บทที่ 82
ไป๋เฉี่ยนเห็นสวีอิงอวดกล้ามแขนของตนเองก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายออกจะเป็นเด็กน้อยไปสักหน่อย แล้วก็รู้ว่าเจ้านายของตนไม่อยากเกี่ยวข้องกับสวีอิงมากเกินไป ดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องพูดว่า “เจ้านายของข้าไม่เพียงมีทักษะด้านการยิงธนู แต่ยังจะเข้าร่วมการโต้วาทีด้านบุ๋นด้วย ท่านอาจารย์มู่เฟิงได้สั่งแล้วว่าหลายวันนี้ต้องเขียนบทความให้เขาอ่าน อาจไม่มีเวลาชี้แนะท่านก็ได้ มิสู้ไปหาสหายร่วมสำนักโต้วของท่าน ให้เขาชี้แนะแทนจะดีกว่านะเจ้าคะ”
ขณะกำลังพูดอยู่ไป๋เฉี่ยนก็เห็นโต้วซืออู่ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับเขยื้อน นางจึงพยักพเยิดคางไปทางเขา กลับทำให้โต้วซืออู่ถลึงตาจ้องมองมาอย่างดุร้าย
ไป๋เฉี่ยนรู้สึกว่าน่าจะเป็นเพราะก่อนหน้านี้นางไม่ให้เขาใช้กระโถนในรถม้านั่น เขาจึงยังจดจำความแค้นอยู่ แต่อันที่จริงนางก็ไม่อยากให้เขาได้สมใจเหมือนยามปกติ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มองเขาเสียเลย
รอจนคนทั้งขบวนเข้าไปในเรือนด้านหลังที่ขอยืมใช้จากโรงเตี๊ยมแล้ว อาจารย์มู่เฟิงก็แจ้งกำหนดเวลาการประลองหลายวันนี้ให้กับพวกศิษย์ทั้งหลายที่นั่งอยู่บนเสื่อผืนหนึ่งรับรู้
อาจารย์ผู้เฒ่ามีสีหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น ว่ากันว่าในบรรดาสำนักศึกษาหลายแห่งที่เข้าแข่งขันปรากฏศิษย์ที่โดดเด่นจำนวนไม่น้อย เมื่ออาจารย์มู่เฟิงคิดว่าศิษย์ในสำนักของตนเองสามารถขัดเกลาเพื่อยกฐานะได้ ก็รู้สึกว่าคุ้มแล้วที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ไม่ได้รับความลำบากระหว่างการเดินทางไปเปล่าๆ
ในด้านบู๊สำนักศึกษาส่วนใหญ่ล้วนมีไว้เพื่อประดับบารมีเท่านั้น ดังนั้นอาจารย์มู่เฟิงจึงปลอบใจโต้วซืออู่ เจียงซิ่วรุ่น รวมทั้งผู้ที่ถูกใส่ชื่อเข้าไปให้ครบจำนวนอย่างสวีอิงว่าไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลจนเกินไป ขอแค่เมื่อถึงเวลาแล้วอย่าได้พลาดเป้าหรือว่าตกลงมาจากหลังม้า ก็ทำให้สำนักศึกษามีหน้ามีตาแล้ว
โต้วซืออู่ฟังเสียจนหน้าเขียวคล้ำไปหมด ถามตรงๆ ว่าการแข่งขันอันมีชื่อเสียงของทุกแว่นแคว้นระดับนี้ เหตุใดถึงมีการแข่งม้าที่ร่วงตกลงมาด้วยเล่า
สหายร่วมสำนักที่รู้เรื่องตลกครั้งก่อนๆ ของการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกพลันกล่าวด้วยสีหน้าเบิกบานเป็นประกาย “มีไม่น้อยด้วยนะ ได้ยินว่าผู้ที่ถูกคัดเลือกของสำนักศึกษาแห่งหนึ่งล้วนเป็นศิษย์จากครอบครัวฐานะยากจน เนื่องจากจ้างชาวยุทธ์มาแข่งแทนไม่ไหวจริงๆ และด้วยกฎเกณฑ์การลงชื่อที่ไม่อาจขาดตกบกพร่องได้ ศิษย์ที่เข้าร่วมการแข่งขันนั้นจึงตกลงมาจากหลังม้ากันทุกปี อันที่จริงการแข่งขันนี้จำเป็นแน่หรือ ค่ายาที่ใช้รักษานั่นไม่น้อยไปกว่าค่าจ้างชาวยุทธ์เลยนะ!”
ใบหน้าโต้วซืออู่ดำสนิทหมดแล้ว ตอนนั้นเขากอดความคิดทะเยอทะยานเข้าร่วมการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกเพื่อจะศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้มีฝีมือสูงส่งเหล่านั้น สุดท้ายถึงได้รู้ว่าตนเองต้องแข่งขันกับบรรดาศิษย์ต่างสำนักที่แข้งขาอ่อนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นไปได้ว่าแม้แต่ลาก็ไม่เคยขี่มาก่อน นับว่าหมดสนุกแล้วจริงๆ!
