเช็ดปลายหางตาของนางพลางกล่าวว่า “แช่น้ำร้อนยังจะร้องไห้อีก ไม่กลัวจะเวียนศีรษะจมอยู่ในสระหรือไร”
เจียงซิ่วรุ่นคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะมาที่นี่ได้ นางจึงพูดติดอ่างไปบ้างอย่างช่วยไม่ได้ “ระ…รัชทายาทควรจะอยู่ที่เรือนของเฉาจีมิใช่หรือเพคะ”
เฟิ่งหลีอู๋ยื่นมือไปหยิบผ้าผืนยาวที่ด้านข้างมาห่อหุ้มตัวนางและช้อนขึ้นมา จากนั้นก็อุ้มไปวางบนเตียงในห้องชั้นในพลางกล่าวว่า “ยังโกรธอยู่หรือ ก็แค่ไปนั่งๆ ที่นั่นเท่านั้นเอง นี่ก็รีบมาหาเจ้าที่นี่แล้วมิใช่หรือ”
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกว่ารับคำพูดบางอย่างของรัชทายาทไม่ได้ จึงได้แต่เบิกตาโตอย่างอดไม่อยู่ และกล่าวอย่างระมัดระวังเป็นที่สุดว่า “ไปถึงที่นั่นแล้ว เหตุใดไม่อยู่ค้างคืนเล่าเพคะ รัชทายาทเสด็จมาเช่นนี้แล้ว ไยไม่ทำให้เฉาจีใจหายหรือ”
เฟิ่งหลีอู๋ลูบไล้ใบหน้านางพลางกล่าวว่า “แค่นั่งอยู่ที่นั่นชั่วครู่เจ้าก็ร้องไห้จนตาแดงแล้ว หากข้าอยู่ค้างคืนอีก ไยมิใช่ทำให้เจ้าร้องไห้จนลูกตาหลุดออกมารึ เจ้าใจแคบเยี่ยงนี้ ต่อไปควรจะทำเช่นไรดี”
จนถึงตอนนี้เจียงซิ่วรุ่นถึงได้พอจะฟังเข้าใจคร่าวๆ แล้ว
ที่แท้รัชทายาทถึงกับเข้าใจผิดว่านางอิจฉา! ข้อกล่าวหานี้ลอยมาจากที่ใดกัน นางจึงรีบอธิบายทันที “เฉาจีถึงจะเป็นชายารองที่รัชทายาททรงแต่งงานด้วย หม่อมฉันก็แค่รวมให้ครบจำนวนแทนน้องสาวเท่านั้น…รัชทายาทไยต้องวิตกถึงความรู้สึกหม่อมฉัน เฉาจีกับเถียนจีย่อมต้องมาก่อน…”
เฟิ่งหลีอู๋หลุบตาลง รู้สึกว่านางกำลังพูดไม่ตรงกับใจ จึงลากเสียงยาวกล่าวว่า “เพียงเพราะเป็นการรวมเข้ามาให้ครบจำนวน เจ้าก็เลยอยากจะผลักไสข้าไปข้างนอกเช่นนั้นรึ เจ้าทำเช่นนี้คิดจะขอโทษผู้ใดกัน”
ข้ากำลังอาบน้ำอย่างมีความสุขแท้ๆ! แล้วก็กินอย่างเอร็ดอร่อยด้วย จู่ๆ กลับถูกคนลากออกมาเสียอย่างนั้น ในใจเจียงซิ่วรุ่นจะไม่หงุดหงิดได้อย่างไร
นี่ยังถูกเฟิ่งหลีอู๋ถามเสียจนรำคาญอีก ทันใดนั้นจึงค่อนข้างทนไม่ไหว เจียงซิ่วรุ่นกล่าวอย่างไม่ไว้หน้าว่า “ไม่ว่ากับใครล้วนต้องขอโทษ ความผิดฐานแอบหลับนอนกับน้องเขย กล่าวขึ้นมาแล้วล้วนควรถ่วงน้ำเลยนะเพคะ”
เมื่อคิดถึงการถ่วงน้ำ นางก็สั่นสะท้านเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
เฟิ่งหลีอู๋ที่กอดนางอยู่ก็รู้สึกได้ จึงทั้งโมโหทั้งขบขันพูดว่า “ไปเอาเหตุผลบิดเบี้ยวตั้งมากมายปานนั้นมาจากที่ใด พูดแล้วตนเองก็กลัว หากยังกล้าบอกว่าข้าคือน้องเขยเจ้าอีก ระวังข้าจะเล่นงานเจ้าก่อน…”
เขาเองก็คร้านจะพูดเหลวไหลแล้วเช่นกัน จึงปิดปากที่เอ่ยวาจาทำให้คนโมโหตายนั่นเอาไว้อย่างแนบสนิทในทันที พินิจพิเคราะห์รสชาติหอมหวานที่เขาเฝ้าคะนึงหามาตลอดสามวันนี้อย่างเต็มที่เท่าที่ใจปรารถนา
แต่เจียงซิ่วรุ่นไม่ต้องการ จึงได้แต่ฉวยจังหวะที่ริมฝีปากและลิ้นของเขายังพัวพันไม่เต็มอิ่มสมใจอยาก กำลังจะแก้ผ้าเช็ดตัวออกเพื่อกระทำตามอารมณ์ปรารถนา นางรีบพูดขึ้นทันทีว่า “วันนี้ไม่ได้จริงๆ เพคะ ระดูยังไม่หมด แถบผ้ายังตากอยู่ด้านนอกอยู่เลย!”
