เขากินอย่างช้าๆ เคี้ยวทีละนิดๆ รู้สึกว่าอาหารนั้นเข้าสู่ท้องที่อดอยากหิวโหยมานาน นำมาซึ่งพลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้ว
เขาหลับไปครู่หนึ่งแล้วก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง วันเวลาผันผ่านไปอย่างเงียบเชียบ หมอกขาวไม่เคยสลาย ทว่าแสงอาทิตย์มักจะเล็ดลอดเข้ามาในม่านหมอก บอกให้เขารู้ถึงการเปลี่ยนสลับระหว่างกลางวันและกลางคืน
ไม่รู้ว่าเขาอยู่ในกรงขังนี้นานเพียงใดแล้ว สามสิบวัน? สี่สิบวัน? เขาไม่แน่ใจ
สรุปว่าวันรุ่งขึ้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมา ชายหนุ่มแซ่ซ่งก็ปรากฏตัวที่นอกประตูกรงขังอีกครั้ง
คราวนี้อีกฝ่ายนำตะกร้าไม้ไผ่มาด้วยใบหนึ่ง ในตะกร้าไม้ไผ่มีเนื้อ ผัก ข้าว ยังมีสุรา กระทั่งมีสาลี่อีกด้วย
ชายหนุ่มนำข้าวของเข้ามาวางในกรงขังทีละอย่างๆ เพื่อให้สะดวกแก่การเอาเข้ามา ของทั้งหมดล้วนใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ที่สามารถผ่านซี่กรงได้พอดี
อีกฝ่ายมองเขาแล้วยิ้ม ไม่ได้พูดอะไรมากมายนัก ก่อนจะไปศึกษาอาคมที่อยู่บนประตูกรงขังอีกครั้ง
แม้เขาจะรู้ว่าบุรุษแซ่ซ่งอาจจะกลับมาอีกครั้ง แต่กลับไม่เคยคิดว่าอีกฝ่ายจะตั้งใจพกของกินมาด้วย ยิ่งคาดไม่ถึงว่าชายหนุ่มถึงกับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาแล้วมาอีก
ทุกครั้งที่เขานึกว่าอีกฝ่ายยอมแพ้แล้ว บุรุษผู้นั้นก็จะปรากฏตัวอีกครั้ง แต่ละครั้งล้วนนำอาหารที่แตกต่างกันมาด้วย ทั้งของหวานและของคาว ซาลาเปา หมั่นโถว แผ่นแป้งย่าง แผ่นแป้งทอด เนื้อวัว เนื้อแพะ เนื้อหมู ไก่…
‘ข้ายังนึกว่าเจ้ากินง่ายเสียอีก’
เขามองชายหนุ่มแวบหนึ่ง จากนั้นก็กัดน่องไก่ย่างที่ทั้งหอมกรุ่นและมันฉ่ำคำหนึ่ง เคี้ยวแล้วกลืนลงไป
ชายหนุ่มหัวเราะขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มคุยกับเขาถึงเรื่องของสตรีผู้นั้นเหมือนอย่างเคย พอนึกย้อนกลับไปเขาไม่แน่ใจว่าบุรุษผู้นี้เริ่มพูดคุยกับเขาตั้งแต่เมื่อไรและจำไม่ได้ว่าตนเคยให้กำลังใจอีกฝ่ายด้วย
แต่กว่าเขาจะรู้สึกตัว เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งแล้ว
ทุกครั้งที่บุรุษผู้นั้นมาก็จะพยายามปลดอาคมคุมขังบนประตู กินข้าวดื่มสุราด้วยกัน และเอ่ยถึงสตรีที่อาศัยอยู่บนเกาะร่วมกับเขา
‘อาหลิงน่ะอารมณ์ร้าย แต่อันที่จริงนางเป็นคนดีมาก แม้จะปากคมดั่งมีด ทว่ากลับใจอ่อนเหมือนเต้าหู้’ ซ่งอิ้งเทียนกล่าวแล้วหัวเราะเบาๆ ‘คนเช่นนี้น่ะ จะว่าไปก็เสียเปรียบมาก คำชื่นชมไม่ต้องใช้เงิน ข้าว่านางเองก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ แต่นางแค่บังคับให้ตนเองพูดและก็ฝืนทนได้ไม่นานหรอก’
พูดถึงตรงนี้แล้วนึกถึงท่าทางดื้อดึงของสตรีผู้นั้น ชายหนุ่มก็หัวเราะอีกครั้งแล้วทอดถอนใจ