เจียงซิ่วรุ่นกลับไม่มีความคิดจะสร้างชื่อเสียงเลื่องระบือแบบโต้วซืออู่
ตอนนั้นนางได้ยินคำพูดของจีอู๋เจียงแล้วก็สลายความวิตกว่าจะถูกคนที่มาจากแคว้นปอเปิดโปงไป และวางใจที่จะมาร่วมงานใหญ่ของทุกแคว้นระดับนี้ได้อย่างกล้าหาญ
ประกอบกับเรือนหลังของเฟิ่งหลีอู๋ไม่อาจให้นางทนอยู่ได้จริงๆ จึงออกมาผ่อนคลายอารมณ์ และถือโอกาสนี้ใช้ความคิดสักหน่อย ดูว่าภายหน้าจะมีโอกาสดีๆ ที่จะพาพี่ชายกับพี่สะใภ้หลบหนีไปอย่างมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่
ที่สำคัญยิ่งกว่าคือเลี่ยงไม่ให้เฟิ่งหลีอู๋มาพัวพันอยู่ทุกวัน ในจวนของรัชทายาทมีสาวงามมากมายหลายหลากทั้งอวบอิ่มทั้งผอมบาง แต่เฟิ่งหลีอู๋ไม่มีใจจะไปเชยชมเลยสักคน สาเหตุล้วนเป็นเพราะเขายังไม่เบื่อหน่ายนาง
แต่บุรุษสตรีอยู่ร่วมกันทั้งวันทั้งคืนนานวันก็จะก่อเกิดเป็นความรักขึ้น หากนางอยู่แต่ในจวนตลอดก็จะทำให้ความกระตือรือร้นอันเร่าร้อนของรัชทายาทเย็นลงได้ยาก
แต่เวลานี้นางออกมานอกจวนแล้ว รอจนกลับไป ดูตามความกระตือรือร้นของท่านอาจารย์ที่ไปเที่ยวชมขุนเขาสายน้ำเคี้ยวอ้อยหวานแล้ว คาดว่าตอนที่กลับไปเขาคงต้องใช้ทางอ้อมอย่างแน่นอน ได้แต่หวังว่าบรรดาสาวงามในจวนที่มีใจทะเยอทะยานจะมีความมุ่งมั่นพยายามเพื่อความสำเร็จ ตอนนั้นงานของรัชทายาทใกล้จะเสร็จแล้ว เขาก็น่าจะกลับจวนพักผ่อน หวังว่าพวกนางจะฉวยโอกาสนี้ให้ได้รับความโปรดปรานสักครา นางก็จะสามารถจัดการเรื่องต่อจากนั้นได้อย่างสงบแล้ว
ตามความเข้าใจที่นางมีต่อรัชทายาท ถึงแม้ตามปกติรัชทายาทจะเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะหน้าบึ้งตึงอารมณ์เสียเมื่อสูญเสียความรักไปครั้งหนึ่ง ถึงตอนนั้นนางจะฉวยโอกาสยกข้ออ้างออกมาว่าอยากส่งพี่ชายกลับแคว้นไปชิงตำแหน่งอ๋องเจ้าแคว้น ด้วยไมตรีส่วนตัวของคนทั้งสองเขาน่าจะเห็นด้วยเป็นแน่
ถึงตอนนั้นชายาเซินของแคว้นปอย่อมขัดขวางไม่ให้พวกนางพี่น้องกลับแคว้น นางก็จะถือโอกาสผลักเรือตามน้ำ ด้วยการอ้างว่าหลบหนีการล่าสังหารของชายาเซิน และไปที่แคว้นต่างๆ ท่องเที่ยวอย่างสุขสำราญได้แล้ว
ตามความเห็นนาง แคว้นเว่ยก็เป็นสถานที่ที่เอาไว้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษได้ไม่เลวเลย มีทิวทัศน์งดงาม ราชวงศ์ให้ความสำคัญกับด้านบุ๋น อีกทั้งยังมีไมตรีอันดีกับแคว้นต้าฉีด้วย ไม่มีอันตรายจากการจะถูกแคว้นอื่นผนวกกลืนได้ตลอดเวลา
หลังจากใคร่ครวญเช่นนี้ การแพ้ชนะในการแข่งขันก็ไม่สำคัญแล้ว ไม่ว่าอย่างไรนางก็คลายความวิตกกังวลเรื่องแคว้นปอได้แล้ว และยังสามารถออกมาพักผ่อนหย่อนใจได้อีก อีกทั้งยังได้ทำความรู้จักกับปราชญ์ผู้มีความสามารถอันยิ่งใหญ่หลายคนในยุคนี้ด้วย นับว่านางไม่เสียทีที่ได้มาในครั้งนี้แล้ว
แต่นางกลับไม่ได้คิดถึงเรื่องการฉวยโอกาสหลบหนีระหว่างทางอะไรเช่นนั้น ตอนนั้นที่อาจารย์มู่เฟิงเลือกศิษย์ที่จะร่วมเดินทาง เดิมทีมีเจียงจือมาด้วย แต่เฟิ่งหลีอู๋กลับขัดขวางไม่ให้เจียงจือร่วมเดินทางออกจากเมืองหลวง อาจเพราะกลัวว่าพวกเขาสองพี่น้องจะลอบหนีไปด้วยกันกระมัง
เจียงซิ่วรุ่นยิ้มเย้ยหยันตนเองคราหนึ่ง นางนำกำหนดเวลาการประลองไปจัดการเตรียมขั้นตอนการประลองลำดับต่อไปของตนเอง
งานชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกปีนี้เป็นเพราะมีแรงสนับสนุนอย่างยิ่งใหญ่ของแคว้นเว่ย การจัดงานจึงยิ่งใหญ่มาก แท่นสูงนั่นยังสร้างขึ้นท่ามกลางทิวทัศน์อันงามตระการตาด้วย
ขณะนี้เป็นต้นฤดูใบไม้ร่วง อากาศในตอนกลางวันกำลังดี ทำให้อารมณ์ของผู้คนปลอดโปร่งโล่งสบายไม่หงุดหงิด
การแข่งขันแรกสุดคือ ‘ขี่ม้า’ สำนักศึกษาลั่วอันเนื่องจากมีศิษย์เข้าร่วมมาก จึงมีสองคนที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ตามเกณฑ์ นอกจากโต้วซืออู่แล้วยังมีสหายร่วมสำนักอีกคนหนึ่งเข้าร่วมแข่งด้วยกัน
เจียงซิ่วรุ่นไม่ต้องเข้าร่วมด้วยย่อมจะนั่งอยู่บนที่นั่งในที่สูงชมดูความครึกครื้น ตอนที่นางมองเห็นคนที่นั่งอยู่ในที่นั่งสูงฝั่งตรงข้ามก็ยิ้มไม่ค่อยออกเสียแล้ว
ที่แท้คนที่นั่งชมการแข่งขันอยู่ข้างกายบุตรชายของเว่ยอ๋องก็คือคุณชายแคว้นเหลียง…หลิวเพ่ยนั่นเอง
ดูท่าอาการบาดเจ็บของหลิวเพ่ยฟื้นตัวได้ไม่เลวเลย เขานั่งบนที่นั่งผู้ชม กำลังหัวเราะพูดคุยกับบุตรชายของเว่ยอ๋องอยู่ และบิดาสุดที่รักของนางก็น่าจะทักทายกับคนของแคว้นเว่ยแล้ว กำลังนั่งอยู่บนที่นั่งผู้ชมร่วมกับแม่ทัพเซิน คอยมองหาโอกาสสนทนากับทายาทแคว้นเว่ยอยู่
เพียงแต่แคว้นเหลียงขณะนี้สถานการณ์ของแคว้นไม่สดใส ปออ๋องเองก็คร้านจะประจบประแจงเอาใจหลิวเพ่ย
ความผูกพันลึกซึ้งระหว่างบิดาและบุตรในชาติก่อน เวลานี้กลับไม่ได้มีให้เห็น
เจียงซิ่วรุ่นขมวดคิ้ว จู่ๆ ก็นึกถึงข่าวลือที่ได้ยินตอนออกจากเมืองหลวง
ได้ยินว่าแคว้นเหลียงมาหาเจ้าแคว้นเว่ยเพื่อให้เจรจาปรองดอง อยากฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับต้าฉีอีกครั้ง เปลี่ยนอาวุธให้เป็นหยกและแพรพรรณ หลิวเพ่ยที่มาครั้งนี้น่าจะเพราะเรื่องนี้กระมัง
ในระหว่างที่นางครุ่นคิดนี่เอง จู่ๆ หลิวเพ่ยก็เงยหน้ามองมาทางนางคล้ายจงใจคล้ายไม่จงใจ สายตาที่มองมานั้นคล้ายจะมีความนัยลึกซึ้ง ถึงกับขยิบตาให้นางด้วย
ผู้ที่ไม่รู้เมื่อเห็นภาพนี้ยังจะนึกว่าเป็นการพบกันของสหายเก่าเสียมากกว่า เพราะดูสนิทสนมเป็นกันเองมาก!
