X
    Categories: ข้ามเวลามาเป็นแพทย์ทหารหญิงทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ข้ามเวลามาเป็นแพทย์ทหารหญิง บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 2

แม้ว่าเมืองซวี่จะมีลักษณะพื้นที่เป็นแอ่งกระทะลึกเข้ามาในแผ่นดินและล้อมรอบด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนกับสายน้ำเชี่ยวกราก แต่ก็ได้อาศัยภูมิประเทศที่ดีเลิศของแม่น้ำสองสายซึ่งมาบรรจบกันไหลออกสู่แม่น้ำฉางเจียง กลายเป็นศูนย์กลางเส้นทางสัญจรทางน้ำไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่งผลให้ที่นี่เป็นชุมทางการค้ามาตั้งแต่ยุคโบราณ อำเภอที่ขึ้นอยู่กับเมืองซวี่มีอยู่ยี่สิบกว่าอำเภอ มีผู้คนอยู่อาศัยหนาแน่น การค้าขายคึกคักเฟื่องฟู

ที่นี่มีห้างร้านสารพัดตั้งแต่เกลือ เหล็ก สุรา ใบชา ตลอดจนยารักษาโรค ตอบสนองตามปัจจัยสี่ของชีวิตมนุษย์ทุกคนที่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย สกุลซูก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ประกอบกิจการค้ายาสมุนไพรจำนวนมากของเมืองซวี่

จวบจนมาถึงรุ่นปู่ของซูเสวี่ยจื้อ ห้างค้ายาสมุนไพรเทียนเต๋อของอำเภอเป่าหนิงก็จัดได้ว่ามีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆ ในแวดวงกิจการค้ายาสมุนไพรน้อยใหญ่นับร้อยแห่งในเมืองซวี่ ถึงแม้หลังจากเขาตายไป กิจการจะตกต่ำซบเซาลงหลายปี กระนั้นสกุลซูก็ยังเป็นตระกูลใหญ่แถวหน้าเสมอมา เหมือนสำนวนที่ว่าอูฐผอมแห้งก็ยังตัวใหญ่กว่าม้า*

เมื่อสิบปีที่แล้ว ในช่วงที่เยี่ยอวิ๋นจิ่นเริ่มจะมีเงินหมุนเวียนในมือ เธอตัดสินใจเด็ดขาดซื้อเรือนพักอาศัยส่วนที่ก่อนหน้านี้สามีแอบแบ่งขายไปครึ่งหนึ่งกลับมาในราคาสูง หลังจากนั้นก็เชื่อมต่อกลับมาเป็นหลังเดียวกัน ให้มันกลับคืนสู่สภาพเดียวกับสมัยที่พ่อสามียังมีชีวิตอยู่ แม้จะมีคนนินทาลับหลังว่าเธอทำอย่างนี้เพียงเพื่อซื้อใจคนในสกุลซู แต่ใครจะนินทาก็ช่าง ถึงอย่างไรนับจากนี้คนในสกุลซูก็ได้ลืมตาอ้าปากอีกครั้ง พวก ‘ผู้อาวุโสที่น่านับถือ’ เหล่านั้นก็ปิดปากเงียบสนิท ไม่กล้าชี้นิ้วสั่งเธออีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้บ้านของสกุลซูในขณะนี้เป็นแบบเรือนคั่นสี่คั่นห้าซึ่งมีความลึกมาก ประกอบด้วยลานเรือนเรียงซ้อนต่อกันเป็นชั้นๆ

ซูชิงชิงอาศัยความทรงจำคลำทางไปถึงด้านหน้าในที่สุด เธอหยุดยืนอยู่หลังประตูข้างของห้องโถงซึ่งกำลังชุลมุนวุ่นวายอยู่

คุณลุงของเธอเยี่ยหรู่ชวนถูกคนหามไปที่โถงข้าง เขานอนอยู่บนตั่งยาวตัวหนึ่ง แม้ว่าสภาพของเขาจะไม่ได้เป็นอย่างที่เสี่ยวชุ่ยบรรยายเสียจนเกินจริง แต่ดูท่าทางจะบาดเจ็บไม่น้อย เห็นตรงหน้าผากมุมหนึ่งเป็นแผลฉีกขาดเนื้อแหว่งไป คราบเลือดเกรอะกรังทั่วใบหน้าและศีรษะ ขาข้างหนึ่งบิดงอดูเหมือนจะบาดเจ็บเหมือนกัน