เฟิ่งหลีอู๋ไม่คิดอดทน รู้สึกเพียงว่าไฟในใจถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว ไม่อาจดับลงในทันที จึงพูดว่า “ข้าไม่สน วันนี้ก็ให้เจ้ามาจัดการเท่าที่ได้ก่อน ตัวเจ้าเองจงคิดหาหนทางช่วยให้ข้าได้เสพสุขด้วย”
พูดจบเขาก็ประทับร่างลงไป ริมฝีปากและลิ้นรุมเร้าพัวพันกับนางมากขึ้นแล้ว
รอจนถึงวันถัดมา รัชทายาทรีบรุดกลับไปยังที่ว่าการตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว
เจียงซิ่วรุ่นลำบากตรากตรำมาครึ่งค่อนคืน เมื่อเห็นรัชทายาทไปแล้ว ก็รีบลุกขึ้นเรียกเถาหวาให้เอาน้ำงาม้อนผสมไม้กฤษณามาให้นางบ้วนปาก
ตอนที่เถาหวายกขวดคอยาวเข้ามาข้างใน สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างประคองอ่างทองแดงอยู่ข้างเตียงคอยปรนนิบัติอยู่ ส่วนเจียงซิ่วรุ่นก็คุกเข่าอยู่ข้างเตียงบ้วนปากติดๆ กันอยู่อย่างนั้น
อันที่จริงเมื่อคืนหลังก่อกวนกันจบแล้วเฟิ่งหลีอู๋ก็ยกน้ำสะอาดมาให้นางบ้วนปาก แต่ทันทีที่คิดขึ้นมานางก็อดบ้วนปากอีกสักหลายๆ ครั้งไม่ได้ หากไม่ใช่เพราะนางปฏิเสธอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อคืนนี้เขาก็คงทำเช่นนั้นกับนางเหมือนกัน
เมื่อเปรียบเทียบขึ้นมา ฉินจ้าวในชาติก่อนช่างเป็นพวกที่ขอไปทีเหลือเกิน ก็แค่สิ่งที่ทำหลังดับโคมไฟ ไหนเลยจะมีลวดลายมากมายถึงเพียงนั้นได้
หลังจากบ้วนปากเจียงซิ่วรุ่นก็ลุกขึ้นล้างหน้าล้างตายามเช้า
วันนี้เป็นวันต้นเดือน ในจวนไม่มีชายาเอกรอให้พวกนางไปคารวะยามเช้า แต่กลับมีกฎระเบียบที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร คือต้องการให้เหล่าชายาในจวนรวมตัวกินอาหารด้วยกัน
การพบปะสังสรรค์อื่นๆ ของเจียงซิ่วเหยาหากสามารถไม่ไปได้ก็จะไม่ไป แต่เวลานี้มิอาจไม่ไป ดังนั้นเมื่อหวีผมปักปิ่น เปลี่ยนเป็นกระโปรงยาวสีขาวอมฟ้าเรียบร้อยแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็รีบรุดไปที่ห้องโถงหน้าเพื่อกินอาหารเช้าร่วมกับพวกนาง
เถียนอิ๋งมาถึงนานแล้ว และยึดครองที่นั่งประธานของโต๊ะกลมไปอย่างไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อยนิด
ส่วนบรรดาหญิงสาวที่ติดตามมาเป็นสินเจ้าสาว เนื่องจากไม่มีตำแหน่งชายา เมื่อมาถึงแล้วจึงไม่อาจเข้านั่งที่โต๊ะกลมได้ แค่นั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กด้านข้าง
เมื่อเห็นเจียงซิ่วรุ่นเข้ามา เถียนอิ๋งก็ส่งเสียงแหลมอย่างอดไม่ไหว “น้องเหยาถึงกับตื่นเช้าเช่นนี้ ยังนึกว่าเจ้าปรนนิบัติรัชทายาทตลอดทั้งคืนแล้วจะมาไม่ไหวเสียอีก”
ในตอนที่กล่าววาจานี้ เฉาซีก็มาแล้ว
เมื่อคืนนางไม่ได้นอนทั้งคืน ดวงตาทั้งสองบวมแดงอย่างน่ากลัว ถึงแม้ก่อนจะมาใช้น้ำเย็นประคบแล้ว แต่ยังคงสามารถดูออกถึงร่องรอยการร้องไห้อย่างสาหัส
เมื่อได้ยินเถียนอิ๋งพูดชี้ชัดเช่นนี้อย่างจงใจ แค้นเก่าแค้นใหม่ของเฉาซีจึงรวมอยู่บนร่างของเจียงซิ่วรุ่นทั้งหมด กล่าวอย่างเย็นชาอยู่ด้านหลังนางว่า “แถบผ้าซับระดูเต็มลานเรือน กลับยังกระตือรือร้นจะรั้งรัชทายาทเอาไว้ เจ้าช่างหน้าไม่อายเสียเหลือเกิน หรือว่าไม่กลัวจะแปดเปื้อนรัชทายาท ทำให้พระวรกายรัชทายาทเปื้อนมลทิน?”
ก่อนหน้านี้ถึงแม้ชายารองทั้งสามจะพูดคุยไม่ค่อยเข้ากันนัก ต่อสู้แย่งชิงกันทั้งในทางเปิดเผยและทางลับๆ แต่ก็ไม่เคยโจมตีอย่างเปิดเผยโดยไร้ความกริ่งเกรงใดๆ แม้แต่น้อยเหมือนอย่างวันนี้
หากเป็นเวลานี้ในชาติก่อนเจียงซิ่วรุ่นก็คือแม่นางน้อยที่ขลาดอายและสุภาพอ่อนโยนคนหนึ่ง อยู่ต่อหน้าบรรดาสตรีแล้วถูกก่นด่าเช่นนี้จะต้องโมโหอับอายจนร้องไห้ออกมาแล้ว