เจียงซิ่วรุ่นเบนสายตาหนีไม่มองหลิวเพ่ยอีก เพียงจดจ่ออยู่กับการแข่งม้าที่ด้านล่าง
เวลานี้โต้วซืออู่เตรียมตัวพร้อมแล้ว เพื่อการแข่งขันคราวนี้โต้วซืออู่สามารถพูดได้ว่าทุ่มเททุกอย่างเพื่อเตรียมตัว โดยเฉพาะทุ่มเทเงินทองจำนวนมากเพื่อซื้อม้าเลื่องชื่อมา อานม้าและบังเหียนม้าก็ดูองอาจจริงจัง
ตอนที่ขึ้นหลังม้าก็ดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ซ้ำยังมีท่วงท่าเหมือนแม่ทัพน้อยจริงๆ ทำให้ผู้คนพากันมองอย่างประหลาดใจ
ส่วนศิษย์ที่เข้าแข่งขันจากสำนักศึกษาแห่งอื่นๆ ก็ทยอยกันเข้าประจำที่ เพียงแต่มีหลายคนที่พอมองเห็นก็รู้ว่าจ่ายเงินจ้างมา ด้วยหน้าตาเปี่ยมความดุร้าย มีกลิ่นอายของคนในยุทธภพกดดัน
แต่ศิษย์ที่เข้าร่วมแข่งขันจากสำนักศึกษาที่ตกลงมาจากหลังม้าอยู่ทุกๆ ปีย่อมดึงดูดความสนใจของผู้คนมากที่สุด
น่าจะเป็นเพราะถูกบรรดาศิษย์พี่ที่เข้าร่วมแข่งขันในครั้งก่อนๆ ขู่ขวัญจนกลัวแล้ว สหายท่านนี้ปีนี้จึงเตรียมตัวมาอย่างพร้อมสรรพ
ผ้านวมที่ซุกอยู่ก้นหีบถูกค้นออกมาแล้วห่อหุ้มตัวเอาไว้จนหนาปึก บนศีรษะก็พันแถบผ้ายัดนุ่นเอาไว้ ประหนึ่งพร้อมจะพบกับความตายอย่างกล้าหาญ ด้วยความช่วยเหลือจากสหายร่วมสำนักหลายคน ก็พลิกตัวขึ้นไปบนหลังม้าได้อย่างค่อนข้างทุลักทุเล
เมื่อเป็นเช่นนี้โต้วซืออู่ผู้สวมเกราะเบาขนาดเล็กติดอาวุธครบมืออยู่ข้างพี่ชายที่หุ้มผ้านวมนั่นจึงดูเหมือนอวดเก่งจนเกินไป ยามทั้งสองคนขี่ม้ายืนอยู่ในที่เดียวกัน ช่างแตกต่างกันอย่างชัดเจนจริงๆ ทำให้บรรดาคนที่นั่งอยู่บนที่นั่งสูงหัวเราะเสียงดังลั่นไปหมด
สตรีชั้นสูงของแคว้นเว่ยที่มาชมการแข่งขันในคราวนี้ก็มีมากเช่นกัน การชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกเป็นการรวมตัวกันของผู้มีความสามารถ อีกทั้งเป็นตัวเลือกอันโดดเด่นในการเลือกสามีผู้น่าเลื่อมใส สตรีชั้นสูงเหล่านั้นจึงหัวเราะขึ้นมาอย่างสงวนท่าทีด้วยเช่นกัน เพียงถือพัดบังใบหน้าเอาไว้ แต่เสียงหัวเราะกลับดังไปทั่วทั้งบริเวณ
ไม่น่าแปลกใจเลยที่การแข่งขี่ม้านี้ไม่ถูกยกเลิกมาโดยตลอด และยังจัดอยู่ในลำดับแรกของทุกๆ ปีอีกด้วย แท้ที่จริงเป็นการแข่งขันสุดวิเศษที่มีคนให้ความสนใจอย่างร้อนแรงนี่เอง
ใบหน้าเจียงซิ่วรุ่นดำทะมึนอยู่บ้าง ไม่กล้าจินตนาการถึงการแข่งขัน ‘ยิงธนู’ ว่าจะมีสภาพตลกขบขันเช่นไร
ในเวลานี้เองเสียงนกหวีดไม้ไผ่ดังขึ้น การแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
โต้วซืออู่นำอยู่เบื้องหน้า กุมสายบังเหียนควบม้าวิ่งออกไปแล้ว
แต่ม้าของศิษย์ที่อยู่ด้านข้างเขาตัวนั้นกลับถูกม้าของโต้วซืออู่ทำให้แตกตื่นตกใจกลัว ถึงกับยกขาขึ้นทันที ทำท่าจะสะบัดคนบนหลังของมันลงบนพื้นแล้ว
ตอนที่ฝูงชนซึ่งกำลังชมดูความครึกครื้นตื่นเต้นรอคอยให้คนที่ห่อหุ้มตัวด้วยผ้านวมคนนั้นร่วงลงพื้น โต้วซืออู่ที่พุ่งออกไปแล้วกลับรั้งสายบังเหียนม้าหมุนตัวกลับมาตวัดแส้ม้าไปพันเอวของคนผู้นั้นเอาไว้ และออกแรงลากเขากลับไปบนหลังม้าได้ในที่สุด
เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ความได้เปรียบของโต้วซืออู่ก็ถูกผู้อื่นแซงหน้าไปแล้ว
ผู้กล้าน้อยโต้วไม่แตกตื่นตกใจแต่อย่างใด หลังจากทำให้สหายผู้นั้นทรงตัวมั่นคงแล้วเขาก็รีบสะบัดแส้กระตุ้นม้าไล่กวดอย่างสุดกำลัง
ผู้ชมบนที่นั่งนิ่งเงียบไปทันที ไม่ว่าอย่างไรฉากการตกม้าที่ผู้คนชมชอบที่จะดูกลับถูกคนอื่นทำให้เสียเรื่องไปต่อหน้าต่อตาแล้ว ผู้คนจึงพลันพูดไม่ออกว่าในใจคือความผิดหวังหรือว่าอะไรกันแน่
สุดท้ายเป็นอาจารย์มู่เฟิงลุกขึ้นจากตำแหน่งที่นั่งประธานเป็นคนแรกซึ่งมีนักปราชญ์ลัทธิหรูจากทุกแว่นแคว้นนั่งอยู่ด้วย เครายาวชี้ขึ้น ตะโกนเสียงดังลั่นให้ศิษย์ของตนเอง “เด็กน้อยเป็นสุภาพชนยิ่ง!”