ด้านข้างประตูใหญ่ของสกุลซูเปิดเป็นห้างค้ายา มีหมอแซ่ติงอยู่ประจำทุกวันรับตรวจโรคให้ทั้งคนในคนนอก เขารุดมาถึงแต่แรก กำลังล้างแผลตรงหน้าผากที่โดนดาบเฉือนจนเนื้อหลุดไปชิ้นหนึ่งอย่างคล่องแคล่วว่องไว ปากก็พูดไปด้วยว่า “นายท่านเยี่ย ทนเจ็บหน่อยนะขอรับ วันนี้ท่านดวงแข็งจริงๆ แผลนี้ลึกเห็นกระดูกแล้ว โชคดีที่ฟันเฉียดไป คนโบราณว่าไว้ยมบาลเดินผ่านหน้าไปครั้งหนึ่ง วันหลังต้องมีโชคมีลาภครั้งใหญ่แน่”

เยี่ยหรู่ชวนตระเวนขึ้นเหนือล่องใต้มาตั้งแต่วัยหนุ่ม กรำแดดกรำฝนจนผิวหน้าคล้ำเกรียมเป็นสีทองแดง ทว่าตอนนี้ใบหน้ากลับเหลืองซีด เขาหลับตาขยับปากยิ้มฝืดๆ พูดเสียงอ่อนระโหยว่า “ขอให้สมพรปาก”

หลังทำแผลตรงหน้าผากเสร็จ หมอติงก็จับขาของเยี่ยหรู่ชวนแล้วเริ่มจัดกระดูกให้เข้าที่ สร้างความเจ็บปวดให้เขาแทบเป็นแทบตาย ดีที่เมื่อครู่นี้ได้กินยาฝิ่นสำหรับแก้ปวดที่หงเหลียนหยิบมาให้ไปเม็ดหนึ่ง พอรักษาเสร็จ เขาก็สะลึมสะลือหลับไปด้วยฤทธิ์ยา

ดวงตาของเยี่ยอวิ๋นจิ่นแดงเรื่อ เธอใช้ผ้าเช็ดหน้าซับหางตา และลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป

เยี่ยต้าซึ่งหน้าตาบวมปูดและมีผ้าคล้องแขนข้างหนึ่งไว้กับคอกำลังรอคอยอยู่ข้างนอกด้วยสีหน้ากระวนกระวาย พอเห็นเธอปรากฏตัวขึ้นเขาก็คุกเข่ากับพื้น “นายหญิง ผมไม่เอาไหนเอง ผมไม่ได้คุ้มครองนายท่านให้ดี ถ้าไม่ได้ท่านหัวหน้าใหญ่สกุลเจิ้งช่วยนายท่านไว้ ถึงผมตายไปก็ไม่มีหน้าเป็นผี…”

ร่างกายของเยี่ยต้าบึกบึนล่ำสันตามแบบฉบับของคนมีวิชาหมัดมวย เขาเป็นสารถีของสกุลเยี่ยและทำหน้าที่ผู้คุ้มกันควบคู่กัน มักติดตามเยี่ยหรู่ชวนเวลาออกไปข้างนอกบ่อยๆ ยามนี้เขาโขกศีรษะไม่หยุด สีหน้าเต็มไปด้วยความละอายใจ

เยี่ยอวิ๋นจิ่นเอ่ยห้ามเขาแล้วซักถามถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้

เยี่ยต้าสงบอารมณ์ให้เป็นปกติ “วันก่อนดูเหมือนนายท่านจะมีเรื่องด่วนต้องการพบนายหญิง พอกลับมาจากข้างนอกก็ออกเดินทางเลย เมื่อคืนนั่งเรือมาจนถึงท่าเทียบเรือหมี่เหลียง เห็นว่าอยู่ห่างจากตัวอำเภอไม่ไกลแล้วอยากเร่งให้เร็วขึ้น เช้าวันนี้เลยขึ้นฝั่งจ้างรถม้าคันหนึ่ง แต่เพิ่งออกมาได้ไม่ไกล จู่ๆ ก็มีโจรป่ากลุ่มหนึ่งโผล่จากริมทางมาขวางหน้ารถ ตอนนั้นนายท่านบอกว่าจะให้เงินเป็นค่าผ่านทาง ใครจะรู้ว่าเจ้าพวกนั้นไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ชักดาบฟันใส่หัวนายท่าน ผมดึงตัวนายท่านหลบ ปลายดาบถึงฟันเฉียดไป จากนั้นผมผลักนายท่านขึ้นรถม้า เบนหัวรถม้ากลับแล้วบังคับเต็มเหยียด เจ้าโจรกลุ่มนั้นขี่ม้าไล่ตามมาไม่ลดละ ตอนใกล้จะกวดมาทัน เคราะห์ดีที่ท่านหัวหน้าใหญ่สกุลเจิ้งกับผู้ติดตามขี่ม้าผ่านมา ท่านส่งเสียงตวาดไล่ เจ้าพวกนั้นถึงหนีไป…”

