บทที่ 78
รัชทายาททำเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นเห็นแล้วโมโหจริงๆ แต่เวลานี้นางรู้สึกแต่เพียงว่าชีวิตของตนเองแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่อาจโกรธเด็ดขาด นางจึงได้แต่หดคอ รอให้รัชทายาทอ่านจดหมายจนจบ
เฟิ่งหลีอู๋ผู้นั้นอ่านไปอ่านมาอยู่สองเที่ยว จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นช้าๆ มองไปยังเจียงซิ่วรุ่น สายตาคู่นั้นดูลึกลับและประหลาดพิกล
ตลอดทางที่กลับมายังจวนเขาก็เมินเจียงซิ่วรุ่นอยู่อย่างนี้ นางเองก็ทนมาพอแล้วเช่นกัน จึงรู้สึกว่าสามารถโยนความอดทนนี้ไปทันที พยายามพูดอย่างสงบนิ่งว่า “รัชทายาทก็ทรงรู้ว่าหม่อมฉันไม่ปรารถนาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้คนและเรื่องราวของแคว้นบ้านเกิด ถึงรัชทายาทไม่เสด็จมา หม่อมฉันก็ไม่มีทางรับจดหมายนี้ไว้”
เฟิ่งหลีอู๋ชมใบหน้าน้อยๆ ของนางเผยความหงุดหงิดกระวนกระวายมาพอแล้วเหมือนกัน เมื่อเห็นว่าเจียงซิ่วรุ่นเริ่มจะโมโหแล้ว จึงได้ยื่นจดหมายในมือให้นาง
เจียงซิ่วรุ่นกัดริมฝีปากรับมาอ่านทันที เป็นลายมือของบิดาจริงเสียด้วย
ไม่ได้พบหน้าเสียนาน บิดายังคงมีความสามารถด้านอักษรโดดเด่นเหมือนเดิม ในจดหมายนั้นอันดับแรกเลยคือตำหนิด้วยเรื่องที่นางใจกล้า เหตุใดต้องปลอมเป็นบุรุษหลอกลวงฮ่องเต้ของต้าฉี ต่อจากนั้นก็คือเตือนสติอีกเที่ยวหนึ่ง บอกว่านางในเวลานี้พึ่งพารัชทายาท ต้องพยายามทุ่มเทแรงกายแรงใจปรนนิบัติรัชทายาท ชดเชยเรื่องก่อนหน้านี้ สำหรับเรื่องที่นางปลอมเป็นบุตรชายอ๋อง เพื่อให้นางไม่ต้องเสียหน้า จึงได้เพิ่มชื่อ ‘เจียงเหอรุ่น’ ลงในผังลำดับวงศ์ตระกูลของราชวงศ์แล้วเรียบร้อย นับว่าได้กลบเกลื่อนคำโกหกแทนนาง และอื่นๆ อีกมากมาย
เมื่ออ่านจบเช่นนี้แล้ว เจียงซิ่วรุ่นได้แต่ใช้คำว่า ‘ปากอ้าตาค้าง’ สี่คำมาอธิบายเท่านั้น
จะว่าไปบิดาของนางก็มักเพิ่มสมาชิกใหม่เข้าไปในครอบครัวอยู่ตลอด ตอนนั้นหลังจากชิงบัลลังก์สำเร็จ เพื่อจะให้การชิงบัลลังก์ของตนเองดูถูกต้องชอบธรรม จึงสะบัดพู่กันคราหนึ่ง ก็เพิ่มบรรพชนรุ่นปู่ทวดที่ไม่มีอยู่จริงเข้าไปสองคน ยอดอัจฉริยะในยุคโบราณอย่างเจียงจื่อหยาก็อยู่ในลำดับด้วย ช่างทำให้ผู้คนไม่อาจทนดูได้จริงๆ
เมื่อมาคิดๆ ดู ชาติก่อนภายหลังบิดายังเพิ่มท่านปู่บุญธรรมแซ่หลิวให้กับนางอีกด้วย ความสามารถในการเกี่ยวดองเป็นญาติไปทั่วของบิดาทำให้ผู้คนต้องทอดถอนใจด้วยความนับถือ ดังนั้นการทำให้ตนเองจู่ๆ ก็มีบุตรชายคนเล็กนามว่า ‘เจียงเหอรุ่น’ เพิ่มขึ้นมานี้ยังจะนับเป็นอะไรได้เล่า
แม้แต่เฟิ่งหลีอู๋ที่นิ่งเงียบไปพักหนึ่งก็ยังพูดว่า “อาลักษณ์กับขุนนางทัดทานล้วนทำอันใดอยู่”
ความหมายของเขาก็คือปออ๋องกระทำตามอำเภอใจถึงเพียงนี้ ไม่มีใครทัดทานขัดขวางเลยหรือ
เจียงซิ่วรุ่นฝืนยิ้มคราหนึ่ง แล้วบอกไปตามตรงว่าแคว้นปอเป็นแคว้นเล็กๆ จัดการได้ง่าย คำพูดของบิดานางหนึ่งคำพูดแน่นหนักดุจสิบแปดกระถางศักดิ์สิทธิ์ ขอเพียงท่านผู้เฒ่าเขาเอ่ยปาก ก็ไม่มีเรื่องใดที่ทำไม่ได้ เบี้ยหวัดของอาลักษณ์กับขุนนางทัดทานก็แสนน้อยนิด ศักดิ์ศรียังน้อยกว่าบัณฑิตในดินแดนจงหยวนเสียอีก ย่อมไม่มีทางจับพู่กันบันทึกอย่างซื่อสัตย์ ไม่ยืนหยัดว่ากล่าวเพื่อความเป็นธรรมแน่นอน
อีกทั้งความประพฤติของปออ๋อง เฟิ่งหลีอู๋ได้ลิ้มรสชาติมาบ้าง เริ่มตั้งแต่ส่งบุตรสาวครรภ์แก่มา ในใจเขาก็เข้าใจบ้างแล้ว
สำหรับเรื่องราวผู้คนอันยุ่งเหยิงของแคว้นปอ เฟิ่งหลีอู๋ที่อยู่ห่างไกลออกไปนับพันหลี่ถึงกับปรับตัวได้แล้วเช่นกัน ในเมื่อเป็นจดหมายจากที่บ้านจริงๆ เขาย่อมคร้านจะสนใจ เพียงแต่จีอู๋เจียงผู้นั้นมีความเกี่ยวข้องใดกับเจียงซิ่วรุ่น ยังต้องสอบถามให้ชัดเจนอย่างละเอียด