แต่น่าเสียดายที่ ‘เหยาจี’ ซึ่งยืนอยู่ที่นี่ในขณะนี้เป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์บ้านเมืองล่มสลายครอบครัวล้มตาย น้ำใจผู้คนแปรเปลี่ยนไม่แน่นอนมาแล้ว เมื่อนางได้ยินเฉาซีซักไซ้ติเตียนอย่างค่อนข้างตีโพยตีพาย นางก็ยังสามารถยิ้มออกมาได้ “วาจาของเฉาจีช่างสกปรกจนไม่อาจฟังได้จริงๆ ว่ากันตามเหตุผลร่างกายของเจ้ากลับสะอาดหมดจด? รัชทายาทก็เสด็จไปที่เรือนของเจ้าแล้วแท้ๆ เหตุใดจึงไม่รั้งรัชทายาทเอาไว้เล่า กลับทำให้รัชทายาทไม่พอพระทัยจนต้องเสด็จมาที่เรือนของข้าเสียอย่างนั้น”
เดิมทีนางยังค่อนข้างเห็นใจเฉาซีอยู่บ้างจริงๆ
การใช้ชีวิตของสตรีในเรือนหลังไม่ง่ายเลย ล้วนต้องพึ่งพาความรักใคร่โปรดปรานของบุรุษถึงจะมีชีวิตอยู่ได้
เฉาซีแม้ปกติจะบ้าอำนาจอยู่สักหน่อย แต่อีกฝ่ายก็เหมือนกับนาง คือเป็นตัวประกันหญิงที่ถูกส่งมาที่เมืองหลวงอย่างโดดเดี่ยว เมื่อวานรัชทายาททิ้งให้เฉาซีเปล่าเปลี่ยวเดียวดาย แล้วมาหานางแทนนั้น เดิมทีเจียงซิ่วรุ่นยังเปี่ยมด้วยความรู้สึกผิด รู้สึกว่าตนเองถูกบีบให้แอบกินเสบียงอาหารของผู้อื่น
แต่เมื่อถูกเฉาซีด่าทอออกมา ความรู้สึกผิดก็หายวับไปจนหมดสิ้นแล้ว
เฉาซีคิดไม่ถึงว่าเจียงซิ่วเหยาจะโจมตีนางกลับมาอย่างเจ็บปวด ทันใดนั้นก็โมโหจนถลึงตาใส่ นิ้วมือสั่นระริกขณะกล่าวว่า “เจ้า…เจ้าเหตุใดจึงกล้า…”
เจียงซิ่วรุ่นนั่งลงอย่างสบายใจ เลียนแบบความโอหังของเจียงซิ่วเหยาผู้เป็นน้องสาวยามที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างได้ใจ โดยกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “รัชทายาทก็แค่มานั่งที่เรือนข้าอยู่สักพัก ดื่มชานิดหน่อย แล้วก็นอนอยู่หนึ่งคืน เฉาจีอย่าได้เป็นห่วงเลยว่ารัชทายาทจะทรงไม่รู้จักกลิ่นสกปรก!”
เฉาซีถึงแม้จะใช้แต่งด้วยศักดิ์ฐานะชายารองเข้ามา แต่เนื่องจากในทางส่วนตัวมีเว่ยฮองเฮารับรองอยู่ จึงยึดว่าตนเองเป็นประมุขหญิงของจวนรัชทายาทมานานแล้ว
แต่ในขณะนี้ชายารองทั้งสามคนเข้าจวน มีเพียงนางคนเดียวที่ยังไม่ผ่านการร่วมอภิรมย์กับรัชทายาท เวลานี้เถียนอิ๋งก็ยึดตำแหน่งของทุกคนไปแล้วอย่างไม่เกรงใจ ส่วนเจียงซิ่วเหยานางหญิงแพศยายั่วยวนคนผู้นี้ก็พูดจาไม่รู้จักกริ่งเกรง นี่ช่างแตกต่างไปจากสถานการณ์เมื่อได้กลายเป็นชายารัชทายาทแห่งต้าฉีที่นางเคยจินตนาการไว้มากเหลือเกินจริงๆ
ชั่วขณะนั้นความเศร้าเสียใจของเมื่อวานก็จู่โจมจิตใจของเฉาซี นางจึงยกมือขึ้นหมายตบเจียงซิ่วรุ่นสักฉาดหนึ่งอย่างทนไม่ไหว
ในเวลานี้เองเถียนจิ้งเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างพลันเคลื่อนไหวอย่างว่องไว ถึงกับพุ่งเข้ามาขวางอยู่หน้าร่างเจียงซิ่วเหยา และโดนตบไปเต็มเหนี่ยวฉาดหนึ่ง
เถียนจิ้งเอ๋อร์หน้าตาก็เหมือนกับเถียนอิ๋ง รูปร่างผอมบาง ยิ่งกว่านั้นยังอ่อนหวานกว่า น่ารักมากกว่า ดวงตาโตมีน้ำตาคลอหน่วยขณะกล่าวว่า “เหยาจีร่างกายอ่อนแอ ป่วยหนักมา เพิ่งจะฟื้นตัว ขอเฉาจีโปรดระงับโทสะด้วย มีสิ่งใดไม่พอใจก็มาลงที่ข้าให้เต็มที่แล้วกัน”
สาวน้อยผอมบางตัวเล็กนิดเดียวหมอบคู้อยู่บนพื้น ช่างทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกสงสารจริงๆ
แม้ก่อนหน้านี้เจียงซิ่วรุ่นจะรู้อยู่แล้วว่าเถียนจิ้งเอ๋อร์ตั้งใจมาสวามิภักดิ์กับตนเอง แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทุ่มเทอย่างสุดจิตสุดใจเช่นนี้ พริบตานั้นนอกจากนางจะตกใจแล้ว ยังเต็มไปด้วยความนับถืออย่างลึกล้ำ
แต่ละครตลกฉากนี้ควรจบลงเสียที เจียงซิ่วรุ่นยอมทะเลาะกับเถียนอิ๋งอย่างตั้งใจ ก็ไม่ยอมก่อความวุ่นวายที่ไม่อาจตัดสินได้ชัดเจนกับเฉาซี จึงพยุงเถียนจิ้งเอ๋อร์ขึ้นมาทันที แล้วกล่าวกับเฉาซีอย่างเย็นชาว่า “เจ้ากับข้าต่างเป็นชายาศักดิ์เสมอกัน ในจวนแห่งนี้ล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หากเฉาจีรู้สึกว่าสามารถเป็นประมุขของเรือนหลังจวนรัชทายาทได้ ก็โปรดเชิญคำสั่งของรัชทายาทมา แล้วตบหน้าข้าได้เลย ถ้าไม่อย่างนั้นก็ขอให้เฉาซีช่วยยับยั้งชั่งใจด้วย มิใช่แสดงท่าทีจนทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าเจ้ากลายเป็นชายาเอกของรัชทายาทแล้ว!”
