บทที่ 80
ฉินจ้าวได้ยินแล้วประสานมือคำนับกล่าวว่า “ใครบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงอันโด่งดังของอาจารย์มู่เฟิง ขณะนี้ขบวนเดินทางผ่านเหยี่ยนโจว ข้าย่อมต้องมาดูแลให้ดีๆ”
สองคนโอภาปราศรัยกันที่นอกรถ เจียงซิ่วรุ่นได้ยินอย่างชัดเจน
อันที่จริงว่ากันตามหลัก ขบวนเดินทางไม่ควรผ่านมาเหยี่ยนโจว ดูเหมือนในหมู่สหายที่มาด้วยกันมีอยู่คนหนึ่งบอกกับอาจารย์มู่เฟิงว่าเขตเหยี่ยนโจวอุดมไปด้วยอ้อย ทิวทัศน์ก็งดงามยิ่ง มีโอกาสผ่านทางแล้วไม่ไปก็น่าเสียดายนัก อาจารย์มู่เฟิงถึงได้สั่งคนอ้อมทางเล็กน้อยมาที่เหยี่ยนโจวเช่นนี้
ในเมื่อเจ้าเมืองเหยี่ยนโจวมาแล้ว อาจารย์มู่เฟิงย่อมไม่เหมาะที่จะปฏิเสธการต้อนรับและที่พักของคนอื่นเขาอย่างแข็งขืน ดังนั้นตกค่ำจึงค้างแรมที่จุดพักม้าซึ่งฉินจ้าวจัดเตรียมไว้ให้
ตอนที่ทุกคนลงจากรถม้า ฉินจ้าวก็ไม่มองเจียงซิ่วรุ่นเลยแม้แต่น้อย นี่ก็ตรงกับความต้องการของนางพอดี
เห็นทีการที่อาชีพการงานตกต่ำกะทันหัน ในที่สุดก็ทำให้ฉินจ้าวได้สติตื่น ไม่ไล่ติดตามเงาจันทร์ในน้ำบุปผาในคันฉ่องที่ไม่มีทางได้มาอีกต่อไปแล้ว
เพราะว่าคนมาพักในจุดพักม้าไม่มาก อาจารย์กับสหายร่วมสำนักศึกษาจึงยึดครองเรือนด้านหลังไปจนเต็มหมด
ล่วงเข้าสู่ยามดึก เจียงซิ่วรุ่นมองดูบ่าวรับใช้ที่จัดวางกำลังป้องกันทั้งภายในภายนอก แล้วก็มองดูไป๋เฉี่ยนที่นอนหลับอยู่ข้างเตียงตนเองอีกคราหนึ่ง ในใจก็มีความกล้าขึ้นแล้ว
ถึงแม้จะมาถึงเขตพื้นที่ของฉินจ้าวแล้ว แต่นางไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเขาจะปรากฏตัวขึ้นในห้องของตนเองอย่างกะทันหันแบบในชาติก่อน ไม่ว่าอย่างไรในชาตินี้นางก็ไม่ใช่หญิงซักเสื้อผ้าที่อ่อนแอโดนรังแกของหน่วยซักผ้าแล้ว หากฉินจ้าวคิดจะทำเรื่องผิดทำนองคลองธรรมก็ต้องชั่งน้ำหนักให้ดีๆ เช่นกัน
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ ตลอดทั้งคืนนี้นางก็นอนหลับไม่ค่อยดีเท่าใดนัก
เมื่อถึงเช้าตรู่ในวันรุ่งขึ้น ทุกคนก็พากันลุกจากเตียงล้างหน้าบ้วนปาก
เมื่อวานหลังจากอาจารย์มู่เฟิงสอบถามฉินจ้าว ก็รู้ว่าเขาเฟิ่งไถของท้องถิ่นนี้มีทิวทัศน์งดงาม จึงเตรียมพาศิษย์ในสำนักไปท่องเที่ยวสักคราหนึ่ง หลังจากนั้นค่อยไปจากเหยี่ยนโจวเดินทางต่อไป
แต่ก็มีศิษย์ที่ไม่ชอบปีนเขาด้วยเช่นกัน ซึ่งเจียงซิ่วรุ่นก็คือหนึ่งในนั้น
ทิวทัศน์ของเขาลูกนั้นต่อให้งดงามเพียงใดก็ไม่อาจทนต่อความเหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อเหม็นๆ ไหลหยดในตอนสุดท้ายได้ ระหว่างทางไม่สะดวกอาบน้ำ เจียงซิ่วรุ่นจึงเคลื่อนไหวให้น้อยถึงจะรักษาความสดชื่นผ่อนคลายของร่างกายได้
ดังนั้นหลังจากคนส่วนใหญ่ตามอาจารย์มู่เฟิงไปขึ้นเขา เจียงซิ่วรุ่นก็อยู่ที่เชิงเขาดื่มน้ำชากินผลไม้ในศาลารับลมที่สร้างขึ้น ฟังเสียงนกร้องที่ดังมาจากรอบด้านแล้วก็ค่อนข้างปลอดโปร่งอารมณ์อยู่เหมือนกัน
ไม่นานนักฉินจ้าวก็สั่งคนให้นำอ้อยมาหนึ่งคันรถม้า
ดูท่าเขาคงได้ยินว่าอาจารย์มู่เฟิงชอบกินอ้อย จึงตั้งใจส่งมาหนึ่งคันรถเป็นพิเศษ
เจียงซิ่วรุ่นปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่คิดจะกล่าวทักทาย ฉินจ้าวกลับเดินเข้ามาหาเสียเอง ประสานมือคำนับมาทางเจียงซิ่วรุ่นพลางกล่าวว่า “ตลอดมาไม่มีโอกาส วันนี้ในที่สุดก็มีเวลาว่างเสียที สามารถขออภัยเจียงเซ่าฟู่ดีๆ ได้แล้ว ก่อนหน้านี้เพราะใจร้อนวู่วาม อ่อนด้อยประสบการณ์ หากมีที่ใดล่วงเกินไป ขอคุณชายน้อยเจียงโปรดอภัยให้ด้วย”
เจียงซิ่วรุ่นคิดไม่ถึงว่าฉินจ้าวจะมีวันที่กล่าวขอโทษตนเองได้ ไม่ว่าอย่างไรในชาติก่อนเขาก็หักขาพี่ชายของนาง เวลานั้นเขาไม่มีวันกล่าวคำว่า ‘ขอโทษ’ กับนางเด็ดขาด
คุณชายสูงศักดิ์ที่ใช้ชีวิตราบรื่นสมใจจนเคยชินแล้ว มักจะมั่นใจเสมอว่าสิ่งที่ตนเองปรารถนาต้องเป็นของตนเองอย่างแน่นอน ส่วนตนเองในตอนนั้นยอมตายก็ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามกลับกลายเป็นการทำผิด สามารถทำให้เขาเอาพี่ชายมาข่มขู่นางได้อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ดังนั้นคำขอโทษที่มาช้าไปถึงสองชาตินี้ ในสายตาของเจียงซิ่วรุ่นดูไปแล้วไม่มีค่าเลยแม้แต่นิดเดียว จึงหยักยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “เจ้าเมืองฉินเกรงใจแล้ว เรื่องก่อนหน้านี้ผู้น้อยลืมไปหมดแล้ว ขอให้เจ้าเมืองฉินอย่าได้ใส่ใจเลย”
ฉินจ้าวไม่พูดอันใดอีก เพียงหาเก้าอี้ตัวหนึ่งในศาลารับลมแล้วนั่งเงียบๆ
เจียงซิ่วรุ่นสังเกตเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายเขา ดูไปแล้วอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี หน้าตาหล่อเหลาสดใส เพียงแต่ค่อนข้างจะขาวสะอาดเกินไปอยู่บ้าง ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับฉินจ้าว
แต่นางก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยปากพูดคุยสนทนาด้วย แล้วก็ไม่สะดวกที่จะเอ่ยปากไล่คนในพื้นที่ของฉินจ้าว ซึ่งจะเป็นการยั่วโทสะคนมุทะลุนั่น นางจึงเอาแต่อ่านหนังสือในมือของตนเองไปเท่านั้น
ฉินจ้าวก็ไม่ได้พูดอันใด เพียงใช้ปรายตามองดูคนงามในชุดบุรุษที่ไม่ได้พบกันนานแล้วเงียบๆ
กลับเป็นเด็กหนุ่มคนนั้นที่จ้องมองเจียงซิ่วรุ่นอย่างสงสัยโดยไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่อาจารย์มู่เฟิงที่พยุงตัวด้วยท่อนไม้ที่เก็บมาจากข้างทางก็พาลูกศิษย์ทั้งหมดลงมาจากบนเขาแล้ว
ดูท่าผู้คนขบวนนี้เก็บเกี่ยวได้อย่างค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ทีเดียว โต้วซืออู่ถึงกับล่ากระต่ายมาได้สองตัวอีกด้วย บอกว่าเย็นนี้จะให้บรรดาสหายได้กินเนื้อกระต่ายอันหอมฉุย
อาจารย์มู่เฟิงเห็นฉินจ้าวมาถึงแล้ว ย่อมต้องประสานมือคารวะกล่าวสนทนาปราศรัยกัน
ฉินจ้าวรีบนำเด็กหนุ่มคนนั้นมาคารวะทักทายอาจารย์มู่เฟิงทันที พร้อมกับกล่าวว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นญาติห่างๆ ของภรรยา มองว่ามีศักดิ์เป็นน้องภรรยาเขาก็ได้ เป็นคนเฉลียวฉลาดชอบเล่าเรียน เขาเลื่อมใสชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์มู่เฟิงนานมากแล้ว ดังนั้นจึงคิดจะให้อีกฝ่ายฝากตัวเข้าสำนักอาจารย์มู่เฟิง
ที่เรียกว่ายื่นมือไปไม่ตีคนที่มีใบหน้ายิ้มแย้มนั้น หากเจ้าเมืองฉินลากเงินทองเพชรพลอยมาหนึ่งคันรถเพื่อแนะนำน้องภรรยาของตนเอง อาจารย์มู่เฟิงอาจรู้สึกว่ามีเงินมากก็มีอำนาจมาก มาแนะนำพวกลูกหลานตระกูลร่ำรวยที่ไม่เอาไหน อาจารย์มู่เฟิงคงไม่มีทางมีสีหน้าดีๆ ให้เป็นแน่
แต่เวลานี้เจ้าเมืองฉินวางตัวมีมารยาทอยู่ตลอด อีกทั้งค่าจ้างสอนที่ส่งมาก็เป็นเพียงอ้อยหนึ่งคันรถ ซึ่งเป็นของโปรดของอาจารย์มู่เฟิงจริงๆ ทำให้คนรับรู้ได้ถึงความตั้งใจจริง หากถามก็ไม่ถามแล้วปฏิเสธกลับไปเลย ก็จะดูไร้มารยาทอย่างเห็นได้ชัดแล้ว
ดังนั้นจึงทดสอบเด็กหนุ่มที่มีนามว่า ‘สวีอิง’ ผู้นั้นอยู่หลายคำถาม
ในชั่วขณะนี้เขาเหมือนได้พบกับสมบัติเข้าแล้ว เด็กหนุ่มคนนี้ดูไปแล้วก็เป็นคนที่มีความมานะพยายาม ยิ่งกว่านั้นยังมีทักษะและความรู้กว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นดาราศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ก็ศึกษามาทั้งนั้น ไม่ใช่พวกที่เอาแต่อ่านตำราแต่อย่างใด เข้ากับความชมชอบของอาจารย์มู่เฟิงพอดี
ผู้ที่เป็นอาจารย์เมื่อเห็นศิษย์ที่เฉลียวฉลาดและมีความตั้งใจแล้ว ไหนเลยจะมีเหตุผลในการปฏิเสธไม่รับไว้ได้ จึงตกลงรับสวีอิงเข้าเรียนในสำนักศึกษาทันที
ฉินจ้าวเห็นอาจารย์มู่เฟิงเอ่ยรับคนแล้ว ย่อมจะรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง และแสดงออกว่าจากนี้ไปให้สวีอิงคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายท่านอาจารย์ดีกว่า จะได้ไปร่วมชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกพบเจอโลกภายนอกสักหน่อยด้วยพอดี