เจียงซิ่วรุ่นบอกตามตรงว่าตนเองเคยพบจีอู๋เจียงในงานเลี้ยงอยู่หลายครั้ง แต่ตอนนั้นนางยังเด็ก เห็นขนมสำคัญกว่าการสนิทสนมกับบุรุษ ไหนเลยจะมีการติดต่อคบหาอันใดได้ หากรัชทายาทยังระแวงสงสัยทุกอย่างถึงเพียงนี้ ก็หย่านางออกจากจวนเสียเถิด จะได้ไม่ทำให้ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของรัชทายาทต้องมัวหมอง
เฟิ่งหลีอู๋ไม่ชอบฟังคำพูดนี้ของนาง ย่อมจะจูบปิดปากดุจผลอิงเถาของนางเอาไว้ ไม่อยากให้นางกล่าววาจาที่ทำให้คนหงุดหงิดออกมาอีก การก่อกวนพัวพันครานี้กลับกลายเป็นความวาบหวามอยู่บนที่นอนอันอ่อนนุ่มหลังฉากกั้นในห้องหนังสือ
เฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้แนบชิดสนิทสนมกับสตรีนางนี้มาหลายวันแล้ว เขารู้สึกว่าจะทำเรื่องใดล้วนไม่ค่อยมั่นใจมากขึ้นทุกที เวลานี้ในที่สุดก็มีเวลาว่างได้รักใคร่นางอย่างสุดกำลังคราหนึ่ง พอได้ปลดปล่อยความปรารถนาออกไป นอกจากพละกำลังแล้วยังมีความกระสับกระส่ายที่อธิบายไม่ถูกซึ่งสะสมมาในช่วงหลายวันนี้ด้วย
แต่เพราะจดหมายฉบับนี้ ความคิดของเจียงซิ่วรุ่นถึงลุกโชนขึ้นมาแล้ว
ในเมื่อตนเองมีนามอยู่บนบันทึกผังลำดับวงศ์ตระกูลของราชวงศ์แคว้นปอแล้ว เช่นนั้นนางก็สามารถติดตามท่านอาจารย์ไปร่วมชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกได้อย่างถูกต้องตามหลักเหตุผลแล้ว
เมื่อมาคิดดู บิดากลับทำเรื่องที่มนุษย์พึงกระทำอย่างที่น้อยครั้งจะทำ
วันต่อมา ยามเช้าตรู่เฟิ่งหลีอู๋ไปเข้าร่วมประชุมราชสำนักนานแล้ว ส่วนเจียงซิ่วรุ่นบิดขี้เกียจอยู่พักหนึ่ง เพื่อผ่อนคลายความปวดเมื่อยที่หลังเอว ก่อนนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เพราะว่าจีอู๋เจียงถูกขังคุก แม้หลังเกิดเรื่องจะได้ตรวจสอบฐานะตัวตนของเขาอย่างชัดเจนแล้ว แต่หากปล่อยคนออกไป ก็จำเป็นต้องมีคนรับรองยืนยันฐานะตัวตนของเขา
เจียงซิ่วรุ่นไม่อยากให้เจียงจือออกหน้า นางย่อมต้องมาด้วยตนเอง ดังนั้นหลังจากลุกจากเตียงล้างหน้าบ้วนปากแล้วก็ไปที่คุกลงนามรับรองฐานะให้จีอู๋เจียงออกมา
จีอู๋เจียงแม้จะโดนจับขังคุกแท้ๆ แต่ตอนที่ออกมาไม่เห็นความห่อเหี่ยวหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับเหมือนมั่นใจว่าเจียงซิ่วรุ่นจะต้องมารับเขาออกไปอย่างไรอย่างนั้น
ยามเช้าที่สดใสของปลายฤดูร้อน อากาศยังคงสดชื่นอย่างยิ่ง
แม้บนเสื้อผ้าของจีอู๋เจียงจะมีรอยยับอยู่บ้าง แต่สภาพจิตใจกลับดีเป็นอย่างมาก ยิ้มอย่างสุภาพอ่อนโยน
นับขึ้นมาแล้วเจียงซิ่วรุ่นไม่เคยมีสีหน้าดีๆ ให้กับสหายเก่าในอดีตผู้นี้มาโดยตลอด แต่ไม่เคยเห็นจีอู๋เจียงโกรธเลย เห็นได้ชัดเจนว่าเขามีนิสัยสุขุมเยือกเย็นมาก
เพียงแต่เจียงซิ่วรุ่นไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย นางกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึงว่า “ที่ควรจะบอกก็ได้บอกกับท่านจนชัดเจนไปแล้ว กลับยืนกรานที่จะเกี่ยวพันเช่นนี้ เพราะประสงค์สิ่งใดกันแน่”
จีอู๋เจียงได้แต่ประสานมือน้อมคำนับอีกครั้ง แล้วพูดว่า “ขอคุณชายน้อยโปรดอย่าได้วิตก วันนั้นผู้น้อยได้ยินอย่างชัดเจนแล้ว และรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าวาจาของท่านมีเหตุผลยิ่ง ในเมื่อท่านไม่ปรารถนาให้ผู้น้อยรบกวนชีวิตประจำวันของบุตรชายอ๋องคนโต ผู้น้อยย่อมปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอย่างระมัดระวัง ไม่มีทางไปเสาะหาเป็นการส่วนตัวอย่างแน่นอน”
เจียงซิ่วรุ่นเห็นเขารับปากอย่างหนักแน่นเช่นนี้ นางค่อนข้างผิดคาดอยู่บ้าง จึงปรายตามองเขาแวบหนึ่งอย่างอดไม่ได้
จีอู๋เจียงกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “คุกของต้าฉีตรวจค้นร่างกายเข้มงวดยิ่ง เศษเงินบนตัวล้วนถูกเก็บกวาดไปจนเกลี้ยงแล้ว ไม่ทราบว่าท่านจะยอมเลี้ยงข้าวผู้น้อยสักมื้อหนึ่งได้หรือไม่”
เจียงซิ่วรุ่นส่งสายตาให้กับไป๋เฉี่ยนที่อยู่ด้านข้าง ไป๋เฉี่ยนก็ควักถุงผ้าปักลายใบหนึ่งโยนให้จีอู๋เจียง กล่าวเสียงกระด้างว่า “เอาไปซื้อของกินเถอะ!”