พอพูดจบเขาก็โขกศีรษะรับผิดอีก

เยี่ยอวิ๋นจิ่นพูดปลอบเขาสองสามคำ ก่อนบอกให้คนพาเขาไปนอนพักรักษาตัวเช่นกัน

ซูจงเข้ามาถามว่าจะไปแจ้งความที่ที่ว่าการอำเภอหรือไม่

สองปีมานี้หลังมีการออกหนังสือราชการฉบับหนึ่ง คำเรียกเขตการปกครองในระดับต่างๆ แต่เดิมก็ถูกยกเลิกไม่ให้ใช้อีกต่อไป แม้แต่ตำแหน่งเจ้าเมืองยังกลายเป็นนายอำเภอ แต่ชาวบ้านไม่สนใจ อยากเรียกอย่างไรก็ยังคงเรียกอย่างนั้น…จะอย่างไรที่ว่าการก็แค่เปลี่ยนป้ายใหม่ตรงหน้าประตู ท่านเจ้าเมืองคนเก่าวิ่งเต้นอยู่พักหนึ่งก็ชุบตัวใหม่กลับมาเป็นนายอำเภอต่อไป ส่วนเจ้าหน้าที่ในนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนชุดเดียวกับเมื่อก่อน

เยี่ยอวิ๋นจิ่นกัดฟันแล้วกล่าว “แกก็ได้ยินแล้วว่าไม่ใช่โจรป่าธรรมดา นี่เป็นการหมายหัวเอาชีวิตกันเลย แจ้งความไปก็เปล่าประโยชน์ ซ้ำยังจะทำให้เรื่องบานปลายโดยใช่เหตุ เอาไว้ก่อนเถอะ”

ซูจงจึงขานรับ

เยี่ยอวิ๋นจิ่นนึกบางอย่างขึ้นได้ เธอมองไปรอบๆ “ท่านหัวหน้าใหญ่สกุลเจิ้งล่ะ เมื่อครู่ฉันมัวแต่ห่วงอาการของพี่ใหญ่ ไม่ทันได้ต้อนรับเขา”

ซูจงเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว “หลังจากพวกเขาพานายท่านเยี่ยมาส่งก็รีบกลับไปในตัวเมืองแล้วขอรับ ผมไล่ตามออกไปตั้งใจจะคำนับทักทาย แต่ไม่เห็นท่านหัวหน้าใหญ่สกุลเจิ้ง เจอแต่หวังหนีชิวที่เป็นลูกน้อง หวังหนีชิวบอกว่าเขายังมีธุระเลยไม่ได้เข้าเมือง พอส่งนายท่านเยี่ยถึงหน้าประตูเมืองก็แยกไปก่อนแล้วขอรับ”

เยี่ยอวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วนิดหนึ่ง เธอมองไปทางประตูใหญ่คล้ายจมอยู่ในภวังค์ความคิด ครู่หนึ่งต่อมาเธอดึงสายตาคืนทำท่าคล้ายอยากถามอะไรอีก แต่พลันเหลือบเห็นลูกสาวออกมาตั้งแต่เมื่อไรก็สุดรู้ ยืนอยู่ในมุมหนึ่งของห้องโถงไม่ไกลนัก เธอชะงักไปนิดหนึ่งก่อนเปลี่ยนเป็นพูดว่า “รู้แล้ว ถึงอย่างไรเขาก็ช่วยนายท่านเยี่ยไว้ ถือเป็นผู้มีพระคุณ ฝ่ายเราจะเสียมารยาทไม่ได้”

ซูจงมองเห็นแล้วเหมือนกัน เขาเปล่งเสียงดังขึ้นทันที “ถ้านายหญิงไว้ใจก็มอบหน้าที่นี้ให้ผม พอผมเตรียมของขวัญพร้อมแล้วจะไปขอบคุณท่านหัวหน้าใหญ่สกุลเจิ้งถึงที่บ้านแทนนายหญิงเองขอรับ”

เธอผงกศีรษะน้อยๆ แล้วยังพูดเรื่องอื่นกับเขาต่ออีก พอคุยจบหันหน้าไปก็พบว่าลูกสาวหายไปไม่เห็นวี่แววแล้ว

ในตอนเย็น เยี่ยหรู่ชวนลืมตาตื่นขึ้น หลังจากเขาดื่มยาหมดในไม่กี่คำก็อ้าปากบอกให้คนไปตามน้องสาวมา

เยี่ยอวิ๋นจิ่นมาถึงอย่างรวดเร็ว ครั้นเห็นพี่ชายจะลุกขึ้น เธอก็เร่งฝีเท้าเข้าไปห้ามไว้

