บางทีเตี๋ยอู่อาจจะไม่ได้หักหลังนาง
นางไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองได้ยินว่าเขาพูดอะไร ชั่วครู่นั้นก็เดือดดาลขึ้นมาจริงๆ ทั้งโมโหเขาและโมโหตนเองด้วย แต่หากกงฉีปิดบังเตี๋ยอู่จริงๆ หากเตี๋ยอู่ไม่ได้ทำ หากเตี๋ยอู่ไม่รู้…
‘ข้าขอสาปแช่งเจ้า ข้าต้องการให้เจ้าเฝ้ามองโลกมนุษย์สูญสิ้นเป็นเพื่อนข้า! ข้าขอสาปแช่งเขา ข้าต้องการให้เขาทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรก แม้จะไปเกิดใหม่เขาก็ต้องจบชีวิตด้วยคมมีดของเจ้าทุกชาติ! ข้าต้องการให้เขาถูกเจ้าหักหลังทุกครั้งไป ข้าต้องการให้เขาได้ลิ้มรสชาติของการถูกหักหลัง! ข้าต้องการให้ราตรีนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกตราบชั่วฟ้าดินสลาย!’
ทันใดนั้นเองอาหลิงก็นึกถึงเรื่องที่นางทำกับเตี๋ยอู่อย่างบ้าคลั่งและสูญเสียการควบคุม ใต้ดวงจันทร์เหนือกำแพงเมืองอันทรุดโทรมในปีนั้น นึกถึงคำสาปแช่งที่สาปสตรีนางนั้น น้ำตาก็พลันเอ่อล้นขึ้นมา
“เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้” นางมองบุรุษที่อยู่ตรงหน้าแล้วถามด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
“เพราะข้ารู้…” เขาประคองดวงหน้าที่เปียกชื้นด้วยน้ำตาของนาง จับจ้องดวงตาอันเจ็บปวดของนางพลางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน “ความเคียดแค้นเป็นเนื้อร้ายที่น่ากลัว อยากรักษามันต้องหามันให้เจอ หักใจลงมีดเฉือนทิ้งให้หมดสิ้น ระหว่างนี้แม้จะเจ็บปวดจะเลือดไหล แต่อย่างนั้นนั่นล่ะจึงจะดี จึงจะสามารถรักษาให้หายขาดได้” เขาเช็ดน้ำตาของนางแล้วเอ่ยบอก “มนุษย์ล้วนเคยกระทำผิดทั้งสิ้น เจ้าเคย ข้าเองก็เคย เยี่ยเตี๋ยอู่ก็เคย เรื่องเรื่องหนึ่งหากเกิดความผิดพลาด บางทีมิใช่เพียงปัญหาของคนคนเดียว เรื่องราวอาจร้ายแรงจนถึงขั้นเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจกู่กลับได้ บางทีคนที่อยู่ในเหตุการณ์อาจจะตัดสินใจผิดพลาดกันไม่มากก็น้อย แต่ไม่ว่าจะเป็นนางผิดหรือเจ้าผิด เจ้าจะไม่แปลกใจเชียวหรือ ไม่อยากทำให้มันกระจ่างหรือ”
“หากคนที่ผิดคือนางจริงๆ เล่า” อาหลิงถามด้วยโทสะ
เขามองนางแล้วยิ้มบาง “นั่นก็ต้องถามเจ้าแล้วว่าอยากทำอย่างไร”
คำตอบนี้ทำให้อาหลิงยิ่งเดือดดาลกว่าเดิม เพราะนางรู้ เขาจะกล่าวเช่นนี้ จะทำเช่นนี้ ก็คือต้องการให้นางไปใคร่ครวญอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา หากเตี๋ยอู่ถูกปิดบัง ไม่เคยหักหลังนาง เช่นนั้นคนที่ทำผิดก็คือนางแล้ว
นี่ก็คือเหตุผลว่าเหตุใดเขาจึงต้องรอหลายวันเพียงนี้แล้วค่อยพูดถึงขึ้นมาอีกครั้ง
เขารู้ว่านางจะคิดก็คือต้องการให้นางไปคิด
“คนอย่างท่านช่างน่ารังเกียจจริงๆ” นางก่นด่าทั้งน้ำตา
ชายหนุ่มได้ยินแล้วกลับยิ้มพลางกุมมือนางไว้
“ขออภัย ข้าผิดไปแล้ว” เขามองนาง อมยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ดูสิ กล่าวขออภัยไม่ยากเลย”
“ท่านอยากให้ข้าไปขออภัย?” นางมองชายน่ารังเกียจตรงหน้าอย่างหงุดหงิด
“ข้าไม่ได้กล่าวเช่นนี้” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แต่ถ้าเจ้ารู้สึกว่าตนเองทำผิด บางทีการเอ่ยปากขออภัยก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ไม่เลว”
อาหลิงขมวดคิ้ว เม้มริมฝีปากแล้วเบือนหน้าหนี ทว่ากลับเห็นเงาร่างของเหล่าเด็กหญิงพิงอยู่ด้วยกันบนเรือลำเล็กไกลๆ ลำนั้น ช่างเหมือนกับพวกนางสามคนในวันวาน
เดิมทีนางนึกว่าตนเองลืมไปนานแล้ว แต่ความทรงจำมักจะผุดขึ้นมาในเวลานี้เสมอ ทำให้นางนึกถึงอาซือหลันที่ปรุงยาด้วยกันกับนาง อวิ๋นเมิ่งที่ร้องเพลงด้วยกัน เตี๋ยอู่ที่รำดาบด้วยกัน นางมองเห็นพวกนางนอนอยู่บนผืนหญ้าด้วยกัน ชมฟ้าครามเมฆขาว มองดวงดาวและดวงจันทร์ พูดคุยเรื่องจิปาถะที่ไม่สลักสำคัญเลยสักนิด
นาง เตี๋ยอู่ และอวิ๋นเมิ่งเคยเป็นสหายที่ดีที่สุด ลำบากด้วยกัน หัวเราะด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขต่างๆ มากมายมาด้วยกัน นางยังนึกว่าพวกนางจะสามารถรักษามิตรภาพอันลึกซึ้ง ประคับประคองกันและกัน แบ่งปันทุกข์สุขไปจนยามแก่เฒ่าได้
ไหนเลยจะรู้ว่าต่อมาจะเดินทางมาถึงขั้นนี้