คุณหนูเฉาแกล้งทำท่าโกรธงอน “พอเถอะค่ะ นับกันตามอาวุโส พวกคุณทุกคนมีศักดิ์เป็นคุณลุงคุณอาของฉันกันทั้งนั้น ยังจะรุมกันล้อเลียนเด็กรุ่นหลานอย่างฉันอยู่ตรงนี้อีกหรือคะ”
ทุกคนรีบแสร้งพูดขอโทษขอโพย จากนั้นเสียงสนทนาอย่างครื้นเครงดังระงมขึ้น ภริยาของกงสุลอังกฤษก็มาถึงแล้ว คุณหนูเฉาถึงสบช่องขอตัวในตอนนี้ ไปคล้องแขนเธอเดินพูดคุยแย้มยิ้มแยกไปพร้อมกับคุณหนูคุณนายติดหน้าตามหลังกลุ่มหนึ่ง
“ผู้บัญชาการเฮ่อ ยินดีด้วยครับที่คว้าไข่มุกเม็ดงามมาได้ ในบรรดาผู้ชายทั่วทั้งเมืองเทียน ไม่สิๆ น่าจะรวมไปถึงเมืองหลวงด้วย ไม่มีคนไหนวาสนาดีเท่าคุณเลย ว่าแต่จะแย้มพรายสักนิดได้ไหมว่าเมื่อไรจะได้ดื่มเหล้าในงานมงคลสมรสของคุณกับคุณหนูเฉาสักที ผมน่ะเตรียมใส่ซองไว้นานแล้วนะ” พอคุณหนูเฉาเดินไปแล้ว ผู้ว่าฯ โจวจึงกระเซ้าเฮ่อฮั่นจู่ต่อ
ชายหนุ่มทำหน้ายิ้มๆ ไม่พูดตอบ เขาหันไปเห็นติงชุนซานเดินฝ่ากลุ่มคนมาทางนี้พลางเอ่ยขอตัวกับพวกผู้ว่าฯ โจวแล้วหมุนตัวสาวเท้าไปหา
ติงชุนซานพูดกระซิบ “ท่านผู้บัญชาการ พวกนายท่านเยี่ยกับคุณชายซูนั่งรถของฟู่หมิงเฉิงออกไปแล้วครับ”
เฮ่อฮั่นจู่ย่นหัวคิ้วเข้าหากันน้อยๆ “มันเรื่องอะไรกัน บอกให้คุณรออยู่ข้างนอกไม่ใช่หรือ”
ติงชุนซานรายงานว่าเมื่อครู่เขารออยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าหน้าโรงแรมตลอด คิดไม่ถึงว่าตอนพวกนายท่านเยี่ยกับคุณชายซูลงมาจะไม่ได้เดินมาทางประตูใหญ่ แต่ออกทางประตูเล็ก พอเขาเห็นแล้วกำลังจะรีบตามไป ไม่นึกว่าฟู่หมิงเฉิงจะอยู่ใกล้ๆ เหมือนกัน ซ้ำยังตัดหน้าเขาเดินไปบอกว่าจะพาไปส่งก่อน เขาจะเข้าไปแย่งคนอีกก็ไม่เหมาะ
“ผมทำงานบกพร่องเอง ท่านผู้บัญชาการโปรดลงโทษด้วย” ผู้เป็นนายดูท่าทางจะไม่พึงใจ ส่งผลให้ติงชุนซานหายใจไม่ทั่วท้องอยู่สักนิด
เฮ่อฮั่นจู่นิ่งไปอึดใจหนึ่ง เขาตวัดตามองท้องฟ้าด้านนอกที่มืดสนิท
“ช่างเถอะ เขาไปส่งก็เหมือนกัน” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบๆ ก่อนหมุนตัวออกเดินไป
งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ หลังกล่าวเปิดงานท่านกงสุลกับภริยาเต้นลีลาศคู่กันเป็นการเปิดฟลอร์ จากนั้นคนอื่นๆ ถึงพาคู่เต้นรำเข้าร่วมวง
เฮ่อฮั่นจู่ย่อมต้องเต้นรำกับคุณหนูเฉาแน่นอน ร่างของคนทั้งคู่ขยับเคลื่อนอยู่บนฟลอร์ด้วยลีลาพลิ้วไหว เป็นคู่ที่ดึงดูดสายตาผู้คนได้มากที่สุด ข่มรัศมีของเจ้าภาพในค่ำคืนนี้ให้หมองลงโดยไม่ต้องสงสัย ใครๆ ต่างชมเปาะว่าหนุ่มหล่อสาวสวยเป็นคู่สร้างคู่สมกัน พากันถามยกใหญ่ว่าใกล้จะมีข่าวดีเมื่อไร
เมื่อเต้นรำเพลงแรกจบ เฮ่อฮั่นจู่กับคุณหนูเฉาต่างฝ่ายต่างแยกกันไปโอภาปราศรัยกับแขกในงานอีกครา
หมู่ชนชั้นสูงแต่งกายงดงามพูดจาปราศรัยกันในบรรยากาศงานเลี้ยงหรูหรา ใบหน้าของแต่ละคนประดับด้วยรอยยิ้ม หากแต่ในแววตากลับซุกซ่อนจุดประสงค์และความมุ่งหวังที่จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้
ปกติงานสังสรรค์ประเภทนี้ชายหนุ่มรับมือได้อย่างช่ำชองจัดเจนเหมือนเป็นการทำงาน
ทว่าคืนนี้ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใดเขากลับใจลอยเข้าเสียแล้ว
คงเพราะไม่ได้กินอาหารมื้อเย็นก็มาร่วมงานเลี้ยง ทั้งที่ยังหัวค่ำอยู่เขากลับเริ่มรู้สึกอ่อนล้า
“ทำไมยังไม่เห็นคุณฟู่มาเลยล่ะ”
ทันใดนั้นเขาได้ยินคนที่อยู่ใกล้ๆ คุยซุบซิบถึงฟู่หมิงเฉิง
“นั่นสิ น่าแปลก ก่อนเริ่มงานผมเจอเขาตรงประตูทางเข้า ยังทักทายกันอยู่เลยนะ”
“เมื่อครู่ท่านกงสุลถามหาเขาอยู่เหมือนกัน”
เฮ่อฮั่นจู่มองไปทางหน้าประตูโถงโดยไม่รู้ตัว
ฟู่หมิงเฉิงยังไม่กลับมาจริงๆ
โรงแรมอยู่ห่างจากสถานีรถไฟไม่ไกล ตามหลักแล้วครึ่งชั่วโมงก็พอให้เขาไปกลับได้
คืนนี้ฟู่หมิงเฉิงออกงานสังคมของเมืองเทียนในฐานะเจ้าสัวใหญ่คนใหม่ของกิจการเดินเรือเป็นครั้งแรก
สำหรับเขาแล้วถือว่าสำคัญ
ฉะนั้นเขาส่งคนเสร็จแล้วยังไปที่ไหนต่ออีกใช่หรือไม่
และอยู่กับใคร
นั่นน่าจะเป็นเรื่องอะไรที่สำคัญกว่างานนี้ เขาถึงได้ชักช้าไม่ยอมกลับมาสักที