“ไม่เป็นไร พี่ดวงแข็ง ไม่ถึงตายหรอก…” เยี่ยหรู่ชวนกัดฟันลุกขึ้นนั่งตัวตรงช้าๆ โดยให้น้องสาวช่วยพยุง

เยี่ยอวิ๋นจิ่นบอกเขาว่าต้มน้ำแกงกระดูกหมูไว้ จะเรียกคนไปยกมาให้เดี๋ยวนี้เลย

“กินไม่ลง! พี่กลับมาคราวนี้มีเรื่องหนึ่งจะปรึกษากับเธอ”

“มีเรื่องอะไรรอให้ดีขึ้นแล้วค่อยว่ากันอีกทีเถอะ…”

“รอไม่ได้” เขาโบกมือไปมา

ตัวเยี่ยอวิ๋นจิ่นเป็นคนใจร้อน ส่วนพี่ชายนั้นมีนิสัยตรงกันข้ามกับเธอ เขาเป็นคนอารมณ์เย็น พูดอะไรสักคำก็ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ไว้เสมอ ทว่าหนนี้กลับเป็นฝ่ายร้อนรนขนาดนี้…

เธอทรุดตัวลงนั่ง “เรื่องอะไร”

เยี่ยหรู่ชวนลูบผ้าพันแผลตรงหน้าผากของตนเองที่เนื้อแหว่งหายไปจุดหนึ่งอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ระหว่างที่ท่านหัวหน้าใหญ่สกุลเจิ้งพาพี่มาส่ง พูดเตือนว่าโจรที่ดักปล้นกลุ่มนี้เป็นพวกหน้าใหม่ เขาดูไม่ออกเหมือนกันว่ามาจากไหน แต่ไม่ได้อยู่ในอาณาเขตเมืองซวี่แน่นอน เขาเลยบอกพี่ว่าวันหลังให้ระวังตัวมากขึ้น แต่ถึงท่านหัวหน้าใหญ่สกุลเจิ้งไม่พูด พี่ก็รู้ดีแก่ใจ นอกจากสวินต้าโซ่วแล้วจะมีใครอยากให้พี่ตาย ต้องโทษพี่เองที่ชะล่าใจ คิดไม่ถึงว่ามันจะถือว่าตนเองตอนนี้มีคนหนุนหลังอยู่ ถึงกับกล้าลงมือกำจัดพี่!”

สกุลสวินเป็นผู้ค้ารายใหญ่ในกิจการค้ายาสมุนไพรของเขตแดนนี้เช่นกัน สวินต้าโซ่วอยากนั่งตำแหน่งประธานสมาคมการค้ามาแต่ไหนแต่ไร แต่เมื่อก่อนไม่ว่าเป็นชื่อเสียงบารมีหรือความสามารถ เขาล้วนตกเป็นรองเยี่ยหรู่ชวนเสมอ หลายปีก่อนสวินต้าโซ่วเลยจำต้องหดหัวอยู่แต่ในกระดอง

บัดนี้ลมเปลี่ยนทิศแล้ว ปีก่อนสวินต้าโซ่วมีโอกาสได้ผูกสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตอย่างลู่หงต๋า อดีตเจ้าเมืองในสมัยราชวงศ์ชิงที่รู้จักเล่นเล่ห์ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และกลายเป็นรัฐมนตรีแล้วในตอนนี้ สถานการณ์จึงพลิกเปลี่ยนทันใด

สวินต้าโซ่วบีบคั้นเขาทุกทางรวมถึงใช้ลูกไม้กลั่นแกล้งลับหลัง แต่อย่างไรเยี่ยหรู่ชวนก็สร้างรากฐานอยู่ในเมืองเฉิงตูมานานหลายปี แม้จะไม่มีข้าราชการใหญ่หนุนหลัง แต่มีพรรคพวกเพื่อนฝูงอยู่ในทุกแวดวงอาชีพ กอปรกับเขาเป็นคนมีคุณธรรมน้ำใจ จะทำอะไรก็คำนึงถึงพวกกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางด้วย เป็นธรรมดาที่ใครต่อใครจะไม่เต็มใจให้สวินต้าโซ่วซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นคนโลภมากเห็นแก่ตัวมาโดยตลอดได้นั่งในตำแหน่งนี้ ดังนั้นทุกคนจึงร่วมแรงร่วมใจกัน ถึงแม้ในการเลือกตั้งประธานสมาคมการค้าคนใหม่เมื่อตอนต้นปีจะมีอธิบดีกรมสาธารณสุขคนใหม่ออกหน้า แต่สวินต้าโซ่วก็ยังไม่ได้สมใจหวังอยู่ดี

