‘นางน่ะ แม้จะชอบทำสีหน้าเย็นชา พอไม่ระวังก็ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ง่ายว่านางใจแข็ง แต่พอเห็นเสื้อผ้าเด็กขาดรุ่ยแล้วนางยังคงอดไม่ได้ที่จะช่วยเย็บให้’
เขากินน่องไก่ ไม่เข้าใจว่าทั้งที่ตนไม่เคยตอบกลับคนผู้นี้เลย เหตุใดอีกฝ่ายจึงยังสามารถพูดเองเออเองได้ไม่รู้จบ
‘นี่สหาย ข้าขอถามเจ้า หากวันใดประตูนี้เปิดออกแล้ว เรื่องที่เจ้าอยากทำที่สุดคืออะไร’
ดวงหน้าเล็กๆ ที่ขาวซีดของหญิงสาวผุดขึ้นมาในสมองเขาเป็นอันดับแรก
เขาสามารถมองเห็นดวงหน้าอันงดงามสดใสของนางได้ สามารถได้ยินนางร้องเพลงสรรเสริญยามรุ่งอรุณ สวดภาวนายามอาทิตย์อัสดง ยิ้มยินดีท่ามกลางสายฝน เต้นระบำท่ามกลางสายลม
เขาสามารถมองเห็นได้แม้จะผ่านไปเนิ่นนานหลายปีเพียงนั้นแล้ว ยังคงสามารถมองเห็นสามารถได้ยิน
หากออกจากประตูนี้ไปแล้ว สิ่งที่เขาอยากทำที่สุดคืออะไร…คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวเสมอมา
เขาอยากพบนาง ทว่าไม่ได้เอ่ยปาก ไม่ได้ตอบอะไรออกไป
บุรุษแซ่ซ่งไม่มีทางเข้าใจ และเขาก็ไม่อยากพูดกับคนอื่นด้วย
‘สหาย หากวันใดข้าเปิดประตูได้แล้วเจ้าไม่มีเรื่องอื่นใด จะมาช่วยข้าหรือไม่’
เขาได้สติกลับมา มองอีกฝ่ายโดยไร้ซึ่งวาจา
ชายหนุ่มเหลือบมองเขาด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า ‘แน่นอนว่ามิใช่ทำโดยไร้สิ่งตอบแทน หากเจ้ายอมคุ้มครองอาหลิง ในอนาคตข้าจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อช่วยเจ้าถอนอาคมคุมขังบนร่าง เงื่อนไขนี้เป็นอย่างไร’
เขาดื่มสุราอึกหนึ่ง ยังคงไร้ซึ่งคำพูด
บุรุษแซ่ซ่งจากไปแล้วก็มา มาแล้วก็ไปอีกครั้ง หลังจากนั้นจู่ๆ ก็ไม่มาอีกเลย
เขาทั้งไม่เคยคาดหวังและแน่นอนว่าก็ไม่มีทางผิดหวัง เขาชินนานแล้ว มนุษย์ป่วยได้ แก่ได้ และตายได้
หลังจากห่างหายไปสักระยะ วันหนึ่งบุรุษแซ่ซ่งผู้นั้นก็ปรากฏตัวนอกกรงขังอีกครั้ง ทั้งเนื้อทั้งตัวดูผ่ายผอมลงไปมาก
‘ขออภัยด้วย’ ซ่งอิ้งเทียนยิ้มแล้วเอ่ยว่า ‘หลายวันก่อนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย กระทั่งไม่กี่วันมานี้ถึงได้ฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง ให้เจ้ารอนานแล้ว แต่ก็เพราะอย่างนี้จึงทำให้ข้าคิดตกในบางเรื่องแล้ว’
อีกฝ่ายหยิบสุราอาหารออกมาคล้ายกับหยิบของบรรณาการ จากนั้นก็เริ่มจัดการกับประตูกรงขังบานนั้นอีกครั้ง
ซ่งอิ้งเทียนไปๆ มาๆ เหมือนเช่นเคย แล้วก็ลองจัดการประตูบานนั้นเป็นพักๆ
หลังจากนั้นในวันที่เขายังคงไม่ได้โอบกอดความหวังเอาไว้ ประตูบานนั้นก็เปิดออก