จีอู๋เจียงกลับส่ายหน้าอย่างจนปัญญากล่าวว่า “ผู้น้อยไม่ใช่ขอทาน เหตุใดท่านต้องทำอย่างขอไปทีเช่นนี้ด้วย ครั้งนี้ปออ๋องนอกจากจดหมายแล้ว ยังมีวาจาส่งต่อมาถึงบุตรชายอ๋องคนเล็กด้วย ผู้น้อยย่อมต้องทำงานให้ท่านอ๋องจนเสร็จสิ้นกระมัง”
อันที่จริงเจียงซิ่วรุ่นก็อยากรู้ความคิดของบิดาว่าเหตุใดอยู่ๆ ก็เกิดความคิดยอมให้นางทำตัวเป็นบุตรชายขึ้นมาได้
ดังนั้นหลังจากคิดแล้วคิดอีกนางก็ไปที่หอน้ำชาที่อยู่เยื้องกับถนน สั่งขนมและของว่างหลายอย่าง และแยกกันนั่งลงที่สองฝั่งโต๊ะประจันหน้ากัน
จีอู๋เจียงประสานมือน้อมคำนับให้เจียงซิ่วรุ่นก่อน จากนั้นจึงพูดว่า “นับแต่ได้พบกันที่ซุ่นเต๋อ วาจาที่ท่านเตือนสติผู้น้อย ประหนึ่งเพิ่มสติปัญญาเข้าไปในสมอง การที่ผู้น้อยดึงดันจะยัดเยียดภาระรับผิดชอบในการสร้างความรุ่งเรืองของแว่นแคว้นไว้บนตัวของบุตรชายอ๋องคนโตนั้นช่างเป็นการไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ ดังนั้นจึงคิดทบทวนตนเอง และกลับไปที่ยังแคว้นปอทูลขอต่อปออ๋องกลับเข้ารับตำแหน่งขุนนาง ที่มาต้าฉีครั้งนี้เพราะท่านอ๋องได้ข่าวว่าต้าฉีก่อสร้างคลองขนส่ง จำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน จึงส่งสิ่งของจำพวกไม้และหินมายี่สิบลำเรือเพื่อแสดงความจริงใจ และยังสั่งให้ผู้น้อยมาเยี่ยมเยียนบุตรชายอ๋องทั้งสองไปพร้อมกันเลย…เป็นเพราะผู้น้อยบังอาจเปิดเผยสถานการณ์ในขณะนี้ของท่านต่อท่านอ๋อง หากคุณชายน้อยไม่พอใจ ก็ลงโทษผู้น้อยได้เต็มที่ขอรับ”
จีอู๋เจียงพูดอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตอันใด แต่เจียงซิ่วรุ่นกลับรู้อยู่แก่ใจว่าขั้นตอนพวกนี้จะต้องคดเคี้ยวและซับซ้อนมากเป็นแน่
บุรุษผู้งามสง่าเบื้องหน้านางผู้นี้ไม่ใช่พวกสามัญเลยแม้แต่น้อย การที่เขาหันกลับไปรับตำแหน่งในแคว้นปอ แล้วยังเรียกร้องสถานะในราชวงศ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายให้กับเจียงเหอรุ่นอีก คาดว่าจะต้องมีจุดประสงค์ที่ลึกล้ำอยู่ เพียงแต่ไม่ทราบว่าแท้ที่จริงเขาคิดจะทำอันใดกันแน่
ดังนั้นเจียงซิ่วรุ่นจึงดื่มชาคำหนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ขอให้ท่านโปรดกล่าวมาตามตรง ที่ท่านทำเช่นนี้จุดมุ่งหมายคือสิ่งใด”
จีอู๋เจียงไม่มีเจตนาจะปิดบังแต่อย่างใด เขากล่าวตรงๆ ว่า “ย่อมหวังว่าสักวันหนึ่งคุณชายน้อยเจียงจะเป็นเหมือนกับบุตรชายอ๋องคนโต สามารถกลับไปยังแคว้นปอได้อย่างมีเกียรติยศและถูกต้องชอบธรรม”
เจียงซิ่วรุ่นขมวดคิ้วไม่กล่าวอันใด จีอู๋เจียงกลับเงยหน้าขึ้นมามองเจียงซิ่วรุ่น กล่าวช้าๆ ว่า “บรรพชนแคว้นปอมาถึงดินแดนตะวันออก ผ่านประสบการณ์พลิกผันมากมาย ผู้น้อยจำได้ว่าในประวัติศาสตร์การอพยพโยกย้ายของผู้นำที่จอมปราชญ์ในยุคก่อนบันทึกไว้ สมัยโบราณได้ปรากฏผู้ครองแคว้นหญิงนามว่าอาไต้ซั่น นางเฉลียวฉลาดและกล้าหาญ ทำให้ราษฎรนับถือศรัทธา และยังนำพาผู้คนลงหลักปักฐานในดินแดนดั้งเดิมของแคว้นปอจนมั่นคง…ท่านเป็นหลานสาวของท่านอ๋องแคว้นปอคนก่อน เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างของท่านสืบทอดมาจากเจ้าแคว้นหญิงอาไต้ซั่น บางทีอาจมีสักวันที่ท่านจะเป็นเฉกเช่นเจ้าแคว้นหญิงที่ชี้นำหนทางอันถูกต้องให้กับปวงประชา…”
ม่านตาของเจียงซิ่วรุ่นพลันหดวูบ นางรู้สึกว่าตนเองดูถูกความเหิมเกริมไม่เกรงกลัวใครของจีอู๋เจียงผู้นี้เกินไปเสียแล้ว เขาถึงกับลอบบอกใบ้กับนางว่าในอนาคตจะกลับแคว้นปอไปช่วงชิงตำแหน่งเจ้าแคว้นหญิง นี่คือความเหิมเกริมและบ้าคลั่งเพียงใด
คนที่ในชาติก่อนยืนกรานสนับสนุนเจียงจือผู้เป็นพี่ชายอย่างหัวชนฝา ในชาตินี้ถึงกับเกิดความคิดแปลกประหลาด หันมาสนับสนุนนางให้กลับแคว้นไปสืบทอดบัลลังก์เสียแล้ว! นี่คือสิ่งที่เจียงซิ่วรุ่นไม่เคยคิดฝันมาก่อน
นางรู้สึกว่าเช้าตรู่อย่างนี้สนทนากับคนบ้ามากพอแล้ว จึงลุกขึ้นคิดจะจากไป
แต่จีอู๋เจียงมองดูเหล่าองครักษ์ทั้งหลายที่ยืนอยู่ด้านล่างหอน้ำชาแล้วถามว่า “คุณชายน้อยยินดีถูกขังอยู่แค่เรือนเล็กในจวนรัชทายาท เป็นนกคีรีบูนน้อยในกรงทองจริงๆ อย่างนั้นหรือ หากไม่อยากเป็นนกน้อยแล้วคิดบินหนี…ท่านจะสามารถหนีไปที่ใดได้อีก”
วาจานี้กลับพูดเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจเจียงซิ่วรุ่นพอดี นางจึงกลับมานั่งลงใหม่อย่างช้าๆ มองประเมินจีอู๋เจียงแล้วพูดว่า “ดูท่าท่านได้ตรวจสอบเรื่องของข้าค่อนข้างมากทีเดียวนะ แต่ว่ากลับไปแคว้นปอแล้วอย่างไรเล่า แคว้นเล็กๆ อ่อนแอที่ถูกขนาบข้างให้อยู่ตรงกลางแคว้นหนึ่ง เพียงชั่วขณะก็จะถูกแคว้นที่เข้มแข็งทำลายจนสิ้นซาก ยังจะมีหนทางหลบรอดอันใดอีก”
จีอู๋เจียงประสานมือกล่าวว่า “คุณชายน้อย ก่อนหน้านี้ท่านได้เตือนสติผู้น้อยให้กังวลและสนใจกับแคว้นเหลียง ซึ่งเห็นได้ว่าท่านมีสายตายาวไกล ทว่าต่อให้เป็นแคว้นอ่อนแอแคว้นหนึ่ง ก็ย่อมมีวิธีอยู่รอดของตนเอง เพียงแต่ปออ๋องในขณะนี้ไม่ทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว ยิ่งไม่เข้าใจวิธีรักษาสมดุลอำนาจเอาไว้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะต้องมีอันตรายจากการถูกแคว้นเหลียงผนวกกลืนไปจริงๆ อย่างไรก็ตามขณะนี้แคว้นเหลียงกับต้าฉีกลายเป็นศัตรูกัน ไหนเลยจะคำนึงถึงการผนวกกลืนแคว้นอื่นๆ ได้อีก และสำหรับต้าฉี แคว้นปอทั้งอยู่ไกลเกินไป และผลประโยชน์ก็น้อยเกินไปแล้ว…”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ประสานมือคำนับอีกครา สายตาที่มองเจียงซิ่วรุ่นเปี่ยมด้วยความแน่วแน่มั่นคง กล่าวเพียงว่า “ผู้น้อยเชื่อมั่นสายตาในการดูผู้คนของตนเอง เปรียบกับคุณชายใหญ่แล้ว ท่านถือเป็นคนที่เหมาะสมยิ่งกว่า!”
ในที่สุดเจียงซิ่วรุ่นก็กินอาหารเช้าหนึ่งมื้อกับจีอู๋เจียงเสร็จแล้วถึงได้ต่างคนต่างแยกย้ายกันไป
นางไม่ได้ถูกจีอู๋เจียงเกลี้ยกล่อมให้เกิดความทะเยอทะยานจะเป็นเจ้าแคว้นหญิงอะไรนั่นแต่อย่างใด เพียงแต่วาจาครานี้ของจีอู๋เจียงได้เปิดความคิดหนึ่งของนางขึ้นมาแล้ว
เวลานี้นางถูกกักขังอยู่ในนาม ‘เจียงซิ่วเหยา’ ไม่อาจแสดงความสามารถได้ ยิ่งหวั่นเกรงอำนาจล้นฟ้าของเฟิ่งหลีอู๋จึงเก็บงำประกายหลบซ่อนอยู่ภายใต้ร่างเขา
แต่หากเป็นเช่นที่จีอู๋เจียงกล่าว ใช้ชื่อของตัวประกันเล็กๆ แคว้นปอหวนคืนสู่แคว้นปอ นั่นมิใช่สิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมหรือ
แน่นอนว่าเวลานี้ที่บิดามีท่าทีเมตตาต่อนางเป็นเพราะนางประจบเอาใจรัชทายาทต้าฉีได้ จึงดูมีประโยชน์ขึ้นมาก็เท่านั้น หากกลับไปทั้งอย่างนี้ต้องไม่มีสีหน้าดีๆ ให้นางแน่
กระนั้นเดิมทีแคว้นปอก็มิใช่สถานที่ที่นางคิดให้เป็นที่พักพิงอยู่แล้ว ขอเพียงหนีรอดจากเมืองลั่วอันของต้าฉีไปได้ ที่ใดก็เป็นที่ลงหลักปักฐานได้ทั้งนั้นมิใช่หรือ สำหรับการไปร่วมชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกในครานี้ นางยิ่งต้องไปให้ได้
เจียงซิ่วรุ่นคิดถึงตรงนี้ ฝีเท้าก็ผ่อนคลายขึ้นทันที
หลังลงมาจากหอน้ำชานางก็กลับไปที่จวนรัชทายาท รอให้รัชทายาทกลับมาอย่างสงบ จะได้พูดถึงเรื่องไปเข้าร่วมการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกกับเขา
หลังจากรัชทายาทประชุมราชสำนักกลับมาแล้ว คุณชายน้อยเจียงก็ติดตามเขาเข้าไปในห้องหนังสืออย่างกระตือรือร้น ช่วยถอดหมวกให้เขา และพูดถึงเรื่องการเข้าร่วมชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกอย่างระมัดระวังสุดชีวิต
เฟิ่งหลีอู๋ฟังแล้ว ไม่แม้แต่จะคิดก็หน้าบึ้งตึงพูดว่า “เวลานี้ข้างานยุ่ง ไม่อาจปลีกตัวไปพร้อมกับเจ้าได้ ได้ยินว่างานชุมนุมหนังสือปีนี้ไม่ได้จัดที่ต้าฉี แต่เป็นที่แคว้นเว่ย แล้วยังต้องไปนานถึงเพียงนั้นอีก…ไม่ได้ กระทั่งคิดก็ไม่ต้องคิดเลย!”
บทที่ 79
ท่าทีของเฟิ่งหลีอู๋กลับอยู่ในความคาดหมายของเจียงซิ่วรุ่นแล้ว
หากเป็นก่อนหน้านี้ พอเห็นคิ้วกระบี่ของเฟิ่งหลีอู๋เลิกขึ้น นางย่อมไม่กล้ามีความคิดเห็นอีกต่อไป
แต่เวลานี้เจียงซิ่วรุ่นค่อยๆ รู้ทันความคิดเฟิ่งหลีอู๋มากขึ้น เขาไม่ใช่พวกที่จะมาเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านั้น นางจึงแอบอิงเข้ากับร่างของเขาอย่างระมัดระวัง ลูบปมที่คอเสื้อของเขาพลางพูดว่า “รัชทายาททรงรู้หรือไม่ว่าในช่วงหนึ่งเดือนกว่านี้หม่อมฉันต้องอยู่ที่จวนกี่วัน หากรัชทายาททรงไม่อนุญาตให้หม่อมฉันไปสำนักศึกษา อาจารย์และสหายร่วมชั้นเรียนที่สำนักศึกษาล้วนไปเข้าร่วมการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกกันหมด ปิดสำนักไปหนึ่งเดือนกว่า อย่างนั้นหม่อมฉันก็ได้แต่ต้องทนอยู่ในจวนเท่านั้น…”
เฟิ่งหลีอู๋ถูกนิ้วเรียวยาวของนางลูบไล้ ก็พูดอย่างค่อนข้างใจลอยอยู่บ้าง “แล้วอย่างไร อยู่อย่างเรียบร้อยว่าง่ายในจวนรัชทายาทไม่ดีหรือ”
เจียงซิ่วรุ่นพ่นลมหายใจใส่คางของเขา “เดือนหน้าพระองค์จะไปตรวจดูแนวป้องกันตลอดลำคลอง ต้องเร่งรุดไปตรวจดูเรื่องสำคัญนี้ในฤดูใบไม้ร่วงก่อนที่จะหนาวจนน้ำจับเป็นน้ำแข็ง ไม่อยู่ที่จวนถึงหนึ่งเดือน อันที่จริงแคว้นเว่ยถึงแม้จะห่างไกลอยู่สักหน่อย แต่กลับอยู่ห่างจากพื้นที่แนวป้องกันของรัชทายาทไม่ไกลนัก หากงานชุมนุมหนังสือจบลงเร็ว หม่อมฉันยังสามารถไปสมทบกับรัชทายาทแล้วกลับพร้อมกันได้ ไยมิใช่ดียิ่งหรอกหรือเพคะ”
เฟิ่งหลีอู๋คิดไม่ถึงว่าเจียงซิ่วรุ่นคำนวณระยะทางจุดหมายที่เขาจะไปได้แม่นยำถึงเพียงนี้ เพียงแค่ลองคิดดูว่านางดีดลูกคิดคำนวณอย่างละเอียดว่าเขาจะออกจากจวนไปนานเพียงใด แล้วยังมีท่าทางที่ดูอาลัยอาวรณ์ไม่อาจตัดใจอีก เขาก็รู้สึกว่าดูมีชีวิตชีวาน่ารักน่าเอ็นดูมาก
ทันใดนั้นเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ข้าแค่ไปตรวจดูลำคลอง พร้อมกับดูแนวป้องกันตลอดแนวด้วยเท่านั้นเอง ไม่มีทางไปนานมากนัก หากเจ้าไม่อาจตัดใจแยกจากไป…เช่นนั้นก็ติดตามไปพร้อมกับข้าได้”
เจียงซิ่วรุ่นส่ายหน้ารัวๆ เป็นกลองป๋องแป๋ง “ตามไปพร้อมกับรัชทายาท ไยมิใช่ต้องปลอมตัวเป็นบุรุษ ถึงตอนนั้นหากถูกรัชทายาทลากตัวเข้าไปในกระโจม แล้วถูกผู้คนพบเห็นเข้า ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของรัชทายาทยังจะรักษาไว้ได้หรือเพคะ”
ความหนักแน่นเต็มสิบส่วนของเฟิ่งหลีอู๋ในเวลานี้ถูกนางเกลี้ยกล่อมจนอ่อนยวบเหลือแค่ห้าส่วนไปแล้ว ที่จริงเขาเองก็รู้สาเหตุที่เจียงซิ่วรุ่นไม่ยอมทนอยู่ในจวนเช่นกัน
หลายวันนี้ข้ารับใช้มารายงานว่าเฉาซีส่งคนไปจับตามองคุณชายน้อยเจียงอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด เหมือนว่าต้องการจะจับพิรุธอะไรบางอย่างระหว่างคุณชายน้อยเจียงกับเถียนจิ้งเอ๋อร์ จึงคอยส่งคนไปสอดส่องที่เรือนทั้งสองแห่งนั้น
และเป็นเพราะเฉาซีจับตามองอย่างใกล้ชิดนี่เอง เจียงซิ่วรุ่นถึงไม่ได้แต่งกายเป็นสตรีกลับไปที่เรือนของเจียงซิ่วเหยามาหลายวันแล้ว
ในเมื่อนางไม่ชอบจับเจ่าอยู่ในบรรยากาศอึมครึมที่เรือนหลัง เช่นนั้นก็ตามใจนางเถิด คิดเสียว่าออกไปพักผ่อนจิตใจ รอจนเรื่องพวกนี้ยุติลงแล้ว นางค่อยกลับมาก็ไม่สาย
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ตัดสินใจอนุญาตให้เจียงซิ่วรุ่นไปเข้าร่วมชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกได้แล้ว
เห็นดวงตาทั้งคู่ของเจียงซิ่วรุ่นเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นยินดียามที่มองมา เฟิ่งหลีอู๋ก็อมยิ้มและหยิกแก้มนางเบาๆ
เขาก็ยังคงมีนิสัยแบบเด็กๆ ฉวยโอกาสตอนที่นางยังไม่ได้ให้กำเนิดทายาทแก่เขา ให้นางได้เล่นสนุกไปตามใจ เมื่อเที่ยวเล่นจนพอแล้วหลังจากนั้นนางก็จะควบคุมอารมณ์ได้
เฟิ่งหลีอู๋แบกความคิดเช่นนี้เอาไว้ ตัดสินใจว่าจะให้นางไปเที่ยวเล่นสักหนหนึ่ง
ก่อนหน้านี้เขาอยู่ในสำนักศึกษา เคยเห็นท่วงท่างามสง่าหยิ่งผยองของนางยามโต้วาทีกับกลุ่มบัณฑิตลัทธิหรู ในเมื่อนางชอบแสดงออก ก็ไปเล่นให้สนุกเต็มที่แล้วกัน
เมื่อได้รับอนุญาตจากเฟิ่งหลีอู๋ ขั้นตอนต่อจากนั้นก็จัดการได้ง่ายแล้ว
เพราะว่าระหว่างทางกลัวนางจะกระแทกกระเทือน เฟิ่งหลีอู๋จึงสั่งให้ดัดแปลงรถม้าของตนเองคันหนึ่งมอบให้นางไปใช้
รถม้าคันนี้เดิมเป็นรถม้าที่รัชทายาทใช้โดยเฉพาะ ทั้งด้านหน้าด้านหลังล้วนแกะสลักสัญลักษณ์ประจำตัวรัชทายาทรูปสัตว์เขาทองแดงคุ้มครองรถ บนหลังคาไม้ก็แกะสลักเป็นเสือขาวตาสีฟ้าทำท่าหมอบตัวหนึ่ง ดูแล้วน่าเกรงขามอย่างยิ่ง เพียงแต่จุดที่พิเศษของรถม้าคันนี้กลับเป็นที่ตัวรถไม่ได้ยึดอยู่บนล้อรถ ใช้ขดลวดอ่อนหยุ่นเชื่อมต่อให้ตัวรถลอยอยู่เหนือล้อรถ ไม่ว่ารถม้าจะแล่นเร็วเพียงใด ในตัวรถม้าก็จะยังนิ่งไม่ขยับ
หลังจากสัตว์ที่มีเขาทองแดงที่เป็นสัญลักษณ์ของรัชทายาทและลูกกรงกั้นรถม้าถูกเอาออกไป โครงขดลวดอ่อนยังคงอยู่ตามเดิม ในรถม้านอกจากโต๊ะตัวเล็กเสริมความแข็งแรงที่มีมาแต่เดิม ยังใส่ตู้ใบเล็กเข้าไปด้วยเป็นพิเศษ เหมาะกับคนที่ชอบกินของขบเคี้ยวอย่างเจียงเซ่าฟู่ ถึงขนาดยังมีกระโถนพร้อมฝาปิดมิดชิดที่ทำจากทองเนื้อดีติดตั้งไว้ด้วย หลังจากใช้บนรถม้าแล้วก็ค่อยสั่งให้สาวใช้ยกออกไปล้างทำความสะอาดเป็นใช้ได้แล้ว ทำให้สะดวกสบายในระหว่างเดินทาง
ตอนนั้นถึงขั้นเชิญอาจารย์ช่างฝีมือที่มีชื่อมาสร้างรถม้าโดยเฉพาะ เนื่องจากสร้างได้ไม่ง่าย ในจวนจึงมีแค่สองคันเท่านั้น ล้วนมีไว้สำหรับรัชทายาทสลับกันใช้งาน
แต่เวลานี้กลับยอมสิ้นเปลืองความคิดดัดแปลงรถม้าคันหนึ่งและมอบให้คุณชายน้อยเจียงไว้ใช้งาน
เฉาซีที่ครุ่นคิดถึงรถม้าคันนั้นก็โกรธจนต้องไปปรับทุกข์กับเถียนอิ๋งอย่างอดรนทนไม่ไหว
พูดตรงๆ ว่าคุณชายน้อยเจียงคนนี้สรุปแล้วมีทักษะในการประจบสอพลออันใดกันแน่ แล้วเจียงซิ่วเหยานั่นยังคอยเป่าลมข้างหมอนแสวงหาผลประโยชน์ให้กับพี่ชายของตนเองอีก
เถียนอิ๋งกัดขนมเปี๊ยะกรอบในจานเงียบๆ ทีละคำเล็กๆ เหมือนกลัวว่าจะกัดจนเศษร่วงออกมา
ยังต้องให้เหยาจีเป่าลมข้างหมอนหรือ ตัวเจ้าเด็กบ้านั่นเองก็พูดได้เช่นกัน! ไม่รู้ว่าก้นของบุรุษผู้นี้มีดีอันใด รัชทายาทถึงได้ลุ่มหลงไม่ยอมเบื่อหน่ายเช่นนี้
รอถึงวันที่ออกเดินทาง คุณชายน้อยเจียงก็นั่งรถม้ามาถึงหน้าประตูเมืองหลวง ตอนที่สมทบกับพวกอาจารย์มู่เฟิง เพราะว่าคนยังมาไม่ครบ จึงพูดคุยกันอยู่บนลานว่างที่ด้านข้างประตูเมือง
โต้วซืออู่ที่รอนางอยู่ตลอดผิวปากอย่างอดไม่ไหว พูดว่า “ไม่เจอหน้าหลายวัน เจ้าฟุ่มเฟือยอีกแล้ว ถึงกับทำรถม้าที่โอ่อ่าหรูหราปานนี้ออกมาได้”
เจียงซิ่วรุ่นลอบตำหนิรัชทายาทที่ดัดแปลงรถม้าเสียจนนางดูโอ้อวดเกินไป เพียงยิ้มพลางพูดว่า “ก็แค่รถม้าในจวนที่ยืมมาใช้เท่านั้น เบี้ยรายเดือนของข้ามีสักเท่าใดกันเชียว เจ้ายังไม่รู้หรือ ไหนเลยจะซื้อรถม้าเช่นนี้ได้”
โต้วซืออู่อดสงสัยไม่ได้ เขาเข้าไปในรถม้า มองดูกระโถนที่งามหรูหราใบนั้นก็ค่อนข้างคันก้นขึ้นมา อยากจะถอดกางเกงลงไปลองนั่งดูสักหน่อย
ไป๋เฉี่ยนที่กางกั้นม่านรถม้ามองเห็นเข้าก็ยื่นมือเข้าไปกระชากเอวกางเกงของโต้วซืออู่เอาไว้ทันที ถลึงตาใส่กล่าวว่า “ท่านจะทำอะไร!”
โต้วซืออู่คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ จะมีมือใหญ่ยื่นออกมาจากด้านข้างของเขา หากเขาถอดกางเกงเร็วกว่านี้ ไยมิใช่จะจับก้นของเขาเข้าแล้วหรือไร จึงหันกลับไปมองทันที ที่แท้เป็นสาวใช้อัปลักษณ์คนนั้นของสหายร่วมสำนัก พริบตานั้นเขาก็ถลึงตาพูดว่า “ทำอะไรเล่า ไม่เคยเห็นคนถ่ายอุจจาระหรือ!”
เขาเป็นบุตรชายของขุนนางชั้นสูง ถึงแม้จะนับถือคุณชายน้อยเจียงมาตลอด แต่ไม่มีความจำเป็นต้องพูดจากับสาวใช้ด้วยน้ำเสียงสุภาพ
แต่ในสายตาของไป๋เฉี่ยนนั้น นอกจากเจ้านายของตนแล้ว ขุนนางคนอื่นๆ ต่อให้ใหญ่โตเพียงใดก็ไม่รู้จัก ไม่ต้องพูดถึงเจ้าคนผู้นี้ที่ประลองยุทธ์กับนางในลานประลองยุทธ์อยู่บ่อยๆ
มือนั้นจึงไม่ได้ปล่อยและยังถลึงตากล่าวว่า “รถม้าของคุณชายน้อยเพิ่งจะอบกลิ่นชะมดเชียงมา กลิ่นยังหอมอยู่! ท่านกลับไม่เกรงใจจะประเดิมเป็นคนแรก วันนี้หากท่านกล้าให้รถของคุณชายสกปรก ข้าจะ…”
มือของไป๋เฉี่ยนกำลังถือไข่ไก่ที่ต้มกึ่งสุกอยู่สองฟอง เตรียมจะให้เจียงซิ่วรุ่นกิน ขณะนี้เพียงแค่สองมือบีบคราหนึ่ง ไข่แดงก็แตกโพละไหลจนเต็มไปหมดทั้งมือ
ที่จริงโต้วซืออู่ก็แค่เตรียมลองนั่งดูเท่านั้น จะถ่ายอุจจาระจริงๆ ที่ใดกัน
แต่เมื่อเห็นท่าทางยืนกรานแน่วแน่เช่นนี้ของไป๋เฉี่ยน ในใจเขากลับรู้สึกโมโห จึงออกแรงสุดกำลังแย่งเอวกางเกงของตนเองกลับมา จากนั้นก็กระโดดลงจากรถม้าและพูดว่า “ดึงกางเกงของเจ้านายเสียแน่นไม่ยอมปล่อย ถูกใจเจ้านายเข้าแล้วหรือไร สักวันหนึ่งจะขอซื้อสัญญาขายตัวของเจ้ากับคุณชายน้อยเจียง แล้วจะเอานางหญิงอัปลักษณ์อย่างเจ้าเข้าจวนของเจ้านายอย่างข้า แล้วเล่นงานเจ้าให้สุดกำลัง!”
แต่ไป๋เฉี่ยนมั่นใจว่าเจ้านายของตนเองไม่ได้สนใจเงินทองของเขาเลย จึงเพียงเบะปาก กวาดตามองโต้วซืออู่ขึ้นๆ ลงๆ โดยเฉพาะบริเวณเป้ากางเกงของเขาที่นางมองประเมินเป็นพิเศษ จากนั้นตวัดตามองกล่าวว่า “หากตนเองไม่มีอะไรทำก็จงกลับจวนไปใช้ตาชั่งมาลองชั่งดูสักหน่อยเถอะ ทั้งน้ำทั้งเนื้อลูกกลมๆ นั่นรวมกันจะถึงครึ่งตำลึงหรือไม่เล่า ถูกใจอย่างนั้นรึ เหอะ รังเกียจว่าท่านมีแรงไม่พอเสียมากกว่า”
พูดถึงการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ปากของไป๋เฉี่ยนพออ้าก็เล่นงานคนครึ่งเมืองลั่วอันได้อย่างไร้คู่ต่อกร! โต้วซืออู่ไหนเลยจะเถียงชนะนางได้
พวกบรรดาอดีตสหายร่วมห้องติงที่มาส่งพอได้ยินเข้าก็ส่งเสียงหัวเราะดังลั่น มีบางคนที่ไม่กลัวเรื่องราวจะบานปลายใหญ่โตถึงกับตะโกนว่า “สหายโต้ว แก้สายรัดกางเกงแล้วส่ายเอวให้นัยน์ตาสุนัขของนางทาสตัวเหม็นนั่นตาบอดไปเลย ถึงกับมีตาหามีแววไม่!”
เจียงซิ่วรุ่นเดิมทีอยู่ที่ด้านข้างสนทนาปราศรัยกับพี่น้องที่มาส่งอยู่ คิดไม่ถึงว่าทางนี้ถึงกับครึกครื้นเช่นนี้ จึงเดินเข้ามาหาทันที และลดเสียงเอ่ยตำหนิไป๋เฉี่ยนอยู่หลายประโยค จากนั้นดึงนางไปที่ด้านข้าง
โต้วซืออู่หน้าบึ้งตึงอยู่บ้าง เอาแต่ถลึงตาอย่างดุร้ายใส่สาวใช้อัปลักษณ์ผู้นั้นไปหลายครา โชคดีที่ก่อนหน้านี้เขายังรู้สึกว่าสาวใช้นางนั้นถึงแม้บนใบหน้าจะมีรอยปาน แต่ก็มีดวงตากลมโต จมูกโด่ง ดูนานๆ ถึงกับยังสามารถดูออกได้ว่างามมีเสน่ห์อยู่บ้าง
เวลานี้พอเห็นก็รู้สึกว่าคนอัปลักษณ์มักก่อเรื่องน่าเกลียด ชื่นชมไม่ไหวจริงๆ คอยดูว่าการฝึกวิชายุทธ์ครั้งต่อไปเขาจะกดนางลง แล้วจัดการนางหนักๆ สักยกหนึ่งได้หรือไม่!
หลังจากเสียงดังโวยวายคราวนี้ผ่านพ้นไป คนของสำนักศึกษาก็มากันครบแล้ว อาจารย์มู่เฟิงหลังจากตรวจรายชื่อก็แจกแผ่นป้ายผ่านทาง และให้รถม้าของทุกคนจัดขบวนเป็นแถว จากนั้นก็ผ่านประตูเมืองไปตามลำดับออกเดินทาง
เฟิ่งหลีอู๋ติดขัดที่ศักดิ์ฐานะจึงไม่ได้มาส่งคนทั้งกลุ่มออกเดินทาง เพียงขึ้นไปบนแท่นสูงใกล้ที่ว่าการ สายตาเพ่งมองดูเงาร่างงดงามบนรถม้านั้นออกจากเมืองไป
เขาโปรดปรานนางเกินไปแล้ว ถึงกับใจอ่อนตอบตกลงไป ถึงแม้คนที่จัดวางไว้ข้างตัวนางล้วนเป็นองครักษ์มากความสามารถที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขา แต่เขามักรู้สึกอยู่ตลอดว่าหลังคนออกจากประตูเมืองไปในใจของเขาก็ว่างเปล่าไปหมด
รถม้าจากไปไกลจนไม่เห็นร่องรอยแล้ว เขาถึงเก็บสายตากลับมาและลงจากแท่นสูง
รอจนจัดการงานเบื้องหน้าจนหมดเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะไปสมทบกับเซ่าฟู่ของตนเอง…
เวลานี้เขากระหายที่จะกวาดล้างอุปสรรคอันหนักหน่วงที่ขัดขวางเขาอยู่ให้หมดสิ้นยิ่งกว่าเวลาใดๆ ที่ผ่านมาในอดีต
รอจนถึงเวลาที่เขาปกครองใต้หล้านี้ นางต้องการสิ่งใดเขาก็จะส่งไปถึงตรงหน้านางได้อย่างง่ายดายมิใช่หรือ ไยต้องเป็นเพราะความไม่สงบสุขในจวนเลยต้องรักษาระยะห่างจากเขาด้วยเล่า
ทุกคนที่ออกเดินทางมาในคราวนี้ล้วนเป็นเด็กหนุ่ม และล้วนเป็นคนที่ยังไม่เคยออกจากบ้านไปไกลมาก่อนด้วย เวลายังมีอยู่อีกเหลือเฟือ อาจารย์มู่เฟิงอยากให้การออกเดินทางในคราวนี้มั่นคงปลอดภัยที่สุด ดังนั้นเส้นทางที่ใช้ล้วนเป็นถนนหลวง หากพื้นที่ใดดูไปแล้วไม่ปลอดภัย ยินดีอ้อมทางไกลหน่อยก็ไม่เป็นไร
ต่างก็เป็นคนหนุ่ม หลังออกจากเมืองลั่วอันก็คึกคักกันขึ้นมา พูดคุยหัวเราะกันตลอดทาง คนมากมายยังหยิบของกินนานาชนิดที่แต่ละบ้านเตรียมไว้ให้ออกมา แล้วก็เดินไปพลางกินไปพลาง ท่าทางดูมีความสุขอย่างมาก
เจียงซิ่วรุ่นก่อนออกจากจวนได้นำหนังสือซานไห่จิงชุดหนึ่งที่นำมาจากห้องหนังสือของเฟิ่งหลีอู๋ติดตัวมาอ่านด้วย เรื่องภูตผีเทพเจ้านี้อ่านแล้วก็ค่อนข้างสนุกมากเช่นกัน
วันนี้มาถึงเหยี่ยนโจวที่อยู่ติดต่อระหว่างแคว้นเว่ยกับต้าฉีก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมาเป็นระลอกๆ จากถนนหลวงที่ห่างไกล
เจียงซิ่วรุ่นยื่นหน้าออกมามอง ทันใดนั้นหัวคิ้วก็ขมวดมุ่น ผู้ที่มานั้นนางรู้จักอย่างแน่นอน ไม่ว่าอย่างไรก็เห็นมาถึงสองชาติภพแล้ว
ฉินจ้าวผู้นี้ย้ายมาที่เขตเหยี่ยนโจวตั้งแต่เมื่อใดกัน
ไม่พบกันหลายเดือน รูปร่างหน้าตาของฉินจ้าวถึงกับเปลี่ยนไปอย่างมาก บางทีอาจเป็นเพราะลาดตระเวนอยู่ตามแนวชายแดนอยู่ตลอด ผิวของอีกฝ่ายจึงตากแดดจนดำคล้ำ คนก็ซูบผอมลงไปไม่น้อย ระหว่างคิ้วตามีริ้วรอยย่นเพิ่มขึ้นมาบ้างแล้ว ดูไปแล้วกลับไม่เหลือลักษณะของลูกหลานตระกูลศักดิ์ที่ใช้ชีวิตอย่างลำพองใจ วางตัวยโสโอหังและใช้ชีวิตราบรื่นไปทุกอย่างเหมือนเมื่อชาติก่อน
เขากระตุ้นม้ามาตรงหน้ารถม้าของอาจารย์มู่เฟิง ประสานคำนับท่านอาจารย์ผู้เฒ่าที่กำลังเคี้ยวอ้อยอยู่พอดี “ข้าคือเจ้าเมืองเหยี่ยนโจว ได้ยินข่าวว่าท่านอาจารย์จะผ่านมา จึงมาต้อนรับโดยเฉพาะ”
อาจารย์มู่เฟิงถ่มกากอ้อยออกจากปาก ลงจากรถม้ากล่าวทักทายว่า “พวกเราเป็นแค่คนสามัญ จะรบกวนท่านเจ้าเมืองระดมคนมาเช่นนี้ได้อย่างไร”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 พ.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.