พอเล่นงานซึ่งๆ หน้าไม่ได้ เขาก็ใช้วิธีลอบกัด

หากไม่ใช่เพราะโชคดี คราวนี้เกรงว่าพี่ชายคงจบชีวิตกลางทางไปแล้ว ถึงตอนนั้นคงพูดกันว่าเจอโจรป่าแล้วจะไปร้องทุกข์ที่ไหนได้

อีกอย่างเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าสละตำแหน่งประธานสมาคมการค้าแล้วจะจบลง ต่อให้พี่ชายเธอยกตำแหน่งนี้ให้ แต่เสือสองตัวย่อมอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ สวินต้าโซ่วจะต้องหาทางฮุบกิจการและส่วนแบ่งทางการตลาดของสกุลเยี่ยไป ส่วนเธอทางนี้ก็ต้องโดนลูกหลงไปด้วย

เว้นแต่ว่าเธอกับพี่ชายเต็มใจยอมแพ้ ยกทุกสิ่งทุกอย่างที่บากบั่นทำมาครึ่งค่อนชีวิตให้คนอื่นไปเปล่าๆ

เธอไม่ได้วิตกกังวลมากเกินกว่าเหตุ แต่เรื่องในวันนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้น

เยี่ยอวิ๋นจิ่นย่นหัวคิ้วจนแทบชนกัน

“อวิ๋นจิ่น ที่พี่กลับมาคุยกับเธอก็เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่ะ”

เยี่ยหรู่ชวนดูมีกำลังวังชาขึ้นมาในพริบตา “เธอยังจำสกุลเฮ่อได้ไหม สมัยก่อนครอบครัวเขามีหลานชายที่ร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เกิดต้องกินโสมป่าบำรุงอยู่ตั้งนานไม่ใช่เหรอ”

เยี่ยอวิ๋นจิ่นชะงักไป “สกุลเฮ่อ?” เธอนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “พี่หมายถึงสกุลเฮ่อของท่านตาคนที่เป็นญาติห่างๆ ที่พวกเราเคยไปเยี่ยมตอนปีใหม่หลายครั้งเมื่อสิบกว่าปีก่อนหรือ”

“ใช่ สกุลเฮ่อนั้นนั่นล่ะ”

เยี่ยหรู่ชวนลืมตัวตบขาตนเองทีหนึ่งแล้วก็ทำหน้าเหยเกสูดปาดดังซี้ดทันควัน เขาเห็นน้องสาวลุกขึ้น ด้วยสีหน้าห่วงใยก็รีบโบกมือไปมา “ไม่เป็นไรๆ เธอฟังพี่พูดก็พอ ครั้งนั้นตอนเกิดเรื่องขึ้น หลานชายของสกุลเฮ่อคนนั้นอายุสิบกว่าขวบเท่านั้น ร่างกายก็ยังไม่ปกติดี นึกไม่ถึงเลยว่าไม่เพียงรอดตายมาได้ แต่เขายังรับราชการมีตำแหน่งไม่เล็กเลย เรียกได้ว่าเป็นคนหนุ่มอนาคตไกลในแวดวงสังคมตอนนี้ ดูเหมือนว่าสกุลเฮ่อจะกลับมาผงาดอีกครั้งแล้ว!”

เยี่ยอวิ๋นจิ่นนิ่งอึ้ง เธอนั่งลงช้าๆ ตามเดิม ก่อนพูดขึ้นว่า “แล้วจะมีอะไรล่ะ เดิมทีสกุลเฮ่อกับสกุลเยี่ยของเราก็ไม่ถือเป็นญาติกันจริงๆ สักหน่อย แต่ก่อนที่ไปมาหาสู่กันก็เป็นพวกเราเข้าหาเอง ทางเขาให้เกียรติถึงให้พวกเราเข้าไปโขกศีรษะคารวะผู้หลักผู้ใหญ่ พี่ไปนับพี่นับน้องกับหลานชายเขาอย่างเต็มปาก แล้วฝ่ายนั้นเคยเรียกพี่ว่าพี่ชายสักคำหรือเปล่า กลัวว่าแม้แต่พี่หน้าตาเป็นแบบไหนเขายังไม่รู้เลย ยิ่งกว่านั้นเมื่อก่อนตอนเกิดเรื่องกับสกุลเฮ่อ พวกเราไม่ได้ยื่นมือช่วยเหลืออะไร ตอนนี้เขาลืมตาอ้าปากแล้ว จะไปหาถึงบ้านเอ่ยปากนับญาติอีกได้อย่างไร”