เฉาซีโมโหเสียจนพูดไม่ออก รู้สึกแต่เพียงว่าสตรีทั้งห้องโถงใหญ่นี้ล้วนกำลังดูเรื่องตลกขบขันของนาง คิดว่านางใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้คน
ด้วยเหตุนี้จึงกระทืบเท้าคราหนึ่งก่อนร้องไห้จากไป แม้แต่อาหารเช้าก็ไม่กินแล้ว
เถียนอิ๋งเห็นเจียงซิ่วเหยาไม่ถูกชะตามาตั้งนานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้นางเพียงรู้สึกว่าคุณชายน้อยเจียงมีนิสัยยโสโอหัง คิดไม่ถึงว่าน้องสาวคนนี้ก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน โชคยังดีที่พวกเขาสองคนพี่น้องมาจากแคว้นที่อ่อนแอ หากเป็นตัวประกันชายหญิงจากแคว้นที่แข็งแกร่ง ด้วยความคิดเช่นนี้ไยมิใช่จะขึ้นสวรรค์ไปแล้วหรือไร
ในเมื่อยุแหย่ให้เฉาซีกับเจียงซิ่วเหยาขัดแย้งกันขึ้นมาได้แล้ว เถียนอิ๋งย่อมสามารถนั่งเสพสุขกับผลประโยชน์จากความขัดแย้งของปลาและชาวประมงได้ จึงสงบปากสงบคำ เพียงยิ้มแย้มดื่มกินกับเจียงซิ่วเหยาพลางสนทนาหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องจำพวกเรื่องผ้าและเครื่องประดับ
เมื่อกินอาหารเสร็จ หน้าที่ของเจียงซิ่วเหยาก็หมดลงแล้ว
เจียงซิ่วรุ่นจึงมีเวลาว่างเปลี่ยนกลับไปเป็นชุดบุรุษ ขณะที่กำลังเตรียมตัวออกไปข้างนอก ก็เห็นสาวใช้ของเถียนจิ้งเอ๋อร์ออกมาจากเรือนด้านข้างด้วยสีหน้าคับแค้นใจ
เมื่อถามถึงได้รู้ว่าใบหน้าของเถียนจิ้งเอ๋อร์บวมช้ำอย่างน่ากลัว ยาน้ำมันที่นำติดตัวมาด้วยก็มอบให้ผู้อื่นไปหมด ไม่มียาใช้แล้ว จึงไปขอท่านหมอในจวนรัชทายาท
ใครจะรู้ว่าท่านหมอผู้นั้นถูกเฉาซีส่งคนไปแจ้งล่วงหน้าก่อนนานแล้ว บอกว่าอนุติดตามมาเป็นสินเจ้าสาวตำแหน่งเล็กๆ เพียงเท่านี้ไม่มีกฎระเบียบ เถียนอิ๋งไม่สนใจ แต่นางไม่อาจละเลยได้ หลังจากนี้ไปการกินดื่มของอนุที่ติดตามมาเป็นสินเจ้าสาวคนนี้ให้ลดลงครึ่งหนึ่ง พวกยาสมุนไพรอะไรยิ่งไม่อาจขอเมื่อใดก็ได้เมื่อนั้น
สาวใช้คนนั้นออกมามือเปล่า ดังนั้นจึงรู้สึกไม่เป็นธรรมอย่างมาก
เจียงซิ่วรุ่นตระหนักในน้ำใจของเถียนจิ้งเอ๋อร์แล้ว รู้ว่าตนไม่อาจนั่งดูเฉยๆ โดยไม่สนใจได้ จึงเอาน้ำมันยากับหินปี้สี่ที่เถียนจิ้งเอ๋อร์ให้ตนเองไว้ก่อนหน้านี้มอบสาวใช้คนนั้นไปทั้งหมด ให้อีกฝ่ายนำกลับไป และบอกอย่างชัดเจนว่าต่อไปเถียนจิ้งเอ๋อร์ขาดแคลนสิ่งใดไม่ต้องรู้สึกคับแค้นที่จะป่าวประกาศออกมา ตนจะหาวิธีสั่งห้องครัวให้บำรุงชดเชยแก่นางก็แล้วกัน
เพียงแต่ตอนที่ทั้งสองสนทนากัน นอกกำแพงเรือนของเซ่าฟู่พลันมีคนลอบจากไป…
ไม่นานนักเฉาซีก็ได้ยินข่าวที่สาวใช้ของตนเองแอบฟังมาเรื่องที่เจียงเซ่าฟู่มอบยาน้ำมันให้เถียนจิ้งเอ๋อร์
นางยินดีเป็นล้นพ้นที่ประสบความสำเร็จเกินคาด เพียงกล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “ไม่แปลกใจที่วันนี้เหตุใดจิ้งจีถึงวิ่งมารับหน้าเช่นนี้ นางแพศยานี่ถึงกับมีสัมพันธ์ส่วนตัวกับคุณชายน้อยเจียงตั้งนานแล้ว หากการลอบเป็นชู้เช่นนี้ถูกรัชทายาทรู้เข้า…”
รัชทายาทนอกจากจะโกรธเกรี้ยวอย่างที่สุดแล้ว ไยมิใช่พลอยโทษไปถึงเจียงซิ่วเหยาด้วยหรอกหรือ พอนึกถึงตรงนี้ดวงตาของเฉาซีก็ยิ้มได้แล้ว
เวลานี้อิงเสวี่ยสาวใช้คนสนิทที่หวีผมให้นางอยู่ด้านข้างเตือนสติเบาๆ ว่า “เฉาจี ท่านต้องจดจำคำสั่งของฮองเฮาเอาไว้นะเจ้าคะ อยู่ในเรือนหลังไม่อาจนำหน้าไปทุกๆ เรื่อง ตอนนี้ท่านเพิ่งกลายเป็นศัตรูกับเหยาจี แล้วไปจับผิดคุณชายน้อยเจียงอีก เป็นการพุ่งเป้าไปที่พวกเขาพี่น้องมากเกินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มิสู้ปล่อยข่าวเรื่องนี้ให้เถียนจี แล้วดูว่านางจะจัดการอย่างไรดีกว่านะเจ้าคะ!”
เฉาซีฟังแล้วก็รู้สึกถูกใจมาก
พวกนางมิใช่ได้รับความรักใคร่โปรดปรานจากรัชทายาทก่อนหรอกหรือ ดูซิว่าพวกนางจะเป็นสุนัขกัดกันจนขนเต็มปากอย่างไรบ้าง!
