ตลอดมานางล้วนคิดว่าเตี๋ยอู่หักหลังนาง กระทั่งชั่วขณะที่เขาเอ่ยเตือนขึ้นมา นางเพิ่งตระหนักได้ว่าบางทีเตี๋ยอู่เองก็อาจจะเป็นเหยื่อเช่นกัน
“หากคนที่ผิด…เป็นข้าล่ะ”
อาหลิงได้ยินเสียงอันแหบพร่าของตนเอง นางเพิ่งตระหนักได้ว่าตนพูดอะไรออกไป แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ทำให้นางอดตัวสั่นไม่ได้
เขากุมมือนางไว้และใช้มืออีกข้างทับไว้ข้างบน เสียงทุ้มต่ำเอ่ยข้างหูนางอย่างอ่อนโยน
“หากเจ้าผิด เจ้าก็ควรขออภัย”
อาหลิงมองทัศนียภาพงดงามเบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของชายหนุ่มข้างกาย ได้ยินถ้อยคำเจือหัวเราะของเขาดังขึ้นเบาๆ
“พูดว่าขออภัย ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้สึกผิดอย่างยิ่ง”
น้ำตาเอ่อขึ้นมาอีกครั้ง คลออยู่ตรงขอบตาทำให้ทิวทัศน์พร่ามัว
ลมวสันต์พัดมา นางเพียงได้ยินเขาเอ่ยว่า “สำนึกผิดมันยาก การจะเผชิญหน้ากับความผิดพลาดของตนนั้นยากยิ่งกว่า แต่เจ้าทำได้ ข้ารู้”
ชายหนุ่มใช้มือทั้งสองข้างกอบกุมมือเล็กๆ ของนาง มองทิวทัศน์ตรงหน้าด้วยกันกับนางพลางเอ่ยปากด้วยรอยยิ้มบาง
“ข้ารู้” อาหลิงใจสั่น รู้สึกเพียงว่าหยาดน้ำตาไหลอาบใบหน้า นางกล่าวย้ำอย่างหงุดหงิด “คนอย่างท่านช่างน่ารังเกียจจริงๆ”
เขายิ้มแล้วหัวเราะอีกครั้ง
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและเสียงไอหลายทีทำให้นางหัวใจบีบรัดตามไปด้วย อาหลิงรีบยื่นมือไปรินชาสมุนไพรอุ่นๆ ให้เขา
เขาดื่มชา จากนั้นก็วางศีรษะบนไหล่นางแล้วถอนหายใจอย่างจนใจทันทีในขณะที่นางวางถ้วย
อาหลิงสัมผัสได้ว่าเขาอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง เขากุมมือนางไว้อีกครั้ง นวดคลึงเบาๆ ทำให้หัวใจนางหดรัดและเห่อร้อนเล็กน้อย
แสงอาทิตย์อบอุ่นสาดส่องอย่างเงียบเชียบ ทำให้ผิวทะเลสาบสะท้อนแสงเป็นประกาย
‘ไม่ต้องกลัว ข้าจะอยู่กับเจ้า’
เสียงของเขาดังอยู่ในหัว ทำให้น้ำตาเอ่อขึ้นมา
‘จะอยู่เคียงข้างเจ้าแน่นอน…’
นั่นเป็นคำมั่นสัญญาที่ไม่ได้มีความหมาย
คนคนนี้อ่อนแอจนกลายเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้จะยังมีชีวิตอยู่ได้นานเพียงใด
แต่นางอยากเชื่อมั่น นางต้องเชื่อมั่น ดังนั้นนางจึงนั่งอยู่อย่างนี้ ให้เขาเอนพิง กุมมือนาง และมองดูภูเขาและลำธารด้วยกัน
…มองดูความสงบสุข
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ม.ค. 69