แม่ของเธอกับนายหญิงสกุลเฮ่อเป็นลูกพี่ลูกน้องที่ห่างกันหลายชั้นจนแทบไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดแล้ว ความสัมพันธ์ระดับนี้หากเป็นในอดีตมีตระกูลหนึ่งทำผิดต้องโดนประหารเก้าชั่วโคตร อีกตระกูลก็คงไม่ถูกตัดคอ เยี่ยอวิ๋นจิ่นถึงพูดอย่างนี้

เยี่ยหรู่ชวนพูดยิ้มๆ “เธอพูดถูกจุดเลย พี่จะบอกเธอตามตรง ตอนนั้นพี่เคยช่วยพวกเขาไว้ครั้งหนึ่ง”

พอเห็นน้องสาวทำสีหน้าแปลกใจ เขาก็อดลำพองอยู่บ้างไม่ได้ แต่ไม่อมพะนำต่อ “สิบกว่าปีก่อนตอนสกุลเฮ่อโดนยึดทรัพย์ คนทั้งตระกูลนับร้อยชีวิตที่หนีก็หนีไป ที่ถูกขายก็ถูกขายไป วันหนึ่งมีคนค้าทาสมาหาพี่ถามว่าอยากซื้อสาวใช้ไว้ปรนนิบัติพัดวีไหม บอกว่ามาจากสกุลเฮ่อ อ่านออกเขียนได้ ฉลาดหัวไว หน้าตาจัดว่าชั้นหนึ่ง แค่ว่าราคาแพงอยู่สักหน่อย พี่เลยไปดู ถึงรู้ว่าเป็นหลานสาวที่ชื่อเหมยอะไรสักอย่างของเหล่าหลิ่วพ่อบ้านเก่าแก่ของสกุลเฮ่อ พี่เคยเห็นหน้าเมื่อครั้งไปเยี่ยมเยียนสกุลเฮ่อคารวะท่านตา เวลานั้นหลานของเหล่าหลิ่วน่าจะยังอายุไม่ถึงยี่สิบเลย พี่คิดว่าถ้าต้องหมดอนาคตไปอย่างนี้ก็น่าเสียดายเลยซื้อไว้ พอได้ยินเธอบอกว่ายังมีญาติพี่น้องอยู่ที่บ้านเดิม ตอนหลังพี่ก็ส่งเธอไปที่นั่น

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร แค่รู้สึกว่าสกุลเฮ่อตกอับเสียแล้ว แต่อย่างไรในอดีตก็เคยไปเยี่ยมเยียนแนะนำตัวเป็นญาติและเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันมาก่อน ในเมื่อเจอกันแล้ว จะไม่ยื่นมือช่วยก็ไม่ดี อีกอย่างใช้เงินไม่กี่ตำลึงเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าหลายเดือนก่อนเพื่อนเก่าของพี่ที่เป็นข้าราชการกรมศึกษาธิการในเมืองหลวงจะกลับมาปฏิบัติงานที่นี่ พี่จัดงานเลี้ยงต้อนรับแล้วได้ยินข่าวคราวของหลานชายสกุลเฮ่อคนนั้น บอกว่าเดี๋ยวนี้เขามีหน้ามีตามาก เพียงแต่ตอนแรกๆ ไม่รู้ว่ามีเสียงเล่าลือจากไหนว่าเขาเป็นพวกใจดำอำมหิต ไม่ใช่คนดิบดีอะไร มีคนจบชีวิตด้วยน้ำมือเขาตั้งมากเท่าไรก็ไม่รู้ เพื่อนพี่เชื่อว่าเป็นความจริงเลยเลิกสนใจไป ไม่นึกว่ามีหนหนึ่งได้พบกันโดยบังเอิญถึงรู้ว่าเป็นคนถิ่นเดียวกัน เขากลับอ่อนน้อมถ่อมตนเกินคาด มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ วางตัวดีเยี่ยม เพราะอย่างนี้เพื่อนพี่ถึงจำได้ไม่ลืม พูดชมเขากับพี่ไม่ขาดปาก ยังว่าพอพูดกันปากต่อปากมากเข้า จากเรื่องโกหกก็กลายเป็นเรื่องจริงได้ พวกข่าวลือนี่แย่จริงๆ ทำให้คนเสียชื่อเปล่าๆ ทีนี้พี่นึกไปถึงเรื่องสมัยก่อนโน้น เลยไหว้วานเพื่อนฝูงส่งจดหมายต่อให้ พี่เขียนเล่าไปในนั้นนิดๆ หน่อยๆ ทีแรกไม่ได้ตั้งความหวังอะไร แต่โดนบีบจนตรอกแล้ว ถึงได้ด้านหน้าลองเสี่ยงดวงดูเท่านั้นเอง คิดไม่ถึงว่าไม่นานก็ได้รับคำตอบจากทางนั้นแล้ว”