บทที่ 77
น่าเสียดาย เฉาซีอุตส่าห์วางแผนอย่างแยบยล รอจนวาจาถ่ายทอดไปจนถึงเถียนอิ๋ง กลับได้มาเพียงเสียงหัวเราะเหยียดหยามของอีกฝ่ายเท่านั้น
เห็นข้าเป็นคนโง่จริงๆ หรือไร คุณชายน้อยเจียงนั่นมีสัมพันธ์กับจิ้งจีอย่างนั้นรึ!
ต่อให้มีเรื่องนี้จริงแล้วจะอย่างไรเล่า ก็เป็นแค่หญิงสาวที่ติดตามมาเป็นสินเจ้าสาวคนหนึ่ง นางตอนนั้นก็เป็นตัวเลือกที่ว่ากันว่ามีโอกาสได้เป็นชายาเอกของรัชทายาทเชียวนะ! เคยถูกคุณชายน้อยเจียงเจ้าเด็กบ้านั่นทั้งจูบทั้งถอดเสื้อผ้า สุดท้ายก็ปล่อยให้ทุกอย่างจบไปเองมิใช่หรือ
เวลานี้เมื่อมาคิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่ารัชทายาทลำเอียงอย่างร้ายกาจ เขาดีกับบุรุษคนโปรดมากกว่านางที่เป็นชายารองเสียด้วยซ้ำ!
ในใจนางแม้จะเกลียดชังอย่างที่สุด แต่นางได้รับบทเรียนมาแล้ว หากมีเรื่องจับชู้คาตาเช่นนี้อีก อาจจะเป็นเถียนจิ้งเอ๋อร์ที่ถูกลงโทษ เพื่อไม่ให้คนโปรดในดวงใจของรัชทายาทต้องขุ่นเคืองก็เท่านั้น!
เรื่องมาอยู่ด้านหน้าการต่อสู้เช่นนี้ ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ ตั้งแต่ครั้งที่แล้วหลังจากสาวใช้ถูกเตะจนร่วงลงไปในสระน้ำ เมื่อนางเห็นคุณชายน้อยเจียงก็ล้วนแต่เดินอ้อมผ่านไป!
เฉาซีคิดจะให้นางนำทัพหรือ ไม่มีทางเด็ดขาด!
ทางด้านเฉาซีไม่เห็นเถียนอิ๋งมีความเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ก็ยิ่งระมัดระวังความเคลื่อนไหวของคุณชายน้อยเจียงกับเถียนจิ้งเอ๋อร์ทางด้านนี้มากยิ่งขึ้น
คุณชายน้อยเจียงกลับไม่รู้เลยสักนิดว่าขณะนี้ตนเองถูกคนจับตามองอยู่
ไม่นานการเรียนที่สำนักศึกษาก็มาถึงการสอบต้นฤดูใบไม้ร่วง เจียงซิ่วรุ่นแม้พื้นฐานการเรียนจะอ่อนอยู่บ้าง เทียบกับเหล่าศิษย์ที่กราบไหว้อาจารย์เลื่องชื่อมาตั้งแต่เด็กไม่ได้ โชคยังดีที่อาจารย์มู่เฟิงไม่ใช่นักปราชญ์ที่เน้นแต่การอ่านตำราอย่างหน้ามืดตามัว กลับให้ความสนใจการใช้แผนการปกครองบ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรมากกว่า
เจียงซิ่วรุ่นได้เปรียบกว่าศิษย์คนอื่นๆ อย่างเทียบไม่ได้เนื่องจากนางผ่านการสะสมไมตรีและไปมาหาสู่กับผู้มีอำนาจสูงศักดิ์ตั้งแต่ในชาติก่อน โดยเฉพาะการพิจารณาอย่างถ้วนถี่เพื่อตัดสินความสัมพันธ์อันซับซ้อนของแว่นแคว้นที่เป็นเพื่อนบ้านของต้าฉีในช่วงเวลาหลังจากนี้
อีกทั้งยามนี้นางได้เลื่อนไปห้องเทียนกานแล้วด้วย ถึงแม้จะค่อนข้างลำบากอยู่บ้าง แต่ทุกๆ หลายวันก็จะสามารถโผล่ไปอยู่เบื้องหน้าท่านอาจารย์ที่เคารพ แสดงความฉลาดเฉลียวให้เป็นที่ประจักษ์
คนที่อาจารย์มู่เฟิงบ่มเพาะก็ไม่ใช่พวกถกการศึกบนกระดาษ ต่อให้เรียนดีสักเพียงใด หากไม่อาจใช้งานได้จริงก็ถือว่าไร้ประโยชน์
ชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกต้นฤดูใบไม้ร่วงนี้จึงกลายเป็นโอกาสอันดียิ่งในการฝึกฝนการรบของบรรดาลูกศิษย์
สำนักศึกษาทุกพื้นที่ของต้าฉีจะจัดการแข่งขันศาสตร์ทั้งหกประจำปีกับสำนักศึกษาแคว้นเพื่อนบ้านทุกๆ สองสามปี
ที่เรียกว่า ‘ศาสตร์ทั้งหก’ ประกอบไปด้วยประเพณีมารยาท การดนตรี วิชายิงธนู ทักษะขี่ม้า งานอักษร และการคำนวณ
อาจารย์มู่เฟิงปฏิบัติตามวิถี ‘สั่งสอนศาสตร์ทั้งหก เพาะสร้างบุตรหลานของแว่นแคว้น’ ในการอบรมบ่มเพาะราษฎรที่มีความสามารถ
ตอนที่อาจารย์มู่เฟิงยังหนุ่มก็ได้ร่วมกับจอมปราชญ์ลัทธิหรูในตอนนั้นหลายท่าน ริเริ่มให้จัดงานชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกเพื่อให้เหล่าศิษย์จากทุกแว่นแคว้นได้เห็นสภาพความเป็นไปของใต้หล้า ระหว่างการแลกเปลี่ยนความรู้จะได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่มากยิ่งขึ้น
ความตั้งใจดั้งเดิมนั้นดี แต่เสียดายที่บรรดาศิษย์ในเวลานี้ต่างก็หมกมุ่นกับชื่อเสียงและความก้าวหน้าในอาชีพ จึงให้เวลากับประเพณีมารยาทและงานอักษรมากที่สุด กับด้านอื่นๆ ก็ทำไปเพียงแค่ผิวเผิน
ดังนั้นศิษย์ที่โดดเด่นอยู่เพียงด้านเดียวไม่นับว่าหายาก แต่ถ้าหาผู้ที่มีศาสตร์ทั้งหกสมดุลกันทั้งหมดนั้นกลับยากยิ่งกว่ายาก
ตัวอย่างเช่น คนที่มีความสามารถด้านการขี่ม้าและยิงธนูสองทักษะนี้ของสำนักศึกษาจำนวนมากในปีก่อนๆ ลดจำนวนลง บางครั้งถึงขั้นต้องจ่ายเงินจ้างผู้มีฝีมือหนุ่มเข้ามาปะปนให้ครบจำนวน
ปีนี้ก็มาถึงเวลาแข่งขันทักษะอันโด่งดังของสำนักศึกษาอีกแล้ว จำนวนคนที่เข้าแข่งขันของสำนักศึกษาลั่วอันก็ตึงเครียดมากเช่นกัน
เด็กหนุ่มแต่ละคนล้วนอยู่ในช่วงฮึกเหิม ใครบ้างเล่าที่ไม่อยากสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังไปทั่วทุกแคว้น!
แต่เจียงซิ่วรุ่นกลับไม่ค่อยสนใจชื่อเสียงและผลประโยชน์เหล่านั้น ได้แต่คิดว่าศิษย์ทุกแคว้นมารวมตัวกันเช่นนี้ ก็ไม่รู้ว่าแคว้นปอที่เป็นแคว้นเล็กๆ อันห่างไกลจะส่งคนมาเข้าร่วมความครึกครื้นนี้ด้วยหรือไม่
เพียงแต่ด้วยนิสัยล่าชื่อเสียงแสวงหาลาภยศ อยากอวดความสามารถตนเองของบิดานาง จะต้องอยากส่งคนมาเข้าร่วมด้วยอย่างแน่นอน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แคว้นปอโด่งดังยิ่งขึ้น ถึงตอนนั้นนางที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน พูดชื่อแซ่ของเจียงเซ่าฟู่แห่งต้าฉีออกไป ไยมิใช่เผยความลับที่ปกปิดไว้หรอกหรือ ฉะนั้นเฝ้าอยู่ที่เมืองลั่วอันย่อมดีกว่า ทุกวันกินๆ ดื่มๆ พร้อมกับรอโอกาสอย่างเงียบๆ เพื่อจะจากไป
ดังนั้นยามที่บนรายชื่อซึ่งอาจารย์มู่เฟิงประกาศมีนามของเจียงซิ่วรุ่นอยู่ด้วย จึงทำให้นางตกใจกลัวจนตัวสั่นหลั่งเหงื่อเย็นไปทั้งตัว
โดยไม่รอให้นางได้อ้าปากปฏิเสธ อาจารย์มู่เฟิงก็กล่าวด้วยสีหน้าเมตตาปรานีว่า “เดิมทีนึกว่าปีนี้ต้องจำนองที่ดินและเอาค่าสอนมาจ้างคนเพื่อเติมภาพลักษณ์ของสำนักศึกษาให้ดูเต็มจำนวนเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะมีคนที่มีความสามารถพวกนี้อย่างเจ้าและโต้วซืออู่อยู่ โดยเฉพาะเจ้า ด้านดนตรี ยิงธนู และการคำนวณต่างก็เชี่ยวชาญยิ่ง ช่างหาได้ยากจริงๆ อย่าได้ทำให้อาจารย์และศิษย์ในสำนักศึกษาทุกคนต้องผิดหวังเป็นพอ”
โต้วซืออู่หลังจากเข้าสำนักศึกษามาก็ไม่เคยเห็นอาจารย์มู่เฟิงใช้ถ้อยคำฝากฝังมากมายเช่นนี้มาก่อน ชั่วขณะนั้นพลันตระหนักได้ว่าตนเองก็คือเสาหยกค้ำฟ้าของสำนักศึกษา เป็นของวิเศษช่วยชีวิตของอาจารย์
เขาตื่นเต้นจนเคร่งเครียดไปทั้งร่าง กล้ามเนื้อแข็งแรงบึกบึนในเสื้อผ้าบางเบาเผยออกมา เขาประสานมือและกล่าวว่า “ครั้งนี้เป็นตัวแทนสำนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขัน จะไม่ทำให้การฝากฝังของท่านอาจารย์ต้องผิดหวังอย่างแน่นอนขอรับ”
เจียงซิ่วรุ่นมองดูดวงตาของอาจารย์มู่เฟิงสาดประกายอย่างมีชีวิตชีวาภายใต้รอยยับย่น อันที่จริงนางอยากกล่าวต่อหน้าเขาอย่างละอายใจว่า ‘ข้าเข้าร่วมไม่ไหว ขอให้ท่านอาจารย์เจียดค่าสอนใช้เงินจ้างคนไปเข้าร่วมการแข่งขันให้ครบแต่เนิ่นๆ จะดีกว่ากระมัง’
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ได้พูดอันใดออกไป เพียงครุ่นคิดว่า ‘บทตัวร้าย’ นี้ผ่านไปอีกสองสามวันค่อยให้รัชทายาทมาร้องจะเหมาะกว่า
ถึงเวลานั้นรัชทายาทใช้ข้ออ้างว่างานทางการยุ่งวุ่นวาย ไม่อาจแยกจากเซ่าฟู่ได้มาเป็นเหตุผลในการปฏิเสธ แล้วนางค่อยไปส่งท่านอาจารย์ผู้มีพระคุณกับบรรดาสหายร่วมสำนักศึกษาเดินทางไปร่วมการแข่งขันอย่างอาลัยอาวรณ์ นั่นก็ถือเป็นเกียรติมากแล้ว
ขณะคิดอยู่ในใจเช่นนี้ ตอนที่นางออกมาจากสำนักศึกษากลับพบว่าบนถนนมีคนคุ้นเคยผู้หนึ่งยืนอยู่ นั่นก็คือจีอู๋เจียงที่วิญญาณยังไม่แตกสลายนั่นเอง
คุณชายแคว้นปอในอดีตที่งดงามประหนึ่งหยก ต่อให้ยืนอยู่บนถนนอันพลุกพล่านของลั่วอันความสง่างามก็ยังไม่ลดน้อยลง ชุดผ้าฝ้ายแขนเสื้อยาวสีเทาอ่อนคลุมทับเสื้อตัวในสีขาวอมฟ้า รูปร่างผอมเพรียวสูงสง่า รวมกับคิ้วตาที่ได้รูป ซึ่งแฝงความเป็นคนต่างแคว้นอย่างไม่อาจปิดบังได้ ล้วนดึงดูดคนบนถนนให้ปรายตามองมา
เจียงซิ่วรุ่นคิดไม่ถึงว่าน้ำร้อนถ้วยนั้นไม่ได้สาดความตั้งใจของคนผู้นี้ให้สลายหายไป กลับไล่ตามมาตลอดทางจนถึงที่นี่แล้ว!
นางสงสัยว่าเขามาหาพี่ชาย จึงยืนจ้องมองจีอู๋เจียงเขม็ง ในดวงตาสาดประกายดุร้ายอยู่รำไร
จีอู๋เจียงกลับประสานมือคำนับนาง จากนั้นล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อและกล่าวว่า “ที่มาคราวนี้ก็เพื่อส่งจดหมายแทนท่านอ๋องเจ้าแคว้นให้คุณชายน้อยเจียง ขอให้คุณชายโปรดผ่านตาด้วย”
ในใจเจียงซิ่วรุ่นแตกตื่น ที่จีอู๋เจียงว่ามา คือจดหมายนี้เป็นพระบิดาเขียนมาหรือ
จดหมายที่พระบิดาเขียน เหตุใดจึงต้องฝากให้จีอู๋เจียงมาส่งด้วยเล่า
อีกทั้งที่เขียนในจดหมายนี้คืออะไร นางไม่รู้โดยสิ้นเชิง หากว่ามีถ้อยคำที่ไม่ดีต่อแคว้นต้าฉี ในชั่วขณะที่นางรับจดหมายเอาไว้ ก็ถือว่ามีความผิดโทษฐานติดต่อกับต่างแคว้นเพื่อสร้างความเสียหายต่อต้าฉีในทันที!
ชั่วขณะนั้นในสมองของเจียงซิ่วรุ่นพลันผุดความคิดขึ้นมามากมาย สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง นางอยู่บนถนนอันคึกคัก จดหมายนี้นางรับไว้ไม่ได้เด็ดขาด!
แต่ในตอนที่นางทำเป็นมองไม่เห็น และหมุนตัวปีนขึ้นบนรถม้าไปนั้น
จดหมายในมือจีอู๋เจียงก็ถูกคนรับเอามาแล้ว
ชั่วขณะที่เจียงซิ่วรุ่นหมุนตัวกลับและหันหน้าไปมอง รู้สึกแต่เพียงว่าหัวใจแทบเด้งขึ้นมาถึงหอคอยแล้ว
เฟิ่งหลีอู๋ที่ไม่ทราบว่ามาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อใดเป็นคนรับจดหมายฉบับนั้นไว้
เดิมทีช่วงหลายวันนี้เขาไม่ได้มารับเจียงซิ่วรุ่นตอนเลิกเรียน วันนี้มีเวลาว่าง พอนึกถึงเหตุการณ์ที่นางมายังหน้าประตูที่ว่าการด้วยตนเองเพื่อมารับเขากลับจวนในคราวนั้น เขาก็มีความสุขมาก ด้วยเหตุนี้จึงเลียนแบบนางโดยสวมชุดลำลองปิดบังตัวตน ออกมารับนางที่ย่านการค้าในยามบ่ายที่ค่อนข้างหนาวเย็น
ใครจะไปรู้ว่าที่หน้าประตูสำนักศึกษานี้กลับเห็นฉากที่ค่อนข้าง ‘เจริญตา’ มาก…บุรุษที่ดูสุภาพสองคนหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยยืนมองกันและกันคนละฟากของถนน สายตาสองคู่สานสบกันอยู่
บุรุษทั้งสองล้วนมีสายเลือดของแคว้นปอ รูปโฉมสุภาพอ่อนโยน ในความงดงามแฝงด้วยความแข็งแรงทรงพลัง
สักพักหนึ่งบุรุษที่รูปร่างสูงโปร่งก็เดินเข้ามา ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่ง ต้องการส่งให้กับหนุ่มน้อยที่รูปร่างเตี้ยกว่า
หญิงออกเรือนแล้วสองคนเดินผ่านถนนพากันหันกลับมามองครั้งแล้วมองเล่า ก่อนลดเสียงลงพูดว่า “ช่างเป็นคู่ที่น่าสงสารเสียจริง งามแทบจะกลายเป็นมนุษย์หยกแล้ว หากเป็นหนึ่งชายหนึ่งหญิง ถึงตอนนั้นชายหนุ่มมีความสามารถหญิงสาวมีความงดงาม เป็นมุกเรียงหยกประสาน ไม่รู้จะทำให้ผู้คนอิจฉามากเพียงใด”
ผู้พูดไม่ตั้งใจ แต่ผู้ฟังกลับครุ่นคิด แม้เฟิ่งหลีอู๋จะไม่แสดงสีหน้าใด แค่ยืนอยู่ที่หัวมุมถนน แต่รอบด้านกลับคล้ายแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบน่ากลัวออกมาเป็นระลอก
เขารู้สึกแต่เพียงว่าหญิงออกเรือนแล้วสองคนนั้นที่เดินผ่านไปตาบอดเป็นอย่างมาก จะดูความเหมาะสมออกที่ใดกัน
แต่ตอนที่เขาเดินเข้าไปใกล้ กลับจำชายหนุ่มแคว้นปอรูปร่างสูงผู้นั้นได้แล้ว นั่นมิใช่บัณฑิตผู้มีความสามารถแซ่จีที่เห็นในงานเลี้ยงที่ซุ่นเต๋อหรืออย่างไร
พริบตานั้นความคิดในใจเฟิ่งหลีอู๋พลันล่องลอย นึกถึงเรื่อง ‘เหมยเขียวม้าไม้ไผ่’ ที่เจียงซิ่วรุ่นเคยพูดถึงขึ้นมาได้ ราวกับเป็นจริงขึ้นมาทันที…จดหมายฉบับนั้นคงไม่ได้เป็นการแสดงความคิดถึงที่ไม่ได้พบกันมาเนิ่นนานกระมัง
คิดถึงตรงนี้เขาก็สาวเท้าก้าวใหญ่ราวกับดาวตกเดินเข้าไปรับจดหมายฉบับนั้นมาเสียเลย จากนั้นก็กล่าวกับองครักษ์ด้านหลังอย่างเย็นชาว่า “จับคนผู้นี้เอาไว้!”
องครักษ์ทำตามคำสั่ง จับจีอู๋เจียงไว้ทันที
จีอู๋เจียงกลับไม่ดูแตกตื่นลนลาน เพียงฉวยโอกาสคุกเข่าลงกับพื้น กล่าวกับเฟิ่งหลีอู๋อย่างนอบน้อมว่า “ตัวแทนแคว้นปอจีอู๋เจียงถวายบังคมรัชทายาท”
เฟิ่งหลีอู๋ฟังจนเลิกคิ้วสูงเล็กน้อย ถามอย่างเย็นชา “ทูตแคว้นปอ? เหตุใดข้าจำได้ว่าก่อนนี้ไม่นานเจ้ายังเป็นขุนนางต่างแคว้นของเจ้าเมืองซุ่นเต๋ออยู่เลย”
จีอู๋เจียงกลับสงบนิ่งเยือกเย็น เพียงกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้กระหม่อมรับตำแหน่งอยู่ในวังแคว้นปอ แต่เนื่องจากป่วยจึงออกจากตำแหน่ง และปิดบังชื่อแซ่ เปิดร้านค้าอยู่ตามตลาดทุกหนแห่งเพื่อหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น กับเจ้าเมืองซุ่นเต๋อก็เพียงแค่รู้จักกันแบบพอเห็นก็รู้สึกถูกชะตา ไม่มีอะไรอื่น ไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นขุนนางต่างแคว้นเลยพ่ะย่ะค่ะ หลายวันก่อนปออ๋องต้องการใช้งานพวกคนเก่าแก่อย่างเร่งด่วน จึงเรียกตัวกระหม่อมกลับไปที่วัง ยามนี้รับคำสั่งของปออ๋องเป็นตัวแทนมายังแคว้นต้าฉี เพียงถือโอกาสนำจดหมายจากบิดาผู้เมตตามาให้กับบุตรชายฉบับหนึ่งด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิ่งหลีอู๋พิจารณาจีอู๋เจียงด้วยสายตาเยียบเย็น ที่ข้างเอวของชายหนุ่มคนนี้ผูกป้ายคำสั่งพิเศษที่มอบให้ตัวแทนแต่ละแคว้นที่เข้าเมืองเอาไว้จริงๆ และสองวันมานี้แคว้นปอก็ส่งทูตมาจริงๆ
เพียงแต่คณะทูตของทุกแคว้นในเมืองหลวงมีมากมาย แคว้นปอนั้นไม่ถูกมองว่าสำคัญ จึงถูกจัดไปไว้ด้านหลัง น่าจะต้องเจ็ดแปดวันให้หลังถึงจะถูกเรียกเข้าเฝ้า
แต่เรื่องเหล่านี้ย่อมมีผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบ เฟิ่งหลีอู๋มองดูผู้ที่ชื่อจีอะไรผู้นี้แล้วไม่ถูกชะตาเลย เพราะฉะนั้นคืนนี้อีกฝ่ายต้องทนทรมานอยู่ในคุกแล้ว
ด้วยเหตุนี้รัชทายาทก็คร้านจะฟังคำพูดต่อจากนั้นของอีกฝ่ายแล้วเช่นกัน เพียงสาวเท้าก้าวไปยังข้างกายเจียงซิ่วรุ่นที่ยืนตะลึงอยู่ข้างรถม้า ขมวดคิ้วพลางพูดว่า “จะมองดูเขาอีกนานหรือไม่ ขึ้นรถม้า!”
เจียงซิ่วรุ่นรีบมุดเข้าไปในรถม้า ส่วนเฟิ่งหลีอู๋ก็ตามขึ้นไป
ขณะทั้งคู่นั่งอยู่ในรถม้า เฟิ่งหลีอู๋ไม่พูดอันใด เพียงใช้นิ้วเรียวยาวพลิกม้วนซองจดหมายหนังแพะนั่น คิ้วขมวดขณะพิจารณาอยู่เที่ยวหนึ่ง
เจียงซิ่วรุ่นไม่รู้ว่าในจดหมายมีถ้อยคำไม่ดีงามอันใดอยู่หรือไม่ ชั่วขณะนั้นจึงนั่งตัวตรงอย่างกระวนกระวายใจ
“เหงื่อออกเยอะเชียว เช็ดสักหน่อยเถอะ” จู่ๆ รัชทายาทก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งให้นาง
เจียงซิ่วรุ่นถึงได้พบว่าเวลานี้ตนเองมีเหงื่อไหลมาตามลำคอ จึงฝืนยิ้มเจื่อนอย่างช่วยไม่ได้ และเช็ดให้สะอาดด้วยสีหน้าเหยเก
ทั้งคู่ต่างไม่พูดไม่จากันอยู่เช่นนี้ตลอดทางจนกลับไปถึงจวนรัชทายาท
เฟิ่งหลีอู๋ตรงดิ่งไปนั่งขัดสมาธิบนเสื่อหอมในห้องหนังสือ แล้วหยิบมีดเงินเล่มหนึ่งจากโต๊ะเริ่มตัดเปิดซองจดหมายหนังแพะ แล้วล้วงจดหมายผ้าไหมเนื้อบางละเอียดด้านในออกมา
เจียงซิ่วรุ่นคุกเข่าอยู่ตรงนั้น นางยื่นหน้าเข้าไปอย่างระวังตัวสุดขีด คิดจะเหลือบมองดูสักเล็กน้อย เพื่อจะรับมือได้ง่ายหน่อย
จนปัญญาที่เฟิ่งหลีอู๋เหมือนอ่านความคิดของนางออก จึงจงใจชูจดหมายผ้าไหมผืนนั้นเอาไว้สูงๆ ไม่ยอมให้นางอ่าน!
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 23 พ.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.