อาหลิงเห็นดังนั้นแล้วจึงกลับลงไปนั่งบนเสื่อ
เขามองสตรีข้างกาย รอยยิ้มยิ่งลึกล้ำ สงสัยว่านางคงตระหนักได้ถึงการตอบสนองเมื่อครู่ของตน
อาหลิงมักคิดว่านางมิใช่คนดี แต่เขารู้ว่าเขาไม่เคยมองนางผิด
แม้จะแน่ใจแล้วว่าเด็กหญิงคนนั้นว่ายน้ำเก่ง ไม่เป็นอะไร แต่นางยังคงจับจ้องไปยังจุดนั้น กระทั่งเด็กหญิงคนนั้นขึ้นเรือไป นางถึงได้ดึงสายตากลับมา
แต่ภายใต้แสงวสันต์เจิดจ้า เขาสังเกตได้ว่านางมองไปยังที่อันแสนไกล เรียวคิ้วขมวดเล็กน้อย นัยน์ตาดำขลับหม่นแสงราวกับคิดถึงความทรงจำและอดีตที่คับแค้นอะไรบางอย่าง
เขารู้ว่าคือสิ่งใด นางเคยบอกเขา ความคับแค้นและความเจ็บปวดที่พันธนาการนางไว้เหล่านั้น อีกทั้งสหายรักที่เติบโตมากับนาง ร้องไห้และหัวเราะมาด้วยกันผู้นั้น
เขายื่นมือไปประคองใบหน้านางอย่างแผ่วเบา มิอาจควบคุมตนเองได้
อาหลิงตะลึงงัน หันศีรษะมามองเขา
“เจ้ายังคงคิดว่าตอนนั้นเตี๋ยอู่หักหลังเจ้าหรือ”
อาหลิงมองเขา นัยน์ตาดำฉายแววหงุดหงิดเล็กน้อย ช่วงก่อนหน้าตอนฤดูหนาวอยู่ว่างๆ บุรุษผู้นี้ไม่ว่าสิ่งใดก็จะหยั่งเชิงถามเอากับนาง กล่อมนาง ต้องการให้นางเปิดใจพูดคุยเรื่องอดีตในปีนั้น
เดิมทีนางไม่อยากจะพูดมากอีก ทว่าค่ำคืนยามเหมันต์ยาวนาน ทั้งสองอยู่ด้วยกันบนเตียง ว่างๆ เขาก็ถามโน่นถามนี่ ตอนแรกเริ่มเรื่องที่ถามยังเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย เช่นว่าตอนเด็กๆ นางอาศัยอยู่ที่ใด ชอบกินอะไร เล่นอะไร สิ่งที่ถามล้วนไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร นางตอบกลับโดยไม่ได้คิดมาก
ไหนเลยจะรู้ว่าเขามักฉวยโอกาสยามนางใกล้หลับถามนางมากยิ่งขึ้น ถามถึงอาซือหลัน ถามถึงอวิ๋นเมิ่ง ถามถึงเตี๋ยอู่ ถามถึงจื่อจิง ถามถึงปาหลาง ถามถึงเมืองนั้น ถามถึงแม่มดใหญ่…
นางไม่ได้ตั้งตัว ผ่านไปเนิ่นนานจึงทำให้เขาปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตตอนนั้นออกมาได้มากยิ่งขึ้น มีคืนหนึ่งเขาถึงกับกางเรื่องราวออกมาพูดกับนางตรงๆ
‘เจ้าบอกว่าก่อนหน้านั้นเตี๋ยอู่สาบานเป็นพี่น้องกับเจ้า หลายปีที่ผ่านมาช่วยเหลือเจ้าจากภยันตรายหลายครั้ง เจ้าคิดว่านางจะเห็นด้วยกับการบูชายัญเจ้าเพื่อการใหญ่ของกงฉีจริงๆ หรือ’
‘ยามเจ้าถูกพาไปยังสนามรบค่ายทหาร ตั้งแต่ต้นจนจบล้วนไม่เคยพบนางมิใช่หรือ’
‘เจ้าก็รู้ บางทีนางอาจไม่เคยรู้ว่ากงฉีจะทำอันใดกับเจ้า’
ตอนนั้นนางทั้งโมโหทั้งหงุดหงิด ทว่ากลับจำต้องตระหนักว่าเขากล่าวไม่ผิด ตอนนั้นนางถูกพาตัวไปแนวหน้าสนามรบ ตั้งแต่ต้นจนจบไม่เห็นเตี๋ยอู่จริงๆ แต่หากเขาพูดถูก ถ้าที่เขาพูดถูกต้อง นั่นก็หมายความว่า…