หงเหลียนยกน้ำแกงกระดูกหมูที่เคี่ยวจนเป็นสีขาวขุ่นเข้ามาเมื่อครู่ ตอนนี้จึงกำลังรับฟังอย่างใจจดใจจ่อ เธออดพูดเร่งไม่ได้ “นายท่านเยี่ย แล้วทางนั้นว่าอย่างไรเจ้าคะ”

“หลานชายสกุลเฮ่อฝากคนมาบอกว่าเขาได้ยินมาว่ามีลูกหลานครอบครัวเราเรียนแพทย์อยู่ในเมืองเฉิงตู ตอนนี้เขตที่เขาอยู่ทางนั้นมีวิทยาลัยแพทย์ทหารบกกำลังรับสมัครนักเรียนเลยบอกให้ไปสอบดู ขอแค่ผลคะแนนผ่านเกณฑ์และเรียนจบได้อย่างราบรื่น อีกหน่อยเขาอาจช่วยฝากเข้ารับราชการในกรมสาธารณสุขได้”

ดวงตาของเขาเป็นประกายวาววับ

“อวิ๋นจิ่น! อีกหน่อยจะเป็นอย่างไรก็ช่าง นี่เพราะหลานชายสกุลเฮ่อระลึกถึงความหลัง ถึงแสดงทีท่าเต็มใจนับพวกเราเป็นญาติเหมือนเดิม แล้วพวกเราจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้หรือ สวินต้าโซ่วมีลู่หงต๋าหนุนหลัง พวกเรามีสกุลเฮ่อ!”

“ดีเหลือเกินเจ้าค่ะ พูดขึ้นมาแล้วตอนนั้นสกุลเฮ่อก็โดนคนแซ่ลู่ให้ร้ายไม่ใช่เหรอ” หงเหลียนพูดแทรกขึ้นอย่างตื่นเต้น

เมื่อครั้งสมัยราชวงศ์ชิง สกุลเฮ่อเป็นตระกูลขุนนางทุกชั่วรุ่นของเมืองเฉิงตู เวลานั้นนายท่านใหญ่เป็นขุนนางใหญ่ของเจียงหนาน* มีหน้าที่บริหารกิจการค้าเกลือ แต่เพราะเขาไม่อยากสมรู้ร่วมคิดกับลู่หงต๋าคนถิ่นเดียวกันซึ่งรั้งตำแหน่งเจ้าเมืองในตอนนั้น จึงไม่เพียงโดนปรักปรำ แต่ยังโดนกล่าวหาว่าสกุลเฮ่อเคยติดต่อกับสือต๋าไคพวกกบฏผมยาว ที่หลบเข้าไปอยู่ในเสฉวนหลายสิบปี ซ้ำยังมีหลักฐานยืนยันว่าสกุลเฮ่อเป็นกบฏจริงๆ และลอบซุกซ่อนสมบัติของกบฏผมยาวจำนวนมหาศาลไว้หลังจากสือต๋าไคตายไปอีกด้วย

นายท่านใหญ่สกุลเฮ่อหาสมบัติก้อนนั้นมาไม่ได้ อีกทั้งไม่สามารถล้างมลทินให้สกุลเฮ่อ ราชสำนักจึงพิพากษาลงโทษ ในยุคที่คนเลวเรืองอำนาจในแผ่นดิน สกุลเฮ่อที่เดิมเป็นตระกูลใหญ่ทรงเกียรติของถิ่นนี้จึงหายลับจากสายตาของชาวเมืองเฉิงตู

สิบกว่าปีต่อมา ขณะเรื่องอดีตของสกุลเฮ่อค่อยๆ ถูกผู้คนลืมเลือนไป ทายาทของสกุลเฮ่อกลับปรากฏตัวขึ้นอีก ซ้ำยังมีอำนาจหนุนหลังคนอื่นได้ พี่ชายถึงได้รีบร้อนมาหาเธอแบบนี้

เยี่ยอวิ๋นจิ่นกำลังลังเลใจ

ฝ่ายพี่ชายไม่ได้สังเกตว่าน้องสาวเงียบไป เขายังพูดไปเรื่อยๆ “อวิ๋นจิ่น อย่าไปสนใจว่าเป็นราชวงศ์ชิงหรือชัง พวกหมวกแดง ต่างหากที่สำคัญ โดยเฉพาะครอบครัวอย่างพวกเรา ดังนั้นพี่ถึงมาหาเธอ รีบส่งเสวี่ยจื้อไปที่นั่นให้รู้จักกับน้าชายคนนี้ไว้ จะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปไม่ได้เด็ดขาด”