อันที่จริงที่นี่ห่างจากแคว้นเว่ยไม่ไกลแล้ว เพิ่มเด็กหนุ่มไปอีกคนก็ไม่เป็นปัญหา ดังนั้นอาจารย์มู่เฟิงจึงตกลงอย่างสบายใจ
ด้วยเหตุนี้พวกเจียงซิ่วรุ่นจึงมีสหายร่วมสำนักเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน และกล่าวลาฉินจ้าวออกเดินทางไปเช่นนี้เอง
เด็กหนุ่มที่มีนามว่าสวีอิงผู้นี้มีบุคลิกงามสง่าไม่ธรรมดา เหมือนจะมาจากครอบครัวใหญ่ เพียงแต่เมื่อคิดว่าสกุลสวีเป็นตระกูลใหญ่มากอำนาจ การที่สามารถบ่มเพาะบุตรหลานที่มีลักษณะเช่นนี้ออกมาได้กลับไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจแต่อย่างใด
ถึงแม้ดูไปแล้วเขาจะมีภูมิหลังไม่ธรรมดา แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ตลอดร่างก็เป็นแค่เสื้อตัวยาวแขนเสื้อกว้างที่สะอาดสะอ้าน ไม่ได้ดูฟุ่มเฟือยโอ้อวดเลยแม้แต่น้อย ยิ่งกว่านั้นยังเป็นผู้ที่มีสายตาเฉียบแหลมมาก เมื่อเทียบกับสหายร่วมสำนักที่มาจากวงศ์ตระกูลสูงศักดิ์หลายคน สวีอิงกลับยิ่งเข้าใจวิธีการแสดงความยกย่องต่อท่านอาจารย์ที่เคารพ กับเรื่องอาหารเสื้อผ้าและรูปแบบชีวิตประจำวันของท่านอาจารย์ก็เอาใจใส่อย่างมาก กับศิษย์พี่ทั้งหลายก็ยิ่งพูดด้วยความเคารพ แสดงออกอย่างสัตย์ซื่อจริงใจ
หากไม่ใช่เพราะเขามีความเกี่ยวโยงอย่างมากกับฉินจ้าวและสวีซื่อภรรยาของฉินจ้าว เจียงซิ่วรุ่นก็คงชมชอบศิษย์น้องที่เฉลียวฉลาดและสุภาพถ่อมตัวเช่นนี้ไปแล้ว
แต่ในใจนางกลับมีความสงสัยอยู่เลือนราง…ในเมื่อฉินจ้าวสามารถสิ้นเปลืองความคิดเอาอกเอาใจอาจารย์มู่เฟิงถึงเพียงนี้เพื่อน้องภรรยาผู้นี้ได้ อย่างนั้นก็ควรจะมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมถึงจะถูก
ทว่า…เหตุใดในชาติก่อนนางถึงไม่เคยเห็นคุณชายน้อยที่มีนามว่าสวีอิงผู้นี้มาก่อนเลยเล่า
ต่อจากนั้นหลายวันที่ไม่ได้พูดคุยกัน ในที่สุดขบวนที่นำโดยอาจารย์มู่เฟิงก็มาถึงเมืองฉีของแคว้นเว่ยอย่างราบรื่นแล้ว
เมืองฉีเป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ว่ากันว่าตอนนั้นเป็นสถานที่บำเพ็ญตนของเหล่าผู้วิเศษในยุคก่อน มีสำนักศึกษาตั้งอยู่มากมายในพื้นที่ บรรยากาศของการศึกษาเล่าเรียนเข้มข้นยิ่ง
เจียงซิ่วรุ่นพบว่าในร้านหนังสือที่นี่ถึงกับมีหนังสือที่หาซื้อที่อื่นไม่ได้มากมาย นางจึงตื่นเต้นยินดีเป็นที่สุด และพาไป๋เฉี่ยนกับองครักษ์ไปจับจ่ายซื้อหาอย่างเต็มที่อยู่รอบหนึ่ง
ม้วนหนังสือเดิมก็มีราคาแพงมากอยู่แล้ว ยิ่งหากบางม้วนมีอยู่แค่ฉบับเดียว ราคาของม้วนหนังสือนั้นก็จะยิ่งแพงลิบลิ่ว
นี่จึงทำให้สหายคนอื่นๆ พากันอิจฉาที่นางหาซื้อมาได้ ต่างนัดหมายเวลากับเจียงซิ่วรุ่นเพื่อขอยืมอ่าน
สวีอิงก็อยากยืมม้วนหนังสือจากเจียงซิ่วรุ่นเช่นกัน แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปาก ได้แต่ฉวยโอกาสตอนพักอยู่ในโรงเตี๊ยมวนเวียนอยู่รอบตัวเจียงซิ่วรุ่นตลอด
ถึงแม้เจียงซิ่วรุ่นจะไม่อยากใกล้ชิดสนิทสนมกับสวีอิง และอยากรักษาระยะห่างกับเขาเอาไว้ แต่เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายของเด็กหนุ่มนางก็นึกสงสาร จึงเอ่ยปากบอกว่าหลังจากสหายร่วมสำนักคนอื่นๆ อ่านจบแล้วก็สามารถให้เขายืมอ่านได้หลายวัน
พอสวีอิงได้ยินก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง ยิ้มให้กับเจียงซิ่วรุ่นอย่างเขินอาย ก่อนรีบประสานมือคำนับขอบคุณศิษย์พี่ทันที
ทุกครั้งที่เจียงซิ่วรุ่นเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ยิ้ม มักจะรู้สึกอยู่ตลอดว่าเขาค่อนข้างดูคุ้นตาอยู่บ้าง แต่ก็บอกไม่ถูกว่าเคยพบเห็นจากที่ใด ความรู้สึกคุ้นเคยอันแปลกประหลาดนั้นช่างยากจะอธิบายได้จริงๆ
เวลานี้ศิษย์ทุกแคว้นในเมืองฉียิ่งมีมากขึ้น ร้านน้ำชาน้อยใหญ่ถูกผู้มาเยี่ยมเยือนจับจองเอาไว้ทั้งหมด
โอกาสที่สามารถมีผู้ที่ชมชอบในสิ่งเดียวกันมารวมกันอยู่ในเมืองเช่นนี้ช่างหาได้ยากยิ่งจริงๆ ศิษย์ที่สามารถมาถึงที่นี่ได้ด้วยตนเองรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เต็มไปด้วยผู้ทรงภูมิ ซึ่งก็คือนอกภูเขายังมีภูเขา นอกหอยังมีหอถึงกับมีคนที่มีความสามารถสูงส่งมากมายเช่นนี้
สำหรับการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกที่กำลังจะเกิดขึ้น ทุกคนล้วนเปี่ยมด้วยความมุ่งหวังและเฝ้ารอคอย
การชุมนุมอันยิ่งใหญ่ทุกครั้งนี้ต้องพิถีพิถันกับทุกขั้นตอน
การชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกจะเริ่มที่บู๊ก่อน แล้วค่อยตามด้วยบุ๋น หลังจากบรรยากาศรำดาบควงหอกอันร้อนแรงคึกคักผ่านไป จึงค่อยมีบัณฑิตที่ความสามารถสูงมาอภิปรายถึงความหมายของบทความอย่างเต็มที่
เจียงซิ่วรุ่นกับโต้วซืออู่ต่างก็คิดครั้งนี้เพื่อช่วยประหยัดค่าแรงให้อาจารย์จะไม่ต้องจ้างชาวยุทธ์ให้ยุ่งยาก ในเมื่อไม่ได้เข้าสมรภูมิเข่นฆ่าศัตรูจริงๆ เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกว่าทักษะในการยิงธนูของตนเองก็พอจะกล้อมแกล้มผ่านด่านได้เหมือนกัน จึงไม่ตื่นเต้นตึงเครียดอีกต่อไป รอหลังจากตนเองกับโต้วซืออู่ได้แสดงฝีมือในลานประลองยุทธ์แล้ว สหายร่วมสำนักคนอื่นๆ ก็ทยอยลงมาเพื่อสร้างชื่อเสียงสำนักศึกษาลั่วอันให้เลื่องระบือ
แต่เนื่องจากชื่อเสียงของการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกในช่วงหลายปีนี้มีแต่โด่งดังมากขึ้นทุกที ได้ข่าวว่าทายาทอ๋องก็จะมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย หมายเลือกเฟ้นคนจากในหมู่ผู้มีพรสวรรค์อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้มาเป็นกำลังหลักของแคว้นเว่ยอีกด้วย
อันที่จริงไม่เพียงแค่ทายาทของเว่ยอ๋องเท่านั้น แคว้นอื่นๆ ก็พากันส่งขุนนางผู้เชี่ยวชาญในการเลือกสรรผู้มีพรสวรรค์จากกรมปกครองมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย หากสามารถดึงผู้มีพรสวรรค์มาเป็นพวกของแคว้นตนเองได้ ก็นับว่าได้ทำงานของตนเองเสร็จสิ้นแล้ว
อย่างน้อยที่สุดแคว้นปอก็ส่งเซินยงผู้เป็นพี่ชายของชายาเซินมาร่วมชุมนุมด้วย
ตอนที่เซินยงมาที่โรงเตี๊ยมด้วยตนเองเพื่อขอเข้าพบเจียงซิ่วรุ่น เจียงซิ่วรุ่นก็บอกกับองครักษ์ที่มารายงานไปตรงๆ ว่า “กลับไปบอกแม่ทัพเซินทีว่าร่างกายข้าไม่ค่อยสบาย ไม่สะดวกจะพบแขก”
ถ้ามิใช่เพราะตอนนั้นเฟิ่งหลีอู๋ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ นางกับพี่ชายคงตายอย่างน่าเวทนาภายใต้คมดาบของเซินยงไปนานแล้ว
คนปลิ้นปล้อนเช่นนี้จะมาพบนางด้วยเจตนาดีได้หรือ
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกขยะแขยง ยิ่งคร้านจะเสียเวลากับคนพรรค์นั้น จึงเอ่ยปากปฏิเสธไปตรงๆ เสียเลย
แต่ใครจะรู้ว่าเซินยงผู้นั้นกลับร้องขอพบนางอีกครั้ง
เจียงซิ่วรุ่นเองก็โมโหแล้ว รู้สึกว่าเขายืนกรานรอให้นางไปด่า นางจึงส่งเสริมเขาเสียเลย ถึงอย่างไรนางก็มีองครักษ์อยู่ข้างๆ ย่อมไม่กลัวเซินยงจะทำผิดกฎหมาย หากเขาลงมือกับนางจริงๆ นางก็จะแทงเขาสักสองดาบด้วยตนเองถือเป็นการล้างแค้นเสียเลย
ดังนั้นนางจึงโบกมือส่งสัญญาณบอกองครักษ์ให้เซินยงเข้ามา
แต่คนผู้นั้นยังมาไม่ถึง เสียงที่ค่อนข้างดังกลับดังเข้ามาก่อน “แค่จากไปปีเดียว ถึงกับวางท่าใหญ่โตเช่นนี้! แม้แต่แม่ทัพเซินยงก็ไม่ยอมพบ เจ้าช่างหยิ่งยโสเหลือเกิน!”
เจียงซิ่วรุ่นพอได้ยินเสียงก็ตะลึงงัน รอจนคนผู้นั้นผลักประตูเข้ามา เจียงซิ่วรุ่นก็ยิ้มออกมาทันที นางจะลืมได้อย่างไรว่าบิดาของตนเองเป็นคนแสวงหาลาภยศชื่อเสียงถึงขั้นใด โอกาสอันทรงเกียรติที่เหล่าบัณฑิตชื่อดังระดับนี้มารวมตัวกัน เขาจะยอมไม่มาร่วมได้อย่างไรกันเล่า!
ผู้ที่มาคือบิดาที่ไม่ได้พบกับนางนานแล้วนั่นเอง ดูท่าเขาคิดจะเลียนแบบผู้ทรงคุณธรรมในอดีต สวมชุดเรียบง่ายแบบชาวบ้านออกเยี่ยมเยียนตรวจตราราษฎร เสาะหาบัณฑิตเลื่องชื่อ สวมบทบาทเป็นเหวินหวังพบกับเจียงซั่งซ้ำอีกคราหนึ่งด้วยการไปเยี่ยมเยียนบัณฑิตชื่อดังด้วยตนเองเพื่อแสดงความสง่างาม
สำหรับเจียงซิ่วรุ่นแล้ว ชาติก่อนนับตั้งแต่ออกจากแคว้นปอ จวบจนกระทั่งตายไปนางไม่เคยพบบิดาอีกเลย
ผ่านไปนานหลายปีถึงเพียงนั้น รูปโฉมของเขาในความทรงจำนางล้วนเลือนรางแล้ว
คิดไม่ถึงว่าในชาตินี้ยังมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง ในใจนางจู่ๆ ก็ไม่มีความสุขที่บิดากับบุตรสาวได้พบกันอีกครา มีเพียงความปวดร้าวไม่สิ้นสุด ซึ่งยากจะเอ่ยได้เท่านั้นเอง
แต่สำหรับเจ้าแคว้นปอแล้ว ตรงหน้านี้ก็คือบุตรสาวที่จากไปหนึ่งปีเท่านั้น ซ้ำยังเป็นบุตรสาวที่อ่อนโยนและเคารพนอบน้อมยามอยู่ต่อหน้าเขาด้วย
ดังนั้นหลังจากเข้ามาในห้องแล้ว เขาก็ตำหนินางคราหนึ่งอย่างไม่เกรงใจ
บทที่ 81
สำหรับเจียงซิ่วรุ่นแล้ว ราวกับนางไม่ได้พบหน้าบิดาผู้ให้กำเนิดนานหลายปีแล้ว เมื่อพบอีกครั้ง ยามพินิจดูเขาแลคล้ายจะสมบูรณ์ขึ้นมาก คิ้วตาที่อยู่ชิดกันค่อนข้างจะแปลกหน้าอยู่บ้าง
แน่นอนว่าปออ๋องในตอนนั้นสามารถกลายเป็นบุตรเขยอดีตปออ๋องได้ ย่อมต้องมีรูปร่างหน้าตาที่น่ามอง ด้วยเหตุนี้รูปโฉมของเจียงซิ่วรุ่นจึงรวมแต่จุดเด่นของบิดาและมารดา
แต่ถึงแม้บุตรสาวกับบิดาจะดูเหมือนกันอยู่หลายส่วน ทว่าน้ำใจระหว่างนางกับบิดากลับเบาบางมาก
ปออ๋องไม่ใช่สามีที่ดีอะไร เขาหลอกใช้ประโยชน์จากมารดานางจนแทบไม่มีสิ่งใดเหลือ แล้วก็รักคนใหม่แหนงหน่ายคนเก่า ยิ่งกว่านั้นยังตามใจชายาคนโปรดของตนเองให้ใช้อำนาจบาตรใหญ่ภายในวัง
ก่อนจะจากแคว้นปอมาเจียงซิ่วรุ่นโดนลมหนาวเป็นไข้ต้องดื่มน้ำแกงโสมชามหนึ่งเพื่อให้เลือดลมปลอดโปร่ง ซึ่งต้องรายงานต่อชายาอ๋องคนใหม่ กลับถูกห้องครัวส่งน้ำร้อนที่ใส่โสมฝอยเส้นหนึ่งมาให้ หลอกลวงให้จบเรื่องไป
ตอนนั้นพี่ชายไม่รู้ความ โมโหนำเรื่องนี้ไปฟ้องต่อบิดา ผลลัพธ์คือวันต่อมาตอนที่ไปคารวะยามเช้า ชายาเซินผู้นั้นอ้างว่าบุตรสาวคนโตไม่มีมารดา ขาดการอบรมสั่งสอน ท่วงท่าในการคารวะไม่ถูกต้อง จึงยืนกรานให้นางคุกเข่าอยู่หน้าประตูวังเพื่อทำโทษ หลังจากผ่านไปสองชั่วยามค่อยให้กลับไป ตอนนั้นนางก็ไข้ขึ้นจนสติเลอะเลือนแล้ว
ต่อมานางกำนัลสูงวัยที่คอยปรนนิบัตินางก็บอกกับพี่ชายนางทั้งน้ำตาว่าต่อไปไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ไม่อาจฟ้องชายาเซินได้อีก
มารดาของพวกเขาสองพี่น้องไม่อยู่แล้ว ชายาเซินก็คือมารดาคนใหม่ของพวกเขา ไหนเลยจะมีเรื่องที่บุตรสาวฟ้องว่ามารดาทำผิดเช่นนี้
ตอนนั้นนางยังร้องไห้ขดตัวอยู่ในผ้าห่ม ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาป้อยๆ พูดตรงๆ ว่าชายาเซินไม่ใช่มารดาของนาง
นางกำนัลสูงวัยก็ร้องไห้ไปกับนาง ก้มตัวลงกระซิบนางอยู่ข้างหมอนว่า ‘จำไว้นะเจ้าคะ มารดาไม่อยู่แล้ว บิดาผู้ให้กำเนิดคนนั้นก็ไม่ใช่คนใกล้ชิดอีกต่อไป จากนี้ไปท่านต้องถือพระบิดาเป็นผู้ครองแคว้น ไม่อาจกระทำการตามใจได้อีก…’
ผ่านไปไม่นานนางกำนัลสูงวัยผู้นั้นก็ป่วยตายไป คำพูดที่นางกล่าวมานั้น ผ่านไปอีกนานเจียงซิ่วรุ่นถึงค่อยๆ ผ่านประสบการณ์จนเข้าใจ
ดังนั้นขณะนี้ได้พบกันใหม่หลังจากแยกจากกันมานาน นางก็ลอบเตือนสติตนเองว่าที่อยู่ตรงหน้านี้คือเจ้าแคว้นปอ หาใช่บิดาผู้รักใคร่เมตตาบุตรสาวแต่อย่างใดไม่
ด้วยเหตุนี้คิ้วที่งดงามคู่หนึ่งถึงไม่ขยับเขยื้อนเลย นางเพียงสะบัดแขนเสื้อ คารวะบิดากล่าวว่า “ขอพระบิดาจงเจริญ” แล้วก็ประสานมือยืนอยู่ที่ด้านข้าง
ปออ๋องขมวดคิ้วมองประเมินบุตรสาวผู้นี้ของเขาที่กำลังสวมใส่ชุดบุรุษ
ถ้ามิใช่ก่อนหน้านี้จีอู๋เจียงรายงานพฤติกรรมสุดเหิมเกริมของเจียงซิ่วรุ่นต่อตนเองแล้ว เขาคงไม่กล้าจินตนาการจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มที่ขณะนี้ดูไปแล้วสีหน้ายโสโอหัง ท่วงท่างามสง่าโดดเด่นผู้นี้ถึงกับเป็นบุตรสาวของตนเอง!
เมื่อคิดดูว่าตอนที่ตนเองตกใจหลังจากรู้ความลับสะเทือนฟ้าดินก็กลัวเสียจนนอนหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน ปออ๋องก็รู้สึกว่าช่องอกอัดแน่นไปด้วยความคับแค้นใจชนิดหนึ่งอยู่ตลอด
เวลานี้หาคนพบแล้วอย่างยากลำบาก จึงเพียงถลึงตายื่นมือไปหมายจะตบนางสักฉาดเพื่อระบายความคับข้องในใจสักหน่อย
แต่คิดไม่ถึงว่าเท้าเจียงซิ่วรุ่นก้าวพลาดถึงกับตัวเซวูบไปทันที ทำให้ฝ่ามือนั้นของเขาสะบัดไปเจอเพียงความว่างเปล่า ร่างกายก็โงนเงนจนเกือบล้มลงบนเสื่ออยู่แล้ว
โชคดีที่เซินยงที่อยู่ข้างๆ มือไวตาไวช่วยเขาไว้ทัน และกล่าวอย่างใจหายใจคว่ำว่า “ท่านอ๋องโปรดระงับความโกรธด้วย ทรงอย่าได้โมโหจนทำให้ร่างกายบาดเจ็บ!”
ปออ๋องทรงตัวได้มั่นคงแล้วก็ถลึงตาใส่เจียงซิ่วรุ่น “เจ้าลูกชั่ว ยังจะกล้าหลบอีก!”
ไป๋เฉี่ยนที่อยู่ด้านข้างเห็นสถานการณ์ไม่ถูกต้องอยู่นานแล้ว และนางก็รู้ว่าเจ้านายของตนดูถูกผู้เป็นบิดามากถึงขั้นใด
เห็นอยู่ว่าเจ้านายของตนกำลังจะเสียเปรียบ นางไหนเลยจะยอมได้ จึงถลกกระโปรงยกเท้าใหญ่ๆ เตรียมอยู่นานแล้ว รอเพียงตาเฒ่าอ้วนแคว้นปอนั่นยื่นมือมาอีกครั้ง นางก็จะให้เขาได้เจอเท้าใหญ่ๆ ของสาวใช้ปาดหน้าดูเสียบ้าง
เซินยงที่อยู่ข้างๆ แม้ดูออกว่าสาวใช้อัปลักษณ์ข้างกายเจียงซิ่วรุ่นผู้นั้นมีท่าทีไม่ถูกต้อง แต่เขาก็เป็นถึงแม่ทัพ ไหนเลยจะเห็นพวกอิสตรีอยู่ในสายตา จึงชิงก้าวออกไปก่อนหนึ่งก้าวหมายบิดแขนเจียงซิ่วรุ่น หวังตบหน้าอีกฝ่ายแทนปออ๋อง
ในใจเซินยงเกลียดชังสตรีผู้นี้เป็นที่สุด นางถึงกับวางท่าเป็นอริกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากที่ปออ๋องได้รู้ว่าเขาปิดบังเรื่องที่นางแปลงพระราชสาส์นของแคว้น ทั้งปลอมตัวเป็นบุรุษ ก็ต่อว่าเขายกใหญ่ หากไม่ใช่ชายาเซินขอความเมตตา เซินยงก็แทบจะถูกโบยแล้ว
เมื่อเห็นเซินยงพุ่งตัวมา ไป๋เฉี่ยนก็ออกกระบวนท่าแล้ว จะปล่อยให้เซินยงเข้าใกล้ตัวเจ้านายของตนได้หรือไร เท้านางตวัดขึ้นไปเพียงคราเดียวก็เตะจนฟันครึ่งแถบของเซินยงโยกคลอนหมดแล้ว เขาเซแซ่ดๆ ไปหลายก้าวก่อนล้มลงกับพื้น ด้านหนึ่งกุมหน้าไว้ อีกด้านหนึ่งก็ถ่มน้ำลายผสมเลือดพร้อมกับฟันซี่หนึ่งลงบนพื้น
ชั่วขณะนี้ปออ๋องตกใจจนนิ่งงันไม่ขยับเคลื่อนไหว ได้แต่จ้องมองเท้าใหญ่โตของไป๋เฉี่ยนตาค้าง
เจียงซิ่วรุ่นยังคงยืนตัวตรงอยู่เหมือนเดิม นางมองลงไปจากตำแหน่งสูงดูบิดาของนาง และเชิดคางขึ้นเล็กน้อยขณะพูดว่า “เวลานี้ลูกเป็นที่ปรึกษาของรัชทายาทแห่งต้าฉี ยามออกมาข้างนอกติดต่อกับราชวงศ์ของแต่ละแคว้น ล้วนต้องจดบันทึกประจำวันลงไปในบันทึกอ้างอิง เพื่อให้รัชทายาทได้ทอดพระเนตรอ่านในวันหลัง เมื่อครู่เจ้าหน้าที่จดบันทึกประจำวันไปที่ห้องน้ำแล้ว ขอให้พระบิดาโปรดรอสักครู่หนึ่ง รอจนเขากลับมาแล้ว ท่านค่อยฟาดฝ่ามือนั้นตบมาอีกครั้ง จะได้ให้เขาบันทึกลงไปโดยละเอียด อ้อ อีกสักครู่ตอนที่ท่านด่าก็พูดให้ช้าลงหน่อย องครักษ์นั่นเป็นคนลั่วอัน กับสำเนียงท้องถิ่นแคว้นปอแล้วค่อนข้างฟังลำบากอยู่บ้าง…”
ตอนที่เจียงซิ่วรุ่นกล่าวคำพูดนี้ ที่ใช้ล้วนเป็นสำเนียงลั่วอันที่ออกเสียงไพเราะนุ่มนวล ทำให้บิดาที่อวดตัวว่าสูงส่งสง่างามมาตลอดกลายเป็นเหมือนคนบ้านนอกที่เพิ่งจะคลานออกจากมาหุบเขาในชนบทก็มิปาน
ปออ๋องรู้สึกว่านี่เป็นเพราะบุตรสาวได้อิงแอบผู้มีอำนาจอันยิ่งใหญ่ ไม่ยอมรับบิดาแล้ว ช่างอกตัญญูมากจริงๆ! หากอยู่ในราชสำนักแคว้นปอ คอยดูว่าเขาจะให้องครักษ์ฟาดนางบุตรสาวอกตัญญูที่ใจกล้าไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินให้หนักๆ สักยกหนึ่งหรือไม่
แต่หลังจากเจียงซิ่วรุ่นพูดเช่นนี้ ในใจเขาก็ตื่นตัวแล้วเช่นกัน ฟังจากที่จีอู๋เจียงบอก บุตรสาวอกตัญญูคนนี้กำลังได้รับความโปรดปรานจากรัชทายาทต้าฉี ยากนักกว่าจะสร้างสายสัมพันธ์ขึ้นมาได้ จะไม่ใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์นี้ได้อย่างไร
คิดถึงตรงนี้โทสะในอกเขากลุ่มนั้นก็ลดลงไปไม่น้อย เขานั่งลงบนที่นั่งพลางลูบๆ อกที่เริ่มหายใจหอบเล็กน้อย “พอแล้วๆ ไม่ต้องแสร้งทำบันทึกประจำวันอะไรนั่นแล้ว แค่เรื่องเล็กน้อยนั่นของเจ้า ไหนเลยจะสามารถนำไปบอกเล่าต่อหน้าผู้อื่นได้ ทำให้พี่ชายของเจ้ากับซิ่วเหยาน้องสาวของเจ้าต้องถูกโยงเข้าไปด้วยกันโดยไม่มีสาเหตุ!”
พูดถึงตรงนี้ในที่สุดปออ๋องก็มีสีหน้าอ่อนลง เผยสีหน้ายิ้มแย้มขณะกล่าวว่า “แต่เมื่อบิดาอยู่ที่นี่ ย่อมสามารถตัดสินใจแทนเจ้าได้เต็มที่ เลี่ยงไม่ให้เจ้าบุ่มบ่ามทำตามอำเภอใจ…เอาเป็นว่าเวลานี้เจ้าไม่ปรนนิบัติรัชทายาทให้ดีๆ กลับวิ่งมาถึงที่นี่เข้าร่วมการชุมนุมหนังสืออะไรกัน ฉวยโอกาสที่องครักษ์ไร้ประโยชน์นั่นยังไม่มาก็มาคุยกันก่อน เจ้าสามารถพูดจาต่อหน้ารัชทายาท ให้เขาส่งกองทัพมาช่วยสนับสนุนพวกเราผนวกรวมแคว้นหรงได้หรือไม่”
สำหรับเรื่องแคว้นหรง อันที่จริงก่อนที่เจียงซิ่วรุ่นจะออกเดินทาง ปออ๋องได้ย้ำเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เอาแต่พูดว่าหากเข้าวังได้รับความโปรดปรานจากตวนชิ่งฮ่องเต้แล้ว ก็ให้พูดถึงเรื่องนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การผนวกกลืนแคว้นถือเป็นสิ่งที่ทุกแคว้นมักทำกัน แคว้นหรงอยู่ติดกับแคว้นปอ เป็นแคว้นเล็กกระจิริด ปออ๋องเปรียบเทียบขนาดแคว้นแล้ว ก็รู้สึกว่าแคว้นหรงเหมาะสมมาก จึงคิดเรื่องทำการผนวกกลืนนั่นอยู่ตลอด
แต่น่าเสียดายที่คิดทะเยอทะยานสูงไปเปล่าๆ แคว้นปอหลังจากเปรียบเทียบแล้วถึงพบว่ากำลังไม่พอ ถึงกับถูกแคว้นหรงโจมตีเสียจนพ่ายแพ้ยับเยิน
ครั้งนี้ปออ๋องเสียหน้าไปหมดแล้ว ตั้งใจจะหาแคว้นที่เข้มแข็งมาช่วยระบายความรู้สึกย่ำแย่ในใจตนเอง
เจียงซิ่วรุ่นไม่อยากพูดกับบิดาของตนเองที่มักจะฝันกลางวันอยู่เสมอนี้ให้มากความอีก จึงเพียงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เรื่องนี้สำคัญมาก พระบิดาทรงเขียนพระราชสาส์นฉบับหนึ่งมอบให้กับต้าฉีจะดีกว่า งานชุมนุมหนังสือกำลังจะเริ่ม ลูกยังต้องไปรับฟังการชี้แนะของท่านอาจารย์อีก ไม่อย่างนั้นศิษย์พี่ก็จะมาตามหาแล้ว ไว้วันหน้าค่อยสนทนากับพระบิดาใหม่” พูดจบนางก็ไม่มองสีหน้าที่น่าเกลียดในฉับพลันของบิดาอีก เพียงหมุนตัวสาวเท้าก้าวใหญ่ออกไปทันที
แคว้นปอแม้จะเป็นแคว้นเล็ก แต่เมื่อปออ๋องอยู่ในแคว้นปอหนึ่งคำพูดก็แน่นหนักดุจเก้ากระถางศักดิ์สิทธิ์ ไหนเลยจะทนความโมโหระดับนี้ได้ จึงแค่นเสียงเฮอะคำหนึ่ง ยกมือชี้หน้าเจียงซิ่วรุ่น ขณะที่จะเรียกคนมาจับตัวบุตรสาวอกตัญญูคนนี้ เวลานี้เองม่านประตูพลันถูกเลิกขึ้น เจ้าหน้าที่หนุ่มน้อยคนหนึ่งเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา ในมือถือม้วนเอกสารกับพู่กัน กล่าวอย่างเย็นชาว่า “เพราะได้รับคำสั่งจากรัชทายาทมา ผู้น้อยต้องบันทึกคำพูดและการกระทำในชีวิตประจำวันของเซ่าฟู่เพื่อให้รัชทายาทตรวจดู ขอเรียนถามท่านเจ้าแคว้น เมื่อครู่นี้ยกมือข้างใดตบเซ่าฟู่หรือ”
ปออ๋องสะอึกไปทันที เพิ่งจะอ้าปาก เจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นก็ถามต่อไปอีกว่า “เมื่อครู่นี้อยู่นอกประตู คลับคล้ายจะได้ยินว่าท่านเจ้าแคว้นดูหมิ่นเซ่าฟู่เรื่องบันทึกชีวิตประจำวัน แล้วยังสงสัยที่เซ่าฟู่เข้าร่วมการชุมนุมหนังสืออีก ทุกอย่างนี้เป็นสิ่งที่รัชทายาทต้าฉีของแคว้นเราอนุญาต ท่านเจ้าแคว้นยังมีความคิดเห็นอันใดได้หรือไร”
ปออ๋องหน้าขาวซีดทันใด ฝืนหัวเราะอยู่สองคราแล้วถึงพูดว่า “ข้ากับลูกรักไม่ได้พบหน้ากันนานแล้ว จึงได้พูดหยอกเล่นกัน ทำให้ท่านเจ้าหน้าที่พบเห็นเรื่องน่าขบขันแล้ว”
เจ้าหน้าที่หนุ่มมองดูเจ้าปออ๋องแวบหนึ่งอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “ท่านเจ้าแคว้นทรงต้องรู้ว่าเซ่าฟู่เป็นเซ่าฟู่ของรัชทายาทแห่งต้าฉีก่อน จากนั้นถึงจะเป็นคุณชายแคว้นปอ วันหน้าท่านเจ้าแคว้นต้องระมัดระวังสักหน่อย ทรงอย่าได้หยอกเล่นส่งเดชนะพ่ะย่ะค่ะ” พูดจบก็เดินจากไปแล้ว
เจ้าหน้าที่หนุ่มออกจากประตูเดินผ่านระเบียงยาวแถบหนึ่ง เห็นคุณชายน้อยเจียงกำลังหยุดอยู่ที่ด้านข้าง ก็รีบเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปหา และคำนับพลางพูดว่า “ศิษย์พี่ เมื่อครู่ที่ศิษย์น้องจัดการเป็นอย่างไรบ้าง ช่วยเหลืออะไรได้บ้างหรือไม่”
เจียงซิ่วรุ่นมองดูสวีอิง และกล่าวอย่างเย็นชา “ต้องให้เจ้าช่วยเมื่อใดกัน”
สวีอิงกะพริบตาปริบๆ ดูไปแล้วเป็นเด็กอายุสิบหกปีที่แสดงความเป็นเด็กน้อยออกมาขณะที่กล่าวว่า “ท่านอาจารย์สั่งให้ข้ามาตามศิษย์พี่ไปปรึกษาเรื่องการชุมนุมหนังสือ เมื่อครู่ตอนที่อยู่นอกประตูบังเอิญได้ยินศิษย์พี่กับปออ๋องสนทนากัน รู้สึกว่าศิษย์พี่ออกมาอย่างรีบร้อน ข้าเลยปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่จดบันทึกประจำวันเสียเลย หวังว่าศิษย์พี่จะไม่ตำหนิ”
ว่ากันตามจริง เมื่อครู่เขาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้กับตนเองจริงๆ ถึงแม้เด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นญาติของสวีซื่อภรรยาฉินจ้าว แต่ก็ถือเป็นคนละคนกัน ไม่อาจใช้ความคิดแบบเดียวกันมาตัดสินได้ เจียงซิ่วรุ่นจึงต้องกล่าวขอบคุณไปคำหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
สวีอิงยิ้มจนเห็นฟัน ข้างแก้มถึงกับมีรอยลักยิ้มจางๆ ขึ้นมา “ในเมื่อเป็นสหายร่วมสำนักกัน ไยต้องขอบคุณเล่า ทุกครั้งที่ท่านแม่ข้ามาหาข้าที่บ้านญาติผู้พี่เพื่อขอเงินไปเล่นการพนัน ญาติผู้พี่ก็จะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ข้าเช่นนี้เสมอ”
เจียงซิ่วรุ่นเคยได้ยินผู้อื่นพูดว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำพร้าบิดาไปตั้งนานแล้ว มารดามีนิสัยติดการพนัน จึงส่งเขาไปอยู่ในความดูแลของบ้านสกุลสวีผู้เป็นญาติร่วมตระกูล ชีวิตที่ผ่านมาแท้จริงน่าสงสาร ว่ากันว่าดูแล้วเหมือนคุณชายสูงศักดิ์ร่ำรวย แต่ถุงเท้าผ้าถูกเสียดสีจนเป็นรูโหว่แล้ว ต้องประหยัดเงินเย็บแล้วเย็บอีกค่อยเอาถุงเท้ามาสวมต่อ
ในเมื่อเป็นบุตรหลานครอบครัวยากจน ไม่ใช่ญาติดั้งเดิมของสกุลสวีจริงๆ เจียงซิ่วรุ่นก็ไม่อยากจะปั้นหน้าเย็นชาใส่อีกฝ่ายอยู่ตลอด จึงเพียงประสานมือคำนับและหมุนตัวจากไป
แต่สวีอิงคนนั้นกลับเหมือนแมลงตามก้นอย่างไรอย่างนั้น เขากอดม้วนหนังสือเดินตามอยู่ด้านหลังเจียงซิ่วรุ่นด้วยฝีเท้ารวดเร็ว เลียๆ ริมฝีปากและพูดว่า “ท่านอาจารย์กล่าวว่าศิษย์พี่จะเข้าร่วม ‘การยิงธนู’ ในสามวันให้หลัง ข้าเองก็ถูกท่านอาจารย์จัดการให้เข้าร่วมการแข่งขันพร้อมกับศิษย์พี่ด้วย แต่วิชาการยิงธนูอาจเทียบกับศิษย์พี่ไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะได้รับการชี้แนะจากศิษย์พี่ได้เมื่อใด”
ไป๋เฉี่ยนที่อยู่ด้านข้างมองดูเด็กหนุ่มกลับรู้สึกว่าท่าทางน่ารักนัก จึงสอดปากว่า “เห็นท่านแขนขาบอบบางเช่นนี้ สามารถดึงสายพาดลูกธนูได้หรือเจ้าคะ”
สวีอิงฟังแล้วก็ถลกแขนเสื้อขึ้นให้ไป๋เฉี่ยนดู แขนข้างนั้นค่อนข้างหนาเฉกเช่นบุรุษกำยำ ดูแข็งแรงอย่างยิ่ง
แต่น่าเสียดาย ภาพนี้กลับถูกโต้วซืออู่ที่ขึ้นมารับหน้าเห็นเข้าพอดี
ไม่รู้ด้วยเหตุใดเขาก็รู้สึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้นมา เห็นว่าสตรีอัปลักษณ์นางนี้ดูพราวเสน่ห์มาก เห็นเด็กหนุ่มก็ยั่วยวนเสียจนเสื้อผ้าผู้อื่นแทบจะหลุดไปครึ่งตัวแล้ว
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 พ.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.