ตอนนี้เองทุกคนถึงได้พากันได้สติ พากันตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดี ยกย่องชื่นชมความมีคุณธรรมอันสูงส่งอย่างไร้ข้อกังขาและท่าทางเป็นสุภาพชนของศิษย์ในสำนักศึกษาลั่วอัน
ในเวลานี้เองโต้วซืออู่ก็ได้พุ่งไปข้างหน้าแล้ว ม้ากลับมายึดครองตำแหน่งที่หนึ่งเอาไว้ได้อีกครั้ง และเริ่มต้นนำไปตลอด ต่อจากนั้นผลลัพธ์ของการแข่งขันก็ไม่ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อย
เจียงซิ่วรุ่นอมยิ้มพลางปรบมือให้กับสหายร่วมสำนักของตนเอง การแข่งขันขี่ม้าคราวนี้ ถึงแม้ไม่มีคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่โต้วซืออู่ก็คว้าชัยชนะมาได้อย่างงดงามจริงๆ สร้างชื่อเสียงอันดีงามให้กับสำนักศึกษาลั่วอันแล้ว
ตอนที่โต้วซืออู่ลงมาจากหลังม้า บนที่นั่งของสตรีชั้นสูงก็พากันโยนดอกไม้หอมฟุ้งเตะจมูกเข้ามา ไม่ทันไรก็กองพะเนินจนกลายเป็นภูเขาลูกเล็กๆ อยู่แทบเท้าของโต้วซืออู่
บรรดาสหายที่เข้าไปรอรับโต้วซืออู่พร้อมกับเจียงซิ่วรุ่นล้วนอิจฉาอย่างที่สุด พากันพูดเบาๆ ว่าครั้งนี้สหายร่วมสำนักโต้วไม่แน่อาจจะสามารถพาภรรยาที่งดงามกลับไปที่แคว้นก็ได้ ต่อให้ไม่สามารถทำสัญญาหมั้นหมายได้ หลังการแข่งขันนี้การเชื้อเชิญไปร่วมชมจันทร์ท่ามกลางหลิวห้อยย้อยอันน่าวาบหวามใจจะต้องมีไม่ขาดแน่!
แคว้นเว่ยอยู่ติดน้ำ วิถีชีวิตของผู้คนเปิดกว้าง ความรักอันร้อนแรงของเด็กสาวแคว้นเว่ยยิ่งไม่อาจต้านทานได้
เด็กหนุ่มทั้งกลุ่มรู้สึกค่อนข้างอิจฉาอยู่บ้าง ต่างนึกเสียใจที่ตนเองไม่ได้ลงชื่อเข้าร่วมแข่งขันขี่ม้า
แต่ไป๋เฉี่ยนที่ติดตามอยู่ข้างกายเจียงซิ่วรุ่นกลับตวัดตามองพวกเขาหลายครั้ง แล้วเบะปากกล่าวว่า “ไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อนหรือไร เช่นนี้ก็กลายเป็นผู้กล้าได้แล้ว?”
โต้วซืออู่นั้นบังเอิญได้ยินเข้าพอดี ก็รู้สึกภาคภูมิใจเหลือเกิน ฉวยโอกาสพูดโอ้อวดกับไป๋เฉี่ยนว่า “ข้าก็คือคนที่ชวนให้ผู้คนรักใคร่เช่นนี้ล่ะ แต่ไม่ใช่คนที่สาวใช้อัปลักษณ์หยาบคายอย่างเจ้าผู้นี้จะสามารถคะนึงหาได้!”
เจียงซิ่วรุ่นไม่ชอบฟังผู้อื่นล้อเลียนไป๋เฉี่ยนของนางอย่างสนุกปาก จึงพลันเลิกคิ้วขึ้นกล่าวว่า “สหายร่วมสำนักโต้วกังวลมากไปแล้ว สาวใช้ของข้าย่อมปล่อยให้ข้าจัดการหาที่พึ่งพิงที่ดีให้กับนางเอง บุรุษที่ดีงามในแผ่นดินมีอยู่มากมายนัก เฉี่ยนเอ๋อร์คงไม่กล้าอาจเอื้อมคบหากับเจ้าหรอก!”
นี่ก็แค่การพูดคุยหยอกล้อกัน ต่างฝ่ายต่างหัวเราะก็เป็นอันจบเรื่องแล้ว
แต่โต้วซืออู่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุใด สีหน้าที่แต่เดิมดูภาคภูมิใจถึงได้พังทลายไปทันที ดูไปแล้วโศกเศร้าเหมือนกับสูญเสียบุพการีก็มิปาน
บทที่ 83
หลังการพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ศิษย์ที่เกือบจะตกจากหลังม้าผู้นั้นก็ก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อขอบคุณ ถึงแม้จะห่อหุ้มด้วยผ้านวมแล้ว แต่หากถูกม้าเหวี่ยงลงพื้นก็ต้องบาดเจ็บร้ายแรงอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ศิษย์ผู้นั้นย่อมรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งกับโต้วซืออู่
สำนักศึกษาลั่วอันแม้จะเพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ แต่เนื่องจากชื่อเสียงอันโด่งดังของอาจารย์มู่เฟิงทำให้สำนักศึกษาเป็นที่จับตามองไปแล้วเรียบร้อย และการได้รับชัยชนะในทันทีที่ลงแข่งของโต้วซืออู่ก็ทำให้จิตใจของบรรดาสหายร่วมสำนักที่เข้าร่วมการชุมนุมหนังสือเกิดความฮึกเหิมขึ้นมาด้วย
ทุกคนมุ่งหวังว่าตอนที่แข่งขันทักษะการยิงธนู เจียงซิ่วรุ่นกับสวีอิงจะสร้างความสำเร็จได้อีกครั้ง
รอจนพวกเจียงซิ่วรุ่นทั้งกลุ่มออกมาแล้ว ก็มีสาวใช้หลายคนพูดอะไรบางอย่างกับโต้วซืออู่ตอนที่เดินผ่านข้างกายเขาคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ ซ้ำยังใช้มือชี้ๆ ไปบนที่นั่งให้เขาดูอย่างเงียบๆ ด้วย
ที่นี่เป็นสถานที่พบปะกันโดยบังเอิญสำหรับถ่ายทอดคำพูดของเหล่าสตรีชั้นสูง เพื่อทำการเชื้อเชิญนัดหมาย เพียงแต่การส่งจดหมายกันไม่สะดวกนัก ง่ายต่อการตกเป็นที่นินทาของผู้คน
การส่งข่าวสารผ่านปากโดยตรงเช่นนี้จึงทั้งสะดวกทั้งตรงเป้าหมายกว่ามาก
รูปแบบการใช้ชีวิตของคนแคว้นเว่ยช่างกล้าได้กล้าเสียจริงๆ! พวกเขามองดูสาวใช้เดินผ่านข้างกายโต้วซืออู่ไปทีละสองคนสามคนอยู่ตลอดเวลา เด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่รายล้อมอยู่รอบๆ โต้วซืออู่ต่างอิจฉาเหลือเกินแล้ว
ยิ่งเมื่อลองคิดถึงสภาพการณ์ในตอนนัดพบ ก็คือชายหญิงสองคนนัดพบกันในที่ลับตาคน ‘ซ่อนตัวไม่ได้พบหน้า ว้าวุ่นจนต้องทึ้งผม’* รอจนได้พบหน้ากันอย่างเขินอาย ต่างฝ่ายต่างระบายความในใจออกมา ลูบไล้กันพลางจุมพิตริมฝีปากอย่างเลี่ยงไม่ได้ หลังความสุขฉากหนึ่งผ่านพ้นไป ต่อให้อาลัยอาวรณ์เพียงใดก็ต้องแยกจากกัน ช่างน่าสนุกและตื่นเต้นเร้าใจจริงๆ
ตอนที่ไป๋เฉี่ยนติดตามเจ้านายของตนไปที่ข้างหน้าและผ่านข้างตัวโต้วซืออู่ ก็จงใจใช้ไหล่กระแทกเขาจนเซ จากนั้นก็หันกลับไปขยับริมฝีปากเป็นคำพูดอย่างไร้เสียงว่า ‘น้ำวิสุทธิ์มีน้อย ใช้สอยอย่างประหยัดหน่อย!’
โต้วซืออู่เห็นแล้วโกรธเสียจนจะไล่ตามนางให้ทัน แต่กลับถูกสหายร่วมสำนักคนอื่นๆ ขัดขวางเอาไว้และลากเขาไปดื่มสุราแล้ว
เนื่องจากวันรุ่งขึ้นเจียงซิ่วรุ่นจะต้องแข่งขันยิงธนูจึงไม่มีใครมาลากนางไปดื่มสุราด้วย มีเพียงสวีอิงที่ตามอยู่ข้างกายนางอย่างเงียบๆ โดยตลอด
เจียงซิ่วรุ่นก็แนะนำให้เขาไปดื่มสุราพร้อมกับพวกสหายร่วมสำนัก แต่สวีอิงบอกว่าเขาอายุน้อยเกินไป ไม่ชินกับการดื่มสุรา
เมื่อเทียบกันแล้วสวีอิงก็อายุยังน้อยอยู่จริงๆ ในเมื่อไม่ชอบดื่ม เจียงซิ่วรุ่นย่อมไม่สะดวกที่จะพูดอันใด
เพียงแต่ทั้งสองคนเดินไปไม่กี่ก้าวก็เห็นว่ามีคนเดินเข้ามาหา คนผู้นั้นคำนับให้เจียงซิ่วรุ่นและพูดว่า “รัชทายาทแคว้นเหลียงขอเชิญคุณชายน้อยเจียงไปสนทนาสักคราขอรับ”
เจียงซิ่วรุ่นถามตนเองแล้วว่าหลิวเพ่ยไม่มีอันใดให้น่าพูดคุยด้วย ขณะที่กำลังจะหมุนตัวก็ได้ยินเสียงหลิวเพ่ยลอยมา “คุณชายน้อยเจียงโปรดหยุดก่อน ไม่ได้พบกันเสียนาน ข้าคิดถึงท่านมากเลยนะ!”
เจียงซิ่วรุ่นหันหน้ากลับมาช้าๆ มองไปทางหลิวเพ่ย บาดแผลจากธนูครั้งนั้นถึงแม้จะหายดีแล้ว แต่ที่สุดแล้วก็ทำให้พลังชีวิตลดน้อยลงไป คุณชายที่แต่เดิมหล่อเหลาสดใสดูค่อนข้างขาวซีดป่วยไข้ แต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มที่ดูเป็นกันเองอยู่
คนที่ไปๆ มาๆ ที่นี่มีมากมาย เจียงซิ่วรุ่นกลับไม่กลัวว่าหลิวเพ่ยจะคิดไม่ซื่อกับตนเอง จึงเลิกคิ้วขึ้นถามว่า “ไม่ทราบว่าคุณชายหลิวมีธุระอันใด”
หลิวเพ่ยถึงกับประสานมือคำนับให้นาง “ก่อนหน้านี้ล่วงเกินไปมาก เวลานี้นับได้ว่าสามารถกล่าวคำขออภัยกับท่านด้วยตนเองได้แล้วมิใช่หรือ”
เจียงซิ่วรุ่นไม่คิดจะมีสีหน้าดีๆ ให้กับเขา จึงกล่าวอย่างเย้ยหยันว่า “ไม่ทราบว่าที่ท่านต้องการขอโทษคือครั้งใดหรือ”
หลิวเพ่ยฝืนยิ้มพลางมองดูนาง “ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเพราะข้าดูถูกท่าน ก่อนหน้านี้ไม่ควรล่วงเกินไปเลยจริงๆ ขอให้คุณชายน้อยเจียงเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างด้วย!”
สิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมาจริงๆ ก็คือตอนนั้นเขาประเมินสถานะของบุตรสาวปออ๋องผู้นี้ในใจของเฟิ่งหลีอู๋ต่ำเกินไปจริงๆ
เนื่องจากก่อนหน้านี้มีไมตรีส่วนตัวไม่เลว เขาจึงเชื่อมั่นว่าตนเองค่อนข้างเข้าใจเฟิ่งหลีอู๋ดีมาก ไม่คิดเลยว่ารัชทายาทที่เข้มงวดน่าเบื่อผู้นั้นถึงกับมีความตั้งใจแก้แค้นอย่างรุนแรงถึงเพียงนี้ นำนักรบเดนตายใต้บังคับบัญชามาด้วยตนเอง และเกือบจะเอาชีวิตของเขาไปด้วยลูกธนูเพียงดอกเดียวแล้ว
ตอนนั้นเขาโดนลูกธนูบาดเจ็บจนร่อแร่ปางตาย แต่กลับคิดถึงการใช้ความลับที่เจียงซิ่วรุ่นปลอมตัวเป็นชายมาขู่เข็ญนาง บีบบังคับให้นางกบดานอยู่ข้างกายของเฟิ่งหลีอู๋ จะได้สะดวกกับการลงมือของตนเอง
แต่นางที่ขวัญกล้าเทียมฟ้าผู้นี้ทำในสิ่งที่เขาไม่คาดคิด ไม่เพียงขายสายลับที่เขาจัดวางไว้ในเมืองลั่วอัน ยังวิ่งกลับไปอยู่ที่ข้างกายเฟิ่งหลีอู๋ด้วยตนเองและยอมรับว่าตนเองเป็นสตรี ทำให้แผนการที่หลิวเพ่ยจะใช้ความลับนี้ควบคุมนางเอาไว้ไร้ประโยชน์ไปหมดสิ้น
หลิวเพ่ยเป็นคนที่เดินหมากได้อย่างสง่างามอยู่เสมอมา ในเมื่อหมากของตนเองเดินขาดไปตาหนึ่ง อย่างนั้นก็ยินดีรับความพ่ายแพ้ ทว่าสตรีที่หลอกลวงเฟิ่งหลีอู๋ไปมากมายกลับสามารถทำให้เฟิ่งหลีอู๋ยกมืออันสูงศักดิ์ยกโทษให้ได้อย่างใจกว้างผู้นี้ก็มีจุดที่โดดเด่นเหนือใครอยู่บ้างจริงๆ
หลิวเพ่ยเป็นพวกที่ปรับตัวตามสถานการณ์ ในเมื่อต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์อันดีกับต้าฉีอีกครั้ง ก็ต้องเอาใจก้อนเนื้อนุ่มนิ่มในหัวใจของเฟิ่งหลีอู๋อย่างเลี่ยงไม่ได้
เจียงซิ่วรุ่นเห็นเขาไม่คิดเปิดโปงฐานะบุตรสาวอ๋องแคว้นปอของตนเองเลยแม้แต่น้อย จึงเก็บสีหน้าที่ข่มขู่คุกคามผู้คนลงบ้าง ขณะนี้แคว้นเหลียงต้องการเจรจาสงบศึกกับต้าฉี ผลประโยชน์ในการปกครองแคว้นต้องมาก่อน
สองแคว้นที่เมื่อวานยังริษยากันจนตาแดง พริบตาเดียวก็ตีแขนเรียกพี่เรียกน้องกัน ไม่ใช่เรื่องที่แปลกประหลาดอันใดเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่คิดจะเอาเปรียบหลิวเพ่ยในการสนทนากัน เพียงประสานมือคำนับ แสดงออกว่าได้รับไมตรีไว้แล้วก่อนจะหมุนตัวจากไป
หลิวเพ่ยมองส่งเงาร่างเจียงซิ่วรุ่นจากไปไกล มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย
แม่นางน้อยช่างดุร้ายถึงเพียงนี้ เฟิ่งหลีอู๋สุดท้ายจะกินลงไปได้อย่างไร
จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนไปมองเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างๆ เจียงซิ่วรุ่นอีกครา มองดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วยิ้มไม่หุบ จากนั้นจึงหมุนตัวจากไป
ตอนนั้นเฟิ่งหลีอู๋มอบของขวัญชิ้นใหญ่เป็นลูกธนูหนึ่งดอกให้เขา เขารับเอาไว้ด้วยความยินดีแล้ว ธนูดอกนั้นจนถึงตอนนี้ยังวางอยู่บนโต๊ะหนังสือของเขาอยู่เลย
วิญญูชนแก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย รอจนตอนที่เขาส่งของขวัญชิ้นใหญ่นี้กลับคืนไป มั่นใจว่าต้องทำร้ายเฟิ่งหลีอู๋อย่างแสนสาหัสแน่นอน
นับแต่กลับมาจากลานประลองยุทธ์ ในที่สุดเจียงซิ่วรุ่นก็ทนกับการรบเร้าของสวีอิงไม่ไหว จึงชี้แนะทักษะการยิงธนูให้เขาอยู่ในสวนด้านหลังของโรงเตี๊ยม
สวีอิงผู้นั้นกลับเป็นเด็กหนุ่มที่หัวไวผู้หนึ่ง แม้จะเหมือนกับเจียงซิ่วรุ่นคือถือธนูคันใหญ่ได้ไม่มั่นคง แต่ยามที่ใช้ธนูคันเล็กของเจียงซิ่วรุ่นแล้ว เพียงไม่นานก็ใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว
หลังจากยิงลูกธนูถูกเป้าสามดอกติดกัน สวีอิงก็ตื่นเต้นเสียจนแก้มแดงระเรื่อ จ้องเจียงซิ่วรุ่นเขม็งราวกับเด็กน้อยที่อยากได้รับคำชื่นชม
เจียงซิ่วรุ่นกลับมองดูนาฬิกาแดดอยู่สักพักหนึ่ง แล้วพูดว่าตนเองเคยชินกับการงีบหลับพักผ่อนในยามบ่าย ให้เขาไปฝึกฝนเพียงลำพัง นางไม่อยู่เป็นเพื่อนเขาแล้ว
เด็กหนุ่มผู้นั้นตอนที่เดินผ่านนางไปได้ยืดคอมาสูดดมอยู่คราหนึ่งและถามว่า “ศิษย์พี่ ท่านใช้เครื่องหอมอันใดหรือ เหตุใดจึงหอมถึงเพียงนี้”
เจียงซิ่วรุ่นกำลังจะบอกว่านางไม่เคยอบร่ำเครื่องหอม นี่เป็นแค่กลิ่นของเจ้าเจี่ยวเท่านั้นเอง แต่ตอนที่จะเอ่ยปากจู่ๆ นางก็รู้สึกว่าวาจานี้ค่อนข้างฟังดูสนิทสนมชิดใกล้ไปสักหน่อย ตนเองก็เคยมีการสนทนาทำนองนี้กับเฟิ่งหลีอู๋เช่นกัน
เมื่อคิดถึงเฟิ่งหลีอู๋ ชั่วขณะนี้นางถึงได้ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเหตุใดนับตั้งแต่เห็นสวีอิงเป็นครั้งแรก นางถึงได้รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก หากมองข้ามสีผิวกับรูปร่างของสวีอิงไป คิ้วและตาของสวีอิงกลับค่อนข้างดูเหมือนเฟิ่งหลีอู๋อยู่บ้าง
ความเหมือนอย่างแปลกประหลาดชนิดนี้ทำให้เจียงซิ่วรุ่นเกิดความคิดเชื่อมโยงหนึ่งขึ้นมารำไรอย่างช่วยไม่ได้ หากมิใช่เพราะโตเป็นหนุ่มแล้ว เฟิ่งหลีอู๋ไม่มีทางมีบุตรชายนอกสมรสที่โตถึงเพียงนั้นได้ นางคงต้องนึกว่าสวีอิงเป็นบุตรชายของรัชทายาทที่ร่อนเร่อยู่ข้างนอกแล้วจริงๆ
สวีอิงเห็นเจียงซิ่วรุ่นค่อนข้างเหม่อลอยจึงถามว่า “ศิษย์พี่ หากมีเรื่องอันใด ศิษย์น้องยินดีรับใช้”
เจียงซิ่วรุ่นได้สติกลับมา ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีอันใด เพียงแค่กังวลว่าการแสดงออกตอนชุมนุมหนังสือจะทำให้ท่านอาจารย์เสียหน้า”
สวีอิงยิ้มพลางกล่าว “ทักษะการยิงธนูของศิษย์พี่โดดเด่นเหนือใคร จะต้องได้คะแนนสูงสุด ไม่จำเป็นต้องวิตกไปเลย”
รอจนสวีอิงจากไป เจียงซิ่วรุ่นก็หมุนตัวกลับไปที่ห้อง ล้างหน้าแช่เท้าภายใต้การปรนนิบัติของไป๋เฉี่ยน ในใจยังคงคิดเรื่องของสวีอิงอยู่ นางมักรู้สึกอยู่ตลอดว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เมื่อคิดอย่างละเอียดกลับไม่มีมูลแต่อย่างใด
เจียงซิ่วรุ่นจ้องเท้าน้อยๆ ที่แช่ในน้ำร้อนค่อยๆ แดงขึ้นอย่างเหม่อลอย อยู่ๆ ก็สั่นสะท้านอย่างหนาวเหน็บ เจียงซิ่วรุ่นมักจะสนทนาสัพเพเหระกับพวกคนครัวและองครักษ์อยู่บ่อยๆ พลอยได้ยินความลับเบื้องลึกที่ซุบซิบนินทากันมาไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็มีเรื่องที่เกี่ยวกับเฟิ่งอู่น้องชายของเฟิ่งหลีอู๋ด้วย ปีนั้นที่เฟิ่งอู่ถูกกักบริเวณได้ป่วยกะทันหันและสิ้นพระชนม์ไป มีข่าวลือไม่น้อยว่าเฟิ่งหลีอู๋ขุดรากถอนโคนภัยพิบัติที่แฝงเร้น ตัดความเป็นไปได้ที่น้องชายจะชิงบัลลังก์ไปแล้ว แต่ก็มีการพูดกันว่าเฟิ่งอู่ไม่ได้ตายจริงๆ แค่แกล้งตายเพื่อหลบหนีออกจากลั่วอันไปเท่านั้น
ชั่วขณะหนึ่งเจียงซิ่วรุ่นเดาว่าสวีอิงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเฟิ่งอู่ที่ตายไปแล้วหรือไม่ แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าที่ยังค่อนข้างอ่อนเยาว์นั้นของสวีอิง เห็นชัดว่าเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง อายุต่างกันมากเกินไป นางถึงค่อยคลายใจลงบ้าง ถึงอย่างไรเฟิ่งอู่กับเฟิ่งหลีอู๋ก็อายุห่างกันเพียงสามเดือน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์เช่นนี้ได้
คิดถึงตรงนี้นางก็รู้สึกว่าตนเองคิดฟุ้งซ่านไป คิดค่อนข้างไกลไปแล้ว หลังจากหัวเราะขบขันตนเองคราหนึ่งแล้วก็ไปพักผ่อนเพื่อเตรียมแข่งขันทักษะยิงธนูในวันพรุ่งนี้
วันรุ่งขึ้นเจียงซิ่วรุ่นกับผู้แข่งขันคนอื่นๆ ก็ถูกพาไปที่ข้างทะเลสาบขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ในทะเลสาบฝังเสาไม้หลายร้อยเสาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ระหว่างเสาไม้ยังมีแผ่นไม้กระดานบางแคบเชื่อมต่อกัน บนเสาไม้บางเสามีเป้าธนูตั้งอยู่จากใกล้ไปไกลสุด ไล่ไปจนถึงส่วนลึกของทะเลสาบ
นักธนูต้องยืนเหยียบบนเสาไม้ เดินตามแผ่นไม้กระดานจนถึงจุดที่แข่งขันและยิงธนูสิบดอก ผู้ชนะจะเดินตามแผ่นไม้กระดานไปที่ด่านต่อไป
การแข่งยิงธนูแบ่งออกเป็นสี่ด่าน เป้าธนูแต่ละด่านจะไกลขึ้นกว่าด่านก่อนหน้าห้าสิบก้าว และไม้กระดานที่เชื่อมโยงระหว่างเสาไม้ก็จะแคบกว่าด่านก่อนหน้าด้วย ไม้กระดานที่ด่านสุดท้ายถึงขนาดแคบเพียงสามารถเหยียบเท้าลงไปได้แค่ข้างเดียวเท่านั้น
เนื่องจากวิธีการแข่งขันยิงธนูในแต่ละปีถูกคิดค้นขึ้นใหม่ตลอด ดังนั้นบรรดาศิษย์ที่เข้าแข่งขันเหล่านี้จึงคาดไม่ถึงว่ารูปแบบการแข่งขันในปีนี้จะท้าทายสมาธิของผู้คนเพียงนี้
เจียงซิ่วรุ่นเหยียบบนเสาไม้ หัวใจเต้นเหมือนรัวกลองอยู่บ้าง ในใจลอบคิดว่าใครกันที่คิดวิธีการชั่วร้ายถึงเพียงนี้
ยังดีที่ร่างกายนางยืดหยุ่นตัวเบา ยามเหยียบบนไม้กระดานบางๆ นางเพียงดีดตัวขึ้นลงเล็กน้อย แต่นักธนูบางคนตัวหนาบึกบึนแข็งแรง กล้าหาญมีพละกำลัง พอเหยียบบนไม้กระดาน ไม้กระดานก็ยวบตัวลงไป ซ้ำยังมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหักร่วงลงไปได้ตลอดเวลา
บนไม้กระดานมีคนร่วงตกลงไปไม่ขาดสาย มีเสียงตกน้ำดังตูม มีคนไม่น้อยที่แค่ด่านแรกของการแข่งขันก็ไปไม่ถึง
บนแท่นชมการแข่งขันมีเสียงหัวเราะดังขึ้นตรงนั้นตรงนี้อยู่ตลอด เทียบกับตอนดูการแข่งขี่ม้าเมื่อวานแล้วยังสนุกครึกครื้นกว่าอีก
เจียงซิ่วรุ่นหลังจากยืนได้มั่นคง จิตใจสงบนิ่งแล้ว นางก็นึกถึงเสียงถอนหายใจของอาจารย์มู่เฟิงเมื่อวานนี้…ไม่ใช่ว่าผู้จัดการชุมนุมหนังสือนี้ตั้งใจสร้างความยากลำบากให้กับศิษย์จากทั่วทุกแห่ง…
อันที่จริงต่อให้เป็นสำนักศึกษาที่จอมปราชญ์ลัทธิหรูเปิดขึ้นก็มีช่วงเวลาที่เงินไม่พอให้นำไปซ่อมแซมห้องเรียนได้
งานชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกนี้ทั้งเป็นการฝึกฝนความกล้าของเหล่าศิษย์ในสำนักศึกษาทุกแห่งให้เพิ่มพูนประสบการณ์ความรู้ของพวกเขา และยังเป็นการระดมเงินทองให้เหล่าอาจารย์ของสำนักศึกษาทุกสำนัก เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงซ่อมแซมห้องเรียน ขยายเรือนที่ใช้เล่าเรียนให้ใหญ่ขึ้นด้วย
มีเพียงให้เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงชมดูอย่างถึงอกถึงใจเท่านั้นถึงจะสามารถบริจาคเงินได้อย่างมือเติบมิใช่หรือ
ตอนนั้นเจียงซิ่วรุ่นได้ยินแล้วยังบอกกับอาจารย์มู่เฟิงไปตรงๆ ว่าขาดเงินเหตุใดจึงไม่บอกก่อนหน้านี้ นางในฐานะศิษย์ย่อมบริจาคอย่างยินดีเองได้ เพื่อแก้ไขความยากลำบากของท่านอาจารย์
อาจารย์มู่เฟิงกลับส่ายหน้า บอกว่าสำนักศึกษาลั่วอันไม่ได้ขาดแคลนเงิน ที่บอกเรื่องพวกนี้กับนางเพียงหวังว่าพรุ่งนี้ตอนที่แข่งขันให้ตั้งใจเต็มที่หน่อย ไม่ว่าอย่างไรสำนักศึกษาที่ยากลำบากก็ยังมีอีกมากมาย และมักจะต้องช่วยแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนแทนพวกเขาอยู่เสมอ
คิดถึงตรงนี้เจียงซิ่วรุ่นก็เป็นผู้นำในการยกคันธนูขึ้น และยิงไปที่ดอกไม้ผ้าแพรแดงสองดอกที่ห้อยอยู่บนคานเหนือเสา
เห็นเพียงดอกไม้ผ้าแพรดอกนั้นคลี่กระจายออกมา เปลี่ยนเป็นแถบผ้าแพรที่พลิ้วไสวไปตามสายลม บนนั้นใช้พู่กันหยาบใหญ่เขียนอักษรเอาไว้ว่า
‘สระน้ำหมึกชำระหินฝนหมึก ชุมนุมหนังสือรวมเหล่าปราชญ์ผู้กล้า’
นางในชุดบุรุษเดิมทีก็ดูงามสง่าเปี่ยมเสน่ห์อยู่แล้ว รวมกับเวลานี้ที่นางเดินเหินอย่างเงียบเชียบ สายตาเป็นประกายเจิดจ้า สวมเกี้ยวสีเงิน แขนเสื้อกว้างเอวผอมเพรียว ยามที่ยืนอยู่บนเสาไม้ช่างเหมือนเทพเซียนที่ถูกเนรเทศจากสวรรค์ กำลังลอยละล่องลงมายังแดนมนุษย์เสียจริง
‘เด็กหนุ่ม’ ผู้งามสง่าปล่อยมือยิงธนูออกไปคราหนึ่งช่างโดดเด่นเหนือใครเช่นนี้อีกด้วย มีแต่จะทำให้เหล่าสตรีชั้นสูงบนแท่นชมการแข่งขันแต่ละคนชมดูเสียจนตาค้าง หน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย
พากันคิดในใจว่า…นี่คือศิษย์จากสำนักศึกษาใด ถึงกับหล่อเหลามีเสน่ห์ปานนี้
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมิถุนายน 2569)
Comments
comments
No tags for this post.