เยี่ยอวิ๋นจิ่นสองจิตสองใจครู่หนึ่ง ครั้นคิดถึงเมื่อสามวันก่อนที่ลูกสาวแสดงท่าทีเด็ดเดี่ยวอย่างนั้น ในที่สุดเธอก็จนปัญญาจะยืนกรานในความคิดของตนเองต่อไป

เธอพูดหยั่งเชิง “พี่ใหญ่ หลานชายสกุลเฮ่อไม่ได้เจาะจงให้เสวี่ยจื้อไป พี่ก็รู้ว่าเธอไปคงไม่ค่อยสะดวกนัก ฉันว่าเรียกเสียนฉีกลับมาจากตงหยาง ดีกว่า ให้เขาไปเรียนก็คงเหมือนๆ กัน”

เยี่ยเสียนฉีเป็นลูกชายคนเดียวของเยี่ยหรู่ชวน เมื่อสองปีที่แล้วตอนซูเสวี่ยจื้อไปเรียนวิทยาลัยแพทย์ในเมืองเฉิงตู เขาไม่ชอบที่นั่น บอกว่าจะไปเรียนต่อที่ตงหยางเพราะวิชาการแพทย์ของทางนั้นเจริญก้าวหน้า แม้ว่าเยี่ยหรู่ชวนจะไม่วางใจ แต่สุดท้ายขัดใจลูกชายไม่ได้ จึงตอบตกลงตามความต้องการของเขาและส่งไปเรียนต่อที่ตงหยาง ตอนนี้ก็ผ่านไปสองปีแล้ว

เยี่ยหรู่ชวนเอ่ย “มีหรือพี่จะไม่รู้ว่าเสวี่ยจื้อไปไม่สะดวก ก่อนหน้านี้พี่ส่งโทรเลขถึงเสียนฉีบอกให้เขากลับมา แต่เขาไม่ยอม พูดทำนองว่าไม่มีเป้าหมายจะเป็นข้าราชการ ทั้งยังบอกว่ากำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเรียน เขาทำคะแนนได้ดีเยี่ยมทุกวิชา เป็นเด็กเรียนเก่ง พอเรียนจบที่ตงหยาง อาจารย์จะแนะนำเขาไปทางซีหยางเพื่อเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปอีก หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมกลับ พี่หมดปัญญาจริงๆ จะให้ไปถึงตงหยางลากตัวกลับมาก็คงไม่ได้ ถึงคิดว่าให้เสวี่ยจื้อไปแทนก่อน รอเสียนฉีเรียนจบกลับมาแล้วค่อยวางแผนกันใหม่อีกที ตอนนี้ขอแค่ผูกสัมพันธ์กับสกุลเฮ่อไว้ ไปมาหาสู่กันบ่อยๆ ถึงเวลานั้นด้วยคุณสมบัติของเสียนฉี ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะไม่ช่วย อวิ๋นจิ่น เธอวางใจได้ พี่คิดทุกอย่างไว้แล้ว”

เขาพูดต่อ “พอเสวี่ยจื้อไปถึงที่นั่น ทั้งเรื่องเข้าเรียนและการกินการอยู่ พี่เตรียมการไว้พร้อมหมดแล้ว ไม่เกิดข้อผิดพลาดใดๆ แน่”

เยี่ยอวิ๋นจิ่นรู้ว่าปิดบังต่อไปไม่ได้แล้ว เธอบุ้ยใบ้บอกให้หงเหลียนเฝ้าหน้าประตูและถึงเล่าเหตุการณ์ที่ลูกสาวยื่นคำขาดจะกลับไปใช้ชีวิตเป็นผู้หญิง ก่อนก่อความวุ่นวายขึ้นจนเกือบเสียชีวิตเมื่อสามวันก่อน

“พี่ใหญ่…” ผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้ใครมาครึ่งชีวิตถึงกับตาแดงเรื่อแล้ว

“ฉันเป็นคนอาภัพ ชั่วชีวิตนี้ฉันมีเลือดเนื้อเชื้อไขอยู่คนเดียว เดิมทีฉันตั้งใจว่าเจอคนที่เหมาะสมเชื่อถือได้เมื่อไรก็จะขอให้แต่งเข้าตระกูลแล้วให้เธอกลับมาเป็นผู้หญิง ตอนนี้ดูท่าว่าจะทำไม่ได้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดว่าจะให้เธอไปเรียนหนังสือที่นั่นอีก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอจริงๆ พี่ว่าฉันอยู่ไปจะมีความหมายอะไร”

เยี่ยหรู่ชวนอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปในชั่วขณะ

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 6 .. 67 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: