เจียงซิ่วรุ่นปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่คิดจะกล่าวทักทาย ฉินจ้าวกลับเดินเข้ามาหาเสียเอง ประสานมือคำนับมาทางเจียงซิ่วรุ่นพลางกล่าวว่า “ตลอดมาไม่มีโอกาส วันนี้ในที่สุดก็มีเวลาว่างเสียที สามารถขออภัยเจียงเซ่าฟู่ดีๆ ได้แล้ว ก่อนหน้านี้เพราะใจร้อนวู่วาม อ่อนด้อยประสบการณ์ หากมีที่ใดล่วงเกินไป ขอคุณชายน้อยเจียงโปรดอภัยให้ด้วย”
เจียงซิ่วรุ่นคิดไม่ถึงว่าฉินจ้าวจะมีวันที่กล่าวขอโทษตนเองได้ ไม่ว่าอย่างไรในชาติก่อนเขาก็หักขาพี่ชายของนาง เวลานั้นเขาไม่มีวันกล่าวคำว่า ‘ขอโทษ’ กับนางเด็ดขาด
คุณชายสูงศักดิ์ที่ใช้ชีวิตราบรื่นสมใจจนเคยชินแล้ว มักจะมั่นใจเสมอว่าสิ่งที่ตนเองปรารถนาต้องเป็นของตนเองอย่างแน่นอน ส่วนตนเองในตอนนั้นยอมตายก็ไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามกลับกลายเป็นการทำผิด สามารถทำให้เขาเอาพี่ชายมาข่มขู่นางได้อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ดังนั้นคำขอโทษที่มาช้าไปถึงสองชาตินี้ ในสายตาของเจียงซิ่วรุ่นดูไปแล้วไม่มีค่าเลยแม้แต่นิดเดียว จึงหยักยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “เจ้าเมืองฉินเกรงใจแล้ว เรื่องก่อนหน้านี้ผู้น้อยลืมไปหมดแล้ว ขอให้เจ้าเมืองฉินอย่าได้ใส่ใจเลย”
ฉินจ้าวไม่พูดอันใดอีก เพียงหาเก้าอี้ตัวหนึ่งในศาลารับลมแล้วนั่งเงียบๆ
เจียงซิ่วรุ่นสังเกตเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายเขา ดูไปแล้วอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี หน้าตาหล่อเหลาสดใส เพียงแต่ค่อนข้างจะขาวสะอาดเกินไปอยู่บ้าง ก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับฉินจ้าว
แต่นางก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยปากพูดคุยสนทนาด้วย แล้วก็ไม่สะดวกที่จะเอ่ยปากไล่คนในพื้นที่ของฉินจ้าว ซึ่งจะเป็นการยั่วโทสะคนมุทะลุนั่น นางจึงเอาแต่อ่านหนังสือในมือของตนเองไปเท่านั้น
ฉินจ้าวก็ไม่ได้พูดอันใด เพียงใช้ปรายตามองดูคนงามในชุดบุรุษที่ไม่ได้พบกันนานแล้วเงียบๆ
กลับเป็นเด็กหนุ่มคนนั้นที่จ้องมองเจียงซิ่วรุ่นอย่างสงสัยโดยไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่อาจารย์มู่เฟิงที่พยุงตัวด้วยท่อนไม้ที่เก็บมาจากข้างทางก็พาลูกศิษย์ทั้งหมดลงมาจากบนเขาแล้ว
ดูท่าผู้คนขบวนนี้เก็บเกี่ยวได้อย่างค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ทีเดียว โต้วซืออู่ถึงกับล่ากระต่ายมาได้สองตัวอีกด้วย บอกว่าเย็นนี้จะให้บรรดาสหายได้กินเนื้อกระต่ายอันหอมฉุย
อาจารย์มู่เฟิงเห็นฉินจ้าวมาถึงแล้ว ย่อมต้องประสานมือคารวะกล่าวสนทนาปราศรัยกัน
ฉินจ้าวรีบนำเด็กหนุ่มคนนั้นมาคารวะทักทายอาจารย์มู่เฟิงทันที พร้อมกับกล่าวว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นญาติห่างๆ ของภรรยา มองว่ามีศักดิ์เป็นน้องภรรยาเขาก็ได้ เป็นคนเฉลียวฉลาดชอบเล่าเรียน เขาเลื่อมใสชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์มู่เฟิงนานมากแล้ว ดังนั้นจึงคิดจะให้อีกฝ่ายฝากตัวเข้าสำนักอาจารย์มู่เฟิง
ที่เรียกว่ายื่นมือไปไม่ตีคนที่มีใบหน้ายิ้มแย้มนั้น หากเจ้าเมืองฉินลากเงินทองเพชรพลอยมาหนึ่งคันรถเพื่อแนะนำน้องภรรยาของตนเอง อาจารย์มู่เฟิงอาจรู้สึกว่ามีเงินมากก็มีอำนาจมาก มาแนะนำพวกลูกหลานตระกูลร่ำรวยที่ไม่เอาไหน อาจารย์มู่เฟิงคงไม่มีทางมีสีหน้าดีๆ ให้เป็นแน่
แต่เวลานี้เจ้าเมืองฉินวางตัวมีมารยาทอยู่ตลอด อีกทั้งค่าจ้างสอนที่ส่งมาก็เป็นเพียงอ้อยหนึ่งคันรถ ซึ่งเป็นของโปรดของอาจารย์มู่เฟิงจริงๆ ทำให้คนรับรู้ได้ถึงความตั้งใจจริง หากถามก็ไม่ถามแล้วปฏิเสธกลับไปเลย ก็จะดูไร้มารยาทอย่างเห็นได้ชัดแล้ว
ดังนั้นจึงทดสอบเด็กหนุ่มที่มีนามว่า ‘สวีอิง’ ผู้นั้นอยู่หลายคำถาม
ในชั่วขณะนี้เขาเหมือนได้พบกับสมบัติเข้าแล้ว เด็กหนุ่มคนนี้ดูไปแล้วก็เป็นคนที่มีความมานะพยายาม ยิ่งกว่านั้นยังมีทักษะและความรู้กว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นดาราศาสตร์หรือภูมิศาสตร์ก็ศึกษามาทั้งนั้น ไม่ใช่พวกที่เอาแต่อ่านตำราแต่อย่างใด เข้ากับความชมชอบของอาจารย์มู่เฟิงพอดี
ผู้ที่เป็นอาจารย์เมื่อเห็นศิษย์ที่เฉลียวฉลาดและมีความตั้งใจแล้ว ไหนเลยจะมีเหตุผลในการปฏิเสธไม่รับไว้ได้ จึงตกลงรับสวีอิงเข้าเรียนในสำนักศึกษาทันที
ฉินจ้าวเห็นอาจารย์มู่เฟิงเอ่ยรับคนแล้ว ย่อมจะรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง และแสดงออกว่าจากนี้ไปให้สวีอิงคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายท่านอาจารย์ดีกว่า จะได้ไปร่วมชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกพบเจอโลกภายนอกสักหน่อยด้วยพอดี
อันที่จริงที่นี่ห่างจากแคว้นเว่ยไม่ไกลแล้ว เพิ่มเด็กหนุ่มไปอีกคนก็ไม่เป็นปัญหา ดังนั้นอาจารย์มู่เฟิงจึงตกลงอย่างสบายใจ
ด้วยเหตุนี้พวกเจียงซิ่วรุ่นจึงมีสหายร่วมสำนักเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน และกล่าวลาฉินจ้าวออกเดินทางไปเช